วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569

หลังเวที IMF–World Bank ถึงเวลาปฏิรูปการคลังให้เป็นรูปธรรม

การประชุมประจำปี IMF–World Bank ที่กรุงเทพฯ ปิดฉากไปกว่าสองสัปดาห์แล้ว คำถามต่อจากนี้คือรัฐบาลไทยจะนำข้อหารือบนเวทีโลกมาขับเคลื่อนนโยบายในประเทศอย่างไร โดยเฉพาะการปฏิรูปการคลัง ความสำเร็จของการเป็นเจ้าภาพจะมีความหมายก็ต่อเมื่อต่อยอดเป็นความคืบหน้าที่ชัดเจนจับต้องได้
นางคริสตาลินา จอร์เจียวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวระหว่างการประชุมที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ว่า สิ่งสำคัญสำหรับรัฐบาลต่างๆ คือ "การเร่งซ่อมแซมพื้นฐานด้านการคลังก่อนรอยร้าวจะขยายกว้าง" พร้อมย้ำว่า "ถึงเวลาแล้วที่ประเทศต่าง ๆ ควรให้ความสำคัญกับการเพิ่มรายได้ ทบทวนรายจ่าย และปรับปรุงการบริหารการเงินภาครัฐ" และเตือนว่าความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจโลกกำลังถึงขีดจำกัด เพราะพื้นที่ทางการคลังของหลายประเทศกำลังลดน้อยลง
โจทย์การคลังของไทยวันนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว รัฐบาลจัดทำงบประมาณขาดดุลต่อเนื่องมาเกือบสองทศวรรษ และขยายเพดานหนี้สาธารณะเป็นร้อยละ 70 ของ GDP ตั้งแต่ปี 2564 เพื่อรองรับวิกฤตโควิด-19 ขณะที่เศรษฐกิจยังเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ ช่องว่างทางการคลังที่จะใช้รับมือวิกฤตครั้งต่อไปจึงแคบลงเรื่อย ๆ ในขณะที่สังคมสูงวัยมีแต่จะเพิ่มภาระด้านสวัสดิการและสาธารณสุข ต้นทุนดอกเบี้ยของหนี้ที่สะสมมากขึ้นจะเบียดบังงบลงทุน ทั้งนี้ สัดส่วนรายได้ภาษีต่อ GDP ของไทยยังต่ำเมื่อเทียบกับประเทศที่มีระดับการพัฒนาใกล้เคียงกัน หากไม่เริ่มปรับโครงสร้างรายได้ตั้งแต่วันนี้ ความเสี่ยงต่ออันดับความน่าเชื่อถือและเสถียรภาพการคลังมีโอกาสสูงขึ้นในอนาคต
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กล่าวไว้ชัดเจนว่า รัฐบาลพร้อมนำผลการหารือและบทเรียนจากเวทีการเงินโลกมาสู่การปฏิบัติ ทั้งการปรับโครงสร้างการคลัง การลดรายจ่ายซ้ำซ้อน และการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี ซึ่งสอดรับกับข้อเสนอของ IMF ในงานที่ผ่านมา
การปฏิรูปรายได้ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการขึ้นภาษีในวงกว้างซึ่งมีต้นทุนทางการเมืองสูง แนวทางที่ทำได้ทันทีคือการอุดช่องรั่วไหลและแก้โครงสร้างภาษีที่บิดเบือน ซึ่งเพิ่มรายได้รัฐได้โดยไม่สร้างภาระใหม่แก่ประชาชนส่วนใหญ่ ข้อเสนอปรับภาษีสรรพสามิตบุหรี่เป็นอัตราเดียวเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เพราะผ่านการศึกษามาหลายรอบแล้วและพร้อมสำหรับการตัดสินใจเดินหน้าได้
ก่อนหน้านี้ นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต ระบุว่าข้อเสนอแนวทางการปรับโครงสร้างภาษียาสูบของกรมสรรพสามิตได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นในระดับกรมแล้ว แต่กระทรวงการคลังยังต้องการผลประเมินจากนักวิชาการอีกรอบเพื่อประกอบการตัดสินใจ โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือนตุลาคม ซึ่งปัจจุบันได้ผ่านพ้นกรอบเวลาไปแล้ว จึงถึงเวลาที่กระทรวงการคลังควรตัดสินใจ
ปัญหาอยู่ที่ตัวโครงสร้างภาษี ระบบปัจจุบันแบ่งอัตราภาษีตามมูลค่าโดยใช้ราคาขายปลีกแนะนำเป็นเกณฑ์บุหรี่ราคาไม่เกินซองละ 72 บาทเสียภาษีร้อยละ 25 ส่วนที่เกินเกณฑ์เสียร้อยละ 42 บวกภาษีตามปริมาณมวนละ 1.25 บาท โครงสร้างนี้จูงใจให้ผู้ประกอบการตั้งราคาให้อยู่ในช่วงภาษีต่ำ รายได้รัฐจึงลดลงเรื่อย ๆ ตามมา
การใช้อัตราเดียวกับบุหรี่ทุกช่วงราคาจะขจัดแรงจูงใจดังกล่าว ทำให้สินค้าประเภทเดียวกันถูกปฏิบัติอย่างเท่าเทียม และทำให้ฐานรายได้มีเสถียรภาพมากขึ้น ผู้ประกอบการยังแข่งขันด้านราคาได้ แต่ราคาจะไม่เป็นตัวกำหนดอัตราภาษีอีกต่อไป แนวทางนี้สอดคล้องกับข้อแนะนำของ World Bank, WHO และ IMF และกับการยกระดับระบบภาษีให้ได้มาตรฐานสากลในช่วงที่ไทยเร่งเข้าเป็นสมาชิก OECD
ขณะเดียวกัน การปราบปรามบุหรี่ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะการขายออนไลน์ ต้องเข้มข้นขึ้น เพราะทุกซองที่หลุดไปสู่ตลาดเถื่อนคือรายได้ที่รัฐสูญเสียไป และการปรับโครงสร้างภาษีเพียงอย่างเดียวไม่อาจทดแทนการบังคับใช้กฎหมายได้ กระทรวงการคลังควรประกาศทิศทางการเดินหน้าโครงสร้างอัตราเดียว และกำหนดขั้นตอนพร้อมกรอบเวลาให้ผู้เกี่ยวข้องเตรียมตัว เมื่อเริ่มใช้แล้วควรติดตามผล เพื่อปรับปรุงนโยบายจากผลที่เกิดขึ้นจริง
หลังเวที IMF–World Bank นายเอกนิติฯ มีโอกาสเปลี่ยนแผนการปฏิรูปให้เป็นผลงานที่จับต้องได้ ในภาวะที่ IMF เตือนให้เร่งสร้างความแข็งแกร่งทางการคลัง การปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่อัตราเดียวจะเป็นสัญญาณแรกที่ชัดเจนว่า สิ่งที่รัฐบาลพูดบนเวทีโลกกำลังกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงจริงในระบบการคลังไทย

วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569

สภาสังคมสงเคราะห์ฯ จัดแถลงข่าวจัดงานวันคนพิการ ครั้งที่ 57 ประจำปี 2569 ผนึกกำลังหน่วยงานภาครัฐ ส่งเสริมสิทธิ สร้างอาชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการ

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดแถลงข่าวการจัดงานวันคนพิการ ครั้งที่ 57 ประจำปี 2569 
ในวันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน 2569 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมชั้น 3ตึกนวมหาราช สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ เพื่อประชาสัมพันธ์การจัดงานวันคนพิการ และเผยแพร่กิจกรรมสำคัญที่มุ่งส่งเสริมสิทธิ โอกาส ความเสมอภาค และการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการในทุกมิติ การแถลงข่าวครั้งนี้ นำโดย ร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งจะกล่าวถึงความเป็นมาของการจัดงานวันคนพิการ ตลอดจนกิจกรรมสำคัญภายในงาน โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ร่วมให้ข้อมูลเกี่ยวกับการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการอย่างรอบ ด้านคุณอาภา รัตนพิทักษ์ ผู้อำนวยการกองคุ้มครองสวัสดิภาพและพัฒนาคนพิการ ผู้แทนอธิบดีกรม
ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการจะกล่าวถึงการสนับสนุนงบประมาณการจัดงาน การให้บริการออกบัตรประจำตัวคนพิการ การให้คำปรึกษาแนะนำ ตลอดจนการส่งเสริมช่องทางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ฝีมือ
คนพิการ เพื่อสนับสนุนการสร้างรายได้และการพึ่งพาตนเอง
ขณะที่ ว่าที่ร้อยตรี สมศักดิ์ พรหมดำ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน จะกล่าวถึงการส่งเสริม
โอกาสในการประกอบอาชีพของคนพิการ ผ่านกิจกรรมออกบูธนัดพบแรงงานคนพิการ การส่งเสริมการจ้างงานคนพิการตามมาตรา 35 และการจัดอบรมวิชาชีพ เพื่อเพิ่มทักษะและสร้างโอกาสในการมีงานทำอย่างยั่งยืน2
ด้าน นายแพทย์เฉลิมพล ไชยรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์
แห่งชาติ จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจประเมินความพิการ เพื่อประกอบการออกบัตรประจำตัวคนพิการ 
อันเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ ดร.ธิดารักษ์ สัจจพงษ์ เลขาธิการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ จะกล่าวถึงการ
ประกาศเกียรติคุณบุคคลพิการตัวอย่าง ประจำปี 2569 เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลพิการที่เป็นแบบอย่าง
ที่ดีแก่สังคม รวมถึงการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ “ดอกแก้วกัลยา” ซึ่งเป็นดอกไม้สัญลักษณ์ของคนพิการ และการ
ประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่าง ๆ ภายในงานวันคนพิการ


