วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2569

วช. ขนผลงานกว่า 300 รายโชว์ในงาน “การประกวดผลงานประดิษฐ์คิดค้น รางวัลการวิจัยแห่งชาติ ปี 2570”

วันที่ 9 กันยายน 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดพิธีเปิด “งานประกวดผลงานประดิษฐ์คิดค้น” ประจำปีงบประมาณ 2570 โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธาน พร้อมด้วย นักประดิษฐ์ นักวิจัย คณะผู้บริหาร ผู้ทรงคุณวุฒิ วช. เข้าร่วม ณ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ อาคาร วช.8

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า “งานประกวดผลงานประดิษฐ์คิดค้น” เพื่อขอรับรางวัลการวิจัยแห่งชาติในปีนี้ มีการเสนอผลงานเพื่อขอรับการพิจารณารางวัลมากกว่า 300 ผลงาน ในหลากหลายสาขาวิชาการ ได้แก่ สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพและคณิตศาสตร์, สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์, สาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช, สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา, สาขาวิศวกรรมศาสตร์และอุตสาหกรรมวิจัย, สาขาปรัชญา, สาขาเศรษฐศาสตร์, สาขาสังคมวิทยา, สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและนิเทศศาสตร์ และสาขาการศึกษา โดย วช. มุ่งหวังให้งานประกวดผลงานประดิษฐ์คิดค้นเป็นอีกกลไกสำคัญในการผลักดันผลงานวิจัยและนวัตกรรมให้ได้รับการพัฒนา ต่อยอด และนำไปใช้ประโยชน์ จากทุกภาคส่วนของประเทศ

วช. ขอเชิญชวนนักเรียน นักศึกษา นักประดิษฐ์ นักวิจัย และประชาชนผู้สนใจ ร่วมเยี่ยมชม “งานประกวดผลงานประดิษฐ์คิดค้น ประจำปีงบประมาณ 2570” ระหว่างวันนี้ – 10 กันยายน 2569 เวลา 09.00 – 16.00 น. ณ อาคาร วช.8 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ พร้อมร่วมส่งเสริมการพัฒนาและต่อยอดผลงานสิ่งประดิษฐ์สู่การใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่การสร้างคุณค่าและประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ

วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2569

ทิศทางภาษีสรรพสามิตในโลกยุคปัจจุบัน


ผศ.ดร.สุทธิกร กิ่งแก้ว ที่ปรึกษาสำนักวิจัย มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต

ในช่วงที่ผ่านมา ประเด็นการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง โดยเฉพาะข้อเสนอให้ประเทศไทยเปลี่ยนจากการจัดเก็บภาษีตามมูลค่าแบบ 2 อัตราไปสู่ระบบอัตราเดียว

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจเรื่องนี้ไม่ควรถูกมองเพียงว่าเป็นการแข่งขันระหว่างผู้ผลิตบุหรี่ในประเทศกับบุหรี่นำเข้า หรือเป็นการเลือกระหว่างรัฐวิสาหกิจกับเอกชนเท่านั้น เพราะโดยธรรมชาติแล้ว ภาษีสรรพสามิตบุหรี่มีวัตถุประสงค์หลายด้านพร้อมกัน ทั้งการลดการบริโภคที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ การสร้างรายได้ให้รัฐ การควบคุมตลาดที่มีความเสี่ยงต่อการหลีกเลี่ยงภาษี และการทำให้ระบบภาษีไม่ก่อให้เกิดความบิดเบือนทางการแข่งขันโดยไม่จำเป็น
คำถามที่เหมาะสมจึงไม่ใช่เพียงว่าควรใช้ 1 อัตราหรือ 2 อัตรา แต่คือ โครงสร้างแบบใดสามารถบรรลุเป้าหมายทั้งหมดนี้ได้ดีที่สุด

