วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569

สช.สงขลา พลิกโฉมการศึกษาเอกชน ดึง AI – Active Learning ผ่าน GPAS 5 Steps ยกระดับ 162 โรงเรียนปลอดภัย สร้างภูมิคุ้มกันเชิงรุกดูแลจิตใจเด็ก


เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรมเซาท์เทอร์นแอร์พอร์ต อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา สช.สงขลา จับมือ พว. เดินหน้ายกระดับคุณภาพการศึกษา และระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนเอกชน 162 แห่ง นำกระบวนการเรียนรู้ Active Learning ด้วย GPAS 5 Steps จัดอบรมเชิงปฏิบัติการโครงการ “162 Schools Safe & Care + Strong โรงเรียนอุ่นใจ ใส่ใจทุกคน สร้างภูมิคุ้มกัน” โดยมีผู้บริหารและครูโรงเรียนเอกชน 350 คน เข้าร่วม เพื่อยกระดับระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ควบคู่กับการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ที่สร้างทักษะคิดขั้นสูงและภูมิคุ้มกันทางสังคม ทุกมิติ ให้เยาวชน ผสานเทคโนโลยี AI สร้างภูมิคุ้มกันทางความคิดให้เด็ก รู้เท่าทันภัยออนไลน์ จัดการอารมณ์และแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง พร้อมพัฒนาครูให้เข้าใจและดูแลผู้เรียนได้ตรงตามความต้องการ


  ดร.บุศรินทร์ นาคอุบล ผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดสงขลา กล่าวว่า ความปลอดภัยของนักเรียนต้องครอบคลุมทั้งร่างกายและจิตใจ โรงเรียนจึงต้องมีระบบดูแลช่วยเหลือที่ชัดเจน สามารถคัดกรอง เฝ้าระวัง และช่วยเหลือนักเรียนกลุ่มเสี่ยงได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะปัญหาสุขภาพจิตและภัยคุกคามในสังคมออนไลน์ พร้อมพัฒนาครูให้มีความรู้ด้านจิตวิทยาเบื้องต้น แม้ไม่ได้สำเร็จการศึกษาด้านนี้โดยตรง เพื่อสร้างความไว้วางใจให้เด็กกล้าเปิดใจเมื่อเผชิญปัญหา อย่างรอบด้าน ทั้งนี้ สช.สงขลา จะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง ติดตามและสนับสนุนการดำเนินงานของโรงเรียนเอกชนทั้ง 162 แห่ง เพื่อให้การดูแลช่วยเหลือนักเรียนเกิดผลอย่างต่อเนื่อง พร้อมขอบคุณ พว. ที่สนับสนุนงบประมาณ วิทยากรผู้เชี่ยวชาญ และเครื่องมือเทคโนโลยีในการพัฒนาศักยภาพผู้บริหารและครู “การนำแพลตฟอร์ม PW Plus และกระบวนการ GPAS 5 Steps มาใช้ จะช่วยสนับสนุนให้ครูจัดการเรียนรู้ควบคู่กับการพัฒนาทักษะการคิด การตัดสินใจ และการแก้ปัญหาของนักเรียน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในการรับมือกับภัยออนไลน์และปัญหาสังคม ขณะเดียวกันครูยังสามารถประสานส่งต่อนักเรียนที่มีความเสี่ยงไปยังเครือข่ายสาธารณสุขหรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และทันท่วงที อย่างไรก็ตาม โครงการนี้จะไม่จบเพียงการจัดอบรม แต่จะมีระบบติดตามและประเมินผลโรงเรียนเอกชนที่เข้าร่วมทั้ง 162 แห่ง โดยร่วมกับกลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษา ติดตามผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง พร้อมปรับวิธีประเมินจากการตรวจเอกสารรายงาน มาเป็น การประเมินผลตามสภาพจริง (Authentic Assessment)โดยจะนำเครื่องมือคัดกรองดิจิทัลและระบบ Digital Journaling มาใช้ติดตามพัฒนาการและร่องรอยกระบวนการคิดของนักเรียน ตลอดจนประเมินคุณภาพระบบดูแลช่วยเหลือ เพื่อนำผลที่ได้กลับไปปรับปรุงการดำเนินงานของแต่ละโรงเรียนให้มีประสิทธิภาพและเกิดความยั่งยืน”ดร.บุศรินทร์ กล่าวและว่า เป้าหมายสูงสุดของเราไม่ใช่เพียงการทำให้โรงเรียนปลอดภัยจากอันตรายเท่านั้น แต่ต้องการให้เด็กและเยาวชนได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง มีสุขภาพจิตที่ดี มีภูมิคุ้มกันทางความคิด รู้จักการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม เคารพสิทธิผู้อื่น และสามารถรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตได้ ขณะเดียวกันผู้ปกครองต้องเกิดความเชื่อมั่นว่า เมื่อส่งบุตรหลานมาเรียนโรงเรียนเอกชนแล้ว เด็กจะได้รับทั้งการคุ้มครองสิทธิและการพัฒนาศักยภาพอย่างรอบด้าน” ดร.บุศรินทร์ กล่าว