ภายในงานแถลงข่าวยังมีกิจกรรมการแสดงจากนักเรียนพิการทางการมองเห็น โรงเรียนสอนคนตาบอด กรุงเทพ พร้อมเปิดโอกาสให้บุคคลพิการตัวอย่าง ประจำปี 2569 ร่วมถ่ายทอดความรู้สึกและประสบการณ์ในโอกาสได้รับการคัดเลือก เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและสะท้อนศักยภาพของคนพิการให้
สังคมได้รับรู้


ทั้งนี้ งานวันคนพิการ ครั้งที่ 57 ประจำปี 2569 มีกำหนดจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2569 
ณ ห้องจัดเลี้ยง อาคาร 9 ชั้น 1 บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ 
กรุงเทพมหานคร โดยมุ่งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของคนพิการ ครอบครัว หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน 
และประชาชนทั่วไป ในการร่วมกันสร้างสังคมแห่งโอกาส ความเท่าเทียม และการยอมรับในศักยภาพของคนพิการอย่างยั่งยืน


วัดวังรีบุญเลิศ จ.นครศรีธรรมราช เชิญร่วมบุญกฐินสามัคคี หนึ่งปีมีครั้งเดียว ระดมศรัทธาสร้างอุโบสถ



นครศรีธรรมราช – ขอเชิญพุทธศาสนิกชนและผู้มีจิตศรัทธาร่วมงานบุญกฐินสามัคคี ประจำปี 2569 ณ วัดวังรีบุญเลิศ ตำบลดุสิต อำเภอถ้ำพรรณรา จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อร่วมสืบสานประเพณีบุญกฐินอันดีงามของพระพุทธศาสนา พร้อมร่วมสมทบทุนสร้างอุโบสถ ซึ่งเป็นศาสนสถานสำคัญสำหรับประกอบศาสนกิจของพุทธศาสนิกชน

โดยกำหนดจัดงานในวันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2569 เวลา 10.00 น. ภายในงานเปิดโอกาสให้ผู้มีจิตศรัทธาร่วมทำบุญถวายผ้ากฐินและร่วมสมทบทุนตามกำลังศรัทธา เพื่อสนับสนุนการก่อสร้างอุโบสถให้สำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์

การทอดกฐินสามัคคีนับเป็นประเพณีสำคัญที่สะท้อนถึงพลังแห่งความสามัคคีของชุมชนและพุทธศาสนิกชน เป็นโอกาสในการร่วมกันทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา สืบทอดพระธรรมคำสอน และสร้างบุญกุศลร่วมกัน

ทั้งนี้ วัดวังรีบุญเลิศ ขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งของมหาบุญในครั้งนี้ โดยร่วมทำบุญตามกำลังศรัทธา เพื่อร่วมสร้างอุโบสถและสืบสานประเพณีบุญกฐินสามัคคีให้คงอยู่คู่พระพุทธศาสนาสืบไป

ร่วมบุญกฐินสามัคคี หนึ่งปีมีครั้งเดียว ร่วมแรงร่วมศรัทธา สร้างอุโบสถ ณ วัดวังรีบุญเลิศ อำเภอถ้ำพรรณรา จังหวัดนครศรีธรรมราช

วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569

พลิกโฉมการศึกษาไทย ดรุณาราชบุรี ต้อนรับคณะใหญ่ ศูนย์การศึกษาสังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี–ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ศึกษา Active Learning–GPAS 5 Steps ผสาน AI สร้างเด็กคิดเป็น–วิจัยเป็น–สร้างนวัตกรรมได้จริง


เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 ที่โรงเรียนดรุณาราชบุรี อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี ได้เปิดต้อนรับคณะศึกษาดูงาน 2 คณะ ทั้งในช่วงเช้าและช่วงบ่าย เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางบริหารจัดการศึกษาและการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ซึ่งโรงเรียนได้นำมาขับเคลื่อนการพัฒนาผู้เรียนตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย 

โดยมีบาทหลวง ผศ.ดร.อภิสิทธิ์ กฤษเจริญ ผู้อำนวยการโรงเรียนดรุณาราชบุรี พร้อมคณะผู้บริหารและครูให้การต้อนรับ โดยในช่วงเช้า คณะผู้บริหารและครูจากโรงเรียนเครือข่ายศูนย์การศึกษาสังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี (ศสธ.) นำโดย คุณพ่อยุทธการ ยนปลัดยศ ประธาน ศสธ. พร้อมผู้บริหารและครูจากโรงเรียนเทพมิตรศึกษา โรงเรียนอุปถัมภ์วิทยาพนม โรงเรียนวันทามารีอา ปราณบุรี และโรงเรียนอรุณวิทยา เข้าศึกษาดูงานการบริหารจัดการสถานศึกษาเอกชนคาทอลิก และการขับเคลื่อน Active Learning ด้วย GPAS 5 Steps



