วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

4 ภาคีเครือข่าย รวมพลังจัดโครงการเยาวชนต้านภัยยาเสพติด


"4 ภาคีเครือข่าย" อันประกอบด้วย สโมสรไลออนส์ หอวัง หลักสี่ กรุงเทพฯ,    มูลนิธิปาลิต-ลัดดา , คุณสุนันท์ ตรีวิศวเวทย์, โรงเรียนวัดตรีทศเทพ และคณะทำงานโครงการฯ
อีกหลายท่าน ร่วมปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมในวัยเยาว์ คือรากฐานสำคัญในการสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพให้แก่สังคม ได้จัดกิจกรรมโครงการ "การทำความดี ... ของหนู" สำหรับนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 3 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ประจำปีการศึกษา 2568    
กิจกรรม "การทำความดี ... ของหนู" เป็นการให้เยาวชนเขียนเรียงความในเรื่อง “การทำความดี ... ของหนู” เริ่มสะสมความดี ตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2569 ถึง 17 พฤษภาคม 2569 โดยมีขอบข่ายการเขียนเรียงความในด้านการให้ความช่วยเหลือผู้อื่น การบำเพ็ญประโยชน์ การไปช่วยงานจิตอาสาต่างๆ การมีจิตที่คิดดี ทำดี พูดดี กับตนเองและบุคคลอื่นๆ โดยผู้ชนะในการเขียนเรียงความจะได้รับทุนการศึกษาตั้งแต่ 1,000 - 2,000 บาท ซึ่งมีนักเรียนเข้าร่วมส่งเรียงความเข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก
สำหรับการประกวดเรียงความ “การทำความดี ... ของหนู” ได้มีการตัดสินและมอบรางวัลกันในวันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม 2569 ณ โรงเรียนวัดตรีทศเทพ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร โดยมีนายปิยชน ผู้ทรงธรรม ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตพระนคร เป็นประธานในพิธี บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและอบอวลไปด้วยพลังแห่งความดี ในงานประกาศผลและมอบรางวัลโครงการประกวดเขียนเรียงความในหัวข้อ  “การทำความดี ... ของหนู” งานในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีจากความร่วมมือครั้งสำคัญของ ไลออนวิษณุ ชิระนุรังสี นายกสโมสรไลออนส์พระนคร,  



คุณกานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ ประธานสภาวัฒนธรรมเขตพระนคร, คุณสุขใจ จรูญรัตนาภรณ์ ร้านสุขใจ ไทยซิลค์ ผู้ใหญ่จากสโมสรไลออนส์ หอวัง หลักสี่ กรุงเทพฯ, คุณจารุวรรณ ลีลาเกียรติสกุลบริษัท เด็กซ์ทรัส เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด และอีกหลายต่อหลายท่าน และหลายต่อหลายองค์กร ที่ไม่ได้กล่าวถึงในที่นี้ ที่ได้ร่วมกันขับเคลื่อนและสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของเยาวชน
บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก โดยมีคณะผู้บริหารและผู้หลักผู้ใหญ่จากภาคส่วนต่างๆ ให้เกียรติเข้าร่วมงาน พร้อมด้วยคณะครู นักเรียน และกลุ่มผู้ปกครองที่เดินทางมาร่วมลุ้นและให้กำลังใจบุตรหลานกันอย่างเนืองแน่น สร้างรอยยิ้มและความภาคภูมิใจให้กับเด็กๆ ที่ได้ตั้งใจสะสมความดีและถ่ายทอดออกมาผ่านตัวอักษรมาตลอดปีการศึกษา


ด้านนางสาวกัณทิมา อุชุภาพ นายกสโมสรไลออนส์ หอวัง หลักสี่ กรุงเทพฯ ได้กล่าวถึงจุดประสงค์การจัดงานในครั้งนี้ว่าต้องการให้เด็กบันทึกการทำความดีในแต่ละวันในช่วงปิดเทอม ให้เด็กคิดได้ว่าสิ่งไหนถูกสิ่งไหนผิด เป็นการปลูกฝังความคิดดีๆ ให้กับเด็ก และผู้ปกครองก็ได้มีส่วนร่วมกับกิจกรรมในครั้งนี้ เพราะว่าทุกๆ เหตุการณ์ หรือทุกปัญหาที่เกิดขึ้น จะเกิดจากปัญหาภายในครอบครัวเป็นส่วนใหญ่ ทางเครือข่ายได้เห็นปัญหาในส่วนนี้จึงได้เข้ามาร่วมทำกิจกรรมเพื่อแก้ไขในด้านอาชญากรรม และปัญหายาเสพติด โดยโครงการนี้มีแผนงานจะจัดทำทั่วประเทศ โดยจะร่วมมือกับเครือข่ายต่างๆ ในพื้นที่ทั่วประเทศ โดยจะเริ่มทางภาคเหนือเป็นลำดับแรก
ด้วยความร่วมมืออันแข็งแกร่งของภาคีเครือข่าย 


ทางโครงการได้มอบทุนการศึกษาและรางวัลเพื่อเป็นขวัญกำลังใจรวมมูลค่ากว่า 45,000 บาท โดยมีทั้งรางวัลเรียงความประจำระดับชั้น และรางวัลพิเศษ อาทิ  รางวัล "รู้ทัน รู้ภัย ยาเสพติด" และ "รางวัลลายมือสวย"
แววตาแห่งความภาคภูมิใจของผู้ปกครองที่มาร่วมให้กำลังใจลูก ๆ ในวันนี้ คือประจักษ์พยานว่า ‘ความดี’ เริ่มต้นจากสิ่งเล็ก ๆ รอบตัว โดยมี 4 ภาคีเครือข่าย และผู้ใหญ่ใจดี ร่วมเป็นลมใต้ปีก เพื่อส่งต่อโอกาสให้เยาวชนเติบโตอย่างงดงามเพราะเรียงความทุกบรรทัดในวันนี้ ไม่ใช่แค่การประกวดเพื่อชิงรางวัล แต่คือบันทึกหน้าสำคัญที่หล่อหลอมให้เด็ก ๆ มีหัวใจที่รู้จักการให้ และพร้อมสร้างประโยชน์แก่สังคม ความร่วมมือในวันนี้จึงเป็นมากกว่ากิจกรรม แต่เป็นการปักหมุดหมายแห่งคุณธรรมลงในใจเยาวชน เพื่อให้พวกเขาเติบโตไปเป็นกำลังสำคัญที่จะขับเคลื่อนครอบครัว โรงเรียน และสังคมไทยให้งดงามอย่างยั่งยืนสืบไป



สสส.เสริมศักยภาพชุมชนท้องถิ่นเพิ่มทักษะวิเคราะห์ข้อมูล เน้นออกแบบนวัตกรรม เพื่อแก้ปัญหาสุขภาวะชุมชนให้ยั่งยืน

สสส.เสริมศักยภาพชุมชนท้องถิ่น
เพิ่มทักษะวิเคราะห์ข้อมูล เน้นออกแบบนวัตกรรม เพื่อแก้ปัญหาสุขภาวะชุมชนให้ยั่งยืน

 
ตัวเลขจากฐานข้อมูลเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ภายใต้การสนับสนุนของสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สสส. ซึ่งครอบคลุมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั่วประเทศ 3,690 แห่ง ได้เผยภาพสะท้อนสถานการณ์สุขภาพและสังคมไทยผ่านรายงานข้อมูลตำบลโดยการสำรวจ (Thailand Community Networking Appraisal Program: TCNAP) ปี 2568 ใน 646 ตำบล ซึ่งครอบคลุมประชาชนกว่า 2.91 ล้านคน หรือ 989,365 ครัวเรือน ชี้ให้เห็นว่าครัวเรือนไทยกว่า 74.33% กำลังเผชิญกับภาระหนี้สิน ขณะที่อัตราพึ่งพิงสูงถึง 61.32% โดยมีสัดส่วนผู้สูงอายุ 27.9% และมีผู้สูงอายุที่อยู่ลำพัง 16.94%  

