วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2569

นับถอยหลังอีก 2 วัน! “มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ.2569” จัดพิธีบวงสรวงใหญ่ นางรำ 134 คน รำถวายอย่างงดงาม เสริมสิริมงคลก่อนเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก 1 พ.ย. นี้

นับถอยหลังอีก 2 วัน! “มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ.2569” จัดพิธีบวงสรวงใหญ่ นางรำ 134 คน รำถวายอย่างงดงาม เสริมสิริมงคลก่อนเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก 1 พ.ย. นี้


อุดรธานี 30 ตุลาคม 2569 – บรรยากาศแห่งความตื่นเต้นและการเฉลิมฉลองเริ่มต้นขึ้นแล้ว! ก่อนเปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกในอีกเพียง 2 วัน กับงาน “มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569” มหกรรมพืชสวนระดับนานาชาติครั้งแรกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย โดยวันนี้ได้มีการจัด พิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่งใหญ่ เพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนการเปิดงาน ท่ามกลางบรรยากาศอันศักดิ์สิทธิ์และงดงามของศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น พร้อมการแสดงรำถวายจากนางรำจำนวน 134 คน สะท้อนความพร้อมและความภาคภูมิใจของชาวอุดรธานีในการเป็นเจ้าภาพต้อนรับผู้มาเยือนจากทั่วโลก


พิธีบวงสรวงจัดขึ้น ณ หมู่บ้านอีสาน พื้นที่จัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด ตำบลกุดสระ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี โดยมี นางศศิญา ปานตั้น รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เป็นประธานในพิธีบวงสรวงและจุดเทียนชัย เพื่อแสดงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำพื้นที่ และขอพรให้การจัดงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและประสบความสำเร็จ ภายในพิธีเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความเป็นสิริมงคลแก่การจัดงาน นับเป็นการเริ่มต้นอันงดงามก่อนเปิดให้เข้าชมมหกรรมพืชสวนโลกระดับนานาชาติครั้งสำคัญของประเทศไทย ที่พร้อมต้อนรับผู้มาเยือนจากทั่วทุกมุมโลกสู่จังหวัดอุดรธานี

ไฮไลต์สำคัญของพิธีคือการรำถวายจากนางรำจำนวน 134 คน ที่ร่วมถ่ายทอดความงดงามของศิลปวัฒนธรรมอีสาน ผ่านลีลาการร่ายรำอันอ่อนช้อยและพร้อมเพรียง สร้างสีสันและความประทับใจให้แก่ผู้ร่วมพิธี โดยจำนวน 134 คนยังสอดคล้องกับระยะเวลาการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกที่เปิดให้เข้าชมตลอด 134 วัน นับเป็นอีกหนึ่งภาพแห่งความภาคภูมิใจที่สะท้อนอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ความศรัทธา และการมีส่วนร่วมของชาวอุดรธานี ก่อนก้าวสู่การเป็นเจ้าภาพมหกรรมพืชสวนระดับนานาชาติ


สำหรับ “มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569” เตรียมเปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าชมตั้งแต่ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ถึง 14 มีนาคม 2570 รวม 134 วัน บนพื้นที่กว่า 1,030 ไร่ ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด ภายใต้แนวคิด “ความหลากหลายแห่งสรรพชีวิต: สายสัมพันธ์แห่งผู้คน สายน้ำ และพืชพรรณ สู่การดำรงชีวิตที่ยั่งยืน” (Diversity of Life: Connecting People, Water and Plants for Sustainable Living) โดยได้รับการรับรองจากสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH)

ภายในงานเตรียมพบกับความงดงามของ สวนนานาชาติรวม 32 สวน จาก 17 ประเทศ และ 2 องค์กรนานาชาติ แบ่งเป็น สวนนานาชาติภายนอกอาคาร 16 สวน และสวนนานาชาติภายในอาคาร 16 สวน พร้อมด้วย สวนองค์กรจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนชั้นนำของไทย 16 สวน ซึ่งจะนำเสนอความงดงามของพืชพรรณ ศิลปะการจัดสวน และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมจากนานาประเทศ ถือเป็นโอกาสพิเศษที่ประชาชนและนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสความหลากหลายของพืชสวนจากทั่วโลกภายในงานเดียว


