วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569

Cosmoprof CBE ASEAN 2026 เปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ที่กรุงเทพฯ พร้อมเชื่อมโยงผู้ประกอบการความงามระดับโลกสู่โอกาสทางธุรกิจในตลาดอาเซียนที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

Cosmoprof CBE ASEAN 2026 เปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ที่กรุงเทพฯ พร้อมเชื่อมโยงผู้ประกอบการความงามระดับโลกสู่โอกาสทางธุรกิจในตลาดอาเซียนที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว


กรุงเทพฯ, 24 มิถุนายน 2569 – งาน Cosmoprof CBE ASEAN 2026 เปิดฉากอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพมหานคร พร้อมต้อนรับผู้ประกอบการและผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมความงามจากทั่วโลก ระหว่างวันที่ 24–26 มิถุนายน 2569 โดยในฐานะงานแสดงสินค้าด้านความงามชั้นนำแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ครอบคลุมทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรม งานดังกล่าวได้ตอกย้ำบทบาทการเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงธุรกิจและสร้างโอกาสทางการค้าในหนึ่งในตลาดความงามที่มีศักยภาพและเติบโตอย่างรวดเร็วที่สุดของโลก 

โดยในปี 2569 มีผู้แสดงสินค้ามากกว่า 730 ราย เพิ่มขึ้น 12% จากปี 2568 งานจัดขึ้นบนพื้นที่จัดแสดงรวม 33,000 ตารางเมตร ครอบคลุม 6 ฮอลล์ บนพื้นที่ 2 ชั้น ซึ่งขยายใหญ่ขึ้นกว่า 30% เมื่อเทียบกับการจัดงานครั้งก่อน สะท้อนการเติบโตอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมความงามในภูมิภาค โดยสัดส่วนผู้แสดงสินค้าประกอบด้วยผู้ประกอบการจากประเทศไทย 47% และจากต่างประเทศ 53% 

สำหรับพื้นที่จัดแสดงสินค้า Cosmoprof CBE ASEAN ซึ่งรวบรวมผลิตภัณฑ์ความงามสำเร็จรูปจากแบรนด์ต่าง ๆ ตั้งอยู่บริเวณชั้น G ฮอลล์ 1–3 คิดเป็น 48% ของพื้นที่จัดแสดงทั้งหมด ขณะที่ Cosmopack CBE ASEAN ซึ่งมุ่งเน้น Supply Chain และอุตสาหกรรมต้นน้ำของธุรกิจความงาม จัดแสดง ณ ชั้น LG ฮอลล์ 5–7 คิดเป็น 52% ของพื้นที่จัดแสดงทั้งหมด

เปิดตัวครั้งแรกในปี 2569 กับ Cosmopack CBE ASEAN เวทีสำหรับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมความงาม Supply Chain ที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุดิบ การพัฒนาสูตร การรับจ้างผลิต (Contract Manufacturing) การผลิตสินค้าแบรนด์ของตนเอง (Private Label) บรรจุภัณฑ์ เครื่องจักร ระบบการพิมพ์และฉลาก รวมถึงโซลูชันแบบครบวงจรไว้ในที่เดียว

งาน Cosmoprof CBE ASEAN 2026 คาดว่าจะดึงดูดผู้เข้าชมงานกว่า 25,000 ราย โดยมีผู้ซื้อศักยภาพสูง (Hosted Buyers) มากกว่า 550 ราย จากประเทศไทย ประเทศสมาชิกอาเซียน อินเดีย ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และยุโรป ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 30% เมื่อเทียบกับปี 2568 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความสนใจที่เพิ่มขึ้นจากผู้ประกอบการทั่วโลกที่มองเห็นโอกาสทางธุรกิจในตลาดความงามของภูมิภาคอาเซียน การเติบโตอย่างต่อเนื่องของ Cosmoprof CBE ASEAN ยังสะท้อนถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของประเทศไทยบนเวทีอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าและการจัดประชุมระดับนานาชาติ โดยได้รับการสนับสนุนจาก Thailand Convention and Exhibition Bureau (TCEB) หรือสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หน่วยงานภาครัฐที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางชั้นนำของโลกด้านอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE)

“วิสัยทัศน์ของ TCEB คือการเชื่อมโยงงานแสดงสินค้าระดับโลกอย่าง Cosmoprof CBE ASEAN เข้ากับผู้เข้าร่วมงานจากนานาชาติ เพื่อยกระดับระบบนิเวศของอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าในประเทศไทยให้ก้าวไปอีกขั้น ธุรกิจไมซ์มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจในหลากหลายอุตสาหกรรม พร้อมสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเติบโตและแข่งขันได้ในระดับสากล ด้วยชื่อเสียงและมาตรฐานคุณภาพอันโดดเด่นของ Cosmoprof CBE ASEAN งานนี้จึงเป็นเวทีที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการแสดงศักยภาพของประเทศไทยสู่สายตานานาชาติ เรารู้สึกยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของงานอันทรงเกียรตินี้ และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือการได้มีส่วนสนับสนุนการเติบโตของผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมความงามระดับโลก เพราะความสำเร็จของพวกเขาคือความสำเร็จของประเทศไทย” ดร. ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ประธานสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) (TCEB) กล่าว