นายชาญชัย ชื่นพระแสง ผู้อำนวยการโรงเรียนเทพมิตรศึกษา จ.สุราษฎร์ธานี กล่าวถึงแรงบันดาลใจในการเดินทางมาศึกษาดูงานที่โรงเรียนดรุณาราชบุรี ว่า เกิดจากความสำเร็จของนักเรียนโรงเรียนดรุณาราชบุรี ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะอย่างแท้จริง ตรงตามเป้าหมายของหลักสูตรที่กระทรวงศึกษาธิการต้องการ จึงสนใจศึกษาปัจจัยและกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ทำให้นักเรียนประสบความสำเร็จ ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย ทั้งนี้ จากการศึกษาดูงานพบว่า โรงเรียนดรุณาราชบุรีมีรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่ชัดเจน ผ่านการทำโครงงาน การเรียนรู้แบบร่วมมือ และการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ที่สามารถพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนได้อย่างเป็นรูปธรรม และโรงเรียนดรุณาราชบุรีไม่ใช่เพียงต้นแบบสำหรับโรงเรียนในจังหวัดสุราษฎร์ธานีเท่านั้น แต่สามารถเป็นต้นแบบให้กับโรงเรียนทั่วประเทศได้ เพราะนี่คือของจริง เป็นกระบวนการที่จับต้องได้ และสามารถนำไปปรับประยุกต์ใช้ได้จริง


ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ได้กล่าวถึงแนวทางการสร้างระบบบริหารจัดการคุณภาพการศึกษา (Systemic Quality Management) โดยเน้นว่า การพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่เข้มแข็งและยั่งยืนไม่ควรหยุดอยู่เพียงการพัฒนาห้องเรียนใดห้องเรียนหนึ่ง แต่ต้องสร้างระบบการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงทั้งสถานศึกษา ตั้งแต่ระดับปฐมวัยไปจนถึงมัธยมศึกษา เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนพัฒนากระบวนการคิด สร้างองค์ความรู้ และนำความรู้ไปแก้ปัญหาได้จริง การนำ GPAS 5 Steps มาเป็นแกนกลางในการจัดการเรียนรู้ จะช่วยให้การพัฒนาผู้เรียนมีความต่อเนื่องและเป็นระบบ พร้อมยกระดับสถานศึกษาให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ ซึ่งครูและผู้เรียนสามารถพัฒนาศักยภาพร่วมกันได้อย่างยั่งยืน


ดร.ศักดิ์สิน กล่าวว่า ความสำเร็จของโรงเรียนดรุณาราชบุรีสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงการจัดการเรียนรู้ที่สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง นักเรียนมีศักยภาพในการคิดสร้างสรรค์ คิดอย่างต่อเนื่อง สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตนเองตามช่วงวัย และมีเป้าหมายพัฒนาผลงานจากระดับโรงเรียนไปสู่ระดับประเทศและระดับโลก โดยขณะนี้ GPAS 5 Stepsได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ มีหลายประเทศสนใจนำไปประยุกต์ใช้ และพว.มีแผนต่อยอดอีก 2 ระดับ เพื่อพัฒนาครูให้สามารถใช้คำถามเชิงลึกและหลากหลายมิติ กระตุ้นให้ผู้เรียนคิดเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ มองเห็นความสัมพันธ์ของปัญหาในภาพใหญ่ และสามารถวิเคราะห์โจทย์ที่ซับซ้อนได้รอบด้าน ซึ่งเป็นสมรรถนะที่ภาคธุรกิจ สังคม วิชาการ และภาคส่วนต่าง ๆ ต้องการอย่างไรก็ตาม การยกระดับดังกล่าวยังไม่จำเป็นต้องเร่งดำเนินการทันที แต่ต้องขยายการใช้ GPAS 5 Steps ขั้นพื้นฐานให้เกิดความเข้มแข็งในระดับประเทศอย่างน้อยประมาณ 40% ก่อน เพื่อให้ครูเกิดความคุ้นเคยและสามารถจัดการเรียนรู้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ เนื่องจากระดับที่สูงขึ้นมีความลึกและซับซ้อนมากกว่า หากเร่งดำเนินการอาจทำให้ครูขาดความมั่นใจ ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงจำเป็นต้องเริ่มจากการพัฒนาครูและการปรับแนวคิดในระดับนโยบาย เนื่องจากครูจำนวนมากยังขาดทักษะการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับตัวชี้วัดของหลักสูตร การส่งหนังสือเรียนให้ครูแล้วคาดหวังให้ครูออกแบบกิจกรรมเองทั้งหมดจึงเป็นภาระที่ยาก