หนึ่งในไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด คือสวนจัดแสดงพรรณไม้กว่า 50 สวน ที่รวบรวมพรรณไม้เด่นและพรรณไม้หายากจากทั่วโลกจำนวนหลายหมื่นต้น อาทิ สวนนุ่นยักษ์จากทวีปอเมริกาใต้ สวนอินทผลัมยักษ์ สวนเบาบับด่าง สวนมะกอกโอลีฟ สวนสนใบพาย ต้นกระบก ตาลโตนด ต้นรวงผึ้ง ราชพฤกษ์ ยี่เข่ง ตาลฟ้า และไม้ดัดรูปทรงแปลกตาจากประเทศจีน ซึ่งบางต้นมีมูลค่าสูงถึงหลักแสนบาท พร้อมสร้างสีสันด้วย ไม้ดอกไม้ประดับหมุนเวียนรวมกว่า 1 ล้านต้น ตลอดระยะเวลาการจัดงาน ให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสความงดงามของพืชพรรณที่หลากหลายในแต่ละช่วงเวลา นอกจากนี้ ยังมี นิทรรศการ 16 นิทรรศการ แบ่งเป็น นิทรรศการหมุนเวียนภายในอาคาร 8 นิทรรศการ และนิทรรศการภายนอกอาคาร 8 นิทรรศการ พร้อม การประกวดพืชพรรณ 7 ประเภท และกิจกรรมประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านพืชสวน เทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ และนวัตกรรมสีเขียว

สำหรับพื้นที่จัดงานแบ่งออกเป็น 6 โซนสำคัญ ได้แก่ 1. โซนทางเข้าและจุดจำหน่ายบัตร ให้บริการจำหน่ายบัตร ข้อมูล และอำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าชม 2. โซนสวนจัดแสดงและอาคารหลัก นำเสนอความงดงามและความหลากหลายของพรรณไม้ พร้อมอาคารสำคัญ เช่น เรือนอีสาน ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของท้องถิ่น 3. โซนสวนนานาชาติ จัดแสดงสวนจากประเทศและองค์กรนานาชาติ 4. โซนนิทรรศการภายในอาคาร ประกอบด้วย อาคารเรือนกระจก สำหรับจัดแสดงนิทรรศการวิชาการหมุนเวียนและการประกวดพืชพรรณ อาคารอำนวยการ สำหรับจัดแสดงสวนนานาชาติภายในอาคาร โรงเรือนไม้ในร่ม ที่จัดแสดงไม้ประดับและกล้วยไม้ และ โรงเรือนจัดแสดงสวนพืชทะเลทราย ที่จัดแสดงพืชตระกูลแคคตัส 5. โซนนิทรรศการวิชาการภายนอกอาคาร อาทิ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ นิทรรศการไม้ผลและเทคโนโลยีการเกษตร นิทรรศการไม้ดอกไม้ประดับ สวนกล้วยไม้ สวนบัว และนิทรรศการสวนคาร์บอนเครดิต และ 6. โซนสวนพรรณไม้ประจำจังหวัด สวนไผ่ และเรือนเพาะชำ ถ่ายทอดความหลากหลายของพรรณไม้และองค์ความรู้ด้านการเพาะขยายพันธุ์พืช ให้ผู้เข้าชมได้เพลิดเพลินกับความงดงามของธรรมชาติ ควบคู่กับการเรียนรู้ด้านการเกษตร นวัตกรรม และสิ่งแวดล้อมตลอดเส้นทางการเยี่ยมชม

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญที่สร้างความโดดเด่นให้กับมหกรรมครั้งนี้ คือ สถาปัตยกรรมที่ผสานอัตลักษณ์อุดรธานีและภูมิปัญญาอีสานเข้ากับธรรมชาติ ผ่านการออกแบบที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ได้แก่ 1. อาคารประชาสัมพันธ์ หรือ “อาคารรูปไห” ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียงและ “ข้อง” ภาชนะสานด้วยไม้ไผ่สำหรับใส่ปลา 2. อาคารเฉลิมพระเกียรติ ผสานแนวคิดจากวัดป่าภูก้อนและดอกบัว ภายในประดิษฐานพระศรีอริยเมตไตรย “พระพุทธภัทรบรมสุข” พร้อมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “ผลพระคุณ ธ รักษา” และนิทรรศการ “134 ปีแห่งเรื่องราว สู่เมืองอุดรธานีวันนี้” 3. อาคารอำนวยการ หรือ “อาคารรูปไซ” ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องมือจับปลาพื้นบ้าน 4. อาคารเรือนกระจก ได้รับแรงบันดาลใจจาก “เฮือนแฝด” ผสานการออกแบบร่วมสมัย เน้นความโปร่งโล่งและการถ่ายเทอากาศ และ 5. หมู่บ้านอีสาน ถ่ายทอดวิถีชีวิตและความผูกพันของครอบครัวชาวอีสาน ผ่านการจำลองเรือนพื้นถิ่นดั้งเดิมรูปแบบต่าง ๆ ให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสเสน่ห์ทางวัฒนธรรมของภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างใกล้ชิด