Cosmoprof CBE ASEAN 2026 ยังได้รวบรวม 5 พาวิลเลียนนานาชาติ ได้แก่ อิตาลี ไต้หวัน เกาหลีใต้ จีน และประเทศไทย เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ นวัตกรรม และศักยภาพของผู้ประกอบการจากแต่ละประเทศให้แก่ผู้ซื้อและผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมความงามจากทั่วโลก ภายในงานปีนี้ ได้มอบเกียรติให้ ประเทศอิตาลี เป็น Country of Honour หรือประเทศเกียรติยศประจำการจัดงานปี 2569 โดยมีบริษัทจากอิตาลีเข้าร่วมจัดแสดงจำนวน 20 บริษัท ภายใต้ Italian Country Pavilion ซึ่งจัดขึ้นโดย ITA – Italian Trade Agency ร่วมกับ Cosmetica Italia สมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลแห่งอิตาลี นำเสนอศักยภาพ ความเชี่ยวชาญ และนวัตกรรมของผู้ประกอบการความงามจากอิตาลี ครอบคลุมหลากหลายสาขาของอุตสาหกรรมความงาม เพื่อเปิดโอกาสทางธุรกิจและสร้างความร่วมมือกับผู้ประกอบการในภูมิภาคอาเซียนและตลาดโลก


นางเปาลา กุยดา (Paola Guida) ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าอิตาลี (ITA) ประจำประเทศไทย กล่าวว่า “ดิฉันรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเฉลิมฉลองการกลับมาของพาวิลเลียนอิตาลีในงาน Cosmoprof CBE ASEAN 2026 ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 5 และนับเป็นปีที่มีความหมายอย่างยิ่งสำหรับอิตาลี เนื่องจากได้รับเกียรติให้เป็น Country of Honour ประจำการจัดงานในปีนี้ 

ดิฉันขอขอบคุณสำหรับความร่วมมืออันยาวนานระหว่างสำนักงานส่งเสริมการค้าอิตาลี (ITA) และ Cosmoprof CBE ASEAN ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าเพื่อธุรกิจความงามชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ร่วมกันสร้างโอกาสทางธุรกิจอันมีคุณค่าให้กับบริษัทอิตาลีในการเชื่อมต่อกับผู้เชี่ยวชาญและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมจากทั่วภูมิภาค

สำหรับปีนี้ พาวิลเลียนอิตาลีได้รวบรวมบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมความงามและเครื่องสำอางจากอิตาลีจำนวน 20 บริษัท เพื่อร่วมจัดแสดงผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมภายใต้แนวคิด ‘Made in Italy’ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งคุณภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และความเป็นเลิศที่ทำให้อุตสาหกรรมความงามของอิตาลีได้รับการยอมรับในระดับโลก”

โปรแกรมสัมมนาและกิจกรรมพิเศษ เจาะลึกข้อมูลตลาด สร้างโอกาสเติบโตทางธุรกิจ

Cosmoprof CBE ASEAN 2026 ยังจัดเต็มด้วยโปรแกรมสัมมนา กิจกรรมพิเศษ ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการและผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมความงามเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกของตลาด มุมมองด้านเทรนด์ และโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ เนื้อหาครอบคลุมประเด็นสำคัญของอุตสาหกรรม อาทิ แนวโน้มตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคในอาเซียน กฎระเบียบและข้อกำหนดด้านอุตสาหกรรม การสร้างแบรนด์ 

นอกจากนี้ Cosmopack CBE ASEAN ยังนำเสนอ The Sunscreen Factory นิทรรศการเชิงประสบการณ์รูปแบบ Live Installation ที่จำลองกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดแบบครบวงจร โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ชั้นนำของไทย ได้แก่ DERMA INNOVATION COMPANY LIMITED, PROPACK ASIA COMPANY LIMITED, THER LINE, NAPAT PACKAGING COMPANY LIMITED และ SELCON CO., LTD. ผู้เข้าชมจะสัมผัสเส้นทางการผลิตผลิตภัณฑ์จริง ตั้งแต่การคิดค้นและพัฒนาสูตร การคัดเลือกวัตถุดิบ การผลิต ไปจนถึงการออกแบบบรรจุภัณฑ์ 


งาน Cosmoprof CBE ASEAN 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24–26 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพมหานคร พร้อมต้อนรับผู้ประกอบการ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้มีบทบาทในอุตสาหกรรมความงามจากทั่วโลก ให้มาร่วมค้นหาโอกาสทางธุรกิจ สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และร่วมกำหนดอนาคตของอุตสาหกรรมความงามในภูมิภาคอาเซียนและตลาดโลกไปด้วยกัน  

DITP เดินหน้าติดอาวุธผู้ประกอบการไทย จัดอบรมครั้งที่ 4 เสริมความพร้อมขายสินค้าไทยผ่าน e-Commerce สู่ตลาดโลก

DITP เดินหน้าติดอาวุธผู้ประกอบการไทย จัดอบรมครั้งที่ 4 เสริมความพร้อมขายสินค้าไทย
ผ่าน e-Commerce สู่ตลาดโลก 

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้พร้อมก้าวสู่ตลาดการค้าออนไลน์ระหว่างประเทศ จัดกิจกรรมการฝึกอบรมและสัมมนาสำหรับตัวแทนร้านค้าไทย ในตลาดพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ครั้งที่ 4 ภายใต้โครงการการจัดซื้อจัดจ้างระบบบริหารโครงการส่งสินค้าไทยสู่ตลาดโลก เพื่อเสริมองค์ความรู้ด้านการขายสินค้าไทยผ่านช่องทาง 
e-Commerce ต่างประเทศอย่างเป็นระบบ 