ปัจจุบันบุหรี่ในประเทศไทยเสียภาษีสรรพสามิตตามมูลค่า 2 อัตรา โดยบุหรี่ราคาขายปลีกแนะนำไม่เกิน 72 บาทต่อซองเสียภาษีในอัตรา 25% ขณะที่ราคาสูงกว่า 72 บาทเสีย 42% นอกเหนือจากภาษีตามปริมาณที่เรียกเก็บต่อมวน การมีเส้นแบ่งราคาลักษณะนี้ทำให้เกิดคำถามทางเศรษฐศาสตร์ที่สำคัญ เพราะสินค้าซึ่งมีราคาต่างกันเพียงเล็กน้อยอาจเผชิญภาระภาษีตามมูลค่าที่แตกต่างกันมาก
ในทางทฤษฎี เส้นแบ่งดังกล่าวอาจสร้างแรงจูงใจให้ผู้ผลิตปรับราคาและจัดวางผลิตภัณฑ์ให้อยู่ต่ำกว่าเกณฑ์ภาษี รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคที่เผชิญราคาสูงขึ้นเลือกเปลี่ยนไปซื้อบุหรี่ในกลุ่มราคาต่ำแทนที่จะลดการบริโภคลง
นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่องค์กรระหว่างประเทศจำนวนหนึ่งตั้งข้อสังเกตต่อระบบภาษีบุหรี่ที่มีหลาย tier โดยเฉพาะเมื่อ tier ถูกกำหนดจากราคาของสินค้า
IMF ระบุว่าโครงสร้างภาษีที่ซับซ้อนและมีหลาย tier สามารถสร้าง niche market และช่วยรักษาส่วนแบ่งตลาดของสินค้าบางกลุ่มได้ ขณะเดียวกันยังตั้งข้อสังเกตว่า หากรัฐบาลต้องการช่วยเหลือหรือปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ การใช้มาตรการด้านรายจ่ายหรือเครื่องมือด้านนโยบายอุตสาหกรรมอื่นที่ตรงเป้าหมายอาจเหมาะสมกว่าการใช้ภาษีสรรพสามิต เพราะวัตถุประสงค์สำคัญของภาษีบุหรี่โดยทั่วไปคือรายได้และสุขภาพ
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอให้เปลี่ยนเป็นระบบอัตราเดียวก็ไม่ได้หมายความว่าปัญหาทั้งหมดจะหมดไปโดยอัตโนมัติ
แม้จะยกเลิก price tier แล้ว รัฐบาลยังต้องตัดสินใจว่าจะให้น้ำหนักกับภาษีตามมูลค่า หรือ ad valorem และภาษีตามปริมาณ หรือ specific excise อย่างไร ต้องปรับภาษีตามเงินเฟ้อหรือกำลังซื้อหรือไม่ และที่สำคัญต้องมีระบบป้องกันการค้าบุหรี่ผิดกฎหมายที่มีประสิทธิภาพ เพราะหากสินค้าถูกกฎหมายมีราคาเพิ่มขึ้น แต่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าหนีภาษีได้ง่าย ผลลัพธ์ทั้งด้านสุขภาพและรายได้รัฐก็อาจไม่เป็นไปตามที่คาด
ดังนั้น ประเด็นที่ควรอภิปรายจึงไม่ใช่ 1 tier ดี 2 tier ไม่ดี แบบตรงไปตรงมา แต่ควรพิจารณาว่า การแบ่ง tier นั้นสัมพันธ์กับต้นทุนทางสังคมที่ต้องการจัดการจริงหรือไม่
ประเทศไทยเองมีกรณีศึกษาที่น่าสนใจ ในปี 2567 รัฐบาลได้ปรับโครงสร้างภาษีไวน์และสปาร์กลิ้งไวน์ โดยยกเลิกการแบ่งอัตราตามระดับราคาและเปลี่ยนไปใช้อัตราตามมูลค่าแบบเดียว พร้อมให้เหตุผลว่าสินค้าชนิดเดียวกันซึ่งก่อผลต่อสุขภาพในลักษณะเดียวกันควรอยู่ภายใต้หลักการจัดเก็บภาษีเดียวกัน เพื่อสร้างความเท่าเทียมและเป็นธรรม
กรณีดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าบุหรี่จำเป็นต้องใช้สูตรเดียวกับไวน์ แต่สะท้อนหลักคิดสำคัญว่า การมีสินค้าราคาแพงและราคาถูกเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่เหตุผลที่เพียงพอสำหรับการกำหนดอัตราภาษีสรรพสามิตที่แตกต่างกัน หากต้นทุนต่อสังคมที่ต้องการควบคุมไม่ได้แตกต่างกันในลักษณะเดียวกัน
ในประเทศไทย มิติเรื่องการรักษาความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตภายในประเทศก็เป็นส่วนหนึ่งของการถกเถียงเรื่องภาษีบุหรี่มาเป็นเวลานาน เมื่อประเทศไทยปรับโครงสร้างภาษีในปี 2560 มีการอภิปรายอย่างเปิดเผยถึงผลกระทบต่อการยาสูบแห่งประเทศไทยและการแข่งขันกับบุหรี่นำเข้า
แต่ข้อมูลในระยะต่อมาก็ทำให้เกิดคำถามว่า การใช้โครงสร้างภาษีเพื่อช่วยลดแรงกระแทกจากการแข่งขันสามารถสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาวได้เพียงใด ปริมาณจำหน่ายและกำไรของการยาสูบแห่งประเทศไทยลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนการเปลี่ยนโครงสร้างภาษี แม้การลดลงดังกล่าวไม่สามารถนำมาใช้พิสูจน์ได้ว่าภาษี 2 อัตราเป็นสาเหตุ เพราะยังมีปัจจัยอีกหลายด้าน ทั้งการลดลงของจำนวนผู้สูบบุหรี่ การขยายตัวของตลาดผิดกฎหมาย การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค และการแข่งขันจากผลิตภัณฑ์อื่น สิ่งที่ข้อมูลดังกล่าวชี้ได้เพียงว่า มาตรการปกป้องไม่ควรถูกถือว่าเป็นสิ่งทดแทนการเพิ่ม productivity และความสามารถในการแข่งขันขององค์กรในระยะยาว 
ประเด็นนี้มีความเกี่ยวข้องกับการที่ประเทศไทยกำลังอยู่ในกระบวนการมุ่งสู่การเป็นสมาชิก OECD แต่ต้องอธิบายอย่างระมัดระวังว่า OECD ไม่ได้กำหนดว่าประเทศไทยต้องใช้ภาษีบุหรี่อัตราเดียว และการใช้ 1 tier ไม่ใช่เงื่อนไขของการเข้าเป็นสมาชิก OECD โดยตรง สิ่งที่เกี่ยวข้องคือหลักการในภาพกว้างกว่า ได้แก่ competitive neutrality การสร้าง level playing field และการลดกฎหรือมาตรการของรัฐที่สร้างความได้เปรียบแก่ผู้ประกอบการบางรายโดยไม่มีเหตุผลเชิงนโยบายสาธารณะที่ชัดเจน
จากการสำรวจ OECD Economic Surveys: Thailand 2025 พบว่าคะแนน Product Market Regulation ซึ่งให้คะแนนว่ากฎระเบียบและบทบาทของรัฐในระบบเศรษฐกิจเอื้อหรือเป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันมากเพียงใด โดยดูทั้งอุปสรรคในการเข้าสู่และขยายธุรกิจ รวมถึงการแทรกแซงหรือการมีส่วนร่วมของรัฐในตลาด โดย 0 = กฎระเบียบเอื้อต่อการแข่งขันมาก และ 6 = กฎระเบียบจำกัดการแข่งขันมาก ซึ่งปัจจุบันค่าของไทยอยู่ที่ 2.4 เทียบกับค่าเฉลี่ย OECD ที่ 1.3 ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นที่ไทยต้องปรับปรุงเพื่อยกระดับมาตรฐานการแข่งขันในตลาดเสรี รวมทั้งสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียมมากขึ้นระหว่างรัฐวิสาหกิจกับภาคเอกชน
