วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2569

CACF-Thailand 2026 เปิดเกมการค้าสองทาง จีนยกทัพบุกไทยกว่า 150 บูธ หา “คู่ค้า” ไทย พร้อมปั้นเถ้าแก่ใหม่ยุค AI Commerce


ไม่ใช่แค่ไทยไปหาของจีนมาขาย แต่ถึงเวลาถามกลับว่า “ของไทยจะไปจีนได้อย่างไร?” CACF-Thailand 2026 เปิดพื้นที่เชื่อมผู้ผลิตจีน–ผู้ประกอบการไทย สร้างโอกาส Supply Chain ใหม่ พร้อม Thai Brand Zone, Xiaohongshu และเวทีธุรกิจ–AI ครบในงานเดียว
ภาพจำเดิมของการค้าจีน–ไทยอาจเป็นการที่ผู้ประกอบการไทยเดินทางไปจีนเพื่อหาโรงงาน หา Supplier หรือเลือกสินค้ามาขาย แต่ในปี 2026 ภาพนั้นกำลังถูกขยายให้ใหญ่กว่าเดิม
           
                                    
พาขวัญ เจียมจิโรจน์ ตัวแทนผู้จัดงาน CACF-Thailand 2026 CACF-Thailand 2026 กล่าวว่า งานแสดงสินค้าจีน–อาเซียน (ประเทศไทย) ครั้งที่ 13 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2–4 กันยายน 2569 ณ Hall EH101 ไบเทค บางนา รวบรวมผู้ผลิตและผู้ประกอบการจากประเทศจีนกว่า 150 บูธ มาให้ภาคธุรกิจไทยได้พบปะ เจรจา ดูสินค้าจริง เปรียบเทียบสินค้า และค้นหา Partner ทางธุรกิจโดยตรง โดยไม่ต้องบินไปถึงประเทศจีน
แต่ปีนี้ CACF ไม่ได้ต้องการหยุดอยู่แค่คำว่า “หาของมาขาย”
โจทย์ใหญ่กว่าคือการทำให้งานกลายเป็นพื้นที่ที่ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้ามา “หาโอกาสใหม่ให้ธุรกิจ” ตั้งแต่การหาสินค้า หา Supplier สร้างแบรนด์ พัฒนาสินค้าร่วมกัน ไปจนถึงการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจใหม่ในจีน ไทย และอาเซียน
จีนมาไทย “มาหาคู่ค้า ไม่ได้มาเป็นคู่แข่ง”
การยกทัพของผู้ผลิตจีนกว่า 150 บูธ ในครั้งนี้ ไม่ได้สะท้อนเพียงความต้องการนำสินค้าจีนเข้ามาหาตลาดไทย แต่ยังสะท้อนอีกมิติของความร่วมมือที่ต้องการเชื่อมผู้ประกอบการไทยเข้าสู่เครือข่ายการผลิตและ Supply Chain ที่กว้างขึ้น
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การมองว่า “จีนกำลังเข้ามาแข่งขันกับผู้ประกอบการไทย” แต่คือการเปิดพื้นที่ให้ธุรกิจของทั้งสองประเทศ มาหาคู่ค้า ไม่ได้มาเป็นคู่แข่ง


ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้ามาพบผู้ผลิต หา Supplier เจรจาพัฒนาสินค้า สร้างพันธมิตรทางธุรกิจ รวมถึงมองหาโอกาสใหม่ในการขยายตลาดไปยังอาเซียนและตลาดต่างประเทศ
ขณะเดียวกัน CACF-Thailand 2026 ยังมี Thai Brand Zone เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการและแบรนด์ไทยเข้าร่วมกว่า30 ราย เข้าร่วมจัดแสดงสินค้า แสดงศักยภาพ และสร้าง Connection กับเครือข่ายธุรกิจที่เข้ามาภายในงาน
ภาพของ CACF ในปีนี้จึงเริ่มขยับจากคำว่า “จีนผลิต–ไทยซื้อ” ไปสู่การเชื่อมจุดแข็งของผู้ประกอบการทั้งสองประเทศ เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจร่วมกันในตลาดที่ใหญ่กว่าเดิม
แล้วไทยจะรับของจีนมาขายอย่างเดียวหรือ?
“นี่อาจเป็นคำถามที่ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากอยากได้คำตอบ” พาขวัญกล่าวและว่า  

ที่ผ่านมา เมื่อพูดถึงการทำธุรกิจกับจีน คนไทยมักนึกถึงการไปหาโรงงานจีน สั่งสินค้าจีนเข้ามาขาย หรือใช้โรงงานจีนผลิตสินค้าเพื่อนำกลับมาสร้างแบรนด์
แต่ถ้าการค้าไม่ได้เดินได้เพียงทางเดียว คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ
“ถ้าเรานำสินค้าจีนมาขายในไทยได้ แล้วเราจะนำสินค้าไทยไปขายให้คนจีนได้อย่างไร?”
นี่คือที่มาของแนวคิด “สลับทาง” อีกหนึ่งไฮไลต์ของ CACF-Thailand 2026 จากเดิมที่จีนถูกมองในฐานะแหล่งสินค้าและฐานการผลิต สู่การมองจีนในฐานะ “ตลาดสำหรับสินค้าไทย”
หนึ่งในช่องทางที่งานหยิบขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญคือ Xiaohongshu (เสี่ยวหงชู) แพลตฟอร์ม Social Commerce ที่ได้รับความสนใจอย่างมากในประเทศจีน
ภายในงาน ผู้ประกอบการไทยจะได้เรียนรู้โอกาสในการใช้ Xiaohongshu เป็นหนึ่งในช่องทางสร้างการรับรู้ให้สินค้าไทย เข้าถึงผู้บริโภคจีน และทำความเข้าใจว่าตลาดจีนยุคใหม่ไม่ได้ตัดสินใจซื้อจาก “ราคา” เพียงอย่างเดียว แต่ Content, Lifestyle, รีวิว และภาพลักษณ์ของแบรนด์ล้วนมีผลต่อการตัดสินใจ
ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของแบรนด์ไทยที่มีสินค้าอยู่แล้ว พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่กำลังมองหาตลาดใหม่ หรือผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคจีน ก็สามารถเข้ามามองหาโอกาสจากพื้นที่นี้ได้
เพราะ CACF-Thailand 2026 ไม่ได้ต้องการให้ผู้ประกอบการกลับบ้านพร้อมคำตอบแค่ว่า
“จะซื้ออะไรจากจีนมาขาย?”
แต่ต้องการเปิดคำถามใหม่ว่า
“เรามีสินค้าไทยอะไร ที่พร้อมไปขายให้คนจีนและต่อยอดสู่ตลาดที่ใหญ่กว่าเดิม?”
นี่คือการเปลี่ยนจากการค้า “ทางเดียว” ไปสู่ การค้าสองทาง และเป็นอีกก้าวของการเชื่อมโยงธุรกิจจีน–ไทย–อาเซียนให้ใกล้กันมากขึ้น
ไม่ได้มาแค่ดูสินค้า แต่ได้ “วิชาทำธุรกิจ” กลับบ้าน