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้น เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ณ ห้อง Grand Chambray Ballroom โรงแรม
อวานี สุขุมวิท กรุงเทพฯ โดยมีผู้ประกอบการ ตัวแทนร้านค้าไทยในตลาดพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หน่วยงานพันธมิตรและผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าระหว่างประเทศเข้าร่วม เพื่อเตรียมความพร้อมให้ธุรกิจไทยสามารถขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าไปยัง ตลาดต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 

ในการนี้ ดร.สุภาพร สุขมาก รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ 
ได้ให้เกียรติในการกล่าวเปิดกิจกรรม โดยเน้นย้ำว่า “ในปัจจุบันการดำเนินธุรกิจในตลาดพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ระหว่างประเทศ ไม่ได้อาศัยเพียงคุณภาพของสินค้าเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยความพร้อม
ในหลายมิติ ทั้งการบริหารจัดการร้านค้า การทำการตลาดดิจิทัล การวิเคราะห์ข้อมูลผู้บริโภค 
การบริหารคำสั่งซื้อ ตลอดจนการจัดการด้าน โลจิสติกส์ และบริการหลังการขายอย่างเป็นระบบ”  

การอบรมครั้งนี้มุ่งเน้นการให้ความรู้เชิงปฏิบัติแก่ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการเข้าสู่ตลาด 
e-Commerce ต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันถือเป็นหนึ่งในช่องทางสำคัญของการขยายธุรกิจสู่ผู้บริโภคต่างประเทศ โดยเฉพาะ ในยุคที่แพลตฟอร์มออนไลน์ ระบบโลจิสติกส์ และพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว 

ภายในงานมีการบรรยายภาพรวมโอกาสทางการค้าไทยในตลาดโลกยุคดิจิทัล รวมถึงการให้ความรู้จาก วิทยากรผู้เชี่ยวชาญในประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการไทยจำเป็นที่จะต้องเตรียมพร้อม ก่อนนำสินค้าออกสู่ตลาดต่าง ประเทศ โดยคุณภเชศ จารุมนต์ นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการพิเศษ รักษาการในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญ เฉพาะด้านทรัพย์สินอุตสาหกรรม กรมทรัพย์สินทางปัญญา 
ให้ความรู้เรื่องการบริหารจัดการเครื่องหมาย การค้าและ การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา 
เพื่อวางรากฐานการพัฒนาแบรนด์ไทยในตลาดโลก 

 


และยังได้รับเกียรติจาก ดร. นรีรัตน์ รัตนพรวิเศษกุล ประธานบริษัท ไทยพาวิเลี่ยน กรุ๊ป จำกัด 
ร่วมบรรยายในหัวข้อ “การถอดรหัสผู้บริโภคจีนยุคใหม่ และโอกาสของสินค้าไทยในตลาดจีน” 
เพื่อนำเสนอแนวโน้มผู้บริโภคจีน พฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้า และโอกาสของผู้ประกอบการไทย 
ในการใช้ช่องทาง e-Commerce ข้ามพรมแดนเพื่อเข้าถึงตลาดจีนอย่างมีประสิทธิภาพ 

นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจาก คุณพร้อมสิน บุญจันทร์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ บริษัท พร้อม 
ลีเกิล โซลูชั่น จำกัด ร่วมบรรยายในหัวข้อกฎหมายและข้อควรระวังสำหรับผู้ประกอบการไทย
ในการขายสินค้าใน e-Commerce ต่างประเทศ โดยเน้นประเด็นด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย 
การบริหารความเสี่ยง และข้อควร ระวังที่ผู้ประกอบการควรเตรียมพร้อมก่อนดำเนินธุรกิจ
ในตลาดต่างประเทศ 

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของกิจกรรม คือการนำเสนอภาพรวมระบบของโครงการฯ พร้อมการสาธิต 
การใช้งาน ระบบแบบเป็นลำดับขั้นตอน เพื่อให้ตัวแทนร้านค้าไทยเข้าใจแนวทางการใช้งานระบบบริหารโครงการ ส่งสินค้าไทยสู่ตลาดโลก ตั้งแต่การเตรียมข้อมูลสินค้า ไปจนถึงการสนับสนุนกระบวนการขยายตลาด ผ่านช่องทางดิจิทัล 

การจัดอบรมครั้งนี้ยังเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซักถามประเด็นที่เกี่ยวข้อง
กับธุรกิจ e-Commerce ต่างประเทศ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการ หน่วยงาน สนับสนุน และพันธมิตรโครงการ ซึ่งนับเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันสินค้าไทยให้มีโอกาสเข้าถึงผู้บริโภค ในตลาดโลกมากยิ่งขึ้น 

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและพฤติกรรมการค้าที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจะยังคงเดินหน้าสร้างโอกาสใหม่ให้แก่ผู้ประกอบการไทย ผ่านการพัฒนาเครื่องมือ ระบบ และเครือข่ายความร่วมมือที่จำเป็นต่อการค้าระหว่างประเทศ เพื่อสนับสนุน
ให้สินค้าของผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก พร้อมวางรากฐานสู่การเติบโต
ของเศรษฐกิจไทยในยุคการค้าไร้พรมแดนอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ถึงเวลาที่เหมาะสม: ปฏิรูปโครงสร้างภาษีบุหรี่สู่อัตราเดียว เพื่อเศรษฐกิจไทยและการควบคุมยาสูบที่ยั่งยืน