ดังนั้น หากนำหลัก OECD มาใช้กับภาษีบุหรี่ คำถามจึงไม่ควรเป็นว่า OECD ต้องการให้ไทยยกเลิก 2 tier หรือไม่ แต่ควรถามว่า เราสามารถอธิบายด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ รายได้ หรือประโยชน์สาธารณะได้หรือไม่ว่าเหตุใดสินค้าชนิดเดียวกันจึงควรเผชิญอัตราภาษีตามมูลค่าที่ต่างกันเพียงเพราะราคาขายปลีกข้ามเส้นที่กำหนดไว้
น่าสนใจว่าคำถามในลักษณะเดียวกันกำลังเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมรถยนต์ของไทยในปัจจุบัน โดยตั้งแต่ปี 2569 ประเทศไทยใช้โครงสร้างภาษีรถยนต์ที่ให้น้ำหนักกับการปล่อย CO₂ และเทคโนโลยีมากขึ้น เช่น HEV ที่เข้าเงื่อนไขบางประเภทเสียภาษี 6% หรือ 9% ขณะที่รถยนต์ประเภทอื่นมีอัตราที่แตกต่างกันตามระดับการปล่อย CO₂ การมีหลายอัตราในกรณีนี้มีเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์รองรับได้มากกว่า เพราะอัตราภาษีถูกเชื่อมกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน แต่ในปี 2569 ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นบางรายได้เสนอให้รัฐบาลทบทวนเงื่อนไขและช่วงเวลาของภาษีรถ Hybrid ขณะเดียวกันก็มีข้อเรียกร้องให้ทบทวนภาษีนำเข้ารถยนต์จากญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเรื่องของภาษีศุลกากรและความตกลงการค้า ไม่ใช่ภาษีสรรพสามิตโดยตรง รัฐบาลเองอยู่ระหว่างทบทวนโครงสร้างภาษีรถยนต์ โดยมีแนวคิดให้คำนึงถึงการลงทุน โรงงาน การผลิตและการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศไทยด้วย 
กรณีนี้สะท้อนโจทย์นโยบายที่ใหญ่กว่าบุหรี่เสียอีก นั่นคือ ภาษีสรรพสามิตควรทำหน้าที่แก้ externality เช่น การปล่อยคาร์บอน หรือควรทำหน้าที่เป็นเครื่องมือ industrial policy เพื่อสนับสนุนผู้ผลิตที่ลงทุนในประเทศด้วย
ทั้งสองวัตถุประสงค์อาจมีเหตุผล แต่หากนำมารวมไว้ในเครื่องมือเดียวกันมากเกินไป โครงสร้างภาษีจะซับซ้อนและอาจทำให้ผู้ลงทุนไม่สามารถคาดการณ์กติกาในระยะยาวได้
แนวทางหนึ่งจึงอาจเป็นการกำหนดให้ภาษีสรรพสามิตสะท้อนต้นทุนที่เกิดจากตัวสินค้าให้มากที่สุด เช่น CO₂ ในกรณีรถยนต์ ปริมาณแอลกอฮอล์ในกรณีสุรา ปริมาณน้ำตาลในกรณีเครื่องดื่ม และจำนวนหรือปริมาณการบริโภคในกรณียาสูบ ส่วนการส่งเสริมการลงทุน การสร้างโรงงาน การใช้ local content หรือการรักษาการจ้างงาน สามารถใช้เครื่องมือด้าน BOI การลงทุน การพัฒนาผู้ผลิตชิ้นส่วน หรือมาตรการเฉพาะที่มีเป้าหมายและระยะเวลาชัดเจนประกอบกัน
ในทางกลับกัน ภาษีความหวานของไทยเป็นตัวอย่างที่ดีว่าการมีหลาย tier ไม่จำเป็นต้องขัดกับหลักการแข่งขันที่เป็นธรรม หากแต่ละ tier เชื่อมโยงกับวัตถุประสงค์ของภาษีโดยตรง ประเทศไทยกำหนดภาษีเครื่องดื่มตามปริมาณน้ำตาล และเพิ่มอัตราตามระดับความหวานจนเข้าสู่ระยะที่ 4 ตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 ส่งผลให้ผู้ผลิตจำนวนมากมีแรงจูงใจปรับสูตรเพื่อลดน้ำตาล ดังนั้น บทเรียนจากภาษีความหวานคือ สิ่งที่ควรถูกตั้งคำถามไม่ใช่จำนวน tier แต่คือหลักเกณฑ์ที่ใช้สร้าง tier 
เช่นเดียวกับภาษีน้ำมัน ไทยเริ่มนำราคาคาร์บอน 200 บาทต่อตัน CO₂ เข้ามาอยู่ในโครงสร้างภาษีน้ำมันตั้งแต่ปี 2568 ถือเป็นก้าวสำคัญในการทำให้ภาษีสะท้อนต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แต่ OECD ก็ชี้ว่าผลของ carbon pricing อาจถูกลดทอนหากในอีกด้านหนึ่งยังมีมาตรการตรึงราคาหรืออุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล และเสนอให้ไทยค่อย ๆ ลดมาตรการดังกล่าวพร้อมขยายระบบ carbon pricing ให้ครอบคลุมมากขึ้น
ภาพรวมเหล่านี้นำไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่าการปฏิรูปภาษีบุหรี่ เมื่อประเทศไทยกำลังปรับระบบเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับมาตรฐาน OECD เราอาจถึงเวลาต้องทบทวนปรัชญาของภาษีสรรพสามิตทั้งระบบว่า ภาษีแต่ละประเภทกำลังเก็บเพราะอะไร และความแตกต่างของอัตราภาษีแต่ละอัตราสามารถอธิบายได้จากต้นทุนทางสังคมที่แตกต่างกันจริงหรือไม่ หากคำตอบคือเพื่อสุขภาพ อัตราภาษีควรสัมพันธ์กับความเสี่ยงด้านสุขภาพ หากเป็นสิ่งแวดล้อมก็ควรสัมพันธ์กับ emissions หรือ pollution หากเป็นรายได้รัฐ โครงสร้างควรเรียบง่าย มีฐานภาษีกว้าง และหลีกเลี่ยงช่องโหว่ในการวางแผนภาษี ส่วนหากต้องการสนับสนุนผู้ประกอบการ การลงทุน หรือการจ้างงาน ก็ควรพิจารณาว่ามีเครื่องมืออื่นที่ตรงเป้าหมายและโปร่งใสกว่าหรือไม่
ในกรอบนี้ การพิจารณาเปลี่ยนภาษีบุหรี่จาก 2 อัตราเป็น 1 อัตราจึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นชัยชนะของบุหรี่นำเข้าหรือความพ่ายแพ้ของการยาสูบแห่งประเทศไทย และไม่ควรถูกมองว่าเป็นมาตรการเพื่อเพิ่มหรือลดการบริโภคบุหรี่เท่านั้น แต่ควรเป็นส่วนหนึ่งของการทบทวนว่ารูปแบบภาษีแบบใดสามารถลดการบริโภค สร้างรายได้ ป้องกันสินค้าผิดกฎหมาย และรักษาการแข่งขันที่เป็นธรรมได้พร้อมกันมากที่สุด
หากประเทศไทยต้องการให้การเข้าสู่ OECD เป็นมากกว่าการได้รับสถานะสมาชิก การปฏิรูปที่สำคัญอาจไม่ใช่การเลือกว่ารัฐควร “ปกป้อง” หรือ “ไม่ปกป้อง” ธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง แต่คือการสร้างหลักการที่ชัดเจนว่า รัฐจะช่วยใคร ช่วยเพราะอะไร ช่วยด้วยเครื่องมือใด และความช่วยเหลือนั้นจะสิ้นสุดเมื่อใด ภาษีบุหรี่ รถยนต์ สุรา น้ำมัน และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลอาจแตกต่างกันมาก แต่ทั้งหมดสะท้อนโจทย์เดียวกัน คือประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยนจากระบบที่ใช้ภาษีหลายวัตถุประสงค์ปะปนกัน ไปสู่ระบบที่แต่ละมาตรการมีเหตุผลที่ชัดเจน โปร่งใส คาดการณ์ได้ และสามารถแข่งขันภายใต้กติกาเดียวกันได้มากเพียงใด นั่นอาจเป็นความหมายที่สำคัญกว่าของการปฏิรูปเศรษฐกิจไทยในยุคที่เรากำลังมุ่งสู่การเป็นภาคีสมาชิกขององค์กรชั้นนำของโลกอย่าง OECD

วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2569

วช. จัดเสวนา “การเตรียมพร้อมและเสริมทักษะการเผชิญเหตุการณ์รุนแรงในสถานศึกษา”

วช. จัดเสวนา “การเตรียมพร้อมและเสริมทักษะการเผชิญเหตุการณ์รุนแรงในสถานศึกษา” มุ่งใช้วิจัยและนวัตกรรม เสริมความรู้ การรับมือสถานการณ์ เพื่อความปลอดภัยของเยาวชนและประชาชน

วันที่ 4 กันยายน 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดเสวนาเรื่อง “การเตรียมพร้อมและเสริมทักษะการเผชิญเหตุการณ์รุนแรงในสถานศึกษา ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” โดยมี 
.com/img/a/

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวเปิดงาน พร้อมด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิจัย และสื่อมวลชน เข้าร่วมงาน ณ ศูนย์ส่งเสริมการวิจัยเพื่อมรดกทางวัฒนธรรม อาคาร วช. 8 

.com/img/a/

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ได้ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาสังคม โดยเฉพาะการสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้ เครื่องมือ และนวัตกรรมที่ช่วยให้ครู นักเรียน และบุคลากรสามารถเตรียมพร้อมและรับมือกับสถานการณ์รุนแรงได้อย่างเหมาะสม การจัดเสวนาในครั้งนี้จึงเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวทางการปฏิบัติจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเสริมสร้างทักษะการเผชิญเหตุและลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์รุนแรงในสถานศึกษา ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการนำองค์ความรู้และนวัตกรรมไปประยุกต์ใช้ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการเรียนรู้ของเยาวชนอย่างเป็นระบบ โดย วช. เป็นผู้สนับสนุนนวัตกรรมดังกล่าว อันจะนำไปสู่การยกระดับระบบความปลอดภัยในสถานศึกษาและสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ที่มั่นคงอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อลดความรุนแรงในสังคมไทยด้วยวิจัยและนวัตกรรม

.com/img/a/

การเสวนาครั้งนี้มีผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในหลากหลายมิติ อาทิ “รู้ทัน เตรียมพร้อม รับมือ: นวัตกรรมเสริมทักษะเผชิญเหตุรุนแรงในสถานศึกษา” โดย รศ.พ.ต.อ.ดร.ธิติ มหาเจริญ รองคณบดีคณะนิติวิทยาศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ และ “ความพร้อมสร้างความปลอดภัย: ทักษะการรับมือเมื่อเกิดสถานการณ์รุนแรง” โดย 

.com/img/a/

พ.ต.ต.นเรศฐ์ นาแพง สารวัตรกลุ่มงานการฝึกยุทธวิธี 1 ศูนย์ฝึกตำรวจ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ

.com/img/a/

นอกจากนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนในหัวข้อ “จากการรับรู้สู่การรับมือ: ทักษะเพื่อความปลอดภัยเมื่อเกิดเหตุ” โดย นางสาวปุณณัฐรา กลุจิตร์ธนพันธ์ ตำรวจรัฐสภา กลุ่มงานเทคโนโลยีรักษาความปลอดภัย สำนักรักษาความปลอดภัย สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและตอบข้อซักถาม เพื่อร่วมกันหาแนวทางยกระดับการเตรียมพร้อมและการรับมือเหตุการณ์รุนแรงในสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ

ทั้งนี้ วช. มุ่งส่งเสริมการนำองค์ความรู้จากการวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ในการสร้างความปลอดภัยและลดความรุนแรงในสังคม พร้อมสนับสนุนการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สถานศึกษามีแนวทางและทักษะในการป้องกัน เฝ้าระวัง และรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่การสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาต่อไป

“Shaanxi Saiyang Food” จีนรุกตลาดวัตถุดิบอาหารจากธรรมชาติ ชูมัทฉะ–ผงผลไม้–ชาสำเร็จรูป ตอบโจทย์อุตสาหกรรมอาหารยุคใหม่


Shaanxi Saiyang Food Co., Ltd. ผู้ผลิตวัตถุดิบอาหารจากประเทศจีน เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์จากพืชและวัตถุดิบธรรมชาติ รองรับความต้องการของอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม เบเกอรี่ และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ โดยมีผลิตภัณฑ์เด่นตั้งแต่ ผงมัทฉะ ผงชา ผงผักและผลไม้ ไปจนถึงผลไม้และผักแบบฟรีซดราย รวมถึงสารสกัดจากธรรมชาติ



บริษัทตั้งอยู่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีเมืองซีอาน มณฑลส่านซี ประเทศจีน ดำเนินธุรกิจด้านการวิจัยและพัฒนา การผลิต และการจำหน่ายวัตถุดิบอาหาร โดยบริษัทระบุว่ามีกำลังการผลิตประมาณ 3,000–5,000 ตันต่อปี และมีห้องผลิตแบบ Cleanroom Class 100,000 เพื่อควบคุมสภาพแวดล้อมในการผลิต
เปิดไลน์สินค้าหลากหลาย ตอบโจทย์อาหารและเครื่องดื่ม
ผลิตภัณฑ์ของ Shaanxi Saiyang Food แบ่งออกเป็นกลุ่มสำคัญ ได้แก่
1. Matcha Series – ผลิตภัณฑ์มัทฉะ
มีทั้งผงมัทฉะเกรดต่าง ๆ รวมถึง Ceremonial Grade และผลิตภัณฑ์มัทฉะออร์แกนิกที่บริษัทระบุว่ามีการรับรองมาตรฐาน USDA และ EU Organic นอกจากนี้ยังมีรูปแบบบรรจุกระป๋องและถุง รองรับการทำแบรนด์ของลูกค้า หรือ Private Label/OEM
2. Instant Tea Powder – ผงชาสำเร็จรูป
วัตถุดิบชาชนิดผงที่สามารถนำไปใช้ในเครื่องดื่มสำเร็จรูป เครื่องดื่มชนิดผง และผลิตภัณฑ์อาหารต่าง ๆ
3. Instant Fruit & Vegetable Powder – ผงผักและผลไม้
ครอบคลุมวัตถุดิบจากผลไม้และผักหลายชนิด อาทิ สตรอว์เบอร์รี บลูเบอร์รี มะม่วง และแก้วมังกร ซึ่งสามารถนำไปใช้เพิ่มรสชาติ สี และเอกลักษณ์ของผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม
4. Freeze-Dried Fruits & Vegetables – ผักและผลไม้ฟรีซดราย


บริษัทมีผลิตภัณฑ์แบบ Freeze-Dried เช่น สตรอว์เบอร์รี แบล็กเบอร์รี บลูเบอร์รี และแก้วมังกรแดง ในรูปแบบผง เหมาะสำหรับนำไปเป็นส่วนผสมในอาหาร เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์แปรรูป
5. Natural Health Ingredients – ส่วนผสมจากธรรมชาติ