ในด้านสุขภาพพบผู้ป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อ (NCDs) 23.21% และมีผู้สูงอายุป่วยด้วยโรคนี้ถึง 51.43% นอกจากนี้ยังพบพฤติกรรมเสี่ยง ทั้งการดื่มสุราเป็นประจำ 5.39% และการสูบบุหรี่ 9.84% ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนชัดเจนว่า การแก้ปัญหาสุขภาพของคนไทยในวันนี้ไม่อาจอาศัยเพียงนโยบายจากส่วนกลางเพียงลำพัง แต่ต้องใช้ "ข้อมูลของพื้นที่" เป็นฐาน และเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามาร่วมออกแบบแนวทางพัฒนาที่เหมาะสมกับบริบทของตนเอง
 
จากสถานการณ์นี้ สำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สสส. จึงจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ "เสริมศักยภาพชุมชนท้องถิ่นบูรณาการสร้างผลกระทบด้านสุขภาพ" โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 4 ประการ คือ เสริมศักยภาพในการสร้างผลกระทบด้านสุขภาพ, วิเคราะห์ข้อมูลในรูปแบบ Data-Driven, สังเคราะห์เครื่องมือชุดกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพ และยกร่างข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับเสริมศักยภาพชุมชนท้องถิ่น โดยมีตัวแทนจากเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่และกลไกคณะทำงานเข้าร่วมกว่า 600 คน 
 
รศ.ดร.ขนิษฐา นันทบุตร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน (ศวช.) คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น อธิบายแนวคิดพื้นฐานของการขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพโดยชุมชนท้องถิ่นว่า มีหลักคิดสำคัญ 2 ประการ ประการแรกคือการนำพื้นที่เป็นตัวตั้ง ให้คน ข้อมูล และกระบวนการทำงานอยู่ในพื้นที่ เพราะปัญหาของพื้นที่ต้องแก้ไขโดยพื้นที่เอง และประการที่สองคือ การคำนึงถึงสุขภาพในทุกมิติของนโยบาย เพื่อให้สุขภาพเป็นส่วนหนึ่งของงานพัฒนาชุมชนอย่างแท้จริง 

ดังนั้นการประชุมครั้งนี้จึงมุ่งเสริมทักษะสำคัญให้ชุมชน 2 ด้าน ได้แก่ "การวิเคราะห์สถานการณ์" หรือการอ่านภาพรวมของปัญหา ศักยภาพ และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง โดยใช้ข้อมูลจากหลายแหล่งเป็นฐานในการหาทางแก้ไขและประเมินผล ส่วนอีกด้านคือ "การออกแบบนวัตกรรม" หรือการนำผลวิเคราะห์มาออกแบบทางแก้ที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย พร้อมทบทวนว่านวัตกรรมที่ทำอยู่เดิมสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริงหรือไม่ เพื่อปรับปรุงหรือขยายผลต่อไป 
 
"ที่ผ่านมาเราพยายามพัฒนาศักยภาพทั้งคนและกลไก โดยใช้ฐานข้อมูลเป็นตัวนำทางไปสู่การจัดการเชิงระบบที่เป็นไปได้จริงในแต่ละพื้นที่ เมื่อทุกภาคส่วนบูรณาการบทบาทและภารกิจเข้าด้วยกัน จนเกิดการมีส่วนร่วมและการเรียนรู้ร่วมกัน การเปลี่ยนแปลงสุขภาวะที่ดีขึ้นก็จะเกิดขึ้นจากภายในชุมชนเอง และเป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนร่วมกันสร้างให้ยั่งยืนได้" 
 
นอกจากนี้ รศ.ดร.ขนิษฐา ยังย้ำด้วยว่า การขับเคลื่อนงานให้สำเร็จต้องอาศัยความร่วมมือจาก 4 ภาคส่วนหลักในพื้นที่ ได้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ผู้นำท้องที่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และองค์กรชุมชน โดยแต่ละฝ่ายควรเป็นผู้นำในภารกิจที่ตนถนัด เพื่อให้เกิดพลังขับเคลื่อนที่แท้จริง เช่น อปท. อาจเป็นแกนหลักผลักดันนโยบายลดการดื่มสุรา ขณะที่องค์กรชุมชนอาจริเริ่มเรื่องอาหารปลอดภัย
 
"หัวใจสำคัญคือการทำให้การดำเนินงานทั้งหมดบูรณาการเข้ากับบทบาทและภารกิจเดิมของชุมชนได้ ไม่ใช่การเพิ่มภาระงาน แต่เป็นการใช้ข้อมูลมาช่วยยกระดับการทำงานให้คมชัดขึ้น เมื่อชุมชนเห็นข้อมูล เห็นศักยภาพของตนเอง และรู้จักใช้เครื่องมือที่เหมาะสมมาผสานกับงานประจำ การแก้ปัญหาสุขภาพก็จะไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่จะเป็นวิถีปฏิบัติที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริงในทุกพื้นที่" รศ.ดร.ขนิษฐา กล่าว

สำหรับการขับเคลื่อนงานในระดับพื้นที่ พบว่าหลาย ๆ แห่งใช้ข้อมูลเป็นฐานในการวางแผนและสร้างนโยบายดูแลประชากรทุกกลุ่มวัยในชุมชนจนกลายเป็นวัฒนธรรมการใช้ข้อมูลไปแล้ว อย่างเช่นที่องค์การบริหารส่วนตำบลคอรุม อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ เริ่มนำข้อมูลมาใช้ขับเคลื่อนตั้งแต่ปี 2553 โดยให้คนในชุมชนร่วมกันเก็บ วิเคราะห์ นำไปใช้ และเป็นเจ้าของข้อมูล ผ่านเครื่องมือ RECAP และ TCNAP ที่สนับสนุนจาก สสส.

“เวลาที่เราใช้ข้อมูลแล้ว รู้สึกมั่นใจในการทำงาน อย่างเวลาที่เสนอสภาฯ เราก็พูดอย่างมั่นใจค่ะ ว่าเรามีข้อมูลแบบนี้นะ ถ้าเราไม่ทำโครงการนี้มันก็จะเกิดเรื่องแบบนี้ได้นะ คือสามารถตอบในเรื่องของการทำงานได้ในอนาคต" นางนัยนา ศรีเลิศ ผู้อำนวยการกองสวัสดิการสังคม อบต.คอรุม เล่า

ส่วนที่องค์การบริหารส่วนตำบลท่างาม อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี ข้อมูลนำมาซึ่งการค้นพบสถานการณ์ผู้สูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าอยู่ที่ประมาณ 9% ของประชากร แม้ตัวเลขจะดูไม่สูง แต่เทรนด์ที่น่ากังวลคือ "นักสูบหน้าใหม่" ที่เป็นกลุ่มเยาวชนเริ่มหันมานิยมบุหรี่ไฟฟ้าเนื่องจากค่านิยมและความเข้าใจผิดว่าปลอดภัย ขณะที่ผู้สูงอายุมักผูกติดกับการสูบบุหรี่มวนแบบดั้งเดิม