ถึงเวลาที่เหมาะสม: ปฏิรูปโครงสร้างภาษีบุหรี่สู่อัตราเดียว เพื่อเศรษฐกิจไทยและการควบคุมยาสูบที่ยั่งยืน 


ปัญหาความยืดเยื้อของโครงสร้างภาษีบุหรี่ในประเทศไทยยังคงเป็นประเด็นที่ท้าทายความกล้าหาญในการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างยิ่ง แม้ว่าในหลายปีที่ผ่านมาจะมีการผลักดันจากฝั่งนักวิชาการ หน่วยงานรัฐ และมีมติคณะรัฐมนตรีออกมาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เร่งปรับปรุงโครงสร้างภาษีบุหรี่ไปสู่ระบบอัตราเดียว แต่จนถึงปัจจุบันข้อเสนอดังกล่าวยังคงเป็นเพียงแผนการที่ยังไม่ถูกนำมาปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมเสียที 

การคงไว้ซึ่งโครงสร้างภาษีแบบสองอัตราโดยแบ่งตามระดับราคาขายปลีกแนะนำที่กำหนดให้บุหรี่ในกลุ่มราคาประหยัดเสียภาษีน้อยกว่ากลุ่มราคาสูงนั้น เดิมทีมีจุดประสงค์สำคัญเพื่อปกป้องรัฐวิสาหกิจผู้ประกอบการในประเทศเพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะในตลาดราคาประหยัดจากข้อได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิต อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่ปรากฏตลอดเกือบ 10 ปีที่ใช้โครงสร้างแบบ 2 อัตรามากลับไม่เป็นไปตามคาด ในทางกลับกัน ระบบดังกล่าวได้กลายเป็นช่องว่างที่ก่อให้เกิดการบิดเบือนกลไกตลาด เมื่อผู้ผลิตต่างพยายามแข่งขันกันลดราคาหรือออกสินค้าที่มีราคาต่ำเพื่อมาสู้กันในพื้นที่ที่เสียภาษีในอัตราที่น้อยกว่า จนทำให้ตลาดราคาสูงของไทยเหลือเพียง 5% เท่านั้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ภาษีสรรพสามิตที่สูญเสียไปมหาศาลในทุกปี จากที่เคยเก็บได้กว่า 6.8 หมื่นล้านบาทในช่วงก่อนใช้โครงสร้าง 2 อัตรา กลับเหลือเพียง 4.7 ล้านบาทในปัจจุบัน อีกทั้งยังไม่ช่วยตอบโจทย์นโยบายควบคุมยาสูบอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากผู้บริโภคสามารถหันไปเลือกซื้อบุหรี่ราคาถูกแทนที่จะเลิกสูบ 

จากการศึกษาโดยหน่วยงานหลักอย่างกรมสรรพสามิต และผลงานวิจัยอิสระที่เกี่ยวข้องต่างชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ระบบภาษีอัตราเดียวคือทางออกที่ดีที่สุดและเป็นมาตรฐานสากลที่องค์การอนามัยโลก รวมถึงสถาบันการเงินระหว่างประเทศต่างให้การยอมรับ เพราะบุหรี่ทุกชนิดมีโทษต่อสุขภาพไม่ต่างกัน การที่รัฐยังคงลังเลและให้ความกลัวต่อผลกระทบของผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งมาเป็นอุปสรรคในการตัดสินใจ ย่อมไม่เป็นผลดีต่อภาพรวมของเศรษฐกิจประเทศ 

มติคณะรัฐมนตรีหลายครั้งที่ผ่านมา ทั้งในเดือนกันยายนปี 2564 และสิงหาคมปี 2565 ต่างมีข้อสั่งการชัดเจนให้กระทรวงการคลังเร่งทบทวนและแก้ไขโครงสร้างภาษีเพื่อนำไปสู่ความเป็นธรรมและการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้ นี่จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องอาศัยวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ กระทรวงการคลังควรให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจของไทยในภาพรวมมากกว่าการพะวงกับการปกป้องผู้ประกอบการรายหนึ่งรายใดเพียงเพื่อบรรเทาความกังวลชั่วคราว แลกกับการแบกรับภาระการจัดเก็บรายได้ภาษีตกต่ำต่อไปในทุกปี 

ด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจที่รัฐต้องทำทุกวิถีทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ การปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ให้เป็นอัตราเดียวจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นที่ต้องทำทันที เพื่อปิดช่องโหว่ทางภาษี เพิ่มโอกาสในการจัดเก็บรายได้ของรัฐ และสร้างความเท่าเทียมในกลไกการแข่งขันของอุตสาหกรรมยาสูบอย่างแท้จริง การตัดสินใจเดินหน้าปฏิรูปครั้งนี้จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญของรัฐบาลว่ามีความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่สั่งสมมานานเพื่อประโยชน์ของประชาชนและเศรษฐกิจไทยในระยะยาว มากกว่าจะคอยช่วยพยุงผู้ประกอบการรัฐวิสาหกิจอย่างที่ทำมาตลอดเกือบทศวรรษ