รวมถึงวัตถุดิบจากพืชและสารสกัดธรรมชาติ โดยข้อมูลจากสมาคมอุตสาหกรรมอาหารของจีนระบุว่าบริษัทมีผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม High-end Tea Powder, Edible Mushroom Powder และ Fruit & Vegetable Powder


นอกจากนี้ ข้อมูลผู้ประกอบการบน Alibaba ระบุหมวดสินค้าหลักของบริษัทเพิ่มเติม เช่น Matcha Powder, Blue Spirulina, Butterfly Pea Powder, Mushroom Powder และ Instant Tea Powder
ชูระบบควบคุมคุณภาพและมาตรฐานสากล

Shaanxi Saiyang Food ระบุว่ามีระบบควบคุมคุณภาพตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบจนถึงการจัดส่งสินค้า พร้อมห้องปฏิบัติการและอุปกรณ์ตรวจสอบ เช่น Chromatograph และ Mass Spectrometer


บริษัทระบุว่ามีมาตรฐานและการรับรองหลายรายการ ได้แก่ USDA Organic, EU Organic, HACCP, HALAL, FDA และ SGS/TÜV โดยการรับรองแต่ละรายการครอบคลุมผลิตภัณฑ์หรือขอบเขตที่แตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบใบรับรองของสินค้าแต่ละรายการก่อนนำเข้าและจำหน่ายในแต่ละประเทศ
รองรับ OEM–ODM และ Private Label


อีกจุดเด่นของบริษัทคือบริการผลิตและปรับแต่งสินค้าให้กับลูกค้า ทั้ง บรรจุภัณฑ์แบบถุง กระป๋อง เครื่องดื่มชนิดผง ลูกอมอัดเม็ด แคปซูลกาแฟ และการพัฒนาสูตรเฉพาะ ทำให้ผู้ประกอบการสามารถนำวัตถุดิบไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ของตนเองได้


บริษัทระบุว่าผลิตภัณฑ์ของตนถูกนำไปประยุกต์ใช้ในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะ เครื่องดื่ม เบเกอรี่ ธุรกิจบริการอาหาร และอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร เนื่องจากวัตถุดิบในรูปแบบผงมีความสะดวกต่อการนำไปผสมในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ


ปัจจุบัน Shaanxi Saiyang Food ระบุว่ามีการส่งออกสินค้าไปยัง มากกว่า 50 ประเทศ และมีลูกค้าที่ร่วมงานมากกว่า 10,000 ราย สะท้อนแนวโน้มของตลาดวัตถุดิบอาหารจากธรรมชาติที่มีความต้องการเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำไปต่อยอดเป็นเครื่องดื่ม อาหารเพื่อสุขภาพ และสินค้าแบรนด์ใหม่ในรูปแบบ OEM/ODM
ทั้งนี้ สำหรับผู้ประกอบการไทยที่สนใจนำเข้าสินค้าของ Shaanxi Saiyang Food ควรตรวจสอบข้อกำหนดของ อย.ไทย มาตรฐานอาหาร การขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ และใบรับรองของสินค้าแต่ละชนิดก่อนนำเข้าเชิงพาณิชย์

สนใจผลิตภัณฑ์ 

วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2569

☆ จอมทรนง*สยายปีกสร้างสตูดิโอทั้งแผ่นดิน "แม่เลี้ยงทิพย์สิริ"ประกาศหนุนเต็มกำลัง


เมื่อบ่ายเสาร์ 5 ที่ผ่านมา จอมทรนง*ได้ร่วมกับ"แม่เลี้ยงทิพย์สิริ"เจ้าแม่โครงการอสังหาริมทรัพย์ออกแถลงต่อสื่อมวลชนที่โครงการมินิสตูดิโอ คลอง 12 ธัญบุรี-นครนายก ท่ามกลางทีมงานและนักแสดง 2122 เข้าร่วมหลายคน



จอมทรนง*เผยว่าเมื่อ 20 ปีก่อนเขาเคยสร้างโรงถ่ายภาพยนตร์ที่แก่งกระจาน เพชรบุรีบนพื้นที่ 545 ไร่ แต่โครงการนี้ได้ดำเนินการอยู่ 7 ปีก็ต้องปิดตัวไปเพราะสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองในขณะนั้นไม่เอื้อต่อการทำอุตสาหกรรมภาพยนตร์

แต่เขาก็ไม่เคยล้มเลิกโปรเจคสร้างโรงถ่ายภาพยนตร์แห่งอาเซี่ยนนี้แต่อย่างใด ได้พยายามรอช่วงจังหวะเวลาที่เหมาะสม จนกระทั่งเมื่อ 4 ปีที่ผ่านมาเขาได้รื้อฟื้นโปรเจคสร้างภาพยนตร์เรื่อง"กูนี่แหละอัจฉริยะ"หรือ 2122 ARMAGEDDON WAR ขึ้นมาทำต่ออีกครั้ง ควบคู่กับการสร้างโรงถ่ายภาพยนตร์แห่งอาเชี่ยนขึ้นที่ อ.ปากช่องบนพื้นที่ 2,500 ไร่ พร้อมกับแผนงานสร้างสตูดิโอทั้งแผ่นดิน เพื่อสร้างงาน สร้างคน ทำประเทศไทยให้เป็นโรงถ่ายภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยใช้ศักยภาพทั้งหมดของแผ่นดินเป็นจุดขายต่อโลกภาพยนตร์และนักท่องเที่ยวนานาชาติ


จากแผนงานเมกะโปรเจคดังกล่าวทำให้จอมทรนง*ได้พบกับแม่เลี้ยงทิพย์ หรือคุณทิพย์สิริ จำนงนิตย์ เจ้าของโครงการบ้านและที่ดินขนาดใหญ่หลายโครงการ และเห็นพ้องต้องกันว่า "แม่เลี้ยงทิพย์"พร้อมแบ่งปันที่ดินจำนวน 100 ไร่จาก 270 ไร่ที่คลอง 12 ธัญบุรี-นครนายกให้จอมทรนง*ใช้สร้างฉากเพื่อถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง 2122 ARMAGEDDON WAR ซึ่งเป็นมหากาพย์ไตรภาคภาพยนตร์ที่ลงทุนสร้างสูงโดยรวมมากกว่า 1,500 ล้านบาท



ทั้งนี้ในเบื้องต้นของโครงการมินิสตูดิโอที่คลอง 12 จะทำการสร้างทะเลทรายบนพื้นที่กว้างขนาด 100 ไร่และสร้างค่ายผู้อพยพลี้ภัยสงครามในโลกอนาคตอีก 100 ปี ซึ่งจะใช้งบประมาณการก่อสร้างมากกว่า 40 ล้านบาท
และมีแผนต่อยอดทำพื้นที่ทั้งโครงการคลอง 12 ให้เป็นสตูดิโอที่ทันสมัยรองรับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่กำลังจะฟื้นตัวภายใน 3 ปีข้างหน้านี้