นายชินวุฒิ อาศน์วิเชียร ผู้อำนวยการกองสวัสดิการสังคม อบต.ท่างาม เปิดเผยว่า ได้ใช้ฐานข้อมูลที่มีอยู่ค้นหา "คนดี คนเก่ง" หรือ อสม. และบุคคลต้นแบบที่เคยเลิกบุหรี่ได้สำเร็จ มาเป็นกลไกถ่ายทอดประสบการณ์ตรง พร้อมทั้งวางนโยบายมุ่งเน้นไปที่ 2 ส่วนสำคัญ คือ "คน" ด้วยการสร้างความรอบรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเด็กรุ่นใหม่ ด้วยการสร้างสื่อรณรงค์ที่ทันต่อสถานการณ์และร่วมสมัย เช่น ทำละครแนวตั้ง เสนอภัยของบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า เป็นต้น ขณะเดียวกันก็สร้างสภาพแวดล้อมใหม่ โดยการปรับเปลี่ยนสถานที่ราชการและพื้นที่สาธารณะในชุมชนให้เป็นเขตปลอดบุหรี่อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่มีป้ายติดไว้เฉย ๆ นอกจากนี้ผลพลอยได้ที่ตามมาไม่ใช่แค่สุขภาพที่ดีขึ้น แต่ยังรวมถึงเศรษฐกิจในครัวเรือนที่ดีขึ้นตามไปด้วย เมื่อค่าใช้จ่ายที่เคยหมดไปกับบุหรี่แต่ละวันสามารถเปลี่ยนไปเป็นเงินออมหรือรายจ่ายที่จำเป็นกว่าได้ในระยะยาว

ขณะที่ ดร.นิสา รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สสส. กล่าวถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากการประชุมครั้งนี้ว่า ผู้เข้าร่วมทุกคนจะได้เห็นข้อมูลของตัวเอง ได้ร่วมวางแผน และได้นำเครื่องมือซึ่งเป็นชุดกิจกรรมและชุดองค์ความรู้ของ สสส. ไปประยุกต์ใช้จัดการกับผลกระทบที่แต่ละพื้นที่เก็บข้อมูลมาได้ โดยเฉพาะประเด็นที่ สสส. ให้ความสำคัญมาตลอด เช่น การแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า ภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องลดลงจากการสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า รวมถึงปัญหาการดื่มสุราและการพนัน ซึ่งล้วนเป็นโจทย์ที่ชุมชนท้องถิ่นจะต้องบูรณาการทุกกลไกและทุกมิติเข้าด้วยกัน เพื่อจัดการกับผลกระทบด้านสุขภาพอย่างรอบด้าน
 
"ท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่ สสส. คาดหวังคือ การที่ชุมชนสามารถจัดการได้ด้วยมือของชุมชนท้องถิ่นเองอย่างแท้จริง ไม่ใช่การรอคอยความช่วยเหลือจากภายนอกเพียงอย่างเดียว" ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน กล่าว 
 
ด้วยเหตุนี้ เป้าหมายสูงสุดของ สสส. จึงไม่ใช่เพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่คือการสร้างระบบที่เอื้อให้ชุมชนใช้ข้อมูล (Data-Driven) เป็นฐานในการตัดสินใจ พัฒนานโยบายท้องถิ่น และจัดการสุขภาวะของตนเองได้อย่างยั่งยืน โดยผลผลิตที่เป็นรูปธรรมจากการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้จะประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ฐานข้อมูลสุขภาพระดับพื้นที่สำหรับขับเคลื่อนงานในระยะยาว แนวทางการใช้เครื่องมือชุดกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพที่เหมาะสมกับบริบท และร่างข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อเสริมศักยภาพชุมชนท้องถิ่น

วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ระยอง ประกาศศักดิ์ศรีเจ้าภาพ! เตรียมพร้อมจัดงาน มหกรรมการศึกษาท้องถิ่นระดับชาติสุดยิ่งใหญ่ ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมสุดยอดเยาวชนกว่า 15,000 คน “บุ๋มบิ๋ม” ชัชชุอร “สอง” วิภาวี “น้องเนย“ นักร้องแชมป์ ชิงช้าสวรรค์ ร่วมสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชน ประชันศักยภาพ

ระยอง ประกาศศักดิ์ศรีเจ้าภาพ! เตรียมพร้อมจัดงาน มหกรรมการศึกษาท้องถิ่นระดับชาติสุดยิ่งใหญ่ ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมสุดยอดเยาวชนกว่า 15,000 คน “บุ๋มบิ๋ม” ชัชชุอร  “สอง” วิภาวี  “น้องเนย“ นักร้องแชมป์ ชิงช้าสวรรค์ ร่วมสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชน ประชันศักยภาพ
 

กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ผนึกกำลัง อบจ.ระยอง และทุกภาคส่วน เดินหน้ายกระดับการศึกษาท้องถิ่นไทยสู่ยุค Next Gen ภายใต้แนวคิด “NEXT GEN Education บูรณาการทุกศาสตร์ผ่านพื้นที่วรรณกรรม” พร้อมเปิดเมืองต้อนรับผู้เข้าร่วมจากทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 24-27 สิงหาคมนี้
 

ระยอง – จังหวัดระยอง ประกาศความพร้อมเต็มร้อยในการเป็นเจ้าภาพ การแข่งขันทักษะวิชาการและงานมหกรรมการจัดการศึกษาท้องถิ่น ระดับประเทศ ครั้งที่ 15 ประจำปี พ.ศ. 2569 ภายใต้แนวคิด “NEXT GEN Education บูรณาการทุกศาสตร์ผ่านพื้นที่วรรณกรรม” ซึ่งจัดโดย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง ระหว่างวันที่ 24-27 สิงหาคม 2569 โดยนับเป็นการจัดงานมหกรรมการศึกษาท้องถิ่นที่ยิ่งใหญ่สุดของประเทศ เปิดเวทีให้นักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาจากทั่วประเทศกว่า 15,000 คน ร่วมแข่งขันและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ พร้อมชิง ถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นเกียรติสูงสุด ของการแข่งขันทักษะวิชาการระดับประเทศ  
 

การแถลงข่าวจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ ลานกิจกรรม ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ระยอง โดยมี นายบุญประสงศ์ นวลสายย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, นายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง, นายปิยะ ปิตุเตชะ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง, พันตำรวจโท ศักดิ์ชัย บูรณ์เจริญ รองผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองระยอง, นายสริญทิพญ ทัพมงคลทรัพย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดระยอง, นางพิศมัย ศุภนันตฤกษ์ นายกสมาคมโรงแรมจังหวัดระยอง และ นักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย บุ๋มบิ๋ม” ชัชชุอร และ“สอง” วิภาวี ร่วมแถลงข่าว สะท้อนพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนการศึกษาท้องถิ่นไทยสู่อนาคต

นายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง กล่าวว่า จังหวัดระยองรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้รับความไว้วางใจให้เป็นเจ้าภาพจัดงานระดับประเทศครั้งสำคัญ พร้อมบูรณาการการทำงานของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อให้ระยองเป็น “เจ้าบ้านที่ดีที่สุด” รองรับคณะครู นักเรียน ผู้ปกครอง และผู้เข้าร่วมงานจากทั่วประเทศหลายหมื่นคน ทั้งด้านการจราจร ระบบรักษาความปลอดภัย การแพทย์ฉุกเฉิน การคมนาคม โรงแรมที่พัก ร้านอาหาร และการดูแลราคาสินค้าอย่างเป็นธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความประทับใจสูงสุดแก่ผู้มาเยือน พร้อมผลักดันให้มหกรรมครั้งนี้เป็นเวทีแสดงศักยภาพของระยองในฐานะเมืองเศรษฐกิจ เมืองท่องเที่ยว และเมืองแห่งการเรียนรู้ของประเทศ

