วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2569

รายได้ภาษีวูบ แสนล้าน! “กรณ์” จี้คลังทบทวนภาษีบุหรี่ แก้วิกฤตเงินคลังถังแตก


กรณ์ จาติกวณิช จี้กระทรวงการคลังทบทวนนโยบายภาษีบุหรี่ หลังชี้ว่ามาตรการที่เริ่มใช้เมื่อ 6-7 ปีก่อน ไม่สามารถลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ได้ตามเป้าหมาย ขณะที่รายได้รัฐลดลงต่อเนื่องและปัญหาบุหรี่เถื่อนกลับรุนแรงขึ้น สอดรับกับที่กรมสรรพสามิตชี้ว่าการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่ได้ผ่านการพิจารณาระดับแล้ว แต่เรื่องยังไม่ผ่านกระทรวงการคลัง แม้มีแรงสนับสนุนจากทุกภาคส่วนทั้งฝั่งสาธารณสุข การเมือง และสังคมต่าง ๆ 


นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายงบประมาณมาตรา 8 กระทรวงการคลัง เมื่อวันจันทร์ที่ 7 กันยายน 2569 ชี้ว่า นโยบายภาษีบุหรี่ปัจจุบันที่มุ่งทำให้บุหรี่นำเข้ามีราคาสูงขึ้น แม้ถูกต้องตามเป้าหมายด้านสาธารณสุข แต่ผลที่เกิดขึ้นกลับส่งผลเสียทั้งต่อรายได้ภาครัฐและประสิทธิผลเชิงนโยบาย โดยรายได้จากภาษีบุหรี่ลดลงต่อเนื่องจนคิดเป็นมูลค่าความสูญเสียเกือบแสนล้านบาทในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ขณะที่การลักลอบค้าบุหรี่ผิดกฎหมายเพิ่มขึ้น และจำนวนผู้สูบบุหรี่ไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จึงเห็นว่ากรมสรรพสามิตควรนำบทเรียนดังกล่าวกลับมาทบทวนเพื่อปรับปรุงนโยบายให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง
ก่อนหน้านี้ในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 นายบุญชัย กิตติธาราทรัพย์ สส. พรรคภูมิใจไทย ได้สอบถามกรมสรรพสามิตว่ถึงเหตุผลที่กรมสรรพสามิตยังไม่ยอมปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาษีให้เป็นอัตราเดียวตามมาตรฐานสากล ทั้งที่ประเทศไทยกำลังเร่งกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์กรความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) แต่ประเทศไทยยังคงติดเป็นประเทศ 1 จาก 7 ประเทศทั่วโลกที่ยังคงใช้ระบบภาษียาสูบหลายอัตราอยู่
คำอภิปรายดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางล่าสุดของกรมสรรพสามิต ซึ่งอยู่ระหว่างผลักดันการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่เป็นอัตราเดียว โดยนายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า การปรับระบบภาษีครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้และลดการบิดเบือนกลไกตลาดที่เกิดจากระบบภาษีสองอัตราในปัจจุบัน ที่ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำนวนมากกำหนดราคาสินค้าให้อยู่ต่ำเพื่อเสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่า ทำให้บุหรี่ในตลาดกว่า 95% กระจุกตัวอยู่ในช่วงราคาไม่เกิน 72 บาทต่อซอง กรมสรรพสามิตจึงมองว่าการจัดเก็บภาษีในอัตราเดียวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้และสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันมากขึ้น
อธิบดีสรรพสามิตระบุว่าขณะนี้การรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเกี่ยวกับโครงสร้างภาษีใหม่ได้เสร็จสิ้นแล้ว ผ่านขั้นตอนรับฟังความคิดเห็น (Hearing) ในระดับกรมแล้ว แต่กระทรวงการคลังเห็นว่าควรมีผลการประเมินจากนักวิชาการรองรับ เพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจ จึงได้มอบหมายให้มีการนำข้อเสนอของกรมสรรพสามิตไปทำการประเมินผลและศึกษาวิจัยเพิ่มเติมอีกครั้งในระดับกระทรวง โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางนโยบายภายในเดือนตุลาคม 2569


ด้านฝ่ายสาธารณสุขยังคงสนับสนุนแนวคิดการจัดเก็บภาษีบุหรี่ในอัตราเดียวอย่างต่อเนื่อง ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ได้แสดงความเห็นผ่านมูลธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ว่า การเร่งปรับระบบภาษีดังกล่าวจะช่วยลดช่องโหว่ที่ทำให้รายได้รัฐรั่วไหล ลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ และจำกัดการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ยาสูบในกลุ่มเยาวชน อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาแนวทางดังกล่าวยังเผชิญความล่าช้าในการผลักดัน เนื่องจากขาดแรงสนับสนุนทางการเมืองและการตัดสินใจเชิงนโยบายที่ชัดเจน
สอดคล้องกับความเห็นของ รศ.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช อาจารย์แพทย์ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ระบุว่า หากพิจารณาตามกรอบอนุสัญญาควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก (WHO FCTC) ประเทศไทยยังมีหลายมาตรการที่ดำเนินการได้ไม่เต็มประสิทธิภาพหรือยังไม่ได้เริ่มต้นอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้การควบคุมการบริโภคยาสูบยังไม่บรรลุผลเท่าที่ควร โดยการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่เป็นอัตราเดียวถือเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้เร่งดำเนินการ

วช. จัดประกวดผลงานประดิษฐ์คิดค้น 2570 วันที่ 2 คึกคัก นักประดิษฐ์โชว์ของ เดินหน้าต่อยอดผลงานสู่การใช้ประโยชน์


วันที่ 10 กันยายน 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดงานประกวดผลงานประดิษฐ์คิดค้น ประจำปีงบประมาณ 2570 เป็นวันที่ 2 บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก มีนักประดิษฐ์ นักวิจัย นักเรียน นักศึกษา และประชาชนผู้สนใจ เข้าร่วมชมและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผลงานประดิษฐ์คิดค้นอย่างต่อเนื่อง ณ อาคาร วช. 8 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ


การจัดงานประกวดผลงานประดิษฐ์คิดค้น เป็นเวทีสำคัญในการส่งเสริมและสนับสนุนนักประดิษฐ์และนักวิจัยไทยให้ได้นำเสนอศักยภาพของผลงานต่อสาธารณชน พร้อมเปิดโอกาสให้ได้รับข้อคิดเห็นและคำแนะนำจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ อันจะนำไปสู่การพัฒนาและยกระดับผลงานให้มีคุณภาพ สามารถต่อยอดและนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม โดย วช. มุ่งหวังให้ผลงานประดิษฐ์คิดค้นจากทุกภาคส่วนได้รับการพัฒนา ต่อยอด และเชื่อมโยงสู่การใช้ประโยชน์ เพื่อสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มให้แก่สังคมและประเทศ


สำหรับวันที่ 2 ของการจัดงาน ยังคงมีการจัดแสดงนิทรรศการผลงานประดิษฐ์คิดค้นจากหลากหลายสาขาวิชาการ โดยนักประดิษฐ์ได้นำเสนอ และสาธิตผลงานต่อคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ขณะที่ผู้สนใจเข้าร่วมเยี่ยมชมและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างคึกคัก 

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “Gen Z Science Show: เวทมนตร์วิทย์ พิชิตใจกรรมการ” จัดขึ้นเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ผ่านการทดลองและการแสดงที่สนุกสนานและสร้างสรรค์ สะท้อนแนวคิดและความเป็นตัวตนของคนรุ่น Gen Z พร้อมส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร และการถ่ายทอดองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ให้น่าสนใจและเข้าถึงได้ง่าย โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสถาบันและภาคเอกชน ได้แก่ รองศาสตราจารย์ ดร.ดุสิต อธินุวัฒน์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, อาจารย์ ดร.วรรณพร เทพบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, อาจารย์ ดร.กฤติเดช อนันต์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ และ เภสัชกรหญิง ดร.ปารมิตา สุทธปรีดา เจริญตา บริษัท เซน อินโนเวชั่น กรุ๊ป จำกัด ร่วมถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ และแนวทางการนำวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในการสร้างสรรค์การแสดงแก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม


พร้อมกันนี้ ยังมีการอบรมในหัวข้อ “I-2B Bootcamp: Scale Up TRL: ขับเคลื่อนงานวิจัยสู่มือผู้ใช้จริง” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ดุสิต อธินุวัฒน์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิรส ทองเชื้อ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้และทักษะที่จำเป็นในการพัฒนาผลงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์จากระดับต้นแบบไปสู่การใช้งานจริง ตลอดจนส่งเสริมการต่อยอดและขยายผลผลงานให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในภาคส่วนต่าง ๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ดรุณาราชบุรี ใช้ GPAS 5 Steps พลิกโฉมวงการการศึกษา เด็กจากผู้จำ สู่ผู้คิด–ลงมือทำ–สร้างนวัตกรรม คณะผู้บริหารเทศบาลนครสมุทรปราการศึกษาดูงานActive Learning โมเดล GPAS 5 Steps


สำหรับโรงเรียนดารุณาราชบุรี ที่กลายเป็นหมุดหมายปลายทางยอดฮิตของนักบริหารการศึกษาและบุคลากรทั่วประเทศ หลังจากสร้างผลงานเชิงประจักษ์จนเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในการยกระดับคุณภาพผู้เรียน ผ่านการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps


ล่าสุด เมื่อวันที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา คณะผู้บริหาร และครูจากโรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครสมุทรปราการ ได้ยกคณะเดินทางมาเยี่ยมเยียนและศึกษาดูงานการจัดห้องเรียนต้นแบบนวัตกร ของโรงเรียนดารุณาราชบุรี เพื่อเรียนรู้กระบวนการขับเคลื่อนหลักสูตรที่มุ่งเน้นให้เด็กๆ ได้ลงมือปฏิบัติจริง คิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ และสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมได้ด้วยตนเอง การศึกษาดูงานในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จอันโดดเด่นของโรงเรียนดารุณาราชบุรี ที่ไม่เพียงแต่พัฒนาศักยภาพเด็กนักเรียนในพื้นที่ของตนเองเท่านั้น แต่ยังพร้อมเปิดบ้านต้อนรับและแบ่งปันองค์ความรู้ให้แก่เครือข่ายสถานศึกษาอื่นๆ จากทั่วประเทศในฐานะต้นแบบแห่งการปฏิรูปการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่อย่างแท้จริง


บาทหลวง ผศ.ดร.อภิสิทธิ์ กฤษเจริญ ผู้อำนวยการโรงเรียนดรุณาราชบุรี มองว่า หัวใจสำคัญที่สุดประการหนึ่งไม่ได้อยู่ที่อุปกรณ์หรือเทคโนโลยี แต่คือ Mindset ของครูเพราะต่อให้มีหลักสูตร Active Learning แต่หากบทบาทของครูยังคงเป็นผู้พูด ผู้กำหนดคำตอบ และเด็กเป็นเพียงผู้รับ กระบวนการคิดของเด็กก็เกิดขึ้นได้ยาก “ถ้าคุณครูไม่เปลี่ยน Mindset มันไม่เกิด” เมื่อครูเปลี่ยนจากการให้คำตอบ มาเป็นผู้ตั้งคำถามและสร้างสถานการณ์ให้เด็กคิด บทบาทในห้องเรียนจึงเริ่มกลับด้าน ครูอาจต้องเตรียมการมากขึ้นก่อนเข้าห้อง แต่เมื่อเริ่มเรียนจริง ครูกลับพูดน้อยลง ขณะที่เด็กต้องทำงานทางความคิดมากขึ้น
อีกหัวใจหนึ่งคือ ความต่อเนื่อง โรงเรียนไม่ได้ทำ Active Learning เป็นกิจกรรมพิเศษเฉพาะบางวิชา หรือทำเพื่อโชว์ในบางโครงการ แต่พยายามวางกระบวนการคิดต่อเนื่องตั้งแต่เด็กปฐมวัย ไล่ระดับขึ้นไปจนถึงมัธยมปลาย เพื่อให้ “วิธีคิด” กลายเป็นทักษะติดตัว ไม่ใช่เทคนิคที่ใช้เฉพาะเวลาเรียนวิชาหนึ่งเป้าหมายในระยะต่อไป จึงเป็นการเพิ่มความเข้มข้นของกระบวนการนี้ พร้อมรักษาปรัชญาของโรงเรียน “คุณธรรมนำวิชา พัฒนาสุข” เพื่อให้ความสามารถในการคิดและสร้างสิ่งใหม่ เดินไปพร้อมกับความรับผิดชอบต่อผู้อื่นและสังคม Good Student ต้องเริ่มจาก Good Teacher