จอมทรนง*ยังเผยอีกว่า เขากำลังจะสร้างโรงถ่ายขนาดใหญ่ที่เขาใหญ่
และมีแผนงานสร้างโรงถ่ายขนาดกลาง
ในทุกภูมิภาคของประเทศไทย เพื่อรองรับกองถ่ายภาพยนตร์จากต่างประเทศที่กำลังหลั่งไหลเข้ามา ทั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างงาน สร้างคน และทำให้ประเทศไทยเป็นโรงถ่ายภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกเต็มรูปแบบด้วยศักยภาพของประเทศไทยเอื้อและเหมาะสมที่จะสร้างเมกะโปรเจคนี้มากที่สุด

วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2569

วช. เปิดเวที “รู้ทัน รับมือ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” นำชุดความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม เตรียมความพร้อม เผชิญสถานการณ์ภัยพิบัติ

วช. เปิดเวที “รู้ทัน รับมือ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” นำชุดความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม เตรียมความพร้อม เผชิญสถานการณ์ภัยพิบัติ

วันที่ 1 กันยายน 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดเวทีเสวนา “เตรียมพร้อม รู้ทัน รับมือ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานกล่าวเปิดการเสวนาและนำเสนอผลการดำเนินงานวิจัยและนวัตกรรมในการรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติ พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิจัย ผู้บริหาร ผู้เข้าร่วมกิจกรรม และสื่อมวลชน ณ ศูนย์ส่งเสริมการวิจัยเพื่อมรดกทางวัฒนธรรม อาคาร วช. 8 ชั้น 2 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง กล่าวว่า สถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ผ่านมา ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ อาทิ น้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่มในหลายพื้นที่ เหตุการณ์ธารน้ำแข็งจากเทือกเขาหิมาลัยถล่มลงมาอย่างรวดเร็ว และเหตุแผ่นดินไหวในหลายพื้นที่ ล้วนสะท้อนให้เห็นว่าภัยพิบัติทางธรรมชาติสามารถเกิดขึ้นได้อย่างฉับพลันและส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ดังนั้น ประชาชนจำเป็นต้องมีความรู้เท่าทันภัยพิบัติ มีความเข้าใจ ทักษะ และการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติ เพื่อลดความเสี่ยงและความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งเป็นที่มาของหัวข้อการเสวนา “เตรียมพร้อม รู้ทัน รับมือ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” ในวันนี้ โดย วช. มุ่งสื่อสารองค์ความรู้เพื่อสร้างความเข้าใจ รวมถึงสื่อสารถึงผลงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยและนวัตกรรมโดย วช. เพื่อให้องค์ความรู้จากงานวิจัยและนวัตกรรมเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความพร้อมของหน่วยงานและประชาชน ให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ภัยพิบัติได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ ซึ่งวันนี้มีผลงานวิจัยร่วมจัดแสดงทั้งสิ้น 12 ผลงาน ได้แก่ สถานีตรวจวัดน้ำท่าเพื่อการเฝ้าระวังและเตือนภัยน้ำท่วม จังหวัดน่าน, แพลตฟอร์มเสริมสร้างความพร้อมรับมืออุทกภัยจังหวัดน่าน, ผลิตภัณฑ์โมเสคฝนประมาณค่าจากเรดาร์ตรวจอากาศในพื้นที่ระดับลุ่มน้ำของประเทศไทยด้วยเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศรหัสเปิด, Every One Seeing Flood Zone, “Platform line@ “มดชนะภัย”,เครื่องมือพยากรณ์กลไกการกระแทกของเศษวัสดุธรณีไหลบนโครงสร้างเบี่ยงเบนทิศทางการไหล, Soil nails ที่มีการติดตั้ง Strain gauges เพื่อวัดพฤติกรรมที่แท้จริง, TUSHM ระบบตรวจสอบสุขภาพโครงสร้างและแจ้งเตือนอัจฉริยะ, ระบบตรวจติดตามการสั่นไหวของโครงสร้างแบบเวลาจริงและแจ้งเตือนแผ่นดินไหว, ระบบสนับสนุนการตัดสินใจรับมือภัยสึนามิ, PANJAPA MODEL: รูปแบบการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อเสริมศักยภาพประชาชนในการเตรียมพร้อมรับแผ่นดินไหว และ “Inno Smart safety: นวัตกรรมเตรียมพร้อมรับสาธารณภัย

ช่วงเสวนา รองศาสตราจารย์ ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผู้อำนวยการแผนงาน (Program Director) แผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. วช. ในหัวข้อ “เตือนก่อนท่วม ทางรอดของชุมชนต้นน้ำและพื้นที่ลุ่มน่าน” ได้กล่าวถึง ปัจจุบัน พิบัติภัยจะมีความรุนแรง และมีลักษณะเป็นภัยพิบัติที่มีความต่อเนื่องกัน อาทิ ฝนตกปริมาณมาก ก่อให้เกิดน้ำป่าไหลหลาก และเกิดดินถล่มตามมา หรือ แผ่นดินไหวก่อให้เกิดตึกถล่ม ส่งผลถึงอัคคีภัยจากท่อแก๊ส และการจัดการน้ำท่วมในเขตเมือง ประกอบด้วย สามส่วนคือ 1) ระบบเตือนภัย (ข้อมูลที่ใกล้ตัว และสภาพข้างเคียง การแจ้งข่าว แชร์ข้อมูล เกณฑ์อันตราย) โดยใช้นวัตกรรมสนับสนุนการเตือนภัยน้ำท่วม ร่วมกับแผนที่ความเสี่ยงเขตเมือง ชี้จุดที่จำเป็นจะต้องย้ายเมื่อมีการแจ้งเตือน 2) มาตรการล่วงหน้า (ทราบข้อจำกัด มาตรการปัจจุบัน อนาคต  ทางออกกรณีฉุกเฉิน) ในระยะสั้น ได้แก่ การซ้อมภัย มาตรการระยะยาว ซึ่งเป็นการเสริมในเชิงโครงสร้างเพื่อรับน้ำก่อนเข้าเมือง อาทิ ฝายชะลอน้ำ อาคารพักน้ำและตกตะกอน ซึ่งอาศัยงบประมาณ และเวลา และ 3) การตัดสินใจ (อยู่ ยก ย้าย)