อีกหนึ่งไฮไลต์ของ CACF-Thailand 2026 คือเวทีสัมมนาภายใต้แนวคิด “เถ้าแก่ใหม่ ยุค AI Commerce”
เพราะการทำธุรกิจวันนี้ไม่ใช่แค่คำถามว่า “จะขายอะไร” แต่ยังต้องตอบให้ได้ว่า จะขายอย่างไรให้เร็วขึ้น ต้นทุนต่ำลง และแข่งขันได้ในโลกที่ AI เข้ามาเปลี่ยนวิธีทำงานแทบทุกด้าน
เนื้อหาสัมมนาจึงครอบคลุมตั้งแต่การเริ่มต้นธุรกิจด้วยตัวเอง การใช้ AI ลดงานซ้ำ การสร้างแบรนด์ การทำ Content, Affiliate, E-Commerce ไปจนถึงบัญชีและภาษี โดยมุ่งเน้นความรู้ที่ผู้ประกอบการสามารถนำกลับไปประยุกต์ใช้ได้จริง
วันที่ 2 กันยายน พบกับหัวข้อ “ถอดสูตรลับ ‘เถ้าแก่รุ่นใหม่’ ตัวคนเดียวทำยังไง? ให้เสกกำไรหลักล้าน” โดย บูม–ภัทรพล เหลือบุญชู เจ้าของเพจ “เมียสั่งให้ซื้อ” และ แน็ค–ศิวกร ปล้องใหม่ เจ้าของช่อง Nack Siwakorn พร้อมเจาะเรื่องภาษี E-Commerce กับ กิ๊–จุฑามาศ บำรุงยุติ “ภาษีเลอค่า” และแนวทางฝ่าทางตันสาย Affiliate กับ ส้ม–วริษฐา กิตติกุล
วันที่ 3 กันยายน เจาะการใช้ AI ทำงานจริงกับ Mini Workshop “สร้าง Skill ให้ AI รันงานซ้ำอัตโนมัติ ลดต้นทุนทันที 50%” โดย ปุ้ย–ปริวรรตน์ อรุโณทยานันท์ CEO, HumanAI ก่อนต่อด้วย เปา–พีรดนย์ เหมยากร ผู้ก่อตั้งและ CEO iHAVECPU ในหัวข้อ “สลัดสูท CEO สู่ Brand Influencer ปั้นแฟน ปั่นยอด ปั๊มกำไร” ที่ชวนเจ้าของธุรกิจมองบทบาทของตัวเองใหม่ในฐานะพลังสำคัญของแบรนด์
วันที่ 4 กันยายน ปิดท้ายด้วย เก่ง–สิทธิพงศ์ ศิริมาศเกษม CEO & Founder Creative Talk และ RGB72 ในหัวข้อ “สร้างอาณาจักรหลังม่าน ปั้นแบรนด์ปัง แบบไม่ต้องออกหน้ากล้อง” และ เรย์–ดารัญชน์ ชื่อลือชา กับหัวข้อ “สูตรแฮกยอดขาย ปั๊มคลิปปักตะกร้าออโต้ 24 ชม.” เจาะการใช้ MarTech, AI และ Automation เพิ่มประสิทธิภาพการขายในโลก E-Commerce
เป้าหมายไม่ใช่แค่ “คนเดินงาน” แต่ต้องเกิด Business Opportunity จริง
“CACF-Thailand 2026 คาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานประมาณ 5,000–8,000 คน แต่เป้าหมายของผู้จัดไม่ได้หยุดอยู่ที่จำนวนคนเดินงาน”
สิ่งที่ต้องการเห็นมากกว่าคือ Business Opportunity ที่เกิดขึ้นจริงหลังผู้ประกอบการเดินออกจากงาน
อาจเป็น SME ที่เจอสินค้าตัวใหม่และนำไปสร้างรายได้ เจ้าของแบรนด์ที่พบ Supplier และต่อยอดเป็น Partner ระยะยาว ผู้ประกอบการที่ได้แนวคิดจากเวทีสัมมนากลับไปปรับธุรกิจ หรือแม้แต่แบรนด์ไทยที่เริ่มมองเห็นเส้นทางในการนำสินค้าของตัวเองเข้าสู่ตลาดจีน
เพราะในโลกธุรกิจปัจจุบัน ความได้เปรียบอาจไม่ได้อยู่ที่ว่า
“ใครมีทุนมากที่สุด”
แต่อาจอยู่ที่ว่า
“ใครมองเห็นโอกาสก่อน และลงมือได้เร็วกว่า”
CACF-Thailand 2026 จึงตั้งใจเป็นพื้นที่ที่รวม สินค้า + Supplier + ความรู้ + Connection + AI Commerce ไว้ในงานเดียว เพื่อให้ตั้งแต่เจ้าของธุรกิจ SMEs พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ไปจนถึงคนที่กำลังคิดอยากเริ่มต้นธุรกิจ สามารถกลับออกไปพร้อมกับ “โอกาสใหม่” อย่างน้อยหนึ่งอย่าง