และในช่วงบ่าย คณะอาจารย์และนักศึกษาปริญญาโท หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน และหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู วิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) นำโดย ดร.พจมาลย์ สกุลเกียรติ ผศ.ดร.สรณบดินทร์ ประสารทรัพย์ และ ดร.กุลกาญจน์ สุวรรณรักษ์ เข้าศึกษาดูงานการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่บูรณาการ GPAS 5 Steps เข้ากับเทคโนโลยี AI และการสร้างนวัตกรรมของผู้เรียน โดยคณะศึกษาดูงานได้เยี่ยมชมห้องเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น Carlo Acutis AI Classroom ห้องเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย Dominic AI Classroom รวมถึงการนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมของนักเรียน ณ ห้อง Joseph Creative Space และห้องปฏิบัติการ Thomas Aquinas Innovative Lab
ทั้งนี้ ตัวแทนคณะศึกษาดูงานฯ ได้กล่าวถึงการนำนักศึกษาระดับปริญญาโท สาขาหลักสูตรและการสอน ซึ่งกำลังศึกษารายวิชานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ เข้าศึกษาดูงานที่โรงเรียนดรุณาราชบุรี โดยมีเป้าหมายเพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้รูปแบบและกระบวนการจัดการเรียนการสอนที่มีนวัตกรรม สามารถนำความรู้และประสบการณ์ไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ของตนเอง โดยได้ศึกษาดูงานทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ซึ่งจากการเข้าสังเกตการเรียนการสอนในห้องเรียนจริง พบว่า โรงเรียนดรุณาราชบุรีประสบความสำเร็จในการนำกระบวนการ Active Learning ผ่าน GPAS 5 Steps มาใช้พัฒนาผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีผลงานเชิงประจักษ์ที่โดดเด่น โดยเฉพาะความสามารถของนักเรียนในการลงมือปฏิบัติ สร้างสรรค์ผลงานและนวัตกรรม ตลอดจนดำเนินการวิจัยและนำเสนอผลงานวิจัยของตนเองได้อย่างมีคุณภาพ สะท้อนถึงกระบวนการเรียนรู้ที่ทำให้ผู้เรียนสามารถสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเองอย่างแท้จริง และรูปแบบการจัดการเรียนรู้ GPAS 5 Steps ถือเป็นนวัตกรรมการสอนที่ได้รับการยอมรับ และเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ซึ่งนักศึกษาระดับปริญญาโทสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนและสร้างนวัตกรรมทางการศึกษาได้ โดยเฉพาะการเปลี่ยนบทบาทครูจากผู้ถ่ายทอดความรู้มาเป็น ผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ (Facilitator) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้คิด ลงมือปฏิบัติ ค้นคว้า และสร้างความรู้ด้วยตนเอง เป็นต้นแบบที่น่าสนใจสำหรับการนำไปศึกษาและต่อยอดในการพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษา


และในวันนี้ทาง ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ได้มอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนโรงเรียนดรุณาราชบุรี จำนวน 2 ทุน ในโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรมระยะสั้น ณ สถาบัน The Oxford English Centre (OCE) เมือง Oxford สหราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 25 เมษายน - 15 พฤษภาคม 2570 ทุนละ 214,000 บาท รวมเป็นเงิน 428,000 บาท โดยนักเรียนทั้ง 2 คนที่ได้รับทุนการศึกษาในครั้งนี้ได้กล่าวว่า ได้ใช้กระบวนการเรียนรู้แบบ Active Learning และ GPAS 5 Steps ศึกษาค้นคว้าข้อมูล รวมถึงขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อนำความรู้และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ร่วมกัน วิเคราะห์และคัดเลือกแนวทางที่เหมาะสม ตลอดจนการนำความรู้หลายศาสตร์มาบูรณาการจนเกิดเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่มีคุณค่าอย่างมาก เพราะทำให้นักเรียนสามารถนำความสนใจของตนเองมาพัฒนา และเป้าหมายในการแก้ปัญหาจริงได้ แม้ยังเรียนอยู่เพียงชั้นมัธยมศึกษา

วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569

สช.สงขลา พลิกโฉมการศึกษาเอกชน ดึง AI – Active Learning ผ่าน GPAS 5 Steps ยกระดับ 162 โรงเรียนปลอดภัย สร้างภูมิคุ้มกันเชิงรุกดูแลจิตใจเด็ก


เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรมเซาท์เทอร์นแอร์พอร์ต อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา สช.สงขลา จับมือ พว. เดินหน้ายกระดับคุณภาพการศึกษา และระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนเอกชน 162 แห่ง นำกระบวนการเรียนรู้ Active Learning ด้วย GPAS 5 Steps จัดอบรมเชิงปฏิบัติการโครงการ “162 Schools Safe & Care + Strong โรงเรียนอุ่นใจ ใส่ใจทุกคน สร้างภูมิคุ้มกัน” โดยมีผู้บริหารและครูโรงเรียนเอกชน 350 คน เข้าร่วม เพื่อยกระดับระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ควบคู่กับการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ที่สร้างทักษะคิดขั้นสูงและภูมิคุ้มกันทางสังคม ทุกมิติ ให้เยาวชน ผสานเทคโนโลยี AI สร้างภูมิคุ้มกันทางความคิดให้เด็ก รู้เท่าทันภัยออนไลน์ จัดการอารมณ์และแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง พร้อมพัฒนาครูให้เข้าใจและดูแลผู้เรียนได้ตรงตามความต้องการ