นางปาลิกา ศรีสารากร ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายบริหารงานวิชาการ โรงเรียนดรุณาราชบุรี บอกว่า ผลที่โรงเรียนเห็นชัดไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับนักเรียน แต่เกิดกับครูด้วย เมื่อเปลี่ยนจาก Passive Learning มาเป็น Active Learning โรงเรียนเริ่มมองเห็นสิ่งที่แต่เดิมอาจซ่อนอยู่ในตัวเด็ก ทั้งความสามารถในการคิด คุณลักษณะ การแก้ปัญหา และความรู้ที่เด็กสร้างขึ้นจากประสบการณ์ของตัวเอง ขณะเดียวกัน ครูต้องเปลี่ยนทั้งกระบวนการคิด วิธีสอน และวิธีประเมิน “ถ้าในอนาคตเราจะมี Good Student เราต้องมี Good Teacher” การวัดผลจึงไม่ได้มีหน้าที่เพียงตัดสินว่าใครผ่านหรือไม่ผ่าน แต่ต้องใช้เพื่อดูด้วยว่า เด็กพัฒนาไปถึงไหนแล้ว และครูต้องช่วยเติมตรงไหนต่อ GPAS 5 Steps ไม่ได้เริ่มจาก “ทำกิจกรรมสนุก” แต่เริ่มจากระบบคิด สิ่งที่เรียกว่า GPAS 5 Steps ประกอบด้วยกระบวนการตั้งแต่การรวบรวมและคัดเลือกข้อมูล การคิดวิเคราะห์และจัดกระทำข้อมูล การนำความรู้ไปลงมือปฏิบัติ การสื่อสารนำเสนอ ไปจนถึงการกำกับและประเมินการเรียนรู้ของตัวเอง โดยเป้าหมายสำคัญคือทำให้ผู้เรียนสร้างความรู้และนำไปใช้แก้ปัญหาจริงได้ ไม่ใช่เพียงรับข้อมูลจากครู


นางสาวณภัชภา ชุติถาวรพัฒน์ ผู้อำนวยการกองการศึกษา เทศบาลนครสมุทรปราการ มองว่า จุดที่น่าสนใจของดรุณาราชบุรี คือการนำ GPAS 5 Steps ไปใช้ในโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีนักเรียนกว่า 4,000 คน และทำให้เกิดการจัดการเรียนรู้ในทิศทางเดียวกัน สิ่งที่เห็นจึงไม่ใช่เพียงผลงานเด็กปลายทาง แต่รวมถึงนโยบายผู้บริหาร ระบบบริหารจัดการ และการส่งต่อแนวทางจากผู้บริหารไปสู่ครู ก่อนจะลงไปถึงตัวผู้เรียน



ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ซึ่งมีบทบาทผลักดันแนวคิด GPAS 5 Steps ในระบบการศึกษาไทย เคยอธิบายกรอบสำคัญของ Active Learning ไว้ในทิศทางเดียวกันว่า ผู้เรียนต้องไม่เป็นเพียงผู้รับความรู้ แต่ต้องเป็น “เจ้าของการเรียนรู้” ตั้งแต่การแสวงหาข้อมูล คิดวิเคราะห์ ลงมือแก้ปัญหา สื่อสาร ไปจนถึงสร้างคุณค่าจากสิ่งที่เรียนรู้ ดังนั้น Active Learning จึงไม่ควรถูกตีความเพียงว่า “ครูพาเด็กทำกิจกรรมเยอะขึ้น” เพราะหากทำกิจกรรมเสร็จแล้วเด็กยังไม่ได้คิด กระบวนการเรียนรู้ก็อาจไม่ได้เปลี่ยนจากเดิมมากนัก คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า ห้องเรียนมีกิจกรรมหรือไม่ แต่คือ ในกิจกรรมนั้น เด็กได้คิดอะไรด้วยตัวเองบ้าง เทศบาลนครสมุทรปราการมาดู ไม่ใช่แค่ “ห้องเรียน” แต่ดูทั้งระบบ


โมเดลดังกล่าวทำให้คณะผู้บริหารการศึกษาและผู้บริหารโรงเรียนในสังกัด เทศบาลนครสมุทรปราการ เดินทางมาศึกษาดูงานที่โรงเรียนดรุณาราชบุรี เพื่อดูตั้งแต่ระดับนโยบาย การบริหารจัดการ การพัฒนาครู ไปจนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในชั้นเรียน 


อย่างไรก็ตาม สิ่งที่บทเรียนจากดรุณาราชบุรีกำลังสะท้อน อาจไม่ใช่การบอกว่าโรงเรียนทุกแห่งต้องมีเทคโนโลยีเหมือนกันทั้งหมด แต่อยู่ที่คำถามว่า โรงเรียนจะออกแบบระบบอย่างไร ให้ทุกเครื่องมือกลับไปทำหน้าที่เดียวกัน คือทำให้เด็กคิดได้ดีขึ้น หรือจากวันที่เด็กสามารถเจอปัญหาที่ไม่เคยมีอยู่ในข้อสอบ แล้วรู้ว่า จะคิดอย่างไรเพื่อหาคำตอบด้วยตัวเอง เพราะโลกที่เด็กรุ่นนี้กำลังจะออกไปเผชิญ จะมีคำถามใหม่เกิดขึ้นเร็วกว่าที่ตำราเรียนจะเขียนคำตอบทันหากการศึกษายังทำหน้าที่เพียงส่งต่อ “คำตอบของเมื่อวาน”
สิ่งที่เด็กต้องการจากห้องเรียนในวันนี้ อาจไม่ใช่คำตอบเพิ่มอีกหนึ่งข้อ แต่คือ ความสามารถที่จะสร้างคำตอบของวันพรุ่งนี้ขึ้นมาด้วยตัวเอง