CACF-Thailand 2026 – งานแสดงสินค้าจีน–อาเซียน (ประเทศไทย) ครั้งที่ 13
📅 2–4 กันยายน 2569
📍 Hall EH101 ไบเทค บางนา
ลงทะเบียนเข้างานฟรี! https://eventpassinsight.co/el/to/onlinecacf26
ไม่ต้องบินไปถึงจีน เพราะครั้งนี้โรงงานจีนกว่า 150 บูธ ยกมาเจอคุณถึงประเทศไทย


วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2569

“ชาวไร่ยาเส้น” กังวล! กฎหมายแบนการซื้อบุหรี่ตามปีเกิด หวั่นนโยบายสวยหรูทำลายวิถีชนบท ชาวไร่–ร้านค้าต่างจังหวัดรับกรรม

สมาคมอนุรักษ์ยาเส้นพื้นเมืองไทย ตั้งข้อสังเกตต่อแนวคิดกำหนดสิทธิในการซื้อบุหรี่และนิโคตินทุกประเภทโดยใช้ “ปีเกิด” เป็นเงื่อนไข ชี้อย่าออกนโยบายจากห้องแอร์ ต้องคำนึงถึงสภาพความเป็นจริงในชนบท หวั่นซ้ำซ้อนกฎหมายเดิมในการกำหนดห้ามอายุผู้ซื้อต่ำกว่า 18 ปี แนะบังคับใช้กฎหมายเดิม พร้อมวอนรัฐเปิดเวทีรับฟังความเห็นผู้เกี่ยวข้องก่อนออกกฎหมายใหม่
นายภคิน วลโภคาศัย นายกสมาคมอนุรักษ์ยาเส้นพื้นเมืองไทย เผยว่า “มีความกังวลกับนโยบายกำหนดปีเกิดเพื่อห้ามซื้อบุหรี่รวมถึงยาเส้น และสินค้านิโคตินทุกประเภท (Nicotine-Free Generation) เพราะเป็นการสร้างภาระเพิ่มขึ้นให้กับร้านขายของชำเล็ก ๆ และประชาชนในชนบท ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเกษตรกร ชาวนา และชาวไร่ที่ใช้ชีวิตและซื้อสินค้าจากร้านค้าในชุมชน การกำหนดขั้นตอนการแสดงเอกสารหรืออาจจะต้องมีเทคโนโลยีเพิ่มเติม ซึ่งไม่ได้มีความพร้อมทั้งด้านเทคโนโลยี การยืนยันข้อมูลบัตรประชาชน และความรู้ด้านกฎหมายเหมือนในประชาชนในเมือง“ 

ผลกระทบที่สำคัญคือรายได้และความเป็นอยู่ของร้านค้าคนในชุมชนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการปลูกยาเส้นพื้นเมือง เป็นวิถีชีวิตของคนชนบทมายาวนาน ปัจจุบัน สมาคมอนุรักษ์ยาเส้นพื้นเมืองไทยมีสมาชิกเกษตรกร 3,750 คน ในจังหวัดเพชรบูรณ์ เลย ชัยภูมิ หนองคาย และน่าน โดยเฉพาะจังหวัดเพชรบูรณ์ ในปี 2569 มีผู้ลงทะเบียนเพาะปลูกประมาณ 2,700 คน มีพื้นที่ปลูกไม่น้อยกว่า 28,000 ไร่ และมีมูลค่าการเพาะปลูกประมาณ 1,176 ล้านบาท หรือประมาณ 42,000 บาทต่อไร่ ทั้งนี้ มูลค่าขึ้นอยู่กับราคายาเส้นในแต่ละปี 

“รัฐบาลพยายามบอกว่านโยบายนี้จะไม่ส่งผลกระทบชาวไร่ยาสูบและยาเส้น แต่ในความเป็นจริงเมื่อมีการกำหนดหรือสร้างความยุ่งยากในขั้นตอนการซื้อ ผู้บริโภคก็จะหันไปซื้อบุหรี่เถื่อนแทน ซึ่งตอนนี้กำลังเติบโตเป็นที่นิยมอย่างมาก เนื่องจากราคาถูกพอๆ กับราคายาเส้น แต่ซื้อขายได้ง่าย สะดวกสบายกว่ามาก”

นายภคินกล่าวต่อว่า “ปัจจุบันมีกฎหมายห้ามผู้ที่อายุต่ำกว่า 18 ปีซื้อบุหรี่หรือยาสูบ ซึ่งก็มีความเข้มงวดเหมาะสมดีแล้ว หากรัฐสามารถบังคับใช้กฎหมายได้ดี ก็ไม่จำเป็นต้องออกกฎหมายใหม่”

สมาคมฯ เรียกร้องให้รัฐบาลประเมินผลกระทบให้ครบทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ค้ารายย่อย ไปจนถึงผู้บริโภค โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ชนบทอย่างจริงจังก่อนตัดสินใจเดินหน้ามาตรการใหม่ “รัฐบอกว่าจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน แต่ที่ผ่านมาเราแทบไม่เคยเห็นการเปิดเวทีให้ชาวไร่ ร้านค้า หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงได้แสดงความคิดเห็นอย่างแท้จริง " นายภคินกล่าว

วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2569

อัศจรรย์บุญหนุนนำ! ถวายฉัตรมงคล “วัดวังรีบุญเลิศ” ถูกหวย 2 งวดติด งวดนี้รับโชค 15 ใบ


นครศรีธรรมราช – เรื่องราวแห่งศรัทธาที่สร้างความประทับใจให้กับผู้พบเห็น เมื่อผู้มีจิตศรัทธา ทำบุญถวาย ฉัตรมงคล ณ วัดวังรีบุญเลิศ จังหวัดนครศรีธรรมราช ก่อนจะได้รับโชคจากสลากกินแบ่งรัฐบาลอีกครั้ง จนกลายเป็นเรื่องราวที่เจ้าตัวมองว่าเป็น “บุญหนุนนำ” ให้มีกำลังใจในการทำความดีต่อไป