นอกจากความงดงามของสวนและพรรณไม้แล้ว ภายในงานยังมีกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสทรงครองราชย์ครบ 10 ปี และ กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 6 รอบ พร้อมจัดแสดงพระราชกรณียกิจ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการส่วนพระองค์ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร อีกทั้งยังเตรียมสร้างสีสันตลอดการจัดงานด้วย การแสดงศิลปวัฒนธรรมกว่า 200 รายการ ตลอด 134 วัน ณ “ลานตุ้มโฮม” รวมถึงกิจกรรมเฉลิมฉลองเทศกาลและวันสำคัญต่าง ๆ พร้อมชวนเลือกซื้อสินค้าและลิ้มรสอาหารท้องถิ่นจาก “ตลาดชุมชนริมน้ำ” ที่รวบรวมร้านค้าท้องถิ่น 50 ร้าน หมุนเวียนจำหน่ายอาหาร สินค้าเกษตร และผลิตภัณฑ์ชุมชน ภายใต้แนวคิดตลาดรักษ์โลกที่มุ่งลดการใช้พลาสติกและส่งเสริมการคัดแยกขยะเพื่อกระจายรายได้และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนในพื้นที่

อีกเพียง 2 วันเท่านั้น! เตรียมร่วมเป็นส่วนหนึ่งของมหกรรมพืชสวนระดับโลกครั้งสำคัญของประเทศไทย เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 – 14 มีนาคม 2570 เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 08.00–20.00 น. ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด จังหวัดอุดรธานี บัตรเข้าชมสำหรับบุคคลทั่วไปราคา 199 บาท ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ จำหน่ายผ่านเคาน์เตอร์ All Ticket ที่ร้าน 7-Eleven ทั่วประเทศ เว็บไซต์จำหน่ายบัตรอย่างเป็นทางการ https://www.allticket.com/event/UdonExpo2026 และจุดจำหน่ายบัตรหน้างาน นอกจากนี้ ยังมีบัตรเข้าชมประเภทอื่น ๆ ได้แก่ บัตรเจ้าบ้านอุดรธานี บัตรเครือสบายดี บัตรแบบกลุ่ม และบัตรเข้าชมฟรีสำหรับผู้มีสิทธิ์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LINE Official Account: @organizer.udonexpo 
 

“PRIS 2026” วันที่สองคึกคัก! “ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” ร่วมปาฐกถาพิเศษ สภาเภสัชกรรมเดินหน้าขับเคลื่อนวิจัยและนวัตกรรมสุขภาพไทย

“PRIS 2026” วันที่สองคึกคัก! “ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” ร่วมปาฐกถาพิเศษ สภาเภสัชกรรมเดินหน้าขับเคลื่อนวิจัยและนวัตกรรมสุขภาพไทย


30 ตุลาคม 2569 สภาเภสัชกรรม ร่วมกับราชวิทยาลัยเภสัชกรรมแห่งประเทศไทย จัดการประชุมวิชาการวิจัยและนวัตกรรมทางเภสัชกรรมระดับชาติ ครั้งที่ 2 (PRIS 2026) ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยได้รับเกียรติจาก เภสัชกร ปรีชา พันธุ์ติเวช นายกสภาเภสัชกรรม ร่วมด้วย เภสัชกร นักวิจัย และบุคลากรด้านสุขภาพเข้าร่วมกิจกรรมทางวิชาการอย่างต่อเนื่อง ทำให้บรรยากาศวันที่สองเป็นไปอย่างคึกคัก


สำหรับ การประชุมวิชาการวิจัยและนวัตกรรมทางเภสัชกรรมระดับชาติ ครั้งที่ 2 หรือ PRIS 2026 (Pharmacy Research and Innovation Summit 2026) โดย ศาสตราจารย์ ดร. เภสัชกรชลภัทร สุขเกษม ผู้ช่วยเลขาธิการสภาเภสัชกรรมและประธานคณะจัดงาน PRIS2026 และ เภสัชกร อภินันท์ วัชราภิชาต ผู้ช่วยเลขาธิการ กล่าว การจัดงานในปีนี้ “มุ่งเน้นการนำองค์ความรู้ ข้อมูล (Data) และนวัตกรรม มาประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ป่วยและการพัฒนางานวิจัยเชิงลึก เพื่อเปลี่ยนแนวคิดบนหน้ากระดาษให้กลายเป็นโซลูชันที่ตอบโจทย์ระบบสุขภาพได้อย่างแท้จริง


โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ กล่าวปาฐกถาพิเศษในการประชุมวันที่สอง ซึ่งสะท้อนถึงการเชื่อมโยงโลกของงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมทางการแพทย์เข้ากับวิชาชีพเภสัชกรรมอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อจุดประกายให้บุคลากรทางเภสัชกรรมและนักวิจัยก้าวข้ามกรอบการทำงานเดิม สู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมสุขภาพที่สามารถนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์และใช้ประโยชน์ได้จริงในระบบสาธารณสุข 