ด้าน นายปิยะ ปิตุเตชะ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง กล่าวว่า อบจ.ระยองเชื่อมั่นว่า “การศึกษา” คือรากฐานสำคัญของการพัฒนาเมืองและคุณภาพชีวิตของประชาชน การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการจัดการแข่งขัน แต่เป็นโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพของจังหวัดระยองในฐานะ Rayong Learning City พร้อมยกระดับการศึกษาท้องถิ่นสู่มาตรฐานสากล โดยได้เตรียมสนามแข่งขันกระจายกว่า 10 แห่ง ครอบคลุมโรงแรม สถานศึกษา และศูนย์จัดกิจกรรมทั่วจังหวัด เพื่ออำนวยความสะดวกและรองรับผู้เข้าร่วมงานอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเชิญชวนผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ครู นักเรียน และประชาชนจากทั่วประเทศร่วมเป็นส่วนหนึ่งของมหกรรมการศึกษาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของปี
 

มหกรรมครั้งนี้อัดแน่นด้วยกิจกรรมระดับประเทศ ทั้ง พิธีอัญเชิญถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, การแข่งขันทักษะวิชาการ 53 ประเภท 157 รายการ ครอบคลุมระดับปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอาชีวศึกษา เวทีเสวนาด้านการศึกษา 3 หัวข้อสำคัญเกี่ยวกับ AI เทคโนโลยีดิจิทัล และการสร้างเยาวชนยุค Next Gen รวมถึงพิธีมอบรางวัลผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดีเด่น ผู้บริหารสถานศึกษาดีเด่น ครูดีเด่น และบุคลากรทางการศึกษาดีเด่นจากทั่วประเทศ 
 

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือ การรวมตัวของบุคคลต้นแบบและผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายวงการที่จะมาร่วมสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทย ตลอดจนคณะกรรมการตัดสินระดับประเทศ อาทิ อาจารย์ประยงค์ ชื่นเย็น ศิลปินแห่งชาติ, ทศพล หิมพานต์, อาจารย์วิเชียร ถาว์มูล, ผศ.ดร.สุรินทร์ เมทะนี, ทิพย์วัลย์ ปิ่นภิบาล, ดร.สุธีศักดิ์ ภักดีเทวา ศิลปินแห่งชาติ, อาจารย์รุ่งโรจน์ ดุลลาพันธ์ ครูสอนร้องเพลงระดับแนวหน้าของประเทศไทย, ดร.อภิชาติ ดำดี, อาจารย์พะเยาว์ พัฒนพงศ์ และ อาจารย์เสน่ห์ ศรีสุวรรณ ที่จะร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และร่วมตัดสินการแข่งขันในสาขาต่าง ๆ 
 
ภายใต้แนวคิด “NEXT GEN Education บูรณาการทุกศาสตร์ผ่านพื้นที่วรรณกรรม” งานในปีนี้ได้นำอัตลักษณ์จังหวัดระยองและวรรณกรรมของ สุนทรภู่ มาผสานกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมการศึกษา ผ่านการออกแบบสัญลักษณ์และมาสคอต “สุดสาคร” และ “ม้านิลมังกร” เพื่อสะท้อนการเรียนรู้แห่งอนาคตที่หลอมรวมจินตนาการ วัฒนธรรม และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน พร้อมประกาศศักยภาพของการศึกษาท้องถิ่นไทยสู่เวทีระดับประเทศอย่างสง่างาม 
 
การแข่งขันทักษะวิชาการและงานมหกรรมการจัดการศึกษาท้องถิ่น ระดับประเทศ ครั้งที่ 15 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-27 สิงหาคม 2569 ณ จังหวัดระยอง โดยคาดว่าจะเป็นมหกรรมการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดของปี และเป็นเวทีสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษาท้องถิ่นไทย พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนก้าวสู่การเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต
 
สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook - มหกรรมการจัดการศึกษา อบจ.ระยอง ครั้งที่ 15 // Youtube - มหกรรมการจัดการศึกษา อบจ.ระยอง ครั้งที่ 15 // TikTok - มหกรรมการศึกษา อบจ.ระยอง #15 // Website - มหกรรมการจัดการศึกษา อบจ.ระยอง ครั้งที่ 15 www.rayongvichakan15.com
Hashtag: #ระยองวิชาการ15  #มหกรรมวิชาการระยอง69
 
…………………
Footage : แถลงข่าว มหกรรมการศึกษาท้องถิ่น จ.ระยอง


“ไม่ต้อง Set Zero แต่ต้องออกแบบใหม่” Westminster College Bangkok จับมือ 4 ภาคส่วน ถกแง่มุมอนาคตเด็กไทย เปิด BTEC Level 3 วุฒิ ม.ปลายอินเตอร์ฯ จากสหราชอาณาจักร จบใน 1 ปี ชูการเรียนแบบลงมือทำจริง ติดอาวุธเด็กไทยด้วยทักษะที่ AI แทนไม่ได้


กรุงเทพฯ – Westminster College Bangkok จับมือ 4 ภาคส่วน ได้แก่ ภาคนโยบายการศึกษา ภาคมหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจ และผู้ปกครอง เปิดเวทีเสวนาถอดรหัสอนาคตการศึกษาไทยในยุค AI พร้อมข้อสรุปร่วมกันว่า “การศึกษาไทยไม่จำเป็นต้อง Set Zero แต่ต้องออกแบบใหม่” โดยเสนอแนวทางพัฒนาผู้เรียนผ่านการเรียนรู้ฐานสมรรถนะและการลงมือปฏิบัติจริง พร้อมเปิดตัว Pearson BTEC International Level 3 Extended Diploma เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการเตรียมผู้เรียนสู่มหาวิทยาลัยและตลาดแรงงานแห่งอนาคต

ปัจจุบันปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเข้ามาเปลี่ยนวิธีทำงานของผู้คนทั่วโลก ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูล การเขียนโปรแกรม การสร้างสรรค์คอนเทนต์ ไปจนถึงการตัดสินใจเชิงธุรกิจ ระบบการศึกษาทั่วโลกก็เริ่มเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เช่นกัน เพราะสิ่งที่นายจ้างต้องการในวันนี้ ไม่ใช่เพียงผู้ที่ทำข้อสอบได้คะแนนสูง แต่คือคนที่สามารถคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา ทำงานร่วมกับผู้อื่น และเรียนรู้สิ่งใหม่ได้ตลอดชีวิต


คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “เด็กจะใช้ AI เป็นหรือไม่” แต่คือ “ระบบการศึกษาไทยกำลังเตรียมเด็กให้พร้อมสำหรับโลกที่ AI เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตจริงแล้วหรือยัง”

คำถามนี้กลายเป็นหัวใจของเวทีเสวนา “ผู้ปกครองไทยพร้อมหรือยัง? ระบบการศึกษาไทยกำลังถูก Disrupt ถึงเวลา Set Zero การศึกษาไทยหรือไม่” ซึ่งจัดโดย Westminster College Bangkok โดยเปิดพื้นที่ให้ตัวแทนแต่ละภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของเด็กไทยได้ร่วมแลกเปลี่ยน ทั้งภาคนโยบายการศึกษา ภาคมหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจในฐานะนายจ้าง และภาคผู้ปกครอง แม้ทุกคนจะมองจากคนละแง่มุม แต่กลับได้ข้อสรุปที่ตรงกันว่า การศึกษาไทยไม่จำเป็นต้อง “เริ่มต้นใหม่ทั้งหมด (Set Zero)” แต่ต้องออกแบบใหม่ ให้ทันโลก