โดยเรื่องราวดังกล่าวเกิดขึ้นต่อเนื่องถึง 2 งวดติดต่อกัน โดยในงวดก่อนหน้านี้ เจ้าตัวเผยว่าได้รับสลากมาจากการเดินทางด้วยรถเช่าจากสนามบิน เพื่อเดินทางไปปิดทองลูกนิมิตวัดวังรีบุญเลิศ และรับโชคถูกรางวัลได้ถึง 10 ใบ สร้างความประหลาดใจและดีใจเป็นอย่างมาก



กระทั่งในงวดวันที่ 16 สิงหาคม 2569 เจ้าตัวได้ทำบุญถวาย ฉัตรมงคล แด่วัดวังรีบุญเลิศ ก่อนจะมีโอกาสซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลชุดใหญ่จากแม่ค้า ซึ่งเจ้าตัวเล่าว่า หลังออกจากร้าน แม่ค้าลอตเตอรี่ได้ทักและขอให้ช่วยซื้อสลากชุดใหญ่ จึงตัดสินใจรับไว้โดยไม่ได้ลังเล

ผลปรากฏว่าสลากที่ซื้อไว้ในงวดนี้ ถูกรางวัลเลขท้าย 3 ตัว จำนวน 15 ใบ โดยผลสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดดังกล่าว เลขท้าย 3 ตัว ได้แก่ 094 และ 937 สร้างความดีใจให้กับเจ้าตัวเป็นอย่างมาก และยิ่งทำให้รู้สึกถึงความศรัทธาและความตั้งใจในการทำบุญที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้

เจ้าตัวกล่าวถึงความรู้สึกว่า การถูกรางวัลติดต่อกัน 2 งวด โดยเฉพาะงวดล่าสุดหลังจากทำบุญถวายฉัตรมงคล ทำให้รู้สึกเป็นกำลังใจจากบุญที่ได้ทำไว้ และตั้งใจว่าจะเดินหน้าทำความดีและร่วมทำบุญต่อไป โดยมองว่าเรื่องราวทั้งหมดเป็นความเชื่อและประสบการณ์ส่วนบุคคล


ด้าน พระครูประจักษ์ธรรมวาที เจ้าอาวาสวัดวังรีบุญเลิศ เป็นพระสงฆ์ที่ทำหน้าที่ดูแลกิจการภายในวัดและเป็นที่เคารพศรัทธาของพุทธศาสนิกชนในพื้นที่ โดยวัดวังรีบุญเลิศยังเป็นสถานที่ที่มีเรื่องราวทางพระพุทธศาสนาและความศรัทธาของชาวบ้านสืบต่อกันมา รวมถึงเรื่องราวของ พ่อท่านเลื่อน อดีตเจ้าอาวาสวัดวังรีบุญเลิศ ซึ่งเป็นที่เคารพของผู้ศรัทธา


นอกจากการทำบุญถวายฉัตรมงคลแล้ว ทางวัดยังขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมงานบุญใหญ่ประจำปี “งานกฐินวัดวังรีบุญเลิศ” ในวัน เสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2569 เพื่อร่วมอนุโมทนาบุญและร่วมทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา


เรื่องราวดังกล่าวจึงกลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวแห่งศรัทธาที่เจ้าตัวตั้งใจนำมาแบ่งปัน พร้อมฝากข้อคิดว่า ไม่ว่าผลแห่งความศรัทธาจะเกิดขึ้นในรูปแบบใด สิ่งสำคัญคือการหมั่นทำความดี มีน้ำใจ และร่วมสร้างบุญกุศลอย่างต่อเนื่อง

“เชื่อในบุญที่ทำ และทำความดีต่อไปไม่สิ้นสุด”


#วัดวังรีบุญเลิศ #นครศรีธรรมราช #พระครูประจักษ์ธรรมวาที #พ่อท่านเลื่อน #ถวายฉัตรมงคล #ทำบุญ #กฐินวัดวังรีบุญเลิศ #ข่าววัด #ข่าวชาวบ้าน #บุญหนุนนำ

สมาคมผู้บริหารประถมฯ จับมือ พว. ดัน Active Learning สร้างเด็ก “คิดเป็น–แก้ปัญหาเป็น” สร้างภูมิคุ้มกันลดความรุนแรง


เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2569 ที่โรงเรียนราชวินิต สมาคมผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ท.) และสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อยกระดับคุณภาพวิชาการและสร้าง “ภาวะผู้นำทางวิชาการ” ให้ผู้บริหารสถานศึกษา ควบคู่การพัฒนานวัตกรรมของผู้บริหาร ครู และนักเรียน ผ่านการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning และกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps มุ่งสร้างเด็กให้ “คิดเป็น–แก้ปัญหาเป็น” สามารถนำกระบวนการคิดไปใช้รับมือสถานการณ์จริง รวมถึงปัญหาพฤติกรรมและความรุนแรงในสถานศึกษา


ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)บรรยายพิเศษหัวข้อ “นวัตกรรมการบริหารสถานศึกษา” กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับการศึกษาซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของการพัฒนาประเทศ โดยนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผลักดันแนวคิด “All for Education” เปิดให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมพัฒนาการศึกษา ทั้งสถานศึกษา สมาคมฯและภาคเอกชน ซึ่งความร่วมมือระหว่างสมาคมฯ กับ พว. ครั้งนี้ จึงเป็นอีกกลไกในการพัฒนาผู้บริหารและครูให้เข้าใจ Active Learning และสามารถนำนโยบายลงสู่ห้องเรียนได้จริง โดยหัวใจของ Active Learning ไม่ใช่เพียงให้เด็ก “ลงมือทำ” แต่ต้องฝึกให้เด็กคิดอย่างเป็นระบบ ใช้เหตุผล และมองเห็นผลกระทบของการตัดสินใจทั้งต่อตนเอง เพื่อน และสังคม ภายใต้แนวคิด “Think Twice” หรือคิดให้รอบคอบก่อนลงมือทำ


เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า ครูและผู้บริหารต้องเป็นต้นแบบของการคิดอย่างเป็นระบบ มีเหตุผล คุณธรรม และความยับยั้งชั่งใจ ขณะที่บทบาทของครูต้องเปลี่ยนจากผู้ถ่ายทอดความรู้มาเป็น “โค้ช” ที่ช่วยชี้แนะทั้งด้านวิชาการ การดำรงชีวิต และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น เพื่อพัฒนาเด็กให้มีทั้งความรู้และคุณธรรม สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ แยกแยะผลดีผลเสีย และตัดสินใจอย่างเหมาะสม
“อีกเป้าหมายสำคัญคือการต่อยอด Active Learning ไปสู่การสร้างนวัตกรรมของนักเรียน ให้เด็กได้คิด ลงมือทำ และนำเสนอผลงาน ก่อนพัฒนาไปสู่การใช้ประโยชน์จริง เชิงธุรกิจ หรือการจดสิทธิบัตรในอนาคต ทั้งนี้ หากโรงเรียนสามารถสร้างพื้นที่ให้นักเรียนคิดค้นนวัตกรรมอย่างต่อเนื่องเพียงโรงเรียนละ 1 ผลงาน ก็จะมีนวัตกรรมถึงกว่า 24,000 นวัตกรรม ถ้าเป็นรายบุคคลก็จะสร้าง นวัตกรรมได้กว่า 6 ล้านนวัตกรรม ซึ่งจะสามารถสร้างมูลค่าให้แก่เศรษฐกิจและสังคมไทยได้มหาศาล”ดร.พิเชฐกล่าว 


ดร.ปรพล แก้วชาติ นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาแห่งประเทศไทย(สบท.)กล่าวว่า สมาคมฯ วางเป้าหมายการพัฒนาผู้บริหารไว้ 2 ด้านสำคัญ คือ “ภาวะผู้นำทางวิชาการ” และ “การพัฒนานวัตกรรมของนักเรียน ครู และผู้บริหาร” การจับมือกับ พว. จึงเป็นการนำ Active Learning และ GPAS 5 Steps ลงสู่ห้องเรียนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เด็กคิด วิเคราะห์ และแก้ปัญหาเป็น สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง รวมถึงรับมือกับปัญหาความปลอดภัยและความรุนแรงในสถานศึกษา นอกจากนี้สมาคมฯ ยังยึดหลัก “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” โดยจะพัฒนาโรงเรียนให้สอดคล้องกับบริบทตั้งแต่ โรงเรียน ขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ และใหญ่พิเศษ โดย ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 10,000 โรงเรียน และจะขยายเครือข่ายทางวิชาการจากผู้บริหารลงไปสู่ครูและนักเรียน เพื่อให้การพัฒนาเกิดผลกับผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรม
ดร.ปรพล กล่าวว่า หัวใจสำคัญคือองค์ความรู้และนวัตกรรมต้องไม่หยุดอยู่ที่ผู้บริหาร แต่ต้องลงไปถึงห้องเรียน ตั้งแต่การวิเคราะห์หลักสูตร การจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา การวางแผนการสอน จนถึงการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ผ่าน GPAS 5 Steps ซึ่งฝึกเด็กตั้งแต่การแสวงหาข้อมูล คิดวิเคราะห์ สร้างองค์ความรู้ใหม่ นำเสนอแลกเปลี่ยนความคิดเห็น จนถึงการกำกับและประเมินการเรียนรู้ของตนเอง (Self-Regulating) และเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนกับชีวิตครอบครัว ชุมชน และสังคม “เมื่อครูคิดเป็นกระบวนการและถ่ายทอดกระบวนการให้เด็ก เวลาเด็กเจอปัญหา เขาก็จะคิดเป็นกระบวนการและแก้ปัญหาด้วยกระบวนการ ไม่ใช่แก้ปัญหาด้วยการท่องจำ” ดร.ปรพล กล่าวและว่า การป้องกันปัญหาพฤติกรรมและความรุนแรงต้องเชื่อมตั้งแต่ผู้บริหารที่มีภาวะผู้นำทางวิชาการ ครูที่เข้าใจกระบวนการเรียนรู้ ไปจนถึงเด็กที่ได้รับการฝึกให้คิดและแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ


ขณะที่ ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร และประธานกรรมการบริหาร พว. กล่าวว่า GPAS 5 Steps มีเป้าหมายพัฒนากระบวนการคิดขั้นสูงของผู้เรียน โดยผลจากโรงเรียนนำร่องพบว่าสามารถพัฒนาความสามารถด้านการคิดและการแสดงออกของเด็กได้อย่างเป็นรูปธรรม จึงต้องการขยายผลผ่านเครือข่ายสมาคมผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาฯ ซึ่ง การเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากผู้บริหาร เมื่อผู้บริหารให้การสนับสนุนอย่างจริงจังจะส่งต่อถึงครูและนักเรียน ทำให้เกิด “ห้องเรียนคุณภาพ” ที่พัฒนาเด็กทุกคนตามศักยภาพ ไม่แบ่งเด็กเพียงว่าเก่งหรือไม่เก่ง และไม่ประเมินผู้เรียนจากคะแนนสอบหรือความจำเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองความสามารถด้านการคิด การสร้างองค์ความรู้ และทักษะกระบวนการเป็นสำคัญ


ดร.ศักดิ์สิน กล่าวว่า การสร้างกระบวนการคิดขั้นสูงเปรียบเสมือนการสร้าง “ความแข็งแกร่งภายใน” ให้เด็ก เมื่อเผชิญแรงกระแทกจากกระแสสังคม ข้อมูล สิ่งยั่วยุ ปัญหา หรือความผิดหวัง เด็กจะสามารถตั้งหลัก วิเคราะห์ แยกแยะ และตัดสินใจได้ด้วยตนเอง ดังนั้น เป้าหมายของการศึกษาจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การทำให้เด็ก “รู้มาก” แต่ต้องทำให้เด็ก “คิดเป็น คิดก่อนทำ รู้เท่าทัน และตัดสินใจอย่างมีเหตุผล” เพราะในโลกที่ข้อมูลและกระแสสังคมสามารถเข้าถึงเด็กได้ภายในเสี้ยววินาที “กระบวนการคิด” คือภูมิคุ้มกันสำคัญที่จะติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต

วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2569

สัมผัสความสุขทางใจรูปแบบใหม่! “เพชร โตมร ” ผุดไอเดียเจ๋งผนึกกำลัง “สำนักสงฆ์พุปะหังวงค์วนาราม” เสิร์ฟละครธรรมะผ่อนคลาย คติสอนใจครบรส ออกอากาศทาง ททบ.5 เร็วๆ นี้

“บันเทิงธรรมนำสุข” เปิดกล้องละครธรรมะรูปแบบใหม่ “เพชร โตมร” ผนึก “สำนักสงฆ์พุปะหังวงค์วนาราม” ส่งต่อความสุขทางใจ พร้อมออกอากาศ ททบ.5


สัมผัสความสุขทางใจในรูปแบบใหม่ เมื่อ “เพชร โตมร” นักแสดงและผู้จัดมากความสามารถ แห่ง “บันเทิงสตอรี่” ผนึกกำลังกับ “พระอาจารย์เอกธนัช อริยธรรมโม” เจ้าอาวาสสำนักสงฆ์พุปะหังวงค์วนาราม จ.ราชบุรี สร้างสรรค์ละครธรรมะผ่อนคลายเรื่องใหม่ “บันเทิงธรรมนำสุข” หวังนำหลักธรรมมาถ่ายทอดผ่านความบันเทิงที่ดูง่าย เข้าถึงได้ และนำข้อคิดไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน


เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม 2569 ณ สำนักสงฆ์พุปะหังวงค์วนาราม อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ได้จัดพิธีบวงสรวงเปิดกล้องละคร “บันเทิงธรรมนำสุข” โดยมี “เพชร โตมร” พร้อมทีมงานบันเทิงสตอรี่ ร่วมกับพระอาจารย์เอกธนัช อริยธรรมโม และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมพิธี ท่ามกลางบรรยากาศอันเป็นสิริมงคล


พิธีบวงสรวงเริ่มขึ้นในเวลา 09.09 น. โดยมี “พราหมณ์กรณ์” เป็นผู้ประกอบพิธี เพื่อบอกกล่าวเทวดาฟ้าดิน ขอขมาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในสำนักสงฆ์ รวมถึงองค์พญาวาสุกรี ปู่องค์ดำ ปู่โสมเฝ้าทรัพย์ พระเจ้าเปิดโลก และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วบริเวณ พร้อมประกอบพิธีอัญเชิญเทพยดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อความเป็นสิริมงคลและความราบรื่นในการถ่ายทำ


สำหรับ “บันเทิงธรรมนำสุข” เป็นละครคุณธรรมที่นำเสนอแนวคิดการทำความดี ควบคู่กับการเตือนสติผู้ที่กำลังหลงผิด คิดผิด หรือเคยทำผิดพลาด ผ่านเรื่องราวของตัวละครที่มีทั้งความสนุกสนานและแง่มุมให้ผู้ชมได้คิดตาม


จุดเด่นของละครอยู่ที่การผสมผสานหลักธรรมะเข้ากับรูปแบบการนำเสนอที่ผ่อนคลาย โดยพระอาจารย์เอกธนัช อริยธรรมโม จะเมตตามาร่วมให้ข้อคิดและหลักธรรมที่เข้าใจง่าย ขณะที่ทีมนักแสดงเข้ามาเติมสีสันให้เรื่องราวมีความสนุกและน่าติดตามมากยิ่งขึ้น


ทีมงานยังได้คัดเลือกนักแสดงคุณภาพจากละคร TikTok มาร่วมสร้างสีสัน อาทิ สายไหม, ทิวธีรเดช, คุณนิชา, คุณแป้ง และนักแสดงอีกหลายคน เพื่อให้ “บันเทิงธรรมนำสุข” เป็นละครที่สามารถเข้าถึงผู้ชมได้หลากหลายกลุ่ม


แนวคิดสำคัญของผลงานเรื่องนี้คือ “ความบันเทิงที่มาพร้อมปัญญา คติธรรมที่เข้าใจง่าย และสร้างความสุขให้จิตใจ” โดยหวังให้ผู้ชมได้รับทั้งความสนุก ความผ่อนคลาย และข้อคิดดี ๆ กลับไปพร้อมกัน


เตรียมติดตามตอนแรกของ “บันเทิงธรรมนำสุข” ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ททบ.5 ในวันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม 2569 เวลา 07.50 น. ช่วงท้ายรายการ “โชว์มียัวคิด”

นอกจากนี้ ผู้ชมสามารถติดตามรับชมย้อนหลัง รวมถึงติดตามตอนอื่น ๆ ได้ทาง YouTube ช่อง “บันเทิงสตอรี่” และสามารถส่งคำแนะนำเรื่องราว ติชม หรือเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับรายการได้ทาง Line ID: pach9229

จากจุดเริ่มต้นในสำนักสงฆ์สู่ผลงานละครธรรมะที่เตรียมส่งต่อสู่หน้าจอ “บันเทิงธรรมนำสุข” จึงเป็นอีกหนึ่งความพยายามในการนำ “ธรรมะ” มาผสมผสานกับ “ความบันเทิง” ให้กลายเป็นเรื่องราวที่ดูง่าย ได้ความสุข และอาจเป็นข้อคิดเล็ก ๆ ที่ช่วยให้ผู้ชมกลับไปใช้ชีวิตด้วยสติและความเข้าใจมากขึ้น