งานวิจัยสหรัฐฯ ศึกษาทางเลือกการลดการรับสารจากการสูบบุหรี่ พบข้อมูลด้านพฤติกรรมและตัวชี้วัดสุขภาพ

งานวิจัยสหรัฐฯ ศึกษาทางเลือกการลดการรับสารจากการสูบบุหรี่ พบข้อมูลด้านพฤติกรรมและตัวชี้วัดสุขภาพ 


สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า งานวิจัยจากสหรัฐอเมริกาได้ศึกษาพฤติกรรมของผู้สูบบุหรี่และการเปลี่ยนแปลงของการรับสารบางชนิดในร่างกาย ภายใต้รูปแบบการบริโภคนิโคตินที่แตกต่างกัน โดยผลการศึกษาในระยะสั้นพบความแตกต่างทั้งด้านพฤติกรรมการสูบและตัวชี้วัดการรับสารจากการเผาไหม้ ขณะที่ผู้วิจัยระบุว่ายังจำเป็นต้องติดตามและประเมินผลในระยะยาวเพิ่มเติม เนื่องจากการสูบบุหรี่ยังคงเป็นประเด็นสำคัญด้านสาธารณสุข 

 

จากการเปิดเผยของ PennState Health ถึงรายงานวิจัยซึ่งเผยแพร่ในวารสารการแพทย์ระดับโลก JAMA Network Open นำโดยคณะนักวิจัยจากวิทยาลัยแพทยศาสตร์เพนสเตต (Penn State College of Medicine) สหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมด้วยยาหลอก (Randomized Placebo-Controlled Trial) ครั้งแรกในสหรัฐฯ ที่มุ่งวัดผลกระทบจากการเปลี่ยนจากบุหรี่มวนมาเป็นบุหรี่ไฟฟ้า โดยเปิดเผยตัวเลขความสำเร็จว่าสามารถช่วยให้ผู้สูบเลิกบุหรี่มวนได้มากกว่า 3 เท่า 

การศึกษาครั้งนี้ทำทดลองในกลุ่มผู้ใหญ่ที่สูบบุหรี่เป็นประจำทุกวัน (มากกว่า 4 มวนต่อวัน) จำนวน 104 คน โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 52 คนเท่ากัน กลุ่มแรกได้รับบุหรี่ไฟฟ้าที่มีระดับนิโคติน 5% ส่วนกลุ่มที่สองได้รับตัวเครื่องแบบเดียวกันแต่ไม่มีสารนิโคติน (กลุ่มยาหลอก) โดยใช้เวลาติดตามผลระยะสั้น 6 สัปดาห์ และตรวจเช็กซ้ำในสัปดาห์ที่ 10 

ผลลัพธ์หลังสิ้นสุดสัปดาห์ที่ 6 เผยให้เห็นความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญกล่าวคือ กลุ่มผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าที่มีนิโคติน 5% สามารถเลิกสูบบุหรี่มวนได้อย่างสิ้นเชิงถึง 36.5% ในขณะที่กลุ่มใช้ยาหลอกที่ไม่มีนิโคติน เลิกได้เพียง 11.5% เท่านั้น คิดเป็นอัตราความสำเร็จที่สูงกว่าถึง 3 เท่า และตัวเลขนี้ยังคงคงที่เมื่อติดตามผลต่อเนื่องในสัปดาห์ที่ 10  

ที่น่าสนใจคือผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าชนิดมีนิโคติน มีอาการอยากบุหรี่และอาการลงแดงบุหรี่หรืออาการถอนนิโคตินน้อยกว่า ทำให้สามารถอยู่ห่างจากบุหรี่มวนง่ายขึ้น 

ระดับสารพิษและสารก่อมะเร็งปอดลดลงฮวบ 

นอกจากนี้ คณะวิจัยได้ทำการวัดสารบ่งชี้ทางชีวภาพ (Biomarkers) ในปัสสาวะและลมหายใจเพื่อตรวจหาการสะสมของสารพิษ โดยเฉพาะการวัดค่าสาร NNAL ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งปอดที่รุนแรงและเกิดจากการเผาไหม้ใบยาสูบ ผลการตรวจพบว่า ผู้เข้าร่วมทดลองทั้งสองกลุ่มมีปริมาณสารพิษในร่างกายลดลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับช่วงเริ่มต้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้านิโคติน 5% มีระดับการรับสารพิษที่ลดลงมากกว่า เนื่องจากมีจำนวนคนที่หันกลับไปสูบบุหรี่มวนน้อยกว่านั่นเอง 

เจสสิก้า อิงส์ต (Jessica Yingst) รองศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์สาธารณสุขและผู้เขียนหลักของรายงานวิจัย กล่าวว่า "แม้ว่านิโคตินจะเป็นสารที่ทำให้เสพติด แต่ไม่ใช่สาเหตุหลักของการเกิดโรคมะเร็งและโรคหัวใจ อันตรายที่แท้จริงมาจากผลพลอยได้ของการเผาไหม้ในยาสูบ บุหรี่ไฟฟ้าชนิดมีนิโคตินสามารถส่งผ่านนิโคตินได้ใกล้เคียงกับบุหรี่มวน จึงช่วยตอบสนองความต้องการของร่างกายและทำให้การเลิกบุหรี่มวนเพื่อเปลี่ยนไปใช้บุหรี่ไฟฟ้าแทนง่ายขึ้น ในขณะที่ปริมาณการรับสารเคมีเป็นพิษโดยรวมลดลงอย่างมาก 