รองศาสตราจารย์ ดร.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในหัวข้อ “ถอนตัวก่อนถล่ม กลไกการเฝ้าระวังเหตุดินถล่ม ในภาวะฝน” โดยยกตัวอย่าง เหตุธารน้ำแข็งจากเทือกเขาหิมาลัยถล่มลงมาอย่างรวดเร็วในเขตเทือกเขาหิมาลัย - เนปาล/ทิเบต  สันนิษฐานว่าเนื่องภาวะโลกร้อนทำให้ Active Layer เกิด cycle ในการแข็งและละลายเกิดถี่ขึ้น ทำให้  Permafrost ภูเขาที่มีน้ำใต้ดินเยือกแข็งซึ่งเป็นฐานของฐานน้ำแข็ง มีสภาพแย่ลง ความเสี่ยงจะสูงขึ้นตามความลาดชันของภูเขา ซึ่งเนปาลเป็นพื้นที่มีทะเลสาบที่เกิดจากการกระบวนการดินสไลด์ หินถล่มตามธรรมชาติ ที่จำเป็นต้องมีการออกแบบการระบายน้ำเพื่อป้องกันการพังทลายอยู่เดิม ถูกกระตุ้นให้เกิดการแตกต่อเนื่อง กรณีการจัดการภัยพื้นที่ซึ่งมีการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่บริเวณตีนเขา ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงสูง คือการใช้ความรู้จากการวิจัยและนวัตกรรมในการประเมินความเสี่ยง และประกาศแจ้งเตือน รวมถึงการพัฒนากระบวนการทางชุมชนและปรับตัวในระดับบุคคล การตระหนักรู้ถึงความเสี่ยง และปรับตัวในลักษณะที่ใช้โครงการตามหลักวิชาการ รวมถึงการบรรจุในมาตรฐานการก่อสร้าง

ศาสตราจารย์ ดร.อมร พิมานมาศ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในหัวข้อ “เตรียมเมือง เตรียมคน อย่างไรในวันที่แผ่นดินไหวไม่ใช่เรื่องไกลตัว” ในการวิเคราะห์สาเหตุการถล่มของตึกจากแผ่นดินไหวและถ่ายทอดการใช้การวิจัยและนวัตกรรมตรวจติดตามการสั่นไหวของโครงสร้างแบบเวลาจริงและแจ้งเตือนแผ่นดินไหว ระบบโครงข่ายเซนเซอร์ที่ติดกระจายทั้งอาคารที่ตรวจวัดการสั่นของอาคารเพื่อประเมินความเสียหายของโครงสร้างจากการสั่นไหวที่กระทบกับโครงสร้าง  และระบบแจ้งเตือนต่อผู้ใช้งานอาคาร รวมถึงตัวอย่างการเสริมกำลังของอาคาร

สุดท้ายโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปัญจพาณ์ สุขโข สถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา สภากาชาดไทย ในหัวข้อ “การพัฒนาศักยภาพประชาชนเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ” กล่าวถึงการถ่ายทอด นวัตกรรม “PANJAPA MODEL: รูปแบบการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อเสริมศักยภาพประชาชนในการเตรียมพร้อมรับแผ่นดินไหว” พัฒนาประชาชนให้มีความรู้เกี่ยวกับความเสี่ยง การรับรู้สมรรถนะของตนเอง และทักษะปฏิบัติที่จำเป็นต่อการเอาตัวรอด การช่วยเหลือผู้อื่น และการบริหารจัดการสถานการณ์แผ่นดินไหวได้อย่างเหมาะสมกับวัยและบริบทของพื้นที่ ร่วมกับ นวัตกรรม “Inno Smart safety: นวัตกรรมเตรียมพร้อมรับสาธารณภัย” สื่อและอุปกรณ์ที่เชื่อมโยงกระบวนการเรียนรู้ 3 ขั้น ได้แก่ “เรียนรู้ผ่านเกม–ฝึกจากอุปกรณ์จริง–ประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน” ประกอบด้วยSurvival Bag Challenge: การ์ดเกมเตรียมพร้อมก่อนแผ่นดินไหว, กระเป๋า SMART SAFETY GO BAG : กระเป๋าพร้อมรับสาธารณภัย, ผ้า Smart Safety: Education for Emergency and Disaster Survival ช่วยให้ผู้เรียนเกิดทั้งความรู้ ความตระหนัก การรับรู้ความสามารถของตนเอง และทักษะในการเตรียมพร้อมรับสาธารณภัย

ภายในงานมีการจัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรม ได้แก่ “สถานีตรวจวัดน้ำท่าเพื่อการเฝ้าระวังและเตือนภัยน้ำท่วม จังหวัดน่าน” จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, “แพลตฟอร์มเสริมสร้างความพร้อมรับมืออุทกภัยจังหวัดน่าน” จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, “ผลิตภัณฑ์โมเสคฝนประมาณค่าจากเรดาร์ตรวจอากาศในพื้นที่ระดับลุ่มน้ำของประเทศไทยด้วยเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศรหัสเปิด” จาก มหาวิทยาลัยนเรศวร, “Every One Seeing Flood Zone” จาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, “Plateform line@ “มดชนะภัย”” จาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, “เครื่องมือพยากรณ์กลไกการกระแทกของเศษวัสดุธรณีไหลบนโครงสร้างเบี่ยงเบนทิศทางการไหล” จาก มหาวิทยาลัยพะเยา, “Soil nails ที่มีการติดตั้ง Strain gauges เพื่อวัดพฤติกรรมที่แท้จริง” จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย, “TUSHM ระบบตรวจสอบสุขภาพโครงสร้างและแจ้งเตือนอัจฉริยะ” จาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, “ระบบตรวจติดตามการสั่นไหวของโครงสร้างแบบเวลาจริงและแจ้งเตือนแผ่นดินไหว” จาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, “ระบบสนับสนุนการตัดสินใจรับมือภัยสึนามิ” จาก มหาวิทยาลัยมหิดล, “PANJAPA MODEL: รูปแบบการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อเสริมศักยภาพประชาชนในการเตรียมพร้อมรับแผ่นดินไหว” จาก สถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา สภากาชาดไทย และ “Inno Smart safety: นวัตกรรมเตรียมพร้อมรับสาธารณภัย” จาก สถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา สภากาชาดไทย โดยผลงานดังกล่าวครอบคลุมการใช้วิจัยและนวัตกรรมในการเฝ้าระวัง คาดการณ์ แจ้งเตือน ประเมินความเสี่ยง และเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติ เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้สู่สาธารณะ และสนับสนุนการนำผลงานวิจัยไปประยุกต์ใช้ในการลดความเสี่ยงและผลกระทบจากภัยพิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม

คะแนนดัชนีภาษีบุหรี่โลกฉบับล่าสุด: ความจำเป็นในการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่เป็นอัตราเดียว


รองศาสตราจารย์ ดร.ภัทรกิตติ์ เนตินิยม นักวิชาการอิสระ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน 