☆ "จอมทรนง"เดือดปรอทแตกเจอแซ๊ะซี้ซั้ว ซวกกลับไม่นับแผล


บ่ายวันศุกร์ที่ 14 ที่มินิออฟฟิสของบริษัท 20 จูนฯ จะมีการแถลข่าวงานสร้างภาพยนตร์เรื่อง "2122 อะมาเกดดอน วอร์" ซึ่งจะแถลงข่าวทุกสัปดาห์ตามวันเวลาดังกล่าว


หากแต่วันนี้"จอมทรนง"หรือทรนง ศรีเชื้อ ผู้สร้างผู้กำกับภาพยนตร์รุ่นใหญ่
ซึ่งเป็นผู้สร้างและผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้สติแตกตั้งแต่ก่อนการแถลงข่าวเมื่อเจอกับคำถามนอกรอบเกี่ยวกับการถูกแซ๊ะนอกรอบจากเกรียนโซเชี่ยล เรื่องการใช้งบสร้างภาพยนตร์สูงถึงภาคล่ะ 500 ล้านบาท สร้าง 3 ภาคต้องใช้ทุนสร้างโดยรวมประมาณ 1,500 ล้านบาท


เมื่อถูกคอมเม้นต์เรื่องการออกแบบจัดทำเสื้อผ้าหน้ากาก 2122* จอมทรนง*ได้ชี้แจงว่าเสื้อผ้าทั้งหมดมากกว่า 1,500 ชุดในภาคแรก ได้ออกแบบและตัดเย็บเสร็จสิ้นไปแล้วกว่า 200 ชุด และยังไม่เคยนำออกเผยแพร่ต่อสาธารณะชนแต่อย่างใด เพิ่งมานำชุดเสื้อผ้าบางส่วนออกมาทดสอบพร้อมการทดสอบนักแสดงเมื่อวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมาเป็นครั้งแรก แต่กลับมาถูกแซ๊ะถูกบูลลี่เรื่องเสื้อผ้าหน้าผมที่นักแสดงแต่งกายมาร่วมงานแถลงข่าวเมื่อ 19 พฤษภาคมปีก่อน ซึ่งชุดทั้งหมดไม่เกี่ยวกับชุดที่ต้องใช้ถ่ายทำ 2122 อะมาเกดดอน วอร์* แต่อย่างใด

"จอมทรนง"ผู้สร้างผู้กำกับภาพยนตร์ที่เคยได้รับฉายานามมาตลอด 45 ปีว่าเป็นจอมซาดิทส์*ของวงการหนังไทย เมื่อถูกตั้งคำถามเรื่องโดนแซ๊ะแบบไม่มีเหตุมีผล จึงถึงกับระเบิดอารมณ์ลั่นห้องแถลงข่าวต่อหน้าสื่อมวลชนที่เข้าร่วมรายงานข่าวในครั้งนี้


จากการต้องแถลงข่าวเรื่องการเปิดรับสมัครนักแสดงนำหญิง กลับกลายเป็นการระบายอารมณ์ตลอดครึ่งชั่วโมง และเลื่อนการแถงข่าวรับสมัครนักแสดงนำหญิงไปในสัปดาห์หน้า

นายกฯ เปิดงาน “DE Digital Shield Forum” รณรงค์ต้านภัยออนไลน์สัญจร ปักหมุดหัวลำโพง สร้างเกราะคุ้มกันคนไทย รู้ทันภัยออนไลน์ ก่อนออกเดินทางในโลกดิจิทัล


นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี เปิดกิจกรรมนิทรรศการรณรงค์ต้านภัยออนไลน์สัญจร “DE Digital Shield Forum” ครั้งที่ 1 ภายใต้ธีม “Digital Shield Learning Fest 2026” ชูแนวคิด “Safe Digital Journey : เรียนรู้ก่อนออกเดินทางในโลกดิจิทัล” ย้ำรัฐบาลเดินหน้าปราบอาชญากรรมออนไลน์เป็นวาระแห่งชาติ ควบคู่สร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชน ขณะที่ “ไชยชนก” รมว.ดีอี เดินหน้าบูรณาการทุกภาคส่วน ตัดวงจรบัญชีม้า-ซิมม้า-ช่องทางหลอกลวง พร้อมนำความรู้ Digital Literacy ลงสู่พื้นที่ ตั้งเป้าประชาชนร่วมกิจกรรมไม่น้อยกว่า 2,000 คนต่อครั้ง


วันที่ 15 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดกิจกรรมนิทรรศการรณรงค์ต้านภัยออนไลน์สัญจร (DE Digital Shield Forum) ครั้งที่ 1 ภายใต้ธีม “Digital Shield Learning Fest 2026” แนวคิด “Safe Digital Journey : เรียนรู้ก่อนออกเดินทางในโลกดิจิทัล” ซึ่งจัดขึ้นโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ระหว่างวันที่ 15–16 สิงหาคม 2569 โดยมี นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี ผู้บริหารกระทรวงดีอี และหน่วยงานในสังกัด ผู้ที่เกี่ยวข้อง ภาคีเครือข่าย สื่อมวลชน และประชาชน เข้าร่วมงาน ณ สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) กรุงเทพมหานคร


นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า เทคโนโลยีดิจิทัลได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของประชาชน ทั้งการสื่อสาร การทำธุรกรรมทางการเงิน การซื้อขายสินค้า การศึกษา การประกอบอาชีพ และการเข้าถึงบริการภาครัฐ ซึ่งแม้เทคโนโลยีจะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิต แต่ขณะเดียวกันอาชญากรรมออนไลน์ก็พัฒนาอย่างรวดเร็วและซับซ้อนมากขึ้น โดยอาศัยเทคโนโลยีและเครือข่ายข้ามพรมแดนเป็นเครื่องมือ สร้างความเสียหายต่อทั้งทรัพย์สินของประชาชน ความเชื่อมั่น และระบบเศรษฐกิจของประเทศ
รัฐบาลจึงกำหนดให้การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นวาระแห่งชาติ และเร่งขับเคลื่อนมาตรการเชิงรุกภายใต้หลัก “ความรับผิดชอบร่วมกัน” หรือ Shared Responsibility โดย
บูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านความมั่นคง หน่วยงานกำกับดูแล สถาบันการเงิน ผู้ให้บริการโทรคมนาคม แพลตฟอร์มดิจิทัล และภาคเอกชน เพื่อปิดช่องทางและตัดวงจรอาชญากรรมออนไลน์ ตั้งแต่ต้นทาง