วช. ขนผลงานกว่า 300 รายโชว์ในงาน “การประกวดผลงานประดิษฐ์คิดค้น รางวัลการวิจัยแห่งชาติ ปี 2570”

วันที่ 9 กันยายน 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดพิธีเปิด “งานประกวดผลงานประดิษฐ์คิดค้น” ประจำปีงบประมาณ 2570 โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธาน พร้อมด้วย นักประดิษฐ์ นักวิจัย คณะผู้บริหาร ผู้ทรงคุณวุฒิ วช. เข้าร่วม ณ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ อาคาร วช.8

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า “งานประกวดผลงานประดิษฐ์คิดค้น” เพื่อขอรับรางวัลการวิจัยแห่งชาติในปีนี้ มีการเสนอผลงานเพื่อขอรับการพิจารณารางวัลมากกว่า 300 ผลงาน ในหลากหลายสาขาวิชาการ ได้แก่ สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพและคณิตศาสตร์, สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์, สาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช, สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา, สาขาวิศวกรรมศาสตร์และอุตสาหกรรมวิจัย, สาขาปรัชญา, สาขาเศรษฐศาสตร์, สาขาสังคมวิทยา, สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและนิเทศศาสตร์ และสาขาการศึกษา โดย วช. มุ่งหวังให้งานประกวดผลงานประดิษฐ์คิดค้นเป็นอีกกลไกสำคัญในการผลักดันผลงานวิจัยและนวัตกรรมให้ได้รับการพัฒนา ต่อยอด และนำไปใช้ประโยชน์ จากทุกภาคส่วนของประเทศ

วช. ขอเชิญชวนนักเรียน นักศึกษา นักประดิษฐ์ นักวิจัย และประชาชนผู้สนใจ ร่วมเยี่ยมชม “งานประกวดผลงานประดิษฐ์คิดค้น ประจำปีงบประมาณ 2570” ระหว่างวันนี้ – 10 กันยายน 2569 เวลา 09.00 – 16.00 น. ณ อาคาร วช.8 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ พร้อมร่วมส่งเสริมการพัฒนาและต่อยอดผลงานสิ่งประดิษฐ์สู่การใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่การสร้างคุณค่าและประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ

วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2569

ทิศทางภาษีสรรพสามิตในโลกยุคปัจจุบัน


ผศ.ดร.สุทธิกร กิ่งแก้ว ที่ปรึกษาสำนักวิจัย มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต

ในช่วงที่ผ่านมา ประเด็นการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง โดยเฉพาะข้อเสนอให้ประเทศไทยเปลี่ยนจากการจัดเก็บภาษีตามมูลค่าแบบ 2 อัตราไปสู่ระบบอัตราเดียว

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจเรื่องนี้ไม่ควรถูกมองเพียงว่าเป็นการแข่งขันระหว่างผู้ผลิตบุหรี่ในประเทศกับบุหรี่นำเข้า หรือเป็นการเลือกระหว่างรัฐวิสาหกิจกับเอกชนเท่านั้น เพราะโดยธรรมชาติแล้ว ภาษีสรรพสามิตบุหรี่มีวัตถุประสงค์หลายด้านพร้อมกัน ทั้งการลดการบริโภคที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ การสร้างรายได้ให้รัฐ การควบคุมตลาดที่มีความเสี่ยงต่อการหลีกเลี่ยงภาษี และการทำให้ระบบภาษีไม่ก่อให้เกิดความบิดเบือนทางการแข่งขันโดยไม่จำเป็น
คำถามที่เหมาะสมจึงไม่ใช่เพียงว่าควรใช้ 1 อัตราหรือ 2 อัตรา แต่คือ โครงสร้างแบบใดสามารถบรรลุเป้าหมายทั้งหมดนี้ได้ดีที่สุด