ด้าน ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) กล่าวว่า การสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กอย่างยั่งยืน ต้องเริ่มจากการพัฒนากระบวนการคิด ขั้นสูง ที่เป็นแบบแผนเชิงระบบ ไม่ใช่เพียงการเฝ้าระวังหรือแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาให้ผู้เรียนรู้จักรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์และกลั่นกรองข้อเท็จจริง สร้างองค์ความรู้ ลงมือปฏิบัติ และประเมินตนเองอย่างเป็นระบบ
กระบวนการดังกล่าวจะช่วยให้เด็กมีทักษะคิดวิเคราะห์ แยกแยะสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสม รู้เท่าทันข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยี รวมถึงสามารถควบคุมอารมณ์ ตัดสินใจ และแก้ปัญหาได้ด้วยเหตุผล ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการใช้ชีวิตในสังคมที่มีความหลากหลายและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ดร.ศักดิ์สิน ยังชี้ว่า การศึกษาต้องก้าวข้ามการเรียนแบบท่องจำเพื่อสอบ ไปสู่การสร้างความรู้ที่ แท้จริง ส่งผลให้ผู้เรียนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในทุกศาสตร์ทุกวิชา โดยมี AI เป็นเครื่องมือสนับสนุนครู เป็นแอปพลิเคชัน ทั้งการออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้ การสร้างกิจกรรมกระตุ้นความคิด และการประเมินสมรรถนะผู้เรียนอย่างเป็นระบบ เพื่อลดภาระงานและเพิ่มโอกาสให้ครูดูแลเด็ก เพื่อยกระดับความสามารถเป็นรายบุคคลมากขึ้น

ขณะที่เสียงสะท้อนจากผู้บริหารโรงเรียนเอกชนในจังหวัดสงขลา แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของบริบทการศึกษา และโอกาสในการนำ GPAS 5 Steps ไปประยุกต์ใช้จริง


ดร.ถนัด อนันต์ ผู้อำนวยการโรงเรียนแสงทองวิทยา เห็นว่า การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning จะช่วยพัฒนาผู้เรียนได้เต็มศักยภาพ ควบคู่กับการสร้างบรรยากาศที่ปลอดภัย เพื่อให้เด็กมีความสุขกับการเรียนรู้ และผู้ปกครองมั่นใจในการส่งบุตรหลานมาโรงเรียน

นายยูซุฟ แขกพงศ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาคาร กล่าวว่า โรงเรียนมีนักเรียนตั้งแต่ระดับปฐมวัยถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งมีปัญหาและความต้องการแตกต่างกัน จึงเห็นความสำคัญของการนำระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนมาผสานกับวิถีการศึกษาตามหลักศาสนาอิสลาม โดย GPAS 5 Steps เป็นอีกแนวทางที่สามารถศึกษาและพัฒนาต่อยอดสู่การจัดกิจกรรมในห้องเรียนได้

นางสุนันทา เขียวหอม ผู้อำนวยการโรงเรียนนานาชาติบลูมส์เบอรี่–หาดใหญ่ กล่าวว่า แม้โรงเรียนนานาชาติจะมีรูปแบบการเรียนรู้แตกต่างจากโรงเรียนทั่วไป แต่สามารถนำกระบวนการคิดขั้นสูง GPAS 5 Steps ไปเสริมการจัดการเรียนรู้ โดยเฉพาะรายวิชาภาษาไทย ตลอดจนพัฒนานวัตกรรมการสอน และขยายองค์ความรู้สู่เครือข่ายโรงเรียนอีก 4 แห่ง

นายมังโสด หมะเต๊ะ ผู้อำนวยการโรงเรียนสันติวิทย์ ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนศึกษาสงเคราะห์ที่ดูแลเด็กด้อยโอกาส มองว่า Active Learning และ GPAS 5 Steps มีความสำคัญต่อการจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กที่มีศักยภาพแตกต่างกัน โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้เด็กทุกคนมีส่วนร่วมในกิจกรรม พร้อมเสนอให้มีการอบรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับครูใหม่ที่หมุนเวียนเข้ามาปฏิบัติงานในแต่ละปี


สำหรับการอบรมครั้งนี้ พว. สนับสนุนงบประมาณ วิทยากร และเครื่องมือการเรียนรู้ รวมถึงการนำ AI มาช่วยจัดการข้อมูล คัดกรองและติดตามนักเรียนกลุ่มเสี่ยง โดยมุ่งเชื่อมโยงระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเข้ากับกระบวนการจัดการเรียนรู้ GPAS 5 Steps เพื่อให้โรงเรียนสามารถพัฒนาเด็กได้ทั้งด้านความรู้ ทักษะชีวิต และการรับมือกับปัญหาสังคม ความร่วมมือของ สช.สงขลา และ พว. จึงไม่ใช่เพียงการพัฒนาทักษะครู แต่เป็นการวางรากฐานให้โรงเรียนเอกชนทั้ง 162 แห่ง ก้าวสู่การเป็นพื้นที่เรียนรู้ที่ปลอดภัย สร้างเด็กให้คิดเป็น รู้เท่าทันโลก และมีภูมิคุ้มกันจากภายใน เพื่อเติบโตอย่างมีคุณภาพในสังคมอนาคต


ราชวินิตบางเขนเดินหน้า AI สู่ห้องเรียนจริง เตรียมหลักสูตรปี 70 ดึงครูรุ่นใหม่ขับเคลื่อน GPAS 5 Steps


พว. ผนึก สพม.กท 2 พัฒนาครูใช้ AI ควบคู่ Active Learning โรงเรียนบรรจุ AI และนวัตกรรมในแผนพัฒนา 5 ปี ชูครู Gen Y เชื่อมเทคโนโลยีกับการเรียนรู้ของเด็กยุคดิจิทัล