จุดเปลี่ยนการศึกษาไทย: ไม่ใช่การรื้อทิ้ง แต่คือการออกแบบใหม่
นายตรีณัฐ ใจยะสาร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เวสท์มินส์เตอร์ อินเตอร์เนชั่นเนล กรุ๊ป และหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Westminster College Bangkok เปิดเผยมุมมองว่า การศึกษาไทยกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ นี่เป็นเวลาที่ผู้ปกครอง นักการศึกษา และภาคธุรกิจต้องร่วมกันทบทวนว่า วิธีการเรียนรู้แบบเดิมยังตอบโจทย์โลกอนาคตหรือไม่ เพราะโลกกำลังเปลี่ยนเร็วที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ แต่หลายห้องเรียนยังใช้วิธีการสอนและการวัดผลแบบเดียวกับเมื่อหลายสิบปีก่อน ขณะที่ตลาดแรงงานเปลี่ยนเกณฑ์การคัดเลือกคนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง

ในอดีต การศึกษาอาจให้ความสำคัญกับการจดจำข้อมูล แต่วันนี้ AI สามารถค้นหาและประมวลผลข้อมูลได้เร็วกว่ามนุษย์ สิ่งที่ทำให้คนแตกต่างกันจึงไม่ใช่ว่าจำอะไรได้มากแค่ไหน แต่คือสามารถคิด วิเคราะห์ สร้างสรรค์ และนำความรู้ไปใช้แก้ปัญหาในโลกจริงได้หรือไม่


“แน่นอนว่าการศึกษาไทยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด สิ่งที่เราต้องทำไม่ใช่การรื้อทิ้ง แต่เป็นการเพิ่มและออกแบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับโลกยุคใหม่ที่ AI เข้ามาเป็นศูนย์กลาง เพราะวันนี้ทั้งการศึกษาและอาชีพล้วนหมุนรอบ AI Westminster College Bangkok จึงเชื่อว่าคำถามสำคัญ ไม่ใช่การหาว่าหลักสูตรไหนดีที่สุด แต่คือการหาหลักสูตรที่เหมาะที่สุดกับศักยภาพของเด็กแต่ละคน” นายตรีณัฐ กล่าว


มุมมองนี้ได้รับการยืนยันจากฟากนโยบาย ซึ่งชี้ว่าแรงกดดันของโลกยุคใหม่ทำให้กลไกการศึกษาแบบเดิมปรับตัวตามไม่ทัน โดย ดร.บัณฑิตย์ ศรีพุทธางกูร หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ และคณะกรรมการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ อธิบายว่า กฎหมายและหลักสูตรการศึกษาใช้เวลาปรับปรุงแต่ละครั้งเป็นสิบปี ขณะที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงทุกวินาที ทางออกจึงไม่ใช่การไล่ตามเนื้อหา แต่คือการเปลี่ยน “กระบวนการเรียนรู้”

“พระราชบัญญัติการศึกษาเปลี่ยนครั้งหนึ่งใช้เวลาเป็นสิบปี ขณะที่โลกและเทคโนโลยีเปลี่ยนทุกวินาที สิ่งที่ต้องเปลี่ยนคือกระบวนการเรียนรู้ที่ต้องเปิดกว้างและเรียนรู้ตลอดชีวิต เพราะเราไม่สามารถทำนายได้ว่าอาชีพในอนาคตคืออะไร สิ่งที่ควรวางให้เด็กจึงเป็นวิธีคิดและกระบวนการแก้ปัญหาที่จะติดตัวเขาไปในโลกที่ไม่แน่นอน” ดร.บัณฑิตย์ ระบุ

จาก “คะแนนสอบ” สู่ “ความพร้อมในการปฏิบัติงานจริง”
ข้อมูลจากองค์กรระดับโลกหลายแห่งสะท้อนตรงกันว่า ทักษะที่องค์กรต้องการมากที่สุดในทศวรรษหน้า ได้แก่ Critical Thinking, Problem Solving, Creativity, Communication, Collaboration และความสามารถในการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งล้วนเป็นทักษะที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมด ที่มากกว่านั้น ในยุคที่ AI กลายเป็นเครื่องมือพื้นฐาน สิ่งที่ทำให้ผู้เรียนแตกต่างกันกลับไม่ใช่ตัวเครื่องมือ แต่เป็นวิธีที่แต่ละคนเลือกนำมันมาใช้


ซึ่ง รองศาสตราจารย์ธีรวัฒน์ ประกอบผล อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ได้สะท้อนในมุมของภาคมหาวิทยาลัยว่า วิธีที่ผู้เรียนเลือกใช้ AI คือสิ่งที่กำลังแบ่งเด็กออกจากกัน กลุ่มหนึ่งใช้ AI ทำงานส่งโดยไม่เข้าใจ และอีกกลุ่มใช้ AI เป็นเครื่องมือตรวจสอบและต่อยอดความคิดของตัวเอง ความแตกต่างไม่ได้อยู่ที่เครื่องมือ แต่อยู่ที่พื้นฐานการคิดที่แน่นพอจะรู้ว่าคำตอบที่ AI ให้มานั้นถูกหรือผิด

ความแตกต่างระหว่าง “รู้” กับ “ทำเป็น” นี้ ยังนำไปสู่การตั้งคำถามต่อการใช้เกรดเป็นตัวตัดสินคุณค่าของผู้เรียน โดยมองว่าเป้าหมายของการศึกษาต้องขยับจากการผลิตเด็กที่ “เก่งทำโจทย์” ไปสู่เด็กที่ “ลงมือทำเป็น”

“เราต้องสอนเด็กให้ทำเป็น ไม่ใช่สอนให้เก่งทำโจทย์ เพราะถ้าเก่งแค่ทำโจทย์ AI ก็ทำแทนได้ เกรดเป็นเพียงเครื่องบอกว่าเด็กผ่านอะไรมา แต่ไม่ได้บอกว่าเขาเก่ง สิ่งที่มหาวิทยาลัยและสถานประกอบการต้องการคือสมรรถนะที่ทำได้จริง” รองศาสตราจารย์ธีรวัฒน์ กล่าวเสริม

ขณะที่เสียงจากภาคธุรกิจในฐานะปลายทางตลาดแรงงาน ก็เห็นไปในทางเดียวกัน นายอรรฆรัตน์ นิติพน หรือ “ก้อง” ผู้ก่อตั้งและผู้ดำเนินรายการอายุน้อยร้อยล้าน สะท้อนว่าปัญหาของเด็กจบใหม่จำนวนมากไม่ใช่การขาดความรู้ แต่ขาดความสามารถในการแปลงความรู้ให้เป็นผลลัพธ์ และการรับผิดชอบต่อผลงานของตนเอง


“เด็กรุ่นใหม่จำนวนมากบอกว่าถาม AI มาแล้ว แต่ AI ไม่ได้เป็นผู้รับผิดชอบต่อผลลัพธ์ คนต่างหากที่ต้องรับผิดชอบ สิ่งที่นายจ้างมองหาจึงไม่ใช่คะแนน แต่คือคนที่นำความรู้ไปสร้างผลลัพธ์ได้ มีความเป็นเจ้าของงาน และพร้อมรับฟีดแบ็กเพื่อพัฒนางานของตัวเอง” นายอรรฆรัตน์ ระบุ

เมื่อโจทย์ของทั้งสามภาคส่วนบรรจบกันที่คำว่า “ทำเป็น” Westminster College Bangkok จึงนำ Pearson BTEC International Level 3 Extended Diploma คุณวุฒิระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากสหราชอาณาจักร มาเปิดสอนในประเทศไทย เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้เรียนที่ต้องการพัฒนาศักยภาพผ่านการลงมือปฏิบัติจริง มากกว่าการเรียนเพื่อสอบเพียงอย่างเดียว