หลังจากที่วันแรกได้ปูรากฐานด้านนโยบายและทิศทางอนาคตของวิชาชีพไปแล้ว กิจกรรมทางวิชาการในวันที่สองจึงเป็นการเจาะลึกทักษะและการปฏิบัติงานจริง โดยมีไฮไลต์สำคัญอยู่ที่เวทีวิชาการด้านเภสัชกรรมคลินิกและการบริบาลทางเภสัชกรรม ที่มุ่งยกระดับมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยให้มีความปลอดภัยและแม่นยำยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการบรรยายและแลกเปลี่ยนแนวทางการใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูล (Data Utilization) เพื่อยกระดับคุณภาพงานวิจัยทางเภสัชกรรมให้สามารถนำไปอ้างอิงและต่อยอดในระดับนโยบายได้


อีกหนึ่งสีสันสำคัญของวันนี้ คือการเปิดพื้นที่ให้พลังของคนรุ่นใหม่ได้ฉายแสงผ่านกิจกรรม PSAT Health Hack 2026 ซึ่งสภาเภสัชกรรมจัดขึ้นร่วมกับสมาพันธ์นิสิตนักศึกษาเภสัชศาสตร์แห่งประเทศไทย (สนภท.) เพื่อเปิดเวทีให้นิสิตนักศึกษาเภสัชศาสตร์ได้ประชันแนวคิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมแก้ไขปัญหาสุขภาพ สะท้อนถึงการเตรียมความพร้อมบุคลากรทางเภสัชกรรมรุ่นใหม่ให้มีทักษะด้านนวัตกรรมควบคู่ไปกับความรู้ทางวิชาชีพ

ขณะเดียวกัน บรรยากาศการนำเสนอผลงานวิจัยทั้งในรูปแบบปากเปล่า (Oral Presentation) และโปสเตอร์ (Poster Presentation) จากนักวิจัยและบุคลากรทางเภสัชกรรมทั่วประเทศ รวมถึงพื้นที่จัดแสดงนวัตกรรม (Innovation Zone) ยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงนักวิจัยและผู้พัฒนาเข้ากับหน่วยงานภาครัฐและภาคอุตสาหกรรม ก่อนจะปิดท้ายด้วยการมอบรางวัลผลงานวิจัยและนวัตกรรมดีเด่น เพื่อเชิดชูเกียรติและสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานเพื่อสังคมต่อไป

ความสำเร็จของเวที PRIS 2026 ตลอดทั้งสองวัน ไม่เพียงสะท้อนถึงศักยภาพของเภสัชกรไทยที่ครอบคลุมการดูแลสุขภาพประชาชนในทุกมิติ แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการหลอมรวมงานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดและสรุปกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://pris.pharmacycouncil.org/th หรือสอบถามสำนักงานเลขาธิการสภาเภสัชกรรม โทร. 02-591-9992 อีเมล pr@pharmacycouncil.org

ส.ซอฟท์เทนนิส สุดปลื้ม! ส่งเด็กไทยลุยคว้า 3 เหรียญทองแดงศึกเยาวชนโลก 2026 ที่จีน

ส.ซอฟท์เทนนิส สุดปลื้ม! ส่งเด็กไทยลุยคว้า 3 เหรียญทองแดงศึกเยาวชนโลก 2026 ที่จีน 


ถือเป็นผลงานทะลุเป้าของ
สมาคมกีฬาซอฟท์เทนนิสแห่งประเทศไทยกับการแข่งขันระดับโลก. ซึ่งต้องขอชื่นชมและแสดงความยินดีกับนักกีฬาซอฟท์เทนนิสเยาวชนทีมชาติไทย ที่สามารถคว้า 3 เหรียญทองแดง จากการแข่งขัน The 5th World Junior Soft Tennis Championships 2026 ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน

ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่น ความทุ่มเท และความพยายามในการฝึกซ้อมและพัฒนาศักยภาพของนักกีฬาอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ สมาคมฯ ขอชื่นชมและเป็นกำลังใจให้กับนักกีฬาทุกคนที่เข้าร่วมการแข่งขัน แม้บางคนจะยังไม่สามารถคว้าเหรียญรางวัลได้ แต่ทุกความพยายามและประสบการณ์ที่ได้รับจากการแข่งขันในเวทีระดับโลก ล้วนเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาตนเองสู่ความสำเร็จในอนาคต


สมาคมฯ ขอขอบคุณนักกีฬา ผู้ฝึกสอน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่ร่วมกันทุ่มเทและทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ พร้อมทั้งขอเป็นกำลังใจให้นักกีฬาทุกคนมุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จในระดับนานาชาติต่อไป