เมื่อ AI เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน ความท้าทายของการศึกษาไทยจึงไม่ใช่เพียงการทำให้ครูใช้เทคโนโลยีเป็น แต่ต้องตอบให้ได้ว่า AI จะช่วยให้ครูเข้าใจความแตกต่างของผู้เรียน ลดข้อจำกัดในห้องเรียน และพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนได้อย่างไร โดยไม่ทำให้เด็กพึ่งพาเทคโนโลยีจนขาดกระบวนการคิดด้วยตนเอง


วันที่ 29 ตุลาคม 2569 สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 (สพม.กท 2) จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ AI Classroom Management ที่โรงเรียนราชวินิตบางเขน เพื่อพัฒนาศักยภาพครูในการนำปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาประยุกต์ใช้กับหลักสูตร Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps มุ่งยกระดับการจัดการเรียนรู้ให้ตอบโจทย์ผู้เรียนรายบุคคล


ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ร่วมถ่ายทอดแนวคิดผ่านระบบ Video Conference โดยเน้นการพัฒนาครูให้เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง หรือ Change Agent พร้อมเสนอให้บุคลากร Gen Y เป็นสะพานเชื่อมประสบการณ์ของครูต่างรุ่นกับเทคโนโลยีและพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนยุคใหม่ เพื่อขับเคลื่อนการใช้ AI ควบคู่กระบวนการ GPAS 5 Steps อย่างเป็นระบบ


แนวคิดดังกล่าวมุ่งใช้ AI สนับสนุนการรวบรวมข้อมูล การคิดวิเคราะห์ การลงมือปฏิบัติ การสื่อสารองค์ความรู้ และการประเมินผล โดยครูยังคงเป็นผู้กำหนดทิศทางการเรียนรู้และทำหน้าที่โค้ช กระตุ้นให้นักเรียนตั้งคำถาม คิดแก้ปัญหา และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง


ด้าน นางขวัญสุดา วงษ์แหยม รองผู้อำนวยการ สพม.กท 2 กล่าวว่า ครูจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI ที่สามารถช่วยจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความแตกต่างของนักเรียนแต่ละคน พร้อมขอบคุณ พว. ที่เข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพครูและผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ การนำ AI มาใช้ร่วมกับ Active Learning ผ่าน GPAS 5 Steps ยังช่วยลดข้อจำกัดของการเรียนรู้ โดยเฉพาะเนื้อหาที่ไม่สามารถทดลองจริงในห้องเรียนได้ ผ่านการจำลองสถานการณ์และสื่อที่ช่วยให้นักเรียนเห็นภาพและเชื่อมโยงความรู้สู่การปฏิบัติ ขณะเดียวกันยังช่วยลดเวลาในการผลิตสื่อการสอน ทำให้ครูมีเวลาเพิ่มขึ้นในการดูแลและส่งเสริมศักยภาพของผู้เรียน


นายสามารถ จันหา ผู้อำนวยการโรงเรียนราชวินิตบางเขน เปิดเผยว่า โรงเรียนให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะ AI ของครูมาอย่างต่อเนื่อง โดยบุคลากรส่วนใหญ่เป็นครูรุ่นใหม่ อายุประมาณ 20–30 ปี ซึ่งมีความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีอยู่แล้ว การอบรมร่วมกับ พว. ครั้งนี้ จึงเป็นการเติมเต็มทักษะการนำ AI ไปใช้จัดการเรียนการสอนจริงในห้องเรียน ให้สอดคล้องกับแนวทาง Active Learning และกระบวนการ GPAS 5 Steps เพื่อให้เกิดประโยชน์กับนักเรียนโดยตรง


ที่สำคัญ โรงเรียนได้จัดทำหลักสูตรด้าน AI เตรียมใช้ในปีการศึกษา 2570 พร้อมบรรจุเรื่อง AI และนวัตกรรมไว้ในแผนพัฒนาสถานศึกษาระยะ 5 ปี ขณะที่นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายทุกคนได้รับ iPad สำหรับใช้ในการเรียนรู้ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการสืบค้นข้อมูล การเข้าถึงสื่อการสอน และการเรียนรู้ด้วยตนเองเมื่อมีการนำ AI มาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ โรงเรียนยังได้หารือกับ พว. ถึงแนวทางพัฒนาสื่อการเรียนรู้ด้วย AI ในแต่ละกลุ่มสาระวิชา เพื่อนำมาเสริมการสอนของครู โดยจะต้องพิจารณาความเหมาะสม ทดลองใช้ และประเมินข้อดีข้อจำกัดก่อนนำไปใช้จริง เพื่อให้เทคโนโลยีตอบโจทย์การจัดการเรียนรู้และเกิดประโยชน์สูงสุดกับนักเรียน

ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นการเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้าน Active Learning และ GPAS 5 Steps เข้ากับเทคโนโลยี AI โดยมีบุคลากรทางการศึกษารุ่นใหม่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อน ขณะที่โรงเรียนราชวินิตบางเขนเตรียมต่อยอดสู่หลักสูตรและแผนพัฒนาสถานศึกษาในระยะยาว

โจทย์สำคัญจากนี้จึงไม่ใช่เพียงการทำให้ครูใช้ AI ได้คล่องขึ้น แต่ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าเทคโนโลยีจะช่วยพัฒนาการเรียนรู้ ทำให้เด็กคิดเป็น วิเคราะห์เป็น และนำความรู้ไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตจริงได้มากเพียงใด