ความหวังใหม่ด้านสาธารณสุข 

แม้ว่าอัตราการสูบบุหรี่ในสหรัฐฯ จะลดลงต่ำเป็นประวัติการณ์เหลือเพียงประมาณ 10% แต่การสูบบุหรี่ยังคงเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตที่สามารถป้องกันได้ งานวิจัยชิ้นนี้จึงถือเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยสนับสนุนผู้ที่ไม่สามารถเลิกบุหรี่ด้วยวิธีอื่นได้ให้สามารถลดการรับสารพิษจากควันบุหรี่ได้ 

 

มหาวิทยาลัยเพนสเตต เป็นหนึ่งในศูนย์วิทยาศาสตร์การกำกับดูแลยาสูบ (TCORS) ที่ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยร่วมจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐฯ (FDA) และสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (NIH)  

ที่มา: https://pennstatehealthnews.org/2026/05/nicotine-e-cigarettes-reduce-harmful-chemical-exposure-help-smokers-quit/ 

 

วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569

“ยศชนัน” มอบประกาศนียบัตรเชิดชูเกียรตินักประดิษฐ์-นักวิจัยไทย คว้ารางวัลนานาชาติกว่า 400 ผลงาน จาก 7 เวทีทั่วโลก ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ปี 69 ย้ำชัด “คนสำเร็จคือคนไม่หยุดพัฒนา”

“ยศชนัน” มอบประกาศนียบัตรเชิดชูเกียรตินักประดิษฐ์-นักวิจัยไทย คว้ารางวัลนานาชาติกว่า 400 ผลงาน จาก 7 เวทีทั่วโลก ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ปี 69 ย้ำชัด “คนสำเร็จคือคนไม่หยุดพัฒนา”


เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มอบประกาศนียบัตรแสดงความยินดีแก่นักประดิษฐ์และนักวิจัยไทยที่ได้รับรางวัลจากเวทีนานาชาติ (Internationally Outstanding Inventors Awards Ceremony) ภายในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026) เพื่อเชิดชูเกียรติ สร้างขวัญกำลังใจ และยกระดับศักยภาพนักวิจัยและนักประดิษฐ์ไทยสู่การยอมรับในระดับสากล พร้อมผลักดันการนำผลงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์ และนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) คณะผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด อว. ตลอดจนนักประดิษฐ์และนักวิจัยไทย เข้าร่วม ณ ห้อง World Ballroom ชั้น 23 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กทม.


ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีและชื่นชมในความสำเร็จของนักประดิษฐ์และนักวิจัยไทยทุกท่าน เส้นทางสู่ความสำเร็จในระดับสากลนั้นไม่มีคำว่าบังเอิญ หลายท่านเคยผ่านความพ่ายแพ้ ความผิดหวัง และต้องเผชิญกับอุปสรรคมานับครั้งไม่ถ้วน แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้ทุกคนมาถึงจุดนี้ได้คือการไม่เคยล้มเลิก การเรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหน้างานหรือความบกพร่องทางเทคนิค ล้วนเป็นบทเรียนสำคัญที่ช่วยให้เรากลับมาสร้างสรรค์ผลงานที่มีมาตรฐาน และเป็นผลงานที่จับต้องได้จริง จนได้รับการยอมรับจากกรรมการในเวทีระดับนานาชาติ

รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าวต่อว่า ความสำเร็จในวันนี้เกิดจากการสั่งสมประสบการณ์จากการลงแข่งขันในหลายเวที ซึ่งนอกจากจะสร้างความมั่นใจแล้ว ยังทำให้เราได้เรียนรู้มิติที่สำคัญอย่างยิ่งคือเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งนับเป็นหัวใจหลักในการปกป้องผลงานนวัตกรรมของเราจากการถูกลอกเลียนแบบในระดับสากล คนที่ชนะในทุกเวทีไม่ใช่คนที่ไม่เคยแพ้ แต่คือคนที่ไม่เคยหยุดพัฒนา และผู้ที่ไม่ล้มเลิกเท่านั้นที่จะก้าวขึ้นมาอยู่แถวหน้าได้สำเร็จ ตนจึงขอเป็นกำลังใจให้นักวิจัยและนักประดิษฐ์ทุกท่านพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องเพื่อก้าวขึ้นสู่แถวหน้าต่อไป

“การได้รับรางวัลจากต่างประเทศนั้นสร้างความภาคภูมิใจให้เราก็จริง แต่คงไม่มีอะไรน่าภูมิใจและมีความสุขไปกว่าการนำรางวัลและความสำเร็จนั้นกลับมาให้คนไทยด้วยกันได้เห็นและร่วมยินดี เพราะในวันนี้ทุกท่านคือตัวแทนของประเทศไทยที่ก้าวไปทำหน้าที่เพื่อสร้างชื่อเสียงและคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติอย่างแท้จริง” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว


ดร.วิภารัตน์ กล่าวว่า วช. ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและสนับสนุนนักประดิษฐ์และนักวิจัยไทยอย่างต่อเนื่อง ผ่านการพัฒนาศักยภาพ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการผลักดันผลงานวิจัยและนวัตกรรมสู่เวทีประกวดระดับนานาชาติ เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างชื่อเสียงและความเชื่อมั่นให้แก่ประเทศ ตลอดจนส่งเสริมการนำผลงานไปต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และสังคม ตลอดการดำเนินงานส่งเสริมนักประดิษฐ์สู่เวทีนานาชาติกว่า 10 ปีที่ผ่านมา วช. ได้สร้างผลสัมฤทธิ์ที่เป็นประจักษ์อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงปี 2568 - 2569 ที่นักประดิษฐ์และนักวิจัยไทยสามารถคว้ารางวัลรวมกว่า 400 ผลงาน จาก 7 เวทีการประกวดระดับนานาชาติ ครอบคลุมทั้งเวทีในทวีปเอเชียและยุโรป รวมไปถึงการคว้ารางวัลสูงสุดของงานประกวดต่าง ๆ เช่น รางวัล Grand Prize, Platinum Award และ The Best Foreign Innovation Award ซึ่งตอกย้ำถึงศักยภาพและมาตรฐานนวัตกรรมของคนไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก 

ภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการผลงานของนักประดิษฐ์และนักวิจัยไทยที่ได้รับรางวัลจากการประกวดและนิทรรศการนานาชาติ เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานและสื่อมวลชนได้เยี่ยมชมผลงาน พร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์กับเจ้าของผลงานโดยตรง ทั้งนี้ ผลงานที่ได้รับการเชิดชูเกียรติในครั้งนี้ได้รับรางวัลจากเวทีนานาชาติสำคัญ รวมกว่า 400 ผลงาน จาก 7 เวทีสำคัญทั่วโลก อาทิเช่น
- รางวัล INOVA 1st Runner ซึ่งเป็นรางวัลสำคัญของงาน พร้อมเหรียญทอง 18 รางวัล จากเวที "The 49th Inova – International Invention Show” (INOVA2025) ณ ประเทศโครเอเชีย
- รางวัล เหรียญทอง 9 รางวัล เหรียญเงิน 8 รางวัล เหรียญทองแดง 20 รางวัล จากเวที Taiwan Innotech Expo 2025 (TIE 2025) ณ เมืองไทเป ไต้หวัน
- รางวัลเหรียญทอง 8 รางวัล เหรียญเงิน 5 รางวัล และเหรียญทองแดง 7 รางวัล จากเวที “ The International Trade Fair -Ideas, Inventions and new Products (IENA 2025) ณ ประเทศเยอรมนี
- รางวัลสูงสุดของงาน Global Innovation Excellence Award รางวัล Platinum Award 1 รางวัล รางวัลเหรียญทอง 27 รางวัล เหรียญเงิน 15 รางวัล เหรียญทองแดง 10 รางวัล จากเวที “2025 Kaohsiung International Invention and Design Expo” (KIDE 2025) ณ เมืองเกาสง ไต้หวัน
- รางวัล เหรียญทอง 4 รางวัล เหรียญเงิน 13 รางวัล เหรียญทองแดง 7 รางวัล จากเวที “The 5th Asia Exhibition of Innovations and Inventions Hong Kong” (AEII) ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
- รางวัลสูงสุด Grand Prize 3 รางวัล เหรียญทอง 54 รางวัล เหรียญเงิน 51 รางวัล และเหรียญทองแดง 58 รางวัล จากเวที “ Seoul International Invention Fair 2025” (SIIF 2025) ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้
- รางวัลสูงสุด The Best Foreign Innovation Award รางวัล Platinum Award 2 รางวัล และเหรียญทอง 24 รางวัล จากเวที "The 19th International Invention and Innovation Show (INTARG2026)" ณ ประเทศโปแลนด์

ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงาน มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026) ได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิด “Research Synergy พลังวิจัย สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมไทยยั่งยืน”

“ยศชนัน” เยี่ยมชมนิทรรศการมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 ย้ำพลัง Synergy ขับเคลื่อนงานวิจัยสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

“ยศชนัน” เยี่ยมชมนิทรรศการมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 ย้ำพลัง Synergy ขับเคลื่อนงานวิจัยสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน



วันที่ 22 มิถุนายน 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วย นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวง อว. และ ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ร่วมเยี่ยมชมผลงานวิจัย นวัตกรรม และเทคโนโลยี ภายในงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)” ครั้งที่ 21 ภายใต้แนวคิด “Research Synergy พลังวิจัย สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมไทยยั่งยืน” จัดขึ้นโดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสํานักงานการวิจัยแห่งชาติ พร้อมด้วยคณะผู้กระทรวง อว. คณะผู้บริหาร วช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมเยี่ยมชมนิทรรศการ ณ Convention Hall ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ


ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ กล่าวว่า บทบาทสำคัญของนักวิจัยในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ โดยส่งเสริมการสร้างพลังความร่วมมือ (Synergy) ระหว่างนักวิจัยและภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อบูรณาการองค์ความรู้และต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งเน้นย้ำว่าการพัฒนาประเทศจำเป็นต้องอาศัยเป้าหมายร่วมและการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน มากกว่าการพึ่งพาทรัพยากรหรือทุนวิจัยเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ ยังสนับสนุนให้นักวิจัยยึดมั่นในเจตนารมณ์ของการสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ปัญหาของประเทศและชุมชน ควบคู่กับการส่งเสริมความร่วมมือกับภาคเอกชน เพื่อยกระดับการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์และเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศอย่างยั่งยืน