  ดร.บุศรินทร์ นาคอุบล ผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดสงขลา กล่าวว่า ความปลอดภัยของนักเรียนต้องครอบคลุมทั้งร่างกายและจิตใจ โรงเรียนจึงต้องมีระบบดูแลช่วยเหลือที่ชัดเจน สามารถคัดกรอง เฝ้าระวัง และช่วยเหลือนักเรียนกลุ่มเสี่ยงได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะปัญหาสุขภาพจิตและภัยคุกคามในสังคมออนไลน์ พร้อมพัฒนาครูให้มีความรู้ด้านจิตวิทยาเบื้องต้น แม้ไม่ได้สำเร็จการศึกษาด้านนี้โดยตรง เพื่อสร้างความไว้วางใจให้เด็กกล้าเปิดใจเมื่อเผชิญปัญหา อย่างรอบด้าน ทั้งนี้ สช.สงขลา จะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง ติดตามและสนับสนุนการดำเนินงานของโรงเรียนเอกชนทั้ง 162 แห่ง เพื่อให้การดูแลช่วยเหลือนักเรียนเกิดผลอย่างต่อเนื่อง พร้อมขอบคุณ พว. ที่สนับสนุนงบประมาณ วิทยากรผู้เชี่ยวชาญ และเครื่องมือเทคโนโลยีในการพัฒนาศักยภาพผู้บริหารและครู “การนำแพลตฟอร์ม PW Plus และกระบวนการ GPAS 5 Steps มาใช้ จะช่วยสนับสนุนให้ครูจัดการเรียนรู้ควบคู่กับการพัฒนาทักษะการคิด การตัดสินใจ และการแก้ปัญหาของนักเรียน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในการรับมือกับภัยออนไลน์และปัญหาสังคม ขณะเดียวกันครูยังสามารถประสานส่งต่อนักเรียนที่มีความเสี่ยงไปยังเครือข่ายสาธารณสุขหรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และทันท่วงที อย่างไรก็ตาม โครงการนี้จะไม่จบเพียงการจัดอบรม แต่จะมีระบบติดตามและประเมินผลโรงเรียนเอกชนที่เข้าร่วมทั้ง 162 แห่ง โดยร่วมกับกลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษา ติดตามผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง พร้อมปรับวิธีประเมินจากการตรวจเอกสารรายงาน มาเป็น การประเมินผลตามสภาพจริง (Authentic Assessment)โดยจะนำเครื่องมือคัดกรองดิจิทัลและระบบ Digital Journaling มาใช้ติดตามพัฒนาการและร่องรอยกระบวนการคิดของนักเรียน ตลอดจนประเมินคุณภาพระบบดูแลช่วยเหลือ เพื่อนำผลที่ได้กลับไปปรับปรุงการดำเนินงานของแต่ละโรงเรียนให้มีประสิทธิภาพและเกิดความยั่งยืน”ดร.บุศรินทร์ กล่าวและว่า เป้าหมายสูงสุดของเราไม่ใช่เพียงการทำให้โรงเรียนปลอดภัยจากอันตรายเท่านั้น แต่ต้องการให้เด็กและเยาวชนได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง มีสุขภาพจิตที่ดี มีภูมิคุ้มกันทางความคิด รู้จักการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม เคารพสิทธิผู้อื่น และสามารถรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตได้ ขณะเดียวกันผู้ปกครองต้องเกิดความเชื่อมั่นว่า เมื่อส่งบุตรหลานมาเรียนโรงเรียนเอกชนแล้ว เด็กจะได้รับทั้งการคุ้มครองสิทธิและการพัฒนาศักยภาพอย่างรอบด้าน” ดร.บุศรินทร์ กล่าว


ด้าน ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) กล่าวว่า การสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กอย่างยั่งยืน ต้องเริ่มจากการพัฒนากระบวนการคิด ขั้นสูง ที่เป็นแบบแผนเชิงระบบ ไม่ใช่เพียงการเฝ้าระวังหรือแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาให้ผู้เรียนรู้จักรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์และกลั่นกรองข้อเท็จจริง สร้างองค์ความรู้ ลงมือปฏิบัติ และประเมินตนเองอย่างเป็นระบบ
กระบวนการดังกล่าวจะช่วยให้เด็กมีทักษะคิดวิเคราะห์ แยกแยะสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสม รู้เท่าทันข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยี รวมถึงสามารถควบคุมอารมณ์ ตัดสินใจ และแก้ปัญหาได้ด้วยเหตุผล ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการใช้ชีวิตในสังคมที่มีความหลากหลายและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ดร.ศักดิ์สิน ยังชี้ว่า การศึกษาต้องก้าวข้ามการเรียนแบบท่องจำเพื่อสอบ ไปสู่การสร้างความรู้ที่ แท้จริง ส่งผลให้ผู้เรียนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในทุกศาสตร์ทุกวิชา โดยมี AI เป็นเครื่องมือสนับสนุนครู เป็นแอปพลิเคชัน ทั้งการออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้ การสร้างกิจกรรมกระตุ้นความคิด และการประเมินสมรรถนะผู้เรียนอย่างเป็นระบบ เพื่อลดภาระงานและเพิ่มโอกาสให้ครูดูแลเด็ก เพื่อยกระดับความสามารถเป็นรายบุคคลมากขึ้น