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569

พระอาจารย์เอกธนัช อริยธัมโม เจ้าสำนักสงฆ์พุปะหัง อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี เป็นประธานฝ่ายสงฆ์งานบุญกฐินสามัคคีประจำปี 2569 รับมอบเงินกฐินสามัคคีจากประธานฝ่ายฆราวาส 4 รายนำโดยรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 รวมกว่า สองแสนบาท มั่นใจยังมีผู้มุ่งมั่นศรัทธาในพระพุทธศาสนา ยืนยันจะนำเงินกฐินสมทบปัจจัยซื้อที่ดินถวายเป็นพุทธบูชา จัดตั้งเป็นวัดในบวรพุทธศาสนาต่อไป


เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 พระอาจารย์เอกธนัช อริยธัมโมเจ้าสำนักสงฆ์พุปะหังเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ในงานบุญกฐินสามัคคีประจำปี 2569โดยมีประธานฝ่ายฆราวาสเข้าร่วม 4 ราย ประกอบด้วย พลตำรวจตรี สุวรรณ เชี่ยวนาวินธวัช รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 นายชาติ แก้วตาทิพย์ กต.ตร. สภ.คลองด่าน จังหวัดสมุทรปราการ นายนรินธร กันสิทธิ์ อดีตผู้บัญชาการเรือนจำอำเภอพล จังหวัดขอนแก่นและนายชูชาติ พิพัฒน์ศรัทธา นายอำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี พร้อมผู้ร่วมพิธีจำนวนมาก ณ สำนักสงฆ์พุปะหัง ได้ยอดเงินรวมทั้งสิ้น 277,543.75 บาท เพื่อร่วมสมทบปัจจัยซื้อที่ดินถวายเป็นพุทธบูชา จัดตั้งสำนักสงฆ์เป็นวัดในบวรพุทธศาสนาต่อไป


พระอาจารย์เอกธนัช อริยธัมโม เปิดเผยว่า ทุกปีในทางพระพุทธศาสนา พระอารามต่างๆจะจัดให้มีการถวายผ้าพระกฐินให้แก่พระที่อยู่จำพรรษาครบ 3 เดือน วันนี้
(1 พฤศจิกายน ) สำนักสงฆ์พุปะหังจึงได้จัดให้มีการถวายกฐินและผ้าป่า กฐินคือผ้า ผ้าป่าคือปัจจัยที่เป็นบริวารของกฐิน ซึ่งส่วนตัวมีเจตนารมณ์ต้องการนำกฐินและผ้าป่าไปมอบให้แก่วัดและสำนักสงฆ์ที่มีความสามารถในการผลักดันให้เป็นพระอารามได้ โดยครั้งนี้ได้รับความเมตตาจากพลตำรวจตรี สุวรรณ เชี่ยวนาวินธวัช รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 และคณะชักชวนผู้มีจิตศรัทธามาร่วมทำบุญ ทำให้เห็นว่า เรายังมีพุทธศาสนิกชนที่ไม่ได้หวั่นไหวกับข่าวของพระสงฆ์ที่ประพฤติผิดวินัย แต่ยังมีผู้ที่มีศรัทธามุ่งมั่นในพระพุทธศาสนา จึงอยากฝากให้พุทธศาสนิกชนได้ตระหนักว่าการที่มีพระสงฆ์ทำผิดพระธรรมวินัย ท่านก็ต้องได้รับกรรมของท่าน ใครทำใครได้ 
 
“การที่เราไปนำความผิดของพระรูปใดรูปหนึ่งมาบั่นทอนการที่จะสร้างบุญกุศลแสดงว่าเราไม่เข้าใจในพระพุทธศาสนา ดังนั้นอยากให้ทุกคนหมั่นสร้างบุญสร้างกุศลและที่สำคัญ บุญไม่ได้เกี่ยวกับปัจจัยบุญไม่ได้เกี่ยวกับวัตถุแต่อยู่ที่เจตนา เมื่อไรก็ตามที่เราคิดดีทำดีกุศลก็เกิดกับเรา ขอให้มองเข้าไปในจิตของเรา ถ้าวันนี้จิตของเราแจ่มใสเบิกบานเราก็มีความสุข แต่ถ้าเราจิตใจขุ่นมัวมันก็คือบาป ทำให้เราทุกข์กายทุกข์ใจ ขอให้ตั้งใจสร้างกุศลไปเรื่อยๆ ทำนิดทำหน่อยก็ไม่เป็นไรให้ทำไปจนกว่าจะหมดโอกาสที่จะได้ทำ ”
   

ขออานุภาพแห่งบุญกุศลครั้งนี้ จงเปิดดวงเศรษฐี เปิดทรัพย์ เปิดโชควาสนา เปิดรับสิ่งดีๆให้ทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรงมีความสุข โขคดี รวยในทุกช่องทาง
   ทางสำนักสงฆ์พุปะหงไม่เคยเรียกร้อง หรือรับการบริจาค แต่ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความศรัทธาในการทำความดีของพุทธศาสนิกชนเอง 
  
อาจารย์เอกธนัช อริยธัมโม กล่าวทิ้งท้าย 

พลิกโฉมห้องเรียนดิจิทัล โรงเรียนสีกันฯ จับมือ พว. จัดติวเข้มครู 120 ชีวิต ลุยเวิร์กช็อปผลิตสื่อการสอนขั้นเทพด้วย AI คืนนวัตกรรม GPAS 5 Steps ยกระดับพหุปัญญาผู้เรียนสู่อนาคต


เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 ณ โรงเรียนสีกัน (วัฒนานันท์อุปถัมภ์) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 ร่วมมือกับ สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) เปิดฉากขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การศึกษาครั้งสำคัญ จัดโครงการอบรม เชิงปฏิบัติการ "AI-Powered Content Creation ผลิตสื่อการสอนแบบมืออาชีพด้วย AI" ยกระดับศักยภาพครูแกนนำจำนวน 120 คน สู่นักสร้างสรรค์นวัตกรรมการสอนยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ หวังแก้โจทย์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและกระตุ้นพหุปัญญาผู้เรียนรายบุคคล ณ โรงเรียนสีกัน (วัฒนานันท์อุปถัมภ์) และในการอบรมในครั้งมีโรงเรียนแจ้งร้อนวิทยา ได้ส่งครู และวิทยากรเข้าร่วมอบรมในครั้งนี้ด้วย


การอบรมในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหาร สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) เป็นวิทยากรบรรยายพิเศษรูปแบบออนไลน์ ในหัวข้อ "AI - Enhanced GPAS 5 Steps พลิกโฉมการสอน สร้างพลังการคิด พัฒนาผู้เรียนสู่อนาคต" เพื่อวางรากฐานทัศนคติและการผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ากับกระบวนการคิดขั้นสูง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับสมรรถนะผู้เรียนในศตวรรษที่ 21

ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ เปิดเผยว่า "เทคโนโลยี AI ไม่ใช่เพียงแค่เครื่องมือที่ทันสมัย แต่คือชุมพลังที่เข้ามาพลิกโฉมบทบาทของครู จากเดิมที่เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ ไปสู่การเป็น สถาปนิกผู้ออกแบบการเรียนรู้ การนำกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps มาขับเคลื่อนร่วมกับ AI จะช่วยลดภาระงานประจำของครู และเพิ่มเวลาให้ครูได้โฟกัสกับการพัฒนาศักยภาพผู้เรียนรายบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งนี่คือเป้าหมายสูงสุดในการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย" พว. จึงได้ผสานพลังของ AI เข้ากับกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps โดยต้องเปลี่ยนให้ AI ทำหน้าที่เป็นคู่คิดประลองปัญญา (Thinking Partner) ช่วยลดเวลาในการสืบค้นข้อมูลเชิงสถิติและข้อเท็จจริง (Gathering & Processing) เพื่อเปิดพื้นที่ให้ครูและนักเรียนมีเวลาเหลือในการทำกิจกรรมเชิงรุก (Active Learning) การวางแผน การออกเสียงโหวตตามวิถีประชาธิปไตย และลงมือสร้างนวัตกรรมร่วมกัน โมเดลนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อ ทลายกำแพงความเหลื่อมล้ำ ผ่านแนวคิดพหุปัญญา (Multiple Intelligences) เทคโนโลยีดิจิทัลจะเป็นสะพานเชื่อมโยงให้เด็กทุกคน ไม่ว่าจะถนัดวิชาการ ศิลปะ เทคโนโลยี หรือดนตรี สามารถใช้ AI เป็นเครื่องมือสนับสนุนในการสร้างสรรค์ชิ้นงานระดับมืออาชีพ เพื่อต่อยอดสู่หนทางอาชีพใหม่ในอนาคต และสร้างนิสัยการกำกับตนเอง (Self-Regulating) ผ่านการทำบันทึกสะท้อนคิดในรูปแบบดิจิทัล (Digital Journaling) เพื่อให้เด็ก ๆ เติบโตไปเป็นพลเมืองดีที่มีจิตสาธารณะต่อชุมชนอย่างแท้จริง โดย พว. มีความพร้อมทั้งหลักสูตร แพลตฟอร์ม และเครือข่ายวิทยากรที่จะเดินหน้าลดภาระงานครูและเปลี่ยนผ่านห้องเรียนไทยไปด้วยกันอย่างยั่งยืน