ปัจจุบันบุหรี่ในประเทศไทยเสียภาษีสรรพสามิตตามมูลค่า 2 อัตรา โดยบุหรี่ราคาขายปลีกแนะนำไม่เกิน 72 บาทต่อซองเสียภาษีในอัตรา 25% ขณะที่ราคาสูงกว่า 72 บาทเสีย 42% นอกเหนือจากภาษีตามปริมาณที่เรียกเก็บต่อมวน การมีเส้นแบ่งราคาลักษณะนี้ทำให้เกิดคำถามทางเศรษฐศาสตร์ที่สำคัญ เพราะสินค้าซึ่งมีราคาต่างกันเพียงเล็กน้อยอาจเผชิญภาระภาษีตามมูลค่าที่แตกต่างกันมาก
ในทางทฤษฎี เส้นแบ่งดังกล่าวอาจสร้างแรงจูงใจให้ผู้ผลิตปรับราคาและจัดวางผลิตภัณฑ์ให้อยู่ต่ำกว่าเกณฑ์ภาษี รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคที่เผชิญราคาสูงขึ้นเลือกเปลี่ยนไปซื้อบุหรี่ในกลุ่มราคาต่ำแทนที่จะลดการบริโภคลง
นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่องค์กรระหว่างประเทศจำนวนหนึ่งตั้งข้อสังเกตต่อระบบภาษีบุหรี่ที่มีหลาย tier โดยเฉพาะเมื่อ tier ถูกกำหนดจากราคาของสินค้า
IMF ระบุว่าโครงสร้างภาษีที่ซับซ้อนและมีหลาย tier สามารถสร้าง niche market และช่วยรักษาส่วนแบ่งตลาดของสินค้าบางกลุ่มได้ ขณะเดียวกันยังตั้งข้อสังเกตว่า หากรัฐบาลต้องการช่วยเหลือหรือปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ การใช้มาตรการด้านรายจ่ายหรือเครื่องมือด้านนโยบายอุตสาหกรรมอื่นที่ตรงเป้าหมายอาจเหมาะสมกว่าการใช้ภาษีสรรพสามิต เพราะวัตถุประสงค์สำคัญของภาษีบุหรี่โดยทั่วไปคือรายได้และสุขภาพ
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอให้เปลี่ยนเป็นระบบอัตราเดียวก็ไม่ได้หมายความว่าปัญหาทั้งหมดจะหมดไปโดยอัตโนมัติ
แม้จะยกเลิก price tier แล้ว รัฐบาลยังต้องตัดสินใจว่าจะให้น้ำหนักกับภาษีตามมูลค่า หรือ ad valorem และภาษีตามปริมาณ หรือ specific excise อย่างไร ต้องปรับภาษีตามเงินเฟ้อหรือกำลังซื้อหรือไม่ และที่สำคัญต้องมีระบบป้องกันการค้าบุหรี่ผิดกฎหมายที่มีประสิทธิภาพ เพราะหากสินค้าถูกกฎหมายมีราคาเพิ่มขึ้น แต่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าหนีภาษีได้ง่าย ผลลัพธ์ทั้งด้านสุขภาพและรายได้รัฐก็อาจไม่เป็นไปตามที่คาด
ดังนั้น ประเด็นที่ควรอภิปรายจึงไม่ใช่ 1 tier ดี 2 tier ไม่ดี แบบตรงไปตรงมา แต่ควรพิจารณาว่า การแบ่ง tier นั้นสัมพันธ์กับต้นทุนทางสังคมที่ต้องการจัดการจริงหรือไม่
ประเทศไทยเองมีกรณีศึกษาที่น่าสนใจ ในปี 2567 รัฐบาลได้ปรับโครงสร้างภาษีไวน์และสปาร์กลิ้งไวน์ โดยยกเลิกการแบ่งอัตราตามระดับราคาและเปลี่ยนไปใช้อัตราตามมูลค่าแบบเดียว พร้อมให้เหตุผลว่าสินค้าชนิดเดียวกันซึ่งก่อผลต่อสุขภาพในลักษณะเดียวกันควรอยู่ภายใต้หลักการจัดเก็บภาษีเดียวกัน เพื่อสร้างความเท่าเทียมและเป็นธรรม
กรณีดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าบุหรี่จำเป็นต้องใช้สูตรเดียวกับไวน์ แต่สะท้อนหลักคิดสำคัญว่า การมีสินค้าราคาแพงและราคาถูกเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่เหตุผลที่เพียงพอสำหรับการกำหนดอัตราภาษีสรรพสามิตที่แตกต่างกัน หากต้นทุนต่อสังคมที่ต้องการควบคุมไม่ได้แตกต่างกันในลักษณะเดียวกัน
ในประเทศไทย มิติเรื่องการรักษาความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตภายในประเทศก็เป็นส่วนหนึ่งของการถกเถียงเรื่องภาษีบุหรี่มาเป็นเวลานาน เมื่อประเทศไทยปรับโครงสร้างภาษีในปี 2560 มีการอภิปรายอย่างเปิดเผยถึงผลกระทบต่อการยาสูบแห่งประเทศไทยและการแข่งขันกับบุหรี่นำเข้า
แต่ข้อมูลในระยะต่อมาก็ทำให้เกิดคำถามว่า การใช้โครงสร้างภาษีเพื่อช่วยลดแรงกระแทกจากการแข่งขันสามารถสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาวได้เพียงใด ปริมาณจำหน่ายและกำไรของการยาสูบแห่งประเทศไทยลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนการเปลี่ยนโครงสร้างภาษี แม้การลดลงดังกล่าวไม่สามารถนำมาใช้พิสูจน์ได้ว่าภาษี 2 อัตราเป็นสาเหตุ เพราะยังมีปัจจัยอีกหลายด้าน ทั้งการลดลงของจำนวนผู้สูบบุหรี่ การขยายตัวของตลาดผิดกฎหมาย การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค และการแข่งขันจากผลิตภัณฑ์อื่น สิ่งที่ข้อมูลดังกล่าวชี้ได้เพียงว่า มาตรการปกป้องไม่ควรถูกถือว่าเป็นสิ่งทดแทนการเพิ่ม productivity และความสามารถในการแข่งขันขององค์กรในระยะยาว 
ประเด็นนี้มีความเกี่ยวข้องกับการที่ประเทศไทยกำลังอยู่ในกระบวนการมุ่งสู่การเป็นสมาชิก OECD แต่ต้องอธิบายอย่างระมัดระวังว่า OECD ไม่ได้กำหนดว่าประเทศไทยต้องใช้ภาษีบุหรี่อัตราเดียว และการใช้ 1 tier ไม่ใช่เงื่อนไขของการเข้าเป็นสมาชิก OECD โดยตรง สิ่งที่เกี่ยวข้องคือหลักการในภาพกว้างกว่า ได้แก่ competitive neutrality การสร้าง level playing field และการลดกฎหรือมาตรการของรัฐที่สร้างความได้เปรียบแก่ผู้ประกอบการบางรายโดยไม่มีเหตุผลเชิงนโยบายสาธารณะที่ชัดเจน
จากการสำรวจ OECD Economic Surveys: Thailand 2025 พบว่าคะแนน Product Market Regulation ซึ่งให้คะแนนว่ากฎระเบียบและบทบาทของรัฐในระบบเศรษฐกิจเอื้อหรือเป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันมากเพียงใด โดยดูทั้งอุปสรรคในการเข้าสู่และขยายธุรกิจ รวมถึงการแทรกแซงหรือการมีส่วนร่วมของรัฐในตลาด โดย 0 = กฎระเบียบเอื้อต่อการแข่งขันมาก และ 6 = กฎระเบียบจำกัดการแข่งขันมาก ซึ่งปัจจุบันค่าของไทยอยู่ที่ 2.4 เทียบกับค่าเฉลี่ย OECD ที่ 1.3 ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นที่ไทยต้องปรับปรุงเพื่อยกระดับมาตรฐานการแข่งขันในตลาดเสรี รวมทั้งสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียมมากขึ้นระหว่างรัฐวิสาหกิจกับภาคเอกชน