ขณะที่เสียงสะท้อนจากผู้บริหารโรงเรียนเอกชนในจังหวัดสงขลา แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของบริบทการศึกษา และโอกาสในการนำ GPAS 5 Steps ไปประยุกต์ใช้จริง


ดร.ถนัด อนันต์ ผู้อำนวยการโรงเรียนแสงทองวิทยา เห็นว่า การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning จะช่วยพัฒนาผู้เรียนได้เต็มศักยภาพ ควบคู่กับการสร้างบรรยากาศที่ปลอดภัย เพื่อให้เด็กมีความสุขกับการเรียนรู้ และผู้ปกครองมั่นใจในการส่งบุตรหลานมาโรงเรียน

นายยูซุฟ แขกพงศ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาคาร กล่าวว่า โรงเรียนมีนักเรียนตั้งแต่ระดับปฐมวัยถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งมีปัญหาและความต้องการแตกต่างกัน จึงเห็นความสำคัญของการนำระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนมาผสานกับวิถีการศึกษาตามหลักศาสนาอิสลาม โดย GPAS 5 Steps เป็นอีกแนวทางที่สามารถศึกษาและพัฒนาต่อยอดสู่การจัดกิจกรรมในห้องเรียนได้

นางสุนันทา เขียวหอม ผู้อำนวยการโรงเรียนนานาชาติบลูมส์เบอรี่–หาดใหญ่ กล่าวว่า แม้โรงเรียนนานาชาติจะมีรูปแบบการเรียนรู้แตกต่างจากโรงเรียนทั่วไป แต่สามารถนำกระบวนการคิดขั้นสูง GPAS 5 Steps ไปเสริมการจัดการเรียนรู้ โดยเฉพาะรายวิชาภาษาไทย ตลอดจนพัฒนานวัตกรรมการสอน และขยายองค์ความรู้สู่เครือข่ายโรงเรียนอีก 4 แห่ง

นายมังโสด หมะเต๊ะ ผู้อำนวยการโรงเรียนสันติวิทย์ ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนศึกษาสงเคราะห์ที่ดูแลเด็กด้อยโอกาส มองว่า Active Learning และ GPAS 5 Steps มีความสำคัญต่อการจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กที่มีศักยภาพแตกต่างกัน โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้เด็กทุกคนมีส่วนร่วมในกิจกรรม พร้อมเสนอให้มีการอบรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับครูใหม่ที่หมุนเวียนเข้ามาปฏิบัติงานในแต่ละปี


สำหรับการอบรมครั้งนี้ พว. สนับสนุนงบประมาณ วิทยากร และเครื่องมือการเรียนรู้ รวมถึงการนำ AI มาช่วยจัดการข้อมูล คัดกรองและติดตามนักเรียนกลุ่มเสี่ยง โดยมุ่งเชื่อมโยงระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเข้ากับกระบวนการจัดการเรียนรู้ GPAS 5 Steps เพื่อให้โรงเรียนสามารถพัฒนาเด็กได้ทั้งด้านความรู้ ทักษะชีวิต และการรับมือกับปัญหาสังคม ความร่วมมือของ สช.สงขลา และ พว. จึงไม่ใช่เพียงการพัฒนาทักษะครู แต่เป็นการวางรากฐานให้โรงเรียนเอกชนทั้ง 162 แห่ง ก้าวสู่การเป็นพื้นที่เรียนรู้ที่ปลอดภัย สร้างเด็กให้คิดเป็น รู้เท่าทันโลก และมีภูมิคุ้มกันจากภายใน เพื่อเติบโตอย่างมีคุณภาพในสังคมอนาคต


ราชวินิตบางเขนเดินหน้า AI สู่ห้องเรียนจริง เตรียมหลักสูตรปี 70 ดึงครูรุ่นใหม่ขับเคลื่อน GPAS 5 Steps


พว. ผนึก สพม.กท 2 พัฒนาครูใช้ AI ควบคู่ Active Learning โรงเรียนบรรจุ AI และนวัตกรรมในแผนพัฒนา 5 ปี ชูครู Gen Y เชื่อมเทคโนโลยีกับการเรียนรู้ของเด็กยุคดิจิทัล


เมื่อ AI เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน ความท้าทายของการศึกษาไทยจึงไม่ใช่เพียงการทำให้ครูใช้เทคโนโลยีเป็น แต่ต้องตอบให้ได้ว่า AI จะช่วยให้ครูเข้าใจความแตกต่างของผู้เรียน ลดข้อจำกัดในห้องเรียน และพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนได้อย่างไร โดยไม่ทำให้เด็กพึ่งพาเทคโนโลยีจนขาดกระบวนการคิดด้วยตนเอง


วันที่ 29 ตุลาคม 2569 สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 (สพม.กท 2) จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ AI Classroom Management ที่โรงเรียนราชวินิตบางเขน เพื่อพัฒนาศักยภาพครูในการนำปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาประยุกต์ใช้กับหลักสูตร Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps มุ่งยกระดับการจัดการเรียนรู้ให้ตอบโจทย์ผู้เรียนรายบุคคล


ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ร่วมถ่ายทอดแนวคิดผ่านระบบ Video Conference โดยเน้นการพัฒนาครูให้เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง หรือ Change Agent พร้อมเสนอให้บุคลากร Gen Y เป็นสะพานเชื่อมประสบการณ์ของครูต่างรุ่นกับเทคโนโลยีและพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนยุคใหม่ เพื่อขับเคลื่อนการใช้ AI ควบคู่กระบวนการ GPAS 5 Steps อย่างเป็นระบบ


แนวคิดดังกล่าวมุ่งใช้ AI สนับสนุนการรวบรวมข้อมูล การคิดวิเคราะห์ การลงมือปฏิบัติ การสื่อสารองค์ความรู้ และการประเมินผล โดยครูยังคงเป็นผู้กำหนดทิศทางการเรียนรู้และทำหน้าที่โค้ช กระตุ้นให้นักเรียนตั้งคำถาม คิดแก้ปัญหา และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง


ด้าน นางขวัญสุดา วงษ์แหยม รองผู้อำนวยการ สพม.กท 2 กล่าวว่า ครูจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI ที่สามารถช่วยจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความแตกต่างของนักเรียนแต่ละคน พร้อมขอบคุณ พว. ที่เข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพครูและผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ การนำ AI มาใช้ร่วมกับ Active Learning ผ่าน GPAS 5 Steps ยังช่วยลดข้อจำกัดของการเรียนรู้ โดยเฉพาะเนื้อหาที่ไม่สามารถทดลองจริงในห้องเรียนได้ ผ่านการจำลองสถานการณ์และสื่อที่ช่วยให้นักเรียนเห็นภาพและเชื่อมโยงความรู้สู่การปฏิบัติ ขณะเดียวกันยังช่วยลดเวลาในการผลิตสื่อการสอน ทำให้ครูมีเวลาเพิ่มขึ้นในการดูแลและส่งเสริมศักยภาพของผู้เรียน


นายสามารถ จันหา ผู้อำนวยการโรงเรียนราชวินิตบางเขน เปิดเผยว่า โรงเรียนให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะ AI ของครูมาอย่างต่อเนื่อง โดยบุคลากรส่วนใหญ่เป็นครูรุ่นใหม่ อายุประมาณ 20–30 ปี ซึ่งมีความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีอยู่แล้ว การอบรมร่วมกับ พว. ครั้งนี้ จึงเป็นการเติมเต็มทักษะการนำ AI ไปใช้จัดการเรียนการสอนจริงในห้องเรียน ให้สอดคล้องกับแนวทาง Active Learning และกระบวนการ GPAS 5 Steps เพื่อให้เกิดประโยชน์กับนักเรียนโดยตรง


ที่สำคัญ โรงเรียนได้จัดทำหลักสูตรด้าน AI เตรียมใช้ในปีการศึกษา 2570 พร้อมบรรจุเรื่อง AI และนวัตกรรมไว้ในแผนพัฒนาสถานศึกษาระยะ 5 ปี ขณะที่นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายทุกคนได้รับ iPad สำหรับใช้ในการเรียนรู้ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการสืบค้นข้อมูล การเข้าถึงสื่อการสอน และการเรียนรู้ด้วยตนเองเมื่อมีการนำ AI มาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ โรงเรียนยังได้หารือกับ พว. ถึงแนวทางพัฒนาสื่อการเรียนรู้ด้วย AI ในแต่ละกลุ่มสาระวิชา เพื่อนำมาเสริมการสอนของครู โดยจะต้องพิจารณาความเหมาะสม ทดลองใช้ และประเมินข้อดีข้อจำกัดก่อนนำไปใช้จริง เพื่อให้เทคโนโลยีตอบโจทย์การจัดการเรียนรู้และเกิดประโยชน์สูงสุดกับนักเรียน

ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นการเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้าน Active Learning และ GPAS 5 Steps เข้ากับเทคโนโลยี AI โดยมีบุคลากรทางการศึกษารุ่นใหม่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อน ขณะที่โรงเรียนราชวินิตบางเขนเตรียมต่อยอดสู่หลักสูตรและแผนพัฒนาสถานศึกษาในระยะยาว

โจทย์สำคัญจากนี้จึงไม่ใช่เพียงการทำให้ครูใช้ AI ได้คล่องขึ้น แต่ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าเทคโนโลยีจะช่วยพัฒนาการเรียนรู้ ทำให้เด็กคิดเป็น วิเคราะห์เป็น และนำความรู้ไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตจริงได้มากเพียงใด

หลังเวที IMF–World Bank ถึงเวลาปฏิรูปการคลังให้เป็นรูปธรรม

การประชุมประจำปี IMF–World Bank ที่กรุงเทพฯ ปิดฉากไปกว่าสองสัปดาห์แล้ว คำถามต่อจากนี้คือรัฐบาลไทยจะนำข้อหารือบนเวทีโลกมาขับเคลื่...