ทั้งนี้ รัฐบาลเร่งดำเนินการทั้งการตรวจสอบและระงับบัญชีม้า ตัดเส้นทางการเงิน ปราบปรามซิมม้าและโครงสร้างพื้นฐานที่มิจฉาชีพนำไปใช้ ตลอดจนขยายความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อกดดันและกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์และเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมยกระดับเทคโนโลยี ระบบแจ้งเตือนภัย และกลไกช่วยเหลือผู้เสียหายให้เข้าถึงการคุ้มครองได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

“Digital Shield ไม่ได้หมายถึงการใช้เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการสร้าง ‘ภูมิคุ้มกัน’ ให้เกิดขึ้นกับทุกคน เพราะประชาชนที่มีความเข้าใจ มีทักษะ และรู้เท่าทัน คือการป้องกันที่ดีที่สุดในการรับมือกับภัยออนไลน์ เกราะที่ดีที่สุดจึงไม่ใช่กฎหมายหรือเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่คือความตระหนักรู้และความระมัดระวังของประชาชนเอง รัฐบาลจะไม่ปล่อยให้ประชาชนต้องเผชิญกับภัยออนไลน์เพียงลำพัง แต่จะใช้ทุกมาตรการที่จำเป็น เพื่อปกป้องประชาชน ลดความสูญเสีย และสร้างสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัยสำหรับคนไทยทุกคน” นายกรัฐมนตรี กล่าว



ด้านนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า ภายใต้นโยบายของรัฐบาลที่กำหนดให้การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นวาระแห่งชาติ กระทรวงดีอีได้เร่งบูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงาน กสทช. สถาบันการเงิน ผู้ให้บริการโทรคมนาคม ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล และภาคีเครือข่าย เพื่อปิดช่องโหว่ ตัดวงจรการหลอกลวง และยกระดับการคุ้มครองประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม


กระทรวงดีอีได้ผลักดันมาตรการสำคัญอย่างต่อเนื่อง ทั้งการพัฒนากลไกแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน การเร่งระงับบัญชีม้าและซิมม้า การปิดกั้นช่องทางการสื่อสารที่ใช้ในการกระทำความผิด 
การสนับสนุนการติดตามเส้นทางการเงินของขบวนการอาชญากรรม รวมถึงการยกระดับมาตรการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อให้การป้องกันและยับยั้งภัยออนไลน์มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


นอกจากนี้ กระทรวงดีอียังขับเคลื่อนภารกิจเร่งด่วนตามนโยบาย Quick Win ของรัฐบาล โดยนำข้อมูล เทคโนโลยีดิจิทัล และนวัตกรรมมาใช้รับมือภัยใน 5 ด้าน ได้แก่ ภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภัยความมั่นคง ภัยเศรษฐกิจ ภัยสังคม และการยกระดับการบริหารภาครัฐ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกัน คาดการณ์ รับมือ และแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน

“มาตรการทางกฎหมายและการปราบปรามเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ‘ภูมิคุ้มกันของประชาชน’ คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด กระทรวงดีอีจึงจัดกิจกรรม DE Digital Shield Forum เพื่อนำองค์ความรู้ ทักษะการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล หรือ Digital Literacy รวมถึงนวัตกรรมการเตือนภัยรูปแบบใหม่ลงไปถึงประชาชนและเยาวชน เพื่อให้คนไทยทุกกลุ่มวัยรู้ทันกลลวง ใช้เทคโนโลยีอย่างปลอดภัย และไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพออนไลน์” นายไชยชนก กล่าว


สำหรับกิจกรรมนิทรรศการรณรงค์ต้านภัยออนไลน์สัญจร “DE Digital Shield Forum” ภายใต้ธีม “Digital Shield Learning Fest 2026” กำหนดจัดรวม 3 ครั้ง โดยครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 15–16 สิงหาคม 2569 ณ สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) กรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิด “Safe Digital Journey : เรียนรู้ก่อนออกเดินทางในโลกดิจิทัล” ก่อนเดินทางต่อไปจัดกิจกรรมครั้งที่ 2 ณ จังหวัดอุทัยธานี และครั้งที่ 3 ณ จังหวัดสงขลา


ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมเสวนาแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ นิทรรศการให้ความรู้สำหรับประชาชน และเวิร์กช็อปส่งเสริมการมีส่วนร่วม เพื่อสร้างความตระหนักรู้และทักษะในการรับมือภัยออนไลน์รูปแบบต่าง ๆ อาทิ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ บัญชีม้า การหลอกลงทุนและระดมทุนออนไลน์ การหลอกลวงทางการเงิน การพนันออนไลน์ และการหลอกซื้อขายสินค้าและบริการ โดยตั้งเป้าหมายให้มีประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมไม่น้อยกว่า 2,000 คนต่อครั้ง เพื่อขยายเครือข่าย “เกราะคุ้มกันดิจิทัล” ให้ประชาชนสามารถรู้ทัน ป้องกันตนเอง และส่งต่อความรู้ไปยังครอบครัวและคนรอบข้าง นำไปสู่สังคมดิจิทัลที่ปลอดภัยและเข้มแข็ง

CACF-Thailand 2026 เปิดเกมการค้าสองทาง จีนยกทัพบุกไทยกว่า 150 บูธ หา “คู่ค้า” ไทย พร้อมปั้นเถ้าแก่ใหม่ยุค AI Commerce

ไม่ใช่แค่ไทยไปหาของจีนมาขาย แต่ถึงเวลาถามกลับว่า “ของไทยจะไปจีนได้อย่างไร?” CACF-Thailand 2026 เปิดพื้นที่เชื่อมผู้ผลิตจีน–ผู้ประกอบการไทย ส...