ดร.วัชรพงษ์ แพร่หลาย ผู้อำนวยการโรงเรียนสีกัน (วัฒนานันท์อุปถัมภ์) ได้กล่าวย้ำถึงจุดเปลี่ยนสำคัญว่า การศึกษาต้องก้าวจากการถ่ายทอดและท่องจำ ไปสู่การสร้าง “กระบวนการคิดและกระบวนการเรียนรู้” ให้เกิดขึ้นในตัวผู้เรียน ให้ผู้เรียนเป็นผู้ค้นพบความจริงจากการสร้างความรู้ในแต่ละมิติ เพราะความจริงต้องเกิดขึ้นจากผู้เรียน ซึ่งจะกลายเป็นความรู้บันทึกอยู่ในความจำระยะยาวตลอดไปหลายคนคิดว่าจัดการศึกษา เพื่อนำไปใช้ในอนาคตแต่ความจริงการศึกษาคือชีวิตจริงในปัจจุบันที่ผู้เรียนต้องใช้ และนำวิธีการสร้างความรู้ไปใช้ออกแบบกับปัญหาที่เกิดขึ้นในอนาคตได้ทุกปัญหาและตลอดไป ครูจึงไม่ใช่คนที่ต้องมีคำตอบให้เด็กทุกเรื่อง แต่ต้องเป็นคนออกแบบสถานการณ์ที่ทำให้เด็กได้ตั้งคำถาม ค้นหา วิเคราะห์ ทดลอง ลงมือทำ และค้นพบคำตอบด้วยตัวเองนี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่วงการศึกษาไทยต้องจับตามองเพราะในวันที่ AI สามารถตอบคำถามได้ภายในไม่กี่วินาที การศึกษาที่แข่งขันกันเพียงว่าใคร “รู้คำตอบ” มากกว่า อาจไม่เพียงพออีกต่อไปสิ่งที่มีค่ามากขึ้นคือ คนที่รู้จักตั้งคำถาม รู้จักคิดกับข้อมูล รู้จักตรวจสอบคำตอบ และรู้ว่าจะนำความรู้ไปใช้อย่างไร ดังนั้น Active Learning จึงไม่ควรเป็นเพียงกระแส และ GPAS 5 Steps ไม่ควรเป็นเพียงชื่อที่อยู่ในแผนการจัดการเรียนรู้แต่ต้องลงไปถึงห้องเรียนจริงลงไปถึงวิธีคิดของครู และสุดท้าย ต้องกลายเป็น “กระบวนการคิด” ที่ติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต AI อาจเก่งขึ้นทุกวัน แต่ภารกิจของการศึกษาคือทำให้มนุษย์ไม่หยุดคิด และหากโมเดลโรงเรียนต้นแบบ Active Learning–GPAS 5 Steps กำลังจะขยายเพิ่มขึ้นจริง สิ่งที่วงการศึกษาควรจับตาจากนี้จึงไม่ใช่เพียง “มีกี่โรงเรียน” แต่คือ โรงเรียนเหล่านั้นจะพิสูจน์ให้เห็นได้หรือไม่ว่า เราสามารถเปลี่ยนห้องเรียนจากพื้นที่ “จำคำตอบ” ให้กลายเป็นพื้นที่ “สร้างคนที่คิดเป็น” ได้จริง
แม้ว่า AI จะเข้ามามีบทบาทอย่างมหาศาลและสามารถช่วยมนุษย์ทำงานได้หลายด้าน แต่ AI ไม่สามารถแทนมนุษย์ได้ทั้งหมด โดยเฉพาะความสามารถในการคิด ตัดสินใจ คุณธรรม และความรับผิดชอบ พร้อมส่งสัญญาณสำคัญว่า “เราไม่ควรทำให้เด็กคิดน้อยลง แต่ต้องทำให้เด็กคิดเป็นมากขึ้น”


สำหรับหลักสูตรการอบรมเชิงปฏิบัติการตลอดทั้งวัน เป็นการลงมือปฏิบัติจริง (Workshop) ในรูปแบบห้องปฏิบัติการนวัตกรรม (Innovation Lab) ครอบคลุมทักษะแห่งอนาคต 6 มิติสำคัญ ประกอบด้วย :
Prompt Like a Pro : เทคนิคการเขียนคำสั่ง AI เพื่อเจาะลึกและออกแบบเนื้อหาการเรียนรู้
AI Content Studio & Visual Studio : การประยุกต์ใช้ AI สร้างสรรค์ภาพและกราฟิกเพื่อการศึกษา
AI Media Factory : การใช้ AI ผลิตสื่อนำเสนอและสื่อวิดีโอแบบมัลติมีเดียระดับมืออาชีพ
AI Interactive & Assessment Lab : การสร้างเครื่องมือวัดและประเมินผลอัจฉริยะแบบเรียลไทม์
AI Smart & Safe : การสร้างความตระหนักรู้ในการใช้งาน AI อย่างรับผิดชอบและปลอดภัย
AI Classroom Showcase : การจัดแสดงและแลกเปลี่ยนนวัตกรรมชั้นเรียนต้นแบบ


ด้านผู้แทนคณะกรรมการจัดการอบรม ระบุว่า การจัดอบรมครั้งนี้คาดหวังผลสัมฤทธิ์ในระดับสูง โดยครูทั้ง 120 คน ที่ผ่านการอบรม จะต้องนำองค์ความรู้ไปเปลี่ยนแปลงห้องเรียนจริงทันที เพื่อสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ใหม่ ที่ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล และร่วมขับเคลื่อนโรงเรียนสีกันฯ ให้เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ด้วย AI


วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2569

LEAPMOTOR Thailand เปิดตัว B03X อย่างเป็นทางการชูแนวคิด “YOUNG STYLE, MORE SMILE” เติมสีสันใหม่ให้ตลาด EV พร้อมแผนเติบโตในไทยและ สิทธิพิเศษช่วงเปิดตัว

LEAPMOTOR Thailand เปิดตัว B03X อย่างเป็นทางการชูแนวคิด “YOUNG STYLE, MORE SMILE” เติมสีสันใหม่ให้ตลาด EV พร้อมแผนเติบโตในไทยและ สิทธิพิเศษช่วงเปิดตัว


LEAPMOTOR เปิดตัว B03X รถยนต์ Smart SUV EV ใหม่อย่างเป็นทางการภายใต้แนวคิด “Young Style, More Smile” พร้อมเผยแผนการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยและสิทธิพิเศษในช่วงเปิดตัว โดยนำความเชี่ยวชาญ ด้านการวิจัย พัฒนา และการผลิตระดับโลก มาผสานกับการดำเนินงานในไทย เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของรถยนต์ไฟฟ้าที่ตอบ โจทย์และคุ้มค่าสำหรับผู้บริโภคชาวไทย ภายในงานยังมีเซอร์ไพรส์พิเศษเมื่อ ออม กรณ์นภัส BRAND AMBASSADOR LEAPMOTOR รุ่น B03X มาร่วมปรากฏตัวภายในงานถ่ายทอดภาพลักษณ์แบรนด์ที่สดใสและเข้าถึงคนรุ่นใหม่

 

รู้จัก LEAPMOTOR บริษัทเทคโนโลยียานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม


LEAPMOTOR ก่อตั้งขึ้นในปี 2558 ในฐานะบริษัทเทคโนโลยียานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม มุ่งวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีหลัก ด้วยตนเองในทุกมิติอย่างครบวงจร ควบคู่กับการผลิตชิ้นส่วนหลักด้วยเทคโนโลยีและโรงงานของตนเอง แนวทางนี้ช่วยให้แบรนด์ สามารถควบคุมทั้งเทคโนโลยีและขั้นตอนสำคัญในห่วงโซ่อุตสาหกรรม พร้อมยกระดับความสามารถในการแข่งขันได้อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน LEAPMOTOR มีโรงงานผลิตชิ้นส่วน 18 แห่ง โดยชิ้นส่วนและระบบสำคัญที่บริษัทพัฒนาและผลิตเองครอบคลุมถึง 65% ของต้นทุนการผลิตรถทั้งคัน ขณะที่แพลตฟอร์มรถยนต์สามารถใช้ร่วมกันได้ถึง 90% ช่วยให้บริษัทบริหารการพัฒนาและนำ เทคโนโลยีมาใช้ได้รวดเร็วขึ้น รวมไปถึงควบคุมคุณภาพและประสิทธิภาพการส่งมอบ ตลอดจนบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อมูลของบริษัท ณ เดือนกันยายน 2569 ระบุว่า LEAPMOTOR มียอดส่งมอบสะสมทั่วโลกมากกว่า 1.85 ล้านคัน และมียอดส่ง มอบเกินเดือนละ 100,000 คันติดต่อกันเป็นเวลาสามเดือน โดยอยู่ในสามอันดับแรกของแบรนด์รถยนต์พลังงานใหม่ในจีน และสี่ อันดับแรกของโลก พร้อมทำตลาดครอบคลุม 50 ประเทศทั่วโลก

 

นายหลี่ เถิงเฟย รองประธานบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงินของ LEAPMOTOR กล่าวว่า “ทุกต้นทุนที่เราประหยัดได้ เรานำกลับไปใช้ในการเพิ่มอุปกรณ์และระบบความปลอดภัยที่ผู้ใช้มองเห็นและสัมผัสได้จริง”


ก้าวไกลสู่ตลาดโลก พร้อมพันธสัญญา 4 ด้านในไทย LEAPMOTOR ร่วมมือกับ Stellantis กลุ่มยานยนต์ระดับโลก ขยายธุรกิจสู่ยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกา เอเชียแปซิฟิกและ อเมริกาใต้ โดยมีเครือข่ายการจำหน่ายและศูนย์บริการกว่า 2,000 แห่งทั่วโลก หลี่ เถิงเฟย กล่าวอีกว่า “การดำเนินธุรกิจระดับโลก ไม่ใช่เพียงการส่งออกรถยนต์ไปจำหน่ายในต่างประเทศ แต่คือการตั้งรากฐานในแต่ละตลาด เข้าใจความต้องการของลูกค้า และ ผสานพลังกับพันธมิตรท้องถิ่น เพื่อสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่แข็งแกร่งและเติบโตอย่างยั่งยืน” ประเทศไทยเป็นตลาดหลักในกลยุทธ์ระดับโลกของ LEAPMOTOR และเป็นฐานสำคัญของการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับแต่ละ ตลาด เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 บริษัทได้ประกาศจัดตั้ง Leapmotor (Thailand) Co., Ltd. เพื่อดูแลด้านแบรนด์ ผลิตภัณฑ์ ช่องทางจำหน่าย และบริการโดยตรง พร้อมวางแผนพัฒนาไทยให้เป็นศูนย์กลางสำหรับการขยายธุรกิจสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตลาดรถพวงมาลัยขวาทั่วโลกในระยะต่อไป


ในช่วง 3 ปีข้างหน้า LEAPMOTOR จะเดินหน้าตามพันธสัญญา 4 ด้าน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ เครือข่าย บริการ และการพัฒนาธุรกิจร่วม กับท้องถิ่น โดยในปี 2569 จะนำ B03X และ C10 รุ่นปรับปรุงใหม่เข้าสู่ตลาด และทยอยนำรถรุ่นใหม่จากตลาดโลกมาจำหน่ายอย่าง ต่อเนื่อง พร้อมตั้งเป้าขยายเครือข่ายจำหน่ายและบริการเป็น 30 แห่งในปี 2569 เพิ่มเป็น 65 แห่งในปี 2570 และ 100 แห่งในปี 2571

 

ด้านบริการ บริษัทจะจัดตั้งคลังอะไหล่และศูนย์บริการด้านเทคนิคในไทย พร้อมผลักดันให้ลูกค้าเดิมได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเท่า เทียมกับลูกค้าใหม่ ส่วนการจ้างงาน บริษัทตั้งเป้าให้บุคลากรไทยมีสัดส่วนมากกว่า 90% ของตำแหน่งงานในบริษัทลูกใน ประเทศไทย และร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่นเพื่อพัฒนาเครือข่ายอุตสาหกรรมยานยนต์อัจฉริยะและยานยนต์พลังงานใหม่ สร้าง คุณค่าให้ผู้ใช้ อุตสาหกรรม และสังคม

 