ดังนั้น หากนำหลัก OECD มาใช้กับภาษีบุหรี่ คำถามจึงไม่ควรเป็นว่า OECD ต้องการให้ไทยยกเลิก 2 tier หรือไม่ แต่ควรถามว่า เราสามารถอธิบายด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ รายได้ หรือประโยชน์สาธารณะได้หรือไม่ว่าเหตุใดสินค้าชนิดเดียวกันจึงควรเผชิญอัตราภาษีตามมูลค่าที่ต่างกันเพียงเพราะราคาขายปลีกข้ามเส้นที่กำหนดไว้
น่าสนใจว่าคำถามในลักษณะเดียวกันกำลังเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมรถยนต์ของไทยในปัจจุบัน โดยตั้งแต่ปี 2569 ประเทศไทยใช้โครงสร้างภาษีรถยนต์ที่ให้น้ำหนักกับการปล่อย CO₂ และเทคโนโลยีมากขึ้น เช่น HEV ที่เข้าเงื่อนไขบางประเภทเสียภาษี 6% หรือ 9% ขณะที่รถยนต์ประเภทอื่นมีอัตราที่แตกต่างกันตามระดับการปล่อย CO₂ การมีหลายอัตราในกรณีนี้มีเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์รองรับได้มากกว่า เพราะอัตราภาษีถูกเชื่อมกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน แต่ในปี 2569 ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นบางรายได้เสนอให้รัฐบาลทบทวนเงื่อนไขและช่วงเวลาของภาษีรถ Hybrid ขณะเดียวกันก็มีข้อเรียกร้องให้ทบทวนภาษีนำเข้ารถยนต์จากญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเรื่องของภาษีศุลกากรและความตกลงการค้า ไม่ใช่ภาษีสรรพสามิตโดยตรง รัฐบาลเองอยู่ระหว่างทบทวนโครงสร้างภาษีรถยนต์ โดยมีแนวคิดให้คำนึงถึงการลงทุน โรงงาน การผลิตและการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศไทยด้วย 
กรณีนี้สะท้อนโจทย์นโยบายที่ใหญ่กว่าบุหรี่เสียอีก นั่นคือ ภาษีสรรพสามิตควรทำหน้าที่แก้ externality เช่น การปล่อยคาร์บอน หรือควรทำหน้าที่เป็นเครื่องมือ industrial policy เพื่อสนับสนุนผู้ผลิตที่ลงทุนในประเทศด้วย
ทั้งสองวัตถุประสงค์อาจมีเหตุผล แต่หากนำมารวมไว้ในเครื่องมือเดียวกันมากเกินไป โครงสร้างภาษีจะซับซ้อนและอาจทำให้ผู้ลงทุนไม่สามารถคาดการณ์กติกาในระยะยาวได้
แนวทางหนึ่งจึงอาจเป็นการกำหนดให้ภาษีสรรพสามิตสะท้อนต้นทุนที่เกิดจากตัวสินค้าให้มากที่สุด เช่น CO₂ ในกรณีรถยนต์ ปริมาณแอลกอฮอล์ในกรณีสุรา ปริมาณน้ำตาลในกรณีเครื่องดื่ม และจำนวนหรือปริมาณการบริโภคในกรณียาสูบ ส่วนการส่งเสริมการลงทุน การสร้างโรงงาน การใช้ local content หรือการรักษาการจ้างงาน สามารถใช้เครื่องมือด้าน BOI การลงทุน การพัฒนาผู้ผลิตชิ้นส่วน หรือมาตรการเฉพาะที่มีเป้าหมายและระยะเวลาชัดเจนประกอบกัน
ในทางกลับกัน ภาษีความหวานของไทยเป็นตัวอย่างที่ดีว่าการมีหลาย tier ไม่จำเป็นต้องขัดกับหลักการแข่งขันที่เป็นธรรม หากแต่ละ tier เชื่อมโยงกับวัตถุประสงค์ของภาษีโดยตรง ประเทศไทยกำหนดภาษีเครื่องดื่มตามปริมาณน้ำตาล และเพิ่มอัตราตามระดับความหวานจนเข้าสู่ระยะที่ 4 ตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 ส่งผลให้ผู้ผลิตจำนวนมากมีแรงจูงใจปรับสูตรเพื่อลดน้ำตาล ดังนั้น บทเรียนจากภาษีความหวานคือ สิ่งที่ควรถูกตั้งคำถามไม่ใช่จำนวน tier แต่คือหลักเกณฑ์ที่ใช้สร้าง tier 
เช่นเดียวกับภาษีน้ำมัน ไทยเริ่มนำราคาคาร์บอน 200 บาทต่อตัน CO₂ เข้ามาอยู่ในโครงสร้างภาษีน้ำมันตั้งแต่ปี 2568 ถือเป็นก้าวสำคัญในการทำให้ภาษีสะท้อนต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แต่ OECD ก็ชี้ว่าผลของ carbon pricing อาจถูกลดทอนหากในอีกด้านหนึ่งยังมีมาตรการตรึงราคาหรืออุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล และเสนอให้ไทยค่อย ๆ ลดมาตรการดังกล่าวพร้อมขยายระบบ carbon pricing ให้ครอบคลุมมากขึ้น
ภาพรวมเหล่านี้นำไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่าการปฏิรูปภาษีบุหรี่ เมื่อประเทศไทยกำลังปรับระบบเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับมาตรฐาน OECD เราอาจถึงเวลาต้องทบทวนปรัชญาของภาษีสรรพสามิตทั้งระบบว่า ภาษีแต่ละประเภทกำลังเก็บเพราะอะไร และความแตกต่างของอัตราภาษีแต่ละอัตราสามารถอธิบายได้จากต้นทุนทางสังคมที่แตกต่างกันจริงหรือไม่ หากคำตอบคือเพื่อสุขภาพ อัตราภาษีควรสัมพันธ์กับความเสี่ยงด้านสุขภาพ หากเป็นสิ่งแวดล้อมก็ควรสัมพันธ์กับ emissions หรือ pollution หากเป็นรายได้รัฐ โครงสร้างควรเรียบง่าย มีฐานภาษีกว้าง และหลีกเลี่ยงช่องโหว่ในการวางแผนภาษี ส่วนหากต้องการสนับสนุนผู้ประกอบการ การลงทุน หรือการจ้างงาน ก็ควรพิจารณาว่ามีเครื่องมืออื่นที่ตรงเป้าหมายและโปร่งใสกว่าหรือไม่
ในกรอบนี้ การพิจารณาเปลี่ยนภาษีบุหรี่จาก 2 อัตราเป็น 1 อัตราจึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นชัยชนะของบุหรี่นำเข้าหรือความพ่ายแพ้ของการยาสูบแห่งประเทศไทย และไม่ควรถูกมองว่าเป็นมาตรการเพื่อเพิ่มหรือลดการบริโภคบุหรี่เท่านั้น แต่ควรเป็นส่วนหนึ่งของการทบทวนว่ารูปแบบภาษีแบบใดสามารถลดการบริโภค สร้างรายได้ ป้องกันสินค้าผิดกฎหมาย และรักษาการแข่งขันที่เป็นธรรมได้พร้อมกันมากที่สุด
หากประเทศไทยต้องการให้การเข้าสู่ OECD เป็นมากกว่าการได้รับสถานะสมาชิก การปฏิรูปที่สำคัญอาจไม่ใช่การเลือกว่ารัฐควร “ปกป้อง” หรือ “ไม่ปกป้อง” ธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง แต่คือการสร้างหลักการที่ชัดเจนว่า รัฐจะช่วยใคร ช่วยเพราะอะไร ช่วยด้วยเครื่องมือใด และความช่วยเหลือนั้นจะสิ้นสุดเมื่อใด ภาษีบุหรี่ รถยนต์ สุรา น้ำมัน และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลอาจแตกต่างกันมาก แต่ทั้งหมดสะท้อนโจทย์เดียวกัน คือประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยนจากระบบที่ใช้ภาษีหลายวัตถุประสงค์ปะปนกัน ไปสู่ระบบที่แต่ละมาตรการมีเหตุผลที่ชัดเจน โปร่งใส คาดการณ์ได้ และสามารถแข่งขันภายใต้กติกาเดียวกันได้มากเพียงใด นั่นอาจเป็นความหมายที่สำคัญกว่าของการปฏิรูปเศรษฐกิจไทยในยุคที่เรากำลังมุ่งสู่การเป็นภาคีสมาชิกขององค์กรชั้นนำของโลกอย่าง OECD

วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2569

วช. จัดเสวนา “การเตรียมพร้อมและเสริมทักษะการเผชิญเหตุการณ์รุนแรงในสถานศึกษา”

วช. จัดเสวนา “การเตรียมพร้อมและเสริมทักษะการเผชิญเหตุการณ์รุนแรงในสถานศึกษา” มุ่งใช้วิจัยและนวัตกรรม เสริมความรู้ การรับมือสถานการณ์ เพื่อความปลอดภัยของเยาวชนและประชาชน

วันที่ 4 กันยายน 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดเสวนาเรื่อง “การเตรียมพร้อมและเสริมทักษะการเผชิญเหตุการณ์รุนแรงในสถานศึกษา ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” โดยมี 
.com/img/a/

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวเปิดงาน พร้อมด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิจัย และสื่อมวลชน เข้าร่วมงาน ณ ศูนย์ส่งเสริมการวิจัยเพื่อมรดกทางวัฒนธรรม อาคาร วช. 8 

.com/img/a/

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ได้ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาสังคม โดยเฉพาะการสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้ เครื่องมือ และนวัตกรรมที่ช่วยให้ครู นักเรียน และบุคลากรสามารถเตรียมพร้อมและรับมือกับสถานการณ์รุนแรงได้อย่างเหมาะสม การจัดเสวนาในครั้งนี้จึงเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวทางการปฏิบัติจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเสริมสร้างทักษะการเผชิญเหตุและลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์รุนแรงในสถานศึกษา ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการนำองค์ความรู้และนวัตกรรมไปประยุกต์ใช้ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการเรียนรู้ของเยาวชนอย่างเป็นระบบ โดย วช. เป็นผู้สนับสนุนนวัตกรรมดังกล่าว อันจะนำไปสู่การยกระดับระบบความปลอดภัยในสถานศึกษาและสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ที่มั่นคงอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อลดความรุนแรงในสังคมไทยด้วยวิจัยและนวัตกรรม

.com/img/a/

การเสวนาครั้งนี้มีผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในหลากหลายมิติ อาทิ “รู้ทัน เตรียมพร้อม รับมือ: นวัตกรรมเสริมทักษะเผชิญเหตุรุนแรงในสถานศึกษา” โดย รศ.พ.ต.อ.ดร.ธิติ มหาเจริญ รองคณบดีคณะนิติวิทยาศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ และ “ความพร้อมสร้างความปลอดภัย: ทักษะการรับมือเมื่อเกิดสถานการณ์รุนแรง” โดย 

.com/img/a/

พ.ต.ต.นเรศฐ์ นาแพง สารวัตรกลุ่มงานการฝึกยุทธวิธี 1 ศูนย์ฝึกตำรวจ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ

.com/img/a/

นอกจากนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนในหัวข้อ “จากการรับรู้สู่การรับมือ: ทักษะเพื่อความปลอดภัยเมื่อเกิดเหตุ” โดย นางสาวปุณณัฐรา กลุจิตร์ธนพันธ์ ตำรวจรัฐสภา กลุ่มงานเทคโนโลยีรักษาความปลอดภัย สำนักรักษาความปลอดภัย สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและตอบข้อซักถาม เพื่อร่วมกันหาแนวทางยกระดับการเตรียมพร้อมและการรับมือเหตุการณ์รุนแรงในสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ

ทั้งนี้ วช. มุ่งส่งเสริมการนำองค์ความรู้จากการวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ในการสร้างความปลอดภัยและลดความรุนแรงในสังคม พร้อมสนับสนุนการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สถานศึกษามีแนวทางและทักษะในการป้องกัน เฝ้าระวัง และรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่การสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาต่อไป

“Shaanxi Saiyang Food” จีนรุกตลาดวัตถุดิบอาหารจากธรรมชาติ ชูมัทฉะ–ผงผลไม้–ชาสำเร็จรูป ตอบโจทย์อุตสาหกรรมอาหารยุคใหม่


Shaanxi Saiyang Food Co., Ltd. ผู้ผลิตวัตถุดิบอาหารจากประเทศจีน เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์จากพืชและวัตถุดิบธรรมชาติ รองรับความต้องการของอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม เบเกอรี่ และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ โดยมีผลิตภัณฑ์เด่นตั้งแต่ ผงมัทฉะ ผงชา ผงผักและผลไม้ ไปจนถึงผลไม้และผักแบบฟรีซดราย รวมถึงสารสกัดจากธรรมชาติ