นายตรีณัฐ ให้ข้อมูลว่า หลักสูตร BTEC ใช้แนวทาง Applied Learning และ Project-Based Learning ผู้เรียนจะได้ทำโครงงาน วิจัย วิเคราะห์ และสร้างผลงานจริง เพื่อนำไปต่อยอดเป็น Portfolio สำหรับสมัครเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ภายใต้สายการเรียนอย่าง Business, Engineering และ Engineering & Design โดยแต่ละวิชามีการวัดผลงานที่ผู้เรียนได้สร้างขึ้นจริง พร้อมมีการพัฒนาทักษะสำคัญที่ตลาดแรงงานยุค AI ต้องการ ได้แก่ การคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และการนำเสนอ อย่างครบถ้วน

เรียนจบใน 1 ปี แต่ไม่ใช่ “ทางลัด”
ประเด็นที่ถูกตั้งคำถามมากที่สุดคือ การเรียนจบภายในหนึ่งปีจะเร็วเกินไปหรือไม่ หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Westminster College Bangkok ชี้แจงว่า การจบใน 1 ปีไม่ใช่การลดมาตรฐานหรือย่นเนื้อหาวิชา แต่เป็นการออกแบบหลักสูตรให้มีประสิทธิภาพภายใต้มาตรฐานของ Pearson สหราชอาณาจักร โดยผู้เรียนทุกคนยังต้องผ่านการประเมินตามเกณฑ์เดียวกับผู้เรียนในต่างประเทศที่ศึกษาในหลักสูตรเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคำนวณผ่านเวลาเรียนจริง

“การเรียนจบใน 1 ปี ไม่ใช่การลดมาตรฐานหรือย่นเนื้อหา แต่เป็นการออกแบบให้มีประสิทธิภาพ เพราะเมื่อเราลองคำนวณเวลาเรียนจริง ๆ ในระดับมัธยมปลาย โดยหักช่วงสอบและกิจกรรมที่ไม่ใช่วิชาแกนหลักออก จะพบว่าเนื้อหาหลักใช้เวลาราว หนึ่งพันห้าร้อยชั่วโมง ซึ่งไม่จำเป็นต้องกระจายไปถึงสามปีเสมอไป หากเด็กมีความพร้อมและศักยภาพเพียงพอ” นายตรีณัฐ กล่าวย้ำ

โดย คุณวุฒิ Pearson BTEC International Level 3 Extended Diploma มีความเทียบเท่าระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6) ของประเทศไทย สามารถใช้ยื่นสมัครเข้าศึกษาต่อผ่านระบบ TCAS ตามหลักเกณฑ์ที่ ทปอ. กำหนด รวมถึงได้รับการยอมรับจากมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักร ยุโรป ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา และแคนาดา 

ปัจจุบัน ผู้เรียนของ Westminster College Bangkok สามารถเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำ อาทิ SIIT มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี รวมถึงมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักรและอีกหลายประเทศทั่วโลก 

การศึกษาแห่งอนาคต ไม่ใช่ One Size Fits All
นายตรีณัฐ ย้ำว่าในอนาคต เด็กทุกคนไม่จำเป็นต้องเดินบนเส้นทางเดียวกัน เพราะโลกต้องการคนที่มีความสามารถหลากหลายมากกว่าคนที่มีคำตอบเหมือนกัน และเป้าหมายของ Westminster ไม่ได้อยู่ที่การเร่งให้เด็กจบเร็ว แต่อยู่ที่การช่วยให้เด็กค้นพบเส้นทางที่เหมาะกับตัวเอง และไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น


แนวคิดนี้ยังสอดคล้องกับหัวใจที่ผู้ปกครองและบทบาทของครอบครัวที่เดินเคียงข้างเด็กในการค้นหาเส้นทางของตนเอง นางสาวรุ่งนภา แก้วไทรหาญ หรือ “แอนนี่ บรู๊ค” ตัวแทนผู้ปกครอง มองว่าการศึกษาที่ดีไม่ได้วัดกันที่การไปได้ไกลกว่าคนอื่น แต่วัดกันที่การพาเด็กไปได้ไกลที่สุดเท่าที่ตัวเขามีศักยภาพ


“พ่อแม่ต้องเป็นพ่อแม่ที่มีอยู่จริง คอยชี้ทางด้วยการบอกข้อดีข้อเสียของแต่ละเส้นทาง ไม่ใช่สั่งให้เขาเดินทางใดทางหนึ่ง เพราะช่วงเวลาที่เราได้อยู่ข้างลูกคือเวลาทองที่ย้อนกลับมาไม่ได้” แอนนี่ บรู๊ค กล่าว

ท้ายที่สุด แม้เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทมากเพียงใด แต่สิ่งที่ทำให้การเรียนรู้ยังมีความหมาย คือความสัมพันธ์ระหว่างครูกับผู้เรียน “เด็กอาจลืมคำตอบของ AI แต่จะไม่ลืมแรงบันดาลใจที่ครูสร้างให้ AI เข้าใจข้อมูลจำนวนมหาศาล แต่ AI ไม่เข้าใจความสงสัยที่อยู่ในแววตาเด็ก” รองศาสตราจารย์ธีรวัฒน์ กล่าวเสริม

สอดรับกับบทสรุปของ Westminster College Bangkok ที่มองว่า บทบาทของการศึกษาในยุค AI คือการสร้างสิ่งที่เทคโนโลยีแทนที่ไม่ได้

“บทบาทของโรงเรียนในยุค AI ไม่ใช่การสอนให้เด็กจดจำข้อมูลที่ค้นหาได้ในไม่กี่วินาที แต่คือการสร้างทักษะที่เทคโนโลยีไม่สามารถแทนที่ได้ ได้แก่ การคิดเชิงวิพากษ์ ความคิดสร้างสรรค์ ภาวะผู้นำ จริยธรรม และความเข้าใจมนุษย์ ในโลกที่ AI รู้คำตอบเกือบทุกอย่าง การศึกษาที่ดีจึงไม่ใช่การสอนให้เด็กจำคำตอบ แต่ต้องสอนให้เด็กกล้าตั้งคำถาม คิดเป็น และสร้างคุณค่าใหม่ให้กับสังคม” นายตรีณัฐ กล่าวสรุปในตอนท้าย


ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดหลักสูตร
BTEC Level 3 ของ Westminster College Bangkok
ได้ที่โทรศัพท์ 099-261-3857 หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.westminster.ac.th/btec

สส. จี้สรรพสามิตเร่งปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ แก้ปมที่ค้างคาก่อนพังทั้งระบบ

สส. จี้สรรพสามิตเร่งปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ แก้ปมที่ค้างคาก่อนพังทั้งระบบ 


การประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 (กมธ.งบฯ 70) กลายเป็นเวทีที่สะท้อนถึงการทำงานเชิงรุกอันโดดเด่นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ 2 ส.ส. จากพรรคร่วมรัฐบาลที่เกาะติดและคลุกคลีกับปัญหาในพื้นที่ยาสูบมาอย่างยาวนาน ได้ประสานเสียงยิงคำถามตรงเป้าไปยังกรมสรรพสามิตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถกปมปัญหาโครงสร้างภาษีบุหรี่แบบ 2 อัตราที่ค้างคาจนกลายเป็นเนื้อร้ายกัดเซาะอุตสาหกรรมยาสูบไทย โดยได้แสดงความกังวัลถึงวิกฤตการณ์เป็นลูกโซ่ ตั้งแต่ตัวเลขรายได้รัฐที่ดิ่งลงอย่างน่าใจหาย การแพร่ระบาดของบุหรี่เถื่อน ไปจนถึงความเดือดร้อนขั้นสุดของเกษตรกรต้นน้ำ ถือเป็นการทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติในการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะได้อย่างเฉียบคมและทรงพลัง 