🇹🇭 ทุกความพยายามคือความภาคภูมิใจของซอฟท์เทนนิสไทย

#สมาคมกีฬาซอฟท์เทนนิสแห่งประเทศไทย
#SoftTennisThailand
#WorldJuniorSoftTennis2026
#TeamThailand

วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2569

พว. พลิกโฉมการศึกษาไทย เปิดตัวโมเดล “AI-Enhanced GPAS 5 Steps” ในงานอบรมสร้างสื่อการสอน ยุคดิจิทัล ณ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ยานนาเวศ


  เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2569 สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ร่วมกับโรงเรียน เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ยานนาเวศ เขตสาทร จัดงานอบรมเชิงปฏิบัติการ “โครงการอบรมการสร้างวิดีโอสื่อการสอนด้วย AI + AI Powered Content” เพื่อติดอาวุธทักษะดิจิทัล และกระบวนการคิดขั้นสูง เชิงระบบให้แก่ผู้บริหาร คณะครู และบุคลากรทางการศึกษา โดยได้รับเกียรติจาก ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) เป็นวิทยากรบรรยายพิเศษ พร้อมทีมวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศร่วมทำเวิร์กช็อปตลอดทั้งวัน โดยมีครูเข้ารับการอบรมจำนวน 91 คน โดยการอบรมครั้งนี้มุ่งยกระดับทักษะเดิมและเสริมทักษะใหม่ หรือ Upskill และ Reskill เพื่อให้ครูมีความเชี่ยวชาญในการประยุกต์ใช้ PW Plus และ AI ออกแบบสื่อและกิจกรรมการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อ AI กำลังเปลี่ยนโลกการศึกษา ครูไทยจะหยุดอยู่แค่การสอนตามตำราไม่ได้อีกต่อไป! พว. เดินหน้ายกระดับทักษะครูรุ่นใหม่ ใช้ AI พลิกวิธีสอนผ่านApplication PW Plus Active Learning GPAS 5 Steps เปลี่ยนครูเป็นโค้ช สร้างเด็กคิดเป็น ทำเป็น และต่อยอดสู่นวัตกร เพื่อพัฒนาสู่การสร้าง AI ด้วยตัวของผู้เรียนเอง ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือน หากยังยึดติดกับการท่องจำ อีก 10–20 ปี ไทยอาจถูกทิ้งห่างด้านคุณภาพบุคลากร ในวันที่ AI สามารถตอบคำถามและสร้างผลงานได้ภายในไม่กี่วินาที ความท้าทายของการศึกษาไทยจึงไม่ใช่เพียงการสอนให้เด็กใช้เทคโนโลยี แต่คือการเตรียมครูให้มีทักษะมากพอที่จะพัฒนาเด็กจากผู้ใช้ AI ไปสู่ผู้สร้างสรรค์นวัตกรรม AI ด้วยตนเอง เป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงให้ครูใช้ AI เป็น แต่ต้องสามารถนำเทคโนโลยีไปผสานกับกระบวนการ Active Learning GPAS 5 Steps เพื่อเปลี่ยนห้องเรียนจากการรับความรู้ตามตำรา ไปสู่พื้นที่ฝึกคิด วิเคราะห์ ลงมือปฏิบัติ และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง อันเป็นรากฐานของการพัฒนาเด็กไทยให้ก้าวสู่การเป็นนวัตกรในอนาคต


ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) กล่าวว่า ปัญหาสำคัญของการศึกษาไทย คือการจัดการเรียนรู้ที่ยังยึดติดกับหนังสือและการท่องจำ ทั้งที่หลักสูตรแท้จริงคือแผนการจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการคิด หากไม่เร่งเปลี่ยนวิธีสอน อีก 10–20 ปีข้างหน้า ประเทศไทยอาจยิ่งตามหลังประเทศอื่นด้านคุณภาพบุคลากร
ดร.ศักดิ์สิน ย้ำว่า AI ต้องเป็นเครื่องมือช่วยครู ไม่ใช่เครื่องมือคิดแทนเด็ก โดยเฉพาะนักเรียนระดับประถมศึกษาที่จำเป็นต้องได้รับการวางรากฐานการคิดอย่างเข้มแข็ง สามารถวิเคราะห์ ตรวจสอบข้อมูล และแยกแยะคำตอบที่ถูกต้อง ก่อนพัฒนาไปสู่การใช้ AI สร้างชิ้นงานและนวัตกรรมอย่างมีคุณธรรมจริยธรรม