บริษัทตั้งอยู่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีเมืองซีอาน มณฑลส่านซี ประเทศจีน ดำเนินธุรกิจด้านการวิจัยและพัฒนา การผลิต และการจำหน่ายวัตถุดิบอาหาร โดยบริษัทระบุว่ามีกำลังการผลิตประมาณ 3,000–5,000 ตันต่อปี และมีห้องผลิตแบบ Cleanroom Class 100,000 เพื่อควบคุมสภาพแวดล้อมในการผลิต
เปิดไลน์สินค้าหลากหลาย ตอบโจทย์อาหารและเครื่องดื่ม
ผลิตภัณฑ์ของ Shaanxi Saiyang Food แบ่งออกเป็นกลุ่มสำคัญ ได้แก่
1. Matcha Series – ผลิตภัณฑ์มัทฉะ
มีทั้งผงมัทฉะเกรดต่าง ๆ รวมถึง Ceremonial Grade และผลิตภัณฑ์มัทฉะออร์แกนิกที่บริษัทระบุว่ามีการรับรองมาตรฐาน USDA และ EU Organic นอกจากนี้ยังมีรูปแบบบรรจุกระป๋องและถุง รองรับการทำแบรนด์ของลูกค้า หรือ Private Label/OEM
2. Instant Tea Powder – ผงชาสำเร็จรูป
วัตถุดิบชาชนิดผงที่สามารถนำไปใช้ในเครื่องดื่มสำเร็จรูป เครื่องดื่มชนิดผง และผลิตภัณฑ์อาหารต่าง ๆ
3. Instant Fruit & Vegetable Powder – ผงผักและผลไม้
ครอบคลุมวัตถุดิบจากผลไม้และผักหลายชนิด อาทิ สตรอว์เบอร์รี บลูเบอร์รี มะม่วง และแก้วมังกร ซึ่งสามารถนำไปใช้เพิ่มรสชาติ สี และเอกลักษณ์ของผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม
4. Freeze-Dried Fruits & Vegetables – ผักและผลไม้ฟรีซดราย


บริษัทมีผลิตภัณฑ์แบบ Freeze-Dried เช่น สตรอว์เบอร์รี แบล็กเบอร์รี บลูเบอร์รี และแก้วมังกรแดง ในรูปแบบผง เหมาะสำหรับนำไปเป็นส่วนผสมในอาหาร เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์แปรรูป
5. Natural Health Ingredients – ส่วนผสมจากธรรมชาติ

รวมถึงวัตถุดิบจากพืชและสารสกัดธรรมชาติ โดยข้อมูลจากสมาคมอุตสาหกรรมอาหารของจีนระบุว่าบริษัทมีผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม High-end Tea Powder, Edible Mushroom Powder และ Fruit & Vegetable Powder


นอกจากนี้ ข้อมูลผู้ประกอบการบน Alibaba ระบุหมวดสินค้าหลักของบริษัทเพิ่มเติม เช่น Matcha Powder, Blue Spirulina, Butterfly Pea Powder, Mushroom Powder และ Instant Tea Powder
ชูระบบควบคุมคุณภาพและมาตรฐานสากล

Shaanxi Saiyang Food ระบุว่ามีระบบควบคุมคุณภาพตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบจนถึงการจัดส่งสินค้า พร้อมห้องปฏิบัติการและอุปกรณ์ตรวจสอบ เช่น Chromatograph และ Mass Spectrometer


บริษัทระบุว่ามีมาตรฐานและการรับรองหลายรายการ ได้แก่ USDA Organic, EU Organic, HACCP, HALAL, FDA และ SGS/TÜV โดยการรับรองแต่ละรายการครอบคลุมผลิตภัณฑ์หรือขอบเขตที่แตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบใบรับรองของสินค้าแต่ละรายการก่อนนำเข้าและจำหน่ายในแต่ละประเทศ
รองรับ OEM–ODM และ Private Label


อีกจุดเด่นของบริษัทคือบริการผลิตและปรับแต่งสินค้าให้กับลูกค้า ทั้ง บรรจุภัณฑ์แบบถุง กระป๋อง เครื่องดื่มชนิดผง ลูกอมอัดเม็ด แคปซูลกาแฟ และการพัฒนาสูตรเฉพาะ ทำให้ผู้ประกอบการสามารถนำวัตถุดิบไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ของตนเองได้


บริษัทระบุว่าผลิตภัณฑ์ของตนถูกนำไปประยุกต์ใช้ในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะ เครื่องดื่ม เบเกอรี่ ธุรกิจบริการอาหาร และอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร เนื่องจากวัตถุดิบในรูปแบบผงมีความสะดวกต่อการนำไปผสมในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ


ปัจจุบัน Shaanxi Saiyang Food ระบุว่ามีการส่งออกสินค้าไปยัง มากกว่า 50 ประเทศ และมีลูกค้าที่ร่วมงานมากกว่า 10,000 ราย สะท้อนแนวโน้มของตลาดวัตถุดิบอาหารจากธรรมชาติที่มีความต้องการเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำไปต่อยอดเป็นเครื่องดื่ม อาหารเพื่อสุขภาพ และสินค้าแบรนด์ใหม่ในรูปแบบ OEM/ODM
ทั้งนี้ สำหรับผู้ประกอบการไทยที่สนใจนำเข้าสินค้าของ Shaanxi Saiyang Food ควรตรวจสอบข้อกำหนดของ อย.ไทย มาตรฐานอาหาร การขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ และใบรับรองของสินค้าแต่ละชนิดก่อนนำเข้าเชิงพาณิชย์

สนใจผลิตภัณฑ์ 

รายได้ภาษีวูบ แสนล้าน! “กรณ์” จี้คลังทบทวนภาษีบุหรี่ แก้วิกฤตเงินคลังถังแตก

กรณ์ จาติกวณิช จี้กระทรวงการคลังทบทวนนโยบายภาษีบุหรี่ หลังชี้ว่ามาตรการที่เริ่มใช้เมื่อ 6-7 ปีก่อน ไม่สามารถลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ได้ตามเป้าหมา...