นางสาวณัฐธิดา เทพสุทิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการงบฯ 70 ได้สอบถามที่ประชุมด้วยการชี้ให้เห็นถึงจุดบอดเชิงโครงสร้างของระบบภาษียาสูบแบบ 2 อัตราในปัจจุบันที่นอกจากจะไม่บรรลุเป้าหมายด้านการจัดเก็บรายได้รัฐแล้ว ยังสร้างช่องโหว่ในการจัดเก็บรายได้ให้กับบุหรี่ผิดกฎหมายทั้งบุหรี่เถื่อน และบุหรี่ไฟฟ้า ว่า จากข้อมูลเรื่องของการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตบุหรี่ พบว่าภายหลังจากการปรับโครงสร้างภาษีเป็นแบบ 2 อัตรา รายได้จากภาษีสรรพสามิตบุหรี่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ คาดว่าสูญเสียรายได้ปีละเกือบถึง 2 หมื่นล้านบาท สะท้อนว่าระบบภาษีอาจจะยังมีช่องโหว่ยังไม่ได้บรรลุเป้าหมายด้านการจัดเก็บรายได้ของรัฐอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันปัญหาเรื่องการลักลอบนำเข้าบุหรี่เถื่อนและบุหรี่ไฟฟ้ายังมีการขยายตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีเพิ่มเติมจากสินค้าเหล่านี้ที่ไม่ได้เข้าระบบภาษีอย่างถูกต้อง


พร้อมกันนี้ นางสาวณัฐธิดาได้ขอทราบแผนการทบทวนและปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่ที่ชัดเจน รวมถึงผลการประเมินผลกระทบของการใช้โครงสร้างแบบ 2 อัตราอย่างเป็นระบบด้วย 

 

ทางด้าน นายบุญชัย กิตติธาราทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบูรณ์ พรรคภูมิใจไทย  ได้มีข้อสังเกตว่า ในปี 2560 ชาวไร่ยาสูบถูกตัดโควตาการปลูก และปัญหาของราคาบุหรี่ที่ปัจจุบันราคาจะมากระจุกตัวกันอยู่ที่ประมาณ 70 บาท ทำให้เกิดปัญหาหลายอย่าง เช่น รายได้ภาษีสรรพสามิตบุหรี่ลดลงถึง 31% จาก 68,603 ล้านบาทในปี 2560 เหลือเพียง 47,489 ล้านบาท ยอดขายยาสูบลดลง ชาวไร่ยาสูบเองก็ถูกตัดโควตาไปเกือบ 50% จาก 29 ล้านเหลือ 14 ล้าน บุหรี่เถื่อนเพิ่มขึ้นจาก 3% ไป 25% ตั้งแต่ปี 2560 มาจนถึงปัจจุบัน 


นายบุญชัยยังได้สอบคำถามสำคัญถึงเหตุผลที่กรมสรรพสามิตยังไม่ยอมปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาษีให้เป็นอัตราเดียวตามมาตรฐานสากล ทั้งที่ประเทศไทยกำลังเร่งกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์กรความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ให้เร็วขึ้นจาก 5 ปีมาเป็นภายใน 3 ปี แต่ประเทศไทยยังคงติดเป็นประเทศ 1 จาก 7 ประเทศทั่วโลกที่ยังคงใช้ระบบภาษียาสูบหลายอัตราอยู่ จึงต้องการสอบถามจากกรมสรรพสามิตว่า จะมีการปรับปรุงโครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่ให้เป็นระบบสากลอัตราเดียวได้เมื่อใด

วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

เตรียมจัดงานยิ่งใหญ่ “76 ปี สดุดีวีรชนทหารเรือไทยในสมรภูมิรบเกาหลี” พร้อมมอบรางวัล Hero of Thailand Award 2026 เชิดชูผู้สร้างคุณประโยชน์ต่อประเทศ

เตรียมจัดงานยิ่งใหญ่ “76 ปี สดุดีวีรชนทหารเรือไทยในสมรภูมิรบเกาหลี” พร้อมมอบรางวัล Hero of Thailand Award 2026 เชิดชูผู้สร้างคุณประโยชน์ต่อประเทศ

นาวาอากาศเอก ดร.รณยุทธ หิรัญบูรณะ เลขานุการ สมาคมทหารผ่านศึกเกาหลี ในพระราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า สมาคมฯ ร่วมกับ ชมรมการกำลังสำรองแห่งประเทศไทย เตรียมจัดงาน “รำลึก 76 ปี สดุดีวีรชนทหารเรือไทยในสมรภูมิรบเกาหลี” เพื่อรำลึกถึงความกล้าหาญและการเสียสละของทหารเรือไทยที่เข้าร่วมปฏิบัติภารกิจในสงครามเกาหลี ตลอดจนปลูกฝังจิตสำนึกแห่งความรักชาติ และเชิดชูเกียรติบุคคลผู้สร้างคุณประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ


การจัดงานแบ่งออกเป็น 3 กิจกรรมสำคัญ ได้แก่

- วันที่ 9 กันยายน 2569 เวลา 14.00 น. จัดงานแถลงข่าว ณ ห้องประชุม TOT ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร เพื่อเผยรายละเอียดการจัดงานและวัตถุประสงค์ของโครงการ
- วันที่ 24 ตุลาคม 2569 เวลา 15.00 น. จัดพิธีวางพวงมาลาถวายสดุดีวีรชน ณ ลานอนุสรณ์เรือรบหลวงประแส อำเภอแกลง จังหวัดระยอง โดยได้รับเกียรติจาก พลเรือเอก พงษ์เทพ หนูเทพ เป็นประธานในพิธี
- วันที่ 8 พฤศจิกายน 2569 เวลา 13.00–16.00 น. จัดพิธีมอบรางวัล Hero of Thailand Award 2026 ณ อาคารหอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ กรุงเทพมหานคร เพื่อยกย่องเชิดชูบุคคลและองค์กรที่อุทิศตนสร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติในด้านต่าง ๆ


การดำเนินงานครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจาก บริษัท หงษ์ทอง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด, บริษัท แอมบาสเดอร์ เวิลด์ จำกัด และทีมงานดาราวาไรตี้ทีวีบันเทิง ซึ่งร่วมกันผลักดันให้การจัดงานเป็นเวทีแห่งการรำลึกถึงวีรชนผู้เสียสละ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้คนไทยร่วมสืบสานคุณค่าของความเสียสละ ความกล้าหาญ และความรักชาติสืบไป


ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 065-620-1987 และ 088-870-2080 (คุณมิ้นท์)

วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

พลิกโฉมประเทศด้านการศึกษา พว.เร่งปฏิวัติห้องเรียนไทย ชู GPAS 5 Steps สร้างเด็กคิดเป็น ใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน

พลิกโฉมประเทศด้านการศึกษา พว.เร่งปฏิวัติห้องเรียนไทย ชู GPAS 5 Steps สร้างเด็กคิดเป็น ใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน


เมื่อวันที่ 4 ก.ค.2569 ที่จังหวัดกาญจนบุรี สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.)ร่วมกับเครือข่ายสถานศึกษาจังหวัดกาญจนบุรี จัดอบรมพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 110 คน ภายใต้โครงการ“การพัฒนาสมรรถนะเชิงรุก (Competency-Based Learning)”ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยใช้กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps สู่การสร้างนวัตกรรมด้วยการวัดและประเมินผลตามสภาพจริง และการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อการวัดและประเมินผลผู้เรียน ยกระดับการจัดการเรียนรู้และการประเมินผลตามสมรรถนะผู้เรียน โดยผู้เข้าร่วมอบรมประกอบด้วย ครูจากโรงเรียนในจังหวัดกาญจนบุรี 3 แห่ง รวม 110 คน ได้แก่ โรงเรียนด่านมะขามเตี้ยวิทยาคม โรงเรียนหนองตากยาตั้งวิริยะราษฏร์บำรุง และโรงเรียนอนุบาลวัดไชยชุมพลชนะสงคราม


ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหาร สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้ ครูจะเป็นผู้ออกแบบกิจกรรม เพื่อให้เด็กเรียนรู้โดยใช้คำถามเป็นหลัก ไม่ใช่บรรยายหรือติวซึ่งเป็นการทำร้ายเด็ก แต่ที่ผ่านมาสิ่งที่เกิดคือการติว และเด็กก็ใช้เงินเพื่อการนี้ แต่ผลของการสอบ O-Net ที่ผ่านมา23 ปี เราไม่เคยเห็นการผ่านเกณฑ์เลย รวมถึงการประเมิน PISA 20 กว่าปีมานี้ทำอย่างไรเราก็ไม่สามารถผ่านได้ เพราะยิ่งติวยิ่งแคบ ยิ่งติวยิ่งความรู้น้อย เนื่องจากเป็นการเรียนข้อสอบ ทั้งที่จริง ๆ แล้ว ทั้ง O-Net และ PISA เป็นการนำกระบวนการไปวิเคราะห์ข้อสอบ แต่สิ่งที่เกิดคือในห้องสอบครูไม่รู้จักกระบวนการ เด็กจึงไม่มีกระบวนการ เพราะเป็นการเรียนแบบท่องจำ จึงเป็นสิ่งที่กระทรวงศึกษาธิการต้องเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วน


ดร.ศักดิ์สิน กล่าวต่อไปว่า การอบรมครั้งนี้เป็นการอบรมการใช้กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เป็นเครื่องมือสร้างความรู้ของเด็ก โดยนำเนื้อหาในหนังสือมาให้เด็กเรียนรู้ สร้างความรู้โดยผ่านกระบวนการคิด ผ่านกระบวนการประเมิน โดยเพิ่มความดี ความงาม คุณธรรม และ ค่านิยม ซึ่งนำความคิดพื้นฐาน เหตุและผลมาหลอมรวมเข้าด้วยกันทำให้ความคิดขั้นต้นมีคุณค่าสูงขึ้นทั้งตนเองและสังคม ซึ่งการเรียนด้วยวิธีการนี้จะส่งผลให้เกิดนวัตกรรมและต่อยอดเป็น AI ในต่างประเทศที่เขาสร้างนวัตกรรมและAI เกิดขึ้นได้ก็ด้วยการเรียนด้วยกระบวนการคิดขั้นสูง จนพัฒนา AI ขั้นสูงมาใช้ในด้านอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจต่อมา ก็เอา AI มาใช้ประกอบการเรียนซึ่งก็คือมือถือแท็บเล็ตแต่เมื่อนำมาใช้อย่างแพร่หลาย ก็ทำให้เกิดปัญหาเด็กติดจอและข้อมูลที่ผ่าน AIมา ควบคุมไม่ได้ จนเกิดกระแสที่กระทบสังคม และเด็กก็ไม่มีสมาธิในการเรียนจนทุกประเทศเห็นพ้องกันว่าหากยังเป็นเช่นนี้ต่อไปประเทศอาจจะด้อยพัฒนาได้ จึงมีการห้ามนำเทคโนโลยีเข้า ในห้องเรียนเพื่อกลับมาเรียนแบบเดิมและมีการประกาศว่าในอีก 10 ปีข้างหน้าจะสร้าง AIรุ่นใหม่
“ GPAS 5Steps จะเป็นกำแพงต่อต้านกระแสสังคมเชิงลบที่กระแทกเข้ามา เพื่อให้เด็กต่อต้านสิ่งเหล่านี้ได้ สามารถใช้ปัญญาในการเลือกบริโภคได้ ดังนั้นถ้าเรายังไม่พัฒนากระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบเด็กจะเอาไม่อยู่ เพราะขนาดธรรมชาติเมื่อมีกระแสลมพัดด้วยความรุนแรง หน้าผา ก้อนหิน ยังสลายได้ แล้วจิตใจของเด็กซึ่งเป็นมนุษย์แท้ๆ ถ้าถูกกระแสสังคมเข้ามากระแทกก็คงยากที่จะทานได้ จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนากระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบให้เร็วที่สุด โดยมี AI เป็นเครื่องมือช่วยให้เด็กสามารถคิดวิเคราะห์และเลือกได้ และหากเกิดความผิดพลาดเด็กก็จะสามารถลุกได้เร็ว“ประธานบริหารสถาบัน พว.กล่าว



ดร.ณรินทร์ ชำนาญดู นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ม.ท.)กล่าวว่า ส.บ.ม.ท.คาดหวังว่าคุณภาพของครูจะส่งผลถึงเด็ก โดยเชื่อว่าการพัฒนาครู เติมส่วนที่ขาด วาดส่วนที่หวัง จะสามารถพัฒนาเด็กได้ โดยเฉพาะการอบรมออกแบบการเรียนรู้ด้าน Active Learning การประเมินผลโดยใช้ AI และการประเมินผลตามสภาพจริง ซึ่งครูที่เข้ารับการอบรมวันนี้มาจากโรงเรียนมัธยมศึกษา 2 โรง และโรงเรียนขยายโอกาส 1 โรงในจังหวัดกาญจนบุรี ถือเป็นกลุ่มนำร่องของ ส.บ.ม.ท.ที่ร่วมกับสถาบัน พว. ในการพัฒนาความรู้การประเมินผลตามสภาพจริง และส่งเสริมการออกแบบการเรียนรู้เพื่อเสริมสมรรถนะเด็ก และหลังจากนี้จะขยายผลไปยังโรงเรียนมัธยมศึกษากว่า 2 พันโรงทั่วประเทศต่อไป 


นายพจนรินทร์ เหลืองอรัญนภา ผู้อำนวยการโรงเรียนด่านมะขามเตี้ยวิทยาคม กล่าวว่า การพัฒนาครูถือเป็นหัวใจของการยกระดับคุณภาพการศึกษา เพราะเมื่อครูมีองค์ความรู้และเทคนิคการจัดการเรียนรู้ที่ทันสมัย จะสามารถถ่ายทอดความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น การนำ Active Learning GPAS 5 Steps มาใช้เป็นการเติมเต็มและต่อยอดวิธีการสอนที่ครูแต่ละคนใช้อยู่แล้ว โดยคำนึงถึงความแตกต่างของแต่ละรายวิชา สภาพโรงเรียน และศักยภาพของผู้เรียน เพื่อให้ครูสามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ได้เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียน ซึ่งการอบรมครั้งนี้จะช่วยให้ครูเข้าใจและนำกระบวนการดังกล่าวไปใช้ได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น เน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ คิด วิเคราะห์ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง แทนการเรียนรู้แบบรับฟังเพียงอย่างเดียว 


นายนรากร สุขวิสิฎฐ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนหนองตากยาตั้งวิริยะราษฎร์บำรุง กล่าวว่า การอบรมครั้งนี้จะเป็นแนวทางที่จะช่วยให้ครูจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีทิศทาง ลดการบรรยายหน้าชั้นเรียน จะทำให้ผู้เรียนได้คิด วิเคราะห์ ลงมือปฏิบัติจริง และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง เด็กจะเรียนด้วยความกระตือรือร้น ซึ่งตนคาดหวังว่าครูจะเข้าใจในการกระบวนการเรียนรู้นี้ได้อย่างถ่องแท้ และนำไปสอนเด็กให้เกิดการเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง



4 ภาคีเครือข่าย รวมพลังจัดโครงการเยาวชนต้านภัยยาเสพติด

"4 ภาคีเครือข่าย" อันประกอบด้วย สโมสรไลออนส์ หอวัง หลักสี่ กรุงเทพฯ,    มูลนิธิปาลิต-ลัดดา , คุณสุนันท์ ตรีวิศวเวทย์, โรงเรียนวัดต...