ด้าน นายประวิทย์ มิ่งขวัญ ผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ยานนาเวศ กล่าวว่า การอบรมครั้งนี้ช่วยเติมเต็มองค์ความรู้และสร้างความมั่นใจให้ครู ซึ่งเดิมมีความตื่นตัวด้าน AI อยู่แล้ว แต่ยังต้องการผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยต่อยอดเทคนิคการใช้งานอย่างถูกต้อง เพื่อปรับบทบาทจากผู้ถ่ายทอดความรู้เป็น “โค้ช” ที่คอยกระตุ้นให้เด็กคิดเป็น ทำเป็น และแก้ปัญหาเป็น โรงเรียนได้เตรียมนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปต่อยอดการจัด กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการคิดขั้นสูง เชิงระบบ GPAS. 5 Stepsในปีการศึกษาหน้า พร้อมสนับสนุนให้โรงเรียนภาครัฐอื่น ๆ เร่งพัฒนาทักษะ การใช้แอปพลิเคชัน PW Plus AI ของบุคลากรทางการศึกษา โดยใช้กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบซึ่งเป็นกระบวนการ GPAS 5 Stepsที่ได้การรับรองระดับนานาชาติ ในการ พัฒนาศักยภาพในขั้นสูงให้กับผู้เรียนอย่างทั่วถึง เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก


สำหรับบรรยากาศและกิจกรรมการอบรมเชิงปฏิบัติการในวันนี้ (ระหว่างเวลา 08.30 – 16.00 น.) คณะครูผู้เข้าร่วมรับการอบรมได้ลงมือฝึกปฏิบัติการใช้งานเครื่องมือ AI ยุคดิจิทัลอย่างเข้มข้นผ่าน 6 โมดูลหลัก รายละเอียดตามกำหนดการ ได้แก่ 
Module 1 และ 2 Module AI Landscape & Content Workflow : ทบทวนเครื่องมือพื้นฐานปรับปรุงการเขียน Prompt และทำความเข้าใจกระบวนการผลิตเนื้อหาดิจิทัลขั้นสูง 
Module 3 Script & Storyboard with AI : การใช้ AI ช่วยวิเคราะห์เนื้อหาเชิงลึก ร่างบท และออกแบบสตอรี่บอร์ด 
Module 4 AI Video Production : การลงมือทำ Workshop สร้างภาพ ตัวละคร ฉาก แอนิเมชัน และเสียงประกอบวิดีโอ 
Module 5 AI Power Content : เน้นการเปลี่ยนบทบาทผู้เรียนจาก "ผู้รับชม" (Passive Learner) มาเป็น "ผู้มีส่วนร่วม" (Active Learner) โดยใช้ AI ที่สามารถโต้ตอบกับผู้เรียน ให้เกิดกิ จกรรมเพิ่มทักษะการคิดได้ดียิ่งขึ้น 
Module 6 Final Production Challenge : กิจกรรมการปล่อยพลังสร้างสรรค์ ผลิตสื่อการสอนดิจิทัลขนาดสั้น (Mini Learning Content) ที่อ้างอิงองค์ความรู้และศาสตร์พระราชาอย่างเทิดทูนและถูกต้องตามหลักวิชาการ
 

งานอบรมในครั้งนี้ ถือเป็นมิติใหม่ของการยกระดับวิชาชีพครูไทยในปี พ.ศ. 2569 ที่แสดงให้เห็นว่า เทคโนโลยีที่ทรงพลังที่สุดก็ยังต้องทำงานภายใต้การควบคุมโดยหัวคิดและหัวใจของมนุษย์ เพื่อส่งต่อทักษะแห่งอนาคตและสร้างค่านิยมพลเมืองดีให้แก่เยาวชนไทยอย่างยั่งยืนสืบไป

วันอังคารที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2569

บริษัท 888 ร่ำรวย จำกัด เดินหน้าสร้างภาพยนตร์ “18 ฝน เด็กนรก” เปิดตัวนักแสดงหน้าใหม่ ถ่ายทอดดราม่าเข้มข้นสะท้อนสังคม


บริษัท 888 ร่ำรวย จำกัด นำโดย คุณสุรชัย ชินชัย ประธานบริษัท เดินหน้าโครงการสร้างภาพยนตร์เรื่อง “18 ฝน เด็กนรก” ภาพยนตร์แนวดราม่าและแอ็กชันที่มุ่งสะท้อนปัญหาสังคม ผ่านเรื่องราวชีวิตวัยรุ่นที่เติบโตท่ามกลางความเหลื่อมล้ำ ปัญหาครอบครัว ความอิจฉาริษยา และสภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อการตัดสินใจในชีวิต

ภาพยนตร์เปิดตัวนักแสดงหน้าใหม่ 15 คน ได้แก่ ซาเซน ธีร์ปพน, ไบเบิ้ล อาชวิน, สตาร์ อริสรา ลีโอนี่, อลิส ณัฐฐากุล, ออดี้ ธนวรรธน์, ออร่า กัญญมล, เฌอร์ลิน ยุรัญชรัญญา, จิ๊ฟฟี่ พัชราภรณ์, อัสติน กีรติวัธน์, แพง ปุญชรัสมิ์, มิน วีรพงษ์, หมอก วีรภัทร, อิคคิว ชิติสรรค์, เดียร์ ธมกร และดิว ธมน พร้อมนักแสดงสมทบอีกมากมายที่จะร่วมถ่ายทอดเรื่องราวผ่านบทบาทที่หลากหลาย