B03X ดีไซน์มีสไตล์ พร้อมพื้นที่ใช้สอยอเนกประสงค์และเทคโนโลยีอัจฉริยะ


B03X ชูจุดเด่นด้านดีไซน์ พื้นที่ใช้สอย เทคโนโลยีอัจฉริยะ และความปลอดภัย รองรับทั้งการเดินทางในชีวิตประจำวันและทริปพัก ผ่อน ไฟหน้ายิ้มหวาน ไฟท้าย LOL และสีตัวถังทันสมัย 5 สีสะท้อนบุคลิกที่สดใส พร้อมสัดส่วนพื้นที่ใช้สอยภายในห้องโดยสารสูงถึง 88.1% ช่องเก็บของใต้พื้นขนาด 106 ลิตรที่ล้างทำความสะอาดได้ และพื้นที่ใช้สอยอเนกประสงค์ที่ปรับเปลี่ยนได้ตามทุกไลฟ์สไตล์ ช่วยเพิ่มความสะดวกในการจัดเก็บและบรรทุกสัมภาระ

 

ภายในติดตั้งจอกลางแบบลอยตัวขนาด 14.6 นิ้ว ความละเอียด 2.5K รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto พร้อมระบบช่วย ขับขี่อัจฉริยะแบบบูรณาการ รุ่นระยะทางไกลวิ่งได้สูงสุด 450 กิโลเมตรตามมาตรฐาน NEDC รองรับการชาร์จ DC กำลังสูงสุด 133 กิโลวัตต์ และชาร์จจาก 30% ถึง 80% ได้เร็วสุดใน 16 นาทีภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ด้านความปลอดภัยใช้เทคโนโลยี CTC 2.0 Plus ที่ผสานแบตเตอรี่เข้ากับโครงสร้างแชสซี พร้อมกรอบป้องกันชุดแบตเตอรี่ ควบคู่กับโครงสร้างตัวถังนิรภัยแบบกรงความแข็งแรง สูง ทั้งนี้ อุปกรณ์แต่ละรุ่นเป็นไปตามข้อมูลที่บริษัทประกาศ และประสิทธิภาพจริงขึ้นอยู่กับสภาพการใช้งาน

 

เพิ่มความคุ้มค่าด้วยสิทธิประโยชน์พิเศษ 4 ประการ

 

B03X มีให้เลือกสองรุ่น ได้แก่ Design ราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ (MSRP) 【609,000】 บาท และ รุ่น Life ราคาจำหน่าย อย่างเป็นทางการ (MSRP) 【549,000】 บาท พร้อมราคา Early Bird สำหรับลูกค้า 3,000 คันแรกที่จองล่วงหน้า โดยรุ่น Design มีราคาพิเศษ 【569,000】 บาท และรุ่น Life มีราคาพิเศษ 【499,000】 บาท มาพร้อมสิทธิประโยชน์พิเศษเพื่อความอุ่นใจของลูกค้าครอบคลุมการรับประกันตัวรถ 8 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร การรับประกัน ตลอดอายุการใช้งานสำหรับระบบแบตเตอรี่ มอเตอร์ไฟฟ้า และระบบควบคุมอัจฉริยะ พร้อมรับฟรีประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 และ พ.ร.บ. ปีแรก รวมถึงสายด่วนให้บริการครอบคลุมทั่วประเทศไทย และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่วันเปิดตัวถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2569 ลูกค้าที่เข้าเงื่อนไขยังได้รับฟิล์มกรองแสงคุณภาพสูง พรมปูพื้นตรงรุ่น และบริการ ดำเนินการจดทะเบียนรถโดยไม่คิดค่าบริการ ทั้งนี้ ขอบเขต ระยะเวลา และเงื่อนไขของสิทธิประโยชน์แต่ละรายการเป็นไปตามที่ LEAPMOTOR ประเทศไทยกำหนด

 

คุณหลิว หนิง ผู้จัดการทั่วไป Leapmotor Thailand กล่าวว่า “การซื้อรถเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่การดูแลตลอดการใช้งานคือสิ่งที่ จะอยู่เคียงข้างลูกค้าอย่างแท้จริง” ปัจจุบัน B03X พร้อมให้ลูกค้าสัมผัสแล้วที่ศูนย์จำหน่ายและบริการที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็น ทางการ 19 แห่งในประเทศไทย โดย LEAPMOTOR จะเดินหน้าพัฒนาเครือข่ายและบริการในประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คำมั่น “Here For Thailand. Here to Stay. ตั้งรากฐานในประเทศไทย สร้างคุณค่าอย่างยั่งยืน” เป็นจริงผ่านการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง


ภายในงานเปิดตัว ออม กรณ์นภัส นักแสดงสาวยอดนิยม ปรากฏตัวสร้างเซอร์ไพรส์ พร้อมเปิดตัวอย่างเป็นทางการใน ฐานะ B03X Ambassador และรับมอบรถในฐานะเจ้าของ B03X คนแรกของประเทศไทย โดย LEAPMOTOR พร้อมเดินหน้าร่วมกับออม ถ่ายทอดประสบการณ์และสร้างความผูกพันกับผู้ใช้ชาวไทย ตั้งแต่การสัมผัสตัวรถไปจนถึง การดูแลตลอดการใช้งาน เพื่อร่วมเติมเต็มทุกการเดินทางภายใต้แนวคิด “Young Style, More Smile”

สช.สงขลา พลิกโฉมการศึกษาเอกชน ดึง AI – Active Learning ผ่าน GPAS 5 Steps ยกระดับ 162 โรงเรียนปลอดภัย สร้างภูมิคุ้มกันเชิงรุกดูแลจิตใจเด็ก

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรมเซาท์เทอร์นแอร์พอร์ต อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา สช.สงขลา จับมือ พว. เดินหน้ายกระดับคุณภาพการศึกษา และระบบด...