โอกาสนี้ ได้เยี่ยมชมนิทรรศการผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่โดดเด่น อาทิ นิทรรศการไฮไลท์ โซน Research Utilization (RU) โซน Program Management Unit (PMU) นิทรรศการเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย (RUN) โซนงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อยกระดับสังคมอย่างยั่งยืน และโซนงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสร้างสมดุลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โซนงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมศักยภาพวิสาหกิจชุมชน วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ซึ่งสะท้อนศักยภาพของงานวิจัยไทยในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศอย่างยั่งยืน


ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถเข้าชมงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)” ได้ตั้งแต่วันนี้ - 26 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ

วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลไม้ จัดเวทีเสวนา “เกษตรมูลค่าสูงไทย : จากเกษตรแม่นยำสู่ผู้นำตลาดผลไม้โลก” ในงาน Thailand Research Expo 2026

ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลไม้ จัดเวทีเสวนา “เกษตรมูลค่าสูงไทย : จากเกษตรแม่นยำสู่ผู้นำตลาดผลไม้โลก” ในงาน Thailand Research Expo 2026


กรุงเทพฯ – ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลไม้ (Hub of Talents) ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดเวทีเสวนาพิเศษหัวข้อ “เกษตรมูลค่าสูงไทย : จากเกษตรแม่นยำสู่ผู้นำตลาดผลไม้โลก” ภายในงาน Thailand Research Expo 2026 เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 ณ เวที Highlight โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางการยกระดับภาคการเกษตรไทยสู่การแข่งขันในตลาดโลกด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่


การเสวนาครั้งนี้ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท ผู้บริหารศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลไม้ (Hub of Talents) พร้อมด้วยวิทยากรจากภาคเกษตรกรรมต้นแบบ ได้แก่ คุณชลธิชา ช่างประดิษฐ์ ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปลงใหญ่มะม่วงคุณภาพบ้านวังน้ำบ่อ เจ้าของสวนรวงทอง, คุณวุฒิชัย คุณเจตน์ เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียน เจ้าของสวนสุขเกษม จังหวัดจันทบุรี และ คุณธราพงศ์ วงศ์วัฒนากิจ เกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด และผู้ก่อตั้งสวนมะพร้าวน้ำหอมอินทรีย์ Gardener House
การเสวนาได้ถ่ายทอดประสบการณ์จริงและแนวคิดการพัฒนาภาคเกษตรไทยในประเด็นสำคัญ อาทิ การส่งออกผลไม้ไทยสู่ตลาดโลก การประยุกต์ใช้ Precision Agriculture หรือเกษตรแม่นยำ การเพิ่มมูลค่าผลผลิตด้วยนวัตกรรม การนำเทคโนโลยี AI และ IoT มาช่วยบริหารจัดการแปลงเกษตร ตลอดจนการสร้างเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรไทย


รศ.ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท กล่าวว่า ปัจจุบันภาคการเกษตรกำลังเผชิญกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงและคาดการณ์ได้ยาก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการผลิตพืชผลทางการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นปัญหาฝนทิ้งช่วง ภัยแล้ง ฝนตกมากผิดปกติ หรือการออกดอกและติดผลที่ลดลงของพืชเศรษฐกิจสำคัญ เช่น มะม่วงและทุเรียน
“จากนี้ไปเราไม่สามารถทำการเกษตรแบบเดิมได้อีกแล้ว การปรับตัวสู่เกษตรแม่นยำเป็นสิ่งจำเป็น เกษตรกรต้องอาศัยข้อมูล เทคโนโลยี และนวัตกรรมในการบริหารจัดการแปลงปลูก เพื่อให้สามารถใช้น้ำ ปุ๋ย และทรัพยากรต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสมตามความต้องการของพืช ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มคุณภาพผลผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด” รศ.ดร.พีระศักดิ์ กล่าว


นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมผู้สูงอายุที่ส่งผลให้แรงงานภาคเกษตรลดลง ขณะที่เกษตรกรรุ่นใหม่หรือ Smart Farmer กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทย โดยใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการตัดสินใจแทนการอาศัยประสบการณ์เพียงอย่างเดียว
“การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้จะช่วยทดแทนแรงงาน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง และยกระดับคุณภาพผลผลิตให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลไม้ พร้อมทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมสู่ภาคเกษตร เพื่อช่วยให้เกษตรกรไทยก้าวทันการเปลี่ยนแปลงและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลไม้ไทยอย่างยั่งยืน” รศ.ดร.พีระศักดิ์ กล่าว


เวทีเสวนาดังกล่าวได้รับความสนใจจากนักวิจัย ผู้ประกอบการ ภาคเอกชน และเกษตรกรที่เข้าร่วมงาน Thailand Research Expo 2026 เป็นจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวของภาคการเกษตรไทยในการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม มาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศในอนาคต


Cosmoprof CBE ASEAN 2026 เปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ที่กรุงเทพฯ พร้อมเชื่อมโยงผู้ประกอบการความงามระดับโลกสู่โอกาสทางธุรกิจในตลาดอาเซียนที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

Cosmoprof CBE ASEAN 2026 เปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ที่กรุงเทพฯ พร้อมเชื่อมโยงผู้ประกอบการความงามระดับโลกสู่โอกาสทางธุรกิจในตลาดอาเซียนที่กำลังเติบ...