เนื้อเรื่องกล่าวถึงชีวิตของ เสือ สิงห์ และยอด ที่ร่วมต่อสู้และปล้นคนรวยเพื่อช่วยเหลือคนจน ก่อนเกิดเหตุการณ์ที่เสือตัดสินใจล่อเจ้าหน้าที่เพื่อเปิดทางให้สิงห์และยอดพาเด็ก ๆ หลบหนีไปยังชุมชนแออัด เมื่อเด็กเหล่านั้นเติบโตขึ้น แต่ละคนกลับมีความคิดและเลือกเส้นทางชีวิตแตกต่างกัน บางคนมุ่งมั่นทำตามความฝัน ขณะที่บางคนเผชิญปัญหาและเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและการค้าประเวณี


คุณสุรชัยนำเสนอแนวคิดของภาพยนตร์เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า ฐานะและความรู้ไม่ได้เป็นเครื่องวัดจิตสำนึกของคนเสมอไป โดยหยิบยกประเด็น “ความรู้ท่วมหัว แต่ไร้สติ” รวมถึงปัญหาการทอดทิ้งลูกและการเลี้ยงดู เพื่อชวนสังคมตั้งคำถามถึงบทบาทของครอบครัวและสภาพแวดล้อมที่มีผลต่ออนาคตของเยาวชน



“18 ฝน เด็กนรก” จึงมุ่งถ่ายทอดเรื่องราวมากกว่าความดราม่าและฉากแอ็กชัน โดยสะท้อนให้เห็นถึงผลของการตัดสินใจและปัจจัยที่หล่อหลอมชีวิต พร้อมตั้งคำถามสำคัญว่า สังคมจะช่วยสร้างโอกาสให้เด็กและเยาวชนก้าวข้ามข้อจำกัดและเลือกเส้นทางชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างไร


วช. พลิกภาพเกษตรกลางกรุง! โชว์ปลูกสตรอว์เบอร์รีพระราชทาน 89 ในโรงเรือนอัจฉริยะ “อ.พีระศักดิ์” ชี้ เทคโนโลยีช่วยรับมือโลกเดือด เปิดมิติใหม่เกษตรไทย


วช. เดินหน้าถ่ายทอดองค์ความรู้เกษตรสมัยใหม่ เปิดศูนย์เรียนรู้ระบบปลูกพืชในโรงเรือนอัจฉริยะ โชว์ความสำเร็จสตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทาน 89 ออกดอกออกผลกลางกรุงเทพฯ ตอกย้ำศักยภาพเทคโนโลยีที่ช่วยควบคุมสภาพแวดล้อมการผลิต พร้อมเปิดโอกาสให้เกษตรกรและประชาชนเรียนรู้การประยุกต์ใช้งานวิจัยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูก


เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 เวลา 08.00 น. รศ.ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท ผู้อำนวยการศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลไม้ นำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้ระบบปลูกพืชในโรงเรือนอัจฉริยะ วช. ภายในกิจกรรมเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ครบรอบ 67 ปี ภายใต้งาน NRCT FORUM 2026 โดยนำเสนอความก้าวหน้าของการปลูกสตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทาน 89 ในโรงเรือนอัจฉริยะ ซึ่งสามารถออกดอกและติดผลได้ภายใต้สภาพแวดล้อมของกรุงเทพมหานคร


รศ.ดร.พีระศักดิ์ กล่าวว่า การจัดแสดงครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ด้านการผลิตสตรอว์เบอร์รีด้วยเทคโนโลยีโรงเรือนอัจฉริยะ ให้เกษตรกรและผู้สนใจสามารถเรียนรู้แนวทางการนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง โดยเฉพาะในช่วงที่ภาคการเกษตรกำลังเผชิญความท้าทายจากภาวะโลกร้อนและสภาพอากาศแปรปรวน การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยควบคุมสภาพแวดล้อมจึงเป็นอีกทางเลือกสำคัญในการลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก และเพิ่มโอกาสในการผลิตพืชที่มีคุณภาพ


“ผลผลิตสตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทาน 89 ที่กำลังออกดอกออกผลภายในศูนย์เรียนรู้แห่งนี้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีโรงเรือนอัจฉริยะ ซึ่งช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช และทำให้การปลูกสตรอว์เบอร์รีในเขตเมืองเป็นสิ่งที่สามารถศึกษาและพัฒนาต่อยอดได้” รศ.ดร.พีระศักดิ์ กล่าว


พร้อมอธิบายว่า สตรอว์เบอร์รีสามารถกระตุ้นการออกดอกได้ด้วยการจัดการอุณหภูมิ โดยแนวทางที่นำเสนอคือการให้ต้นพันธุ์ได้รับสภาพอุณหภูมิต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียสเป็นระยะเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ทั้งนี้ ผลลัพธ์ยังขึ้นอยู่กับพันธุ์พืช ระยะการเจริญเติบโต และการจัดการสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมด้วย

“พระราชทาน 89” สายพันธุ์เด่น ต่อยอดงานวิจัยสู่เกษตรสมัยใหม่


สำหรับสตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทาน 89 เป็นพันธุ์ที่เกิดจากความร่วมมือทางวิชาการระหว่างมูลนิธิโครงการหลวงและมหาวิทยาลัยนเรศวร โดยมีพันธุ์พระราชทาน 80 เป็นพันธุ์แม่ และพันธุ์ 329 เป็นพันธุ์พ่อ ผ่านการพัฒนาและทดลองปลูกเพื่อคัดเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสมต่อการผลิตและปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี

พันธุ์ดังกล่าวได้รับพระราชทานชื่อจากพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยเลข 89 เชื่อมโยงกับพระชนมายุ 89 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงมีพระราชดำริในการก่อตั้งมูลนิธิโครงการหลวง


จุดเด่นของสตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทาน 89 ได้แก่ ผลขนาดปานกลางถึงใหญ่ น้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 15 กรัม รูปทรงกรวยถึงทรงกลมปลายแหลม ผิวผลสีแดงเข้มถึงแดงเลือดหมูเมื่อแก่เต็มที่ มีรสหวานและกลิ่นหอม อีกทั้งมีรายงานข้อมูลปริมาณสารแอนโทไซยานินและค่าความหวานเฉลี่ยประมาณ 12.30 องศาบริกซ์ รวมถึงคุณสมบัติด้านความทนทานต่อการขนส่ง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาผลผลิตสู่ตลาด

วช. หนุนการเรียนรู้เทคโนโลยี เปิดทางเลือกใหม่ให้เกษตรกรไทย


ด้านระบบการผลิต โรงเรือนอัจฉริยะสามารถนำอุปกรณ์ตรวจวัดและระบบควบคุมมาใช้บริหารจัดการน้ำ ปุ๋ย และอุณหภูมิ โดยบางระบบสามารถสั่งงานและติดตามการทำงานผ่านโทรศัพท์มือถือ ช่วยให้ผู้ปลูกตรวจสอบสภาพการผลิตได้สะดวกยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การลงทุนเริ่มต้นสำหรับโรงเรือนและอุปกรณ์ตามรูปแบบที่นำเสนออยู่ที่ประมาณ 100,000 บาท โดยต้นทุนจริงขึ้นอยู่กับขนาดโรงเรือน วัสดุ และระดับเทคโนโลยีที่เลือกใช้


การดำเนินงานของศูนย์เรียนรู้ระบบปลูกพืชในโรงเรือนอัจฉริยะ วช. จึงเป็นอีกแนวทางในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการเข้ากับการเรียนรู้ของเกษตรกรและประชาชน เปิดโอกาสให้เห็นตัวอย่างการใช้เทคโนโลยีเพื่อจัดการปัจจัยการผลิต และนำข้อมูลไปพิจารณาต่อยอดให้เหมาะสมกับพื้นที่และต้นทุนของตนเอง


ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถเข้าชมการจัดแสดงและเรียนรู้การปลูกสตรอว์เบอร์รีในโรงเรือนอัจฉริยะได้ภายในงาน NRCT FORUM 2026 ระหว่างวันที่ 27–29 ตุลาคม 2569 เวลา 08.00–16.00 น. และสามารถติดต่อขอเข้าเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้ฯ ของ วช. ภายหลังจบงานได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 063-639-2697


การนำสตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทาน 89 มาแสดงให้เห็นถึงการเติบโตและติดผลกลางกรุง จึงไม่ใช่เพียงการนำเสนอผลผลิตทางการเกษตรเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสในการเผยแพร่ความรู้และแสดงให้เห็นถึงบทบาทของ วช. ในการสนับสนุนการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ภาคเกษตรไทยปรับตัวรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในอนาคต


นับถอยหลังอีก 2 วัน! “มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ.2569” จัดพิธีบวงสรวงใหญ่ นางรำ 134 คน รำถวายอย่างงดงาม เสริมสิริมงคลก่อนเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก 1 พ.ย. นี้

นับถอยหลังอีก 2 วัน! “มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ.2569” จัดพิธีบวงสรวงใหญ่ นางรำ 134 คน รำถวายอย่างงดงาม เสริมสิริมงคลก่อนเปิดต้อนรับ...