เมื่อ 2 ปีก่อน ผมได้เคยเขียนถึงดัชนีภาษีบุหรี่โลก (Cigarette Tax Scorecard) ที่ให้คะแนนประเทศไทยเพียง 1.88 จากคะแนนเต็ม 5 อยู่ในอันดับที่ 100 จาก 174 ประเทศ และชี้ว่าปัญหาสำคัญคือ โครงสร้างภาษีตามมูลค่าแบบ 2 อัตรา ซึ่งได้เพียง 1 คะแนนจาก 5 ล่าสุด รายงานฉบับที่ 4 ได้เผยแพร่ออกมาเมื่อเดือนธันวาคม 2568 จัดทำโดย Economics for Health ของ Johns Hopkins Bloomberg School of Public Health 

รายงานฉบับใหม่ให้คะแนนรวมประเทศไทยที่ 2.25 อยู่ลำดับที่ 79–85 จาก 170 ประเทศที่มีข้อมูลเพียงพอต่อการจัดอันดับ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 2.01 เล็กน้อย เมื่อแยกดูองค์ประกอบทั้ง 4 ด้าน ประเทศไทยได้ 2 คะแนนด้านระดับราคาบุหรี่ 2 คะแนนด้านการเปลี่ยนแปลงความสามารถในการซื้อ 4 คะแนนด้านสัดส่วนภาษีในราคาขายปลีก และเพียง 1 คะแนนด้านโครงสร้างภาษี 

นั่นคือด้านที่ไทยทำได้แย่ที่สุดคือด้านเดียวกับเมื่อ 6 ปีก่อนคือด้านโครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่ แม้เก็บภาษีบุหรี่ในสัดส่วนที่สูงมากจนได้ถึง 4 คะแนน แต่ออกแบบโครงสร้างภาษีได้ไม่ดีจนได้คะแนนต่ำสุดในระบบ แม้ค่าเฉลี่ยโลกด้านโครงสร้างภาษีอยู่ที่ 2.95 ค่าเฉลี่ยภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ที่ 1.30 ส่วนประเทศไทยอยู่ที่ 1.00 ต่ำกว่าแม้กระทั่งค่าเฉลี่ยของภูมิภาคที่ได้คะแนนต่ำที่สุดในโลก 

รายงานระบุว่าในรอบ 10 ปี ระหว่างปี 2557 ถึง 2567 มีเพียง 13 ประเทศทั่วโลกที่คะแนนด้านโครงสร้างภาษีลดลงและประเทศไทยเป็นหนึ่งในนั้น โดยถูกกล่าวถึงควบคู่ไปกับเคนยา ซึ่งกลับไปใช้ภาษีตามปริมาณแบบหลายขั้นในปี 2558 ส่วนกลุ่มที่คะแนนตกหนักที่สุดคือแซมเบีย เลบานอน และตูนิเซีย 

รายงานระบุว่า ประเทศไทยได้แทนที่ภาษีตามมูลค่าอัตราเดียว ด้วยภาษีตามมูลค่าที่เป็นแบบหลายขั้น ซึ่งอิงกับราคาขายปลีกเป็นหลักกล่าวอีกอย่างคือ ในขณะที่ประเทศ ส่วนใหญ่ของโลกเดินไปข้างหน้าด้วยการเลิกระบบหลายอัตรา ประเทศไทยเดินสวนทางด้วยการสร้างขึ้นมาใหม่ และได้ใช้โครงสร้างนี้มาเป็นปีที่ 9 แล้ว แม้ปัจจุบันเหลือเพียง 30 ประเทศจากราว 170 ประเทศทั่วโลกที่ยังใช้โครงสร้างภาษีแบบหลายอัตราอยู่เท่านั้น 

ขณะที่ประเทศในอาเซียนนั้น ฟิลิปปินส์ได้คะแนนรวม 3.75 สูงเป็นอันดับที่ 3 ของโลก รองจากฟินแลนด์และเบลเยียม และได้คะแนนด้านโครงสร้างภาษีเต็ม 5 ด้านสิงคโปร์ได้ 3.25 มาเลเซียได้ 3.13 โดยทั้งสองประเทศได้ 4 คะแนนในด้านโครงสร้างภาษี ขณะที่อินโดนีเซียได้ 2.13 

ทั้งนี้ ในบรรดาประเทศอาเซียนที่มีข้อมูล มีเพียงไทยและอินโดนีเซียเท่านั้นที่ได้ 1 คะแนนด้านโครงสร้างภาษี เนื่องจากทั้งสองประเทศยังคงใช้ระบบหลายอัตรา ต่างกันตรงที่อินโดนีเซียกำลังทยอยลดขั้นภาษีลงจากเดิม 19 ขั้น เหลือ 8 ขั้น ส่วนฟิลิปปินส์ตัดสินใจยกเลิกระบบหลายอัตราไปตั้งแต่การปฏิรูป Sin Tax ปี 2555 ทั้งที่เมื่อ 10 กว่าปีก่อนใช้ระบบภาษีที่ซับซ้อนไม่ต่างจากไทย 

ต้นทุนของการยังใช้โครงสร้างภาษี 2 อัตรานี้ไม่ได้อยู่แค่ในตารางคะแนนประเมิน แต่คะแนนที่ได้คือสิ่งที่สะท้อนถึงความไม่มีประสิทธิภาพของโครงร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่ไทย โดยสอดคล้องกับผลการศึกษาของหลายหน่วยงานที่ระบุว่า ความสามารถในการจัดเก็บภาษียาสูบของรัฐลดลงกว่า 21,000 ล้านบาทต่อปีเมื่อเทียบกับปี 2560 ขณะที่งานวิจัยของ Schneider และ Asllani ที่เผยแพร่เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 ประเมินว่าสัดส่วนบุหรี่ผิดกฎหมายในไทยอยู่ที่ร้อยละ 28 ของตลาด คิดเป็นความสูญเสียทางตรงและทางอ้อมปีละประมาณ 1.8–3.0 หมื่นล้านบาท 

ตัวเลขเหล่านี้เกิดขึ้นทั้งที่ไทยได้ถึง 4 คะแนนในด้านสัดส่วนภาษีที่อยู่ระดับที่สูง เราไม่ได้เก็บภาษีน้อย เราเก็บผิดวิธี และผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดกลับเป็นผู้ผลิตในประเทศที่โครงสร้างนี้ถูกสร้างมาเพื่อปกป้อง 

หากประเทศไทยยกเลิกภาษีตามมูลค่าแบบ 2 อัตรา และเปลี่ยนมาใช้อัตราเดียวในระดับที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ คะแนนด้านโครงสร้างจะขยับจาก 1 เป็น 4 ทันที เท่ากับสิงคโปร์และมาเลเซีย และจะดึงคะแนนรวมของไทยขึ้นไปอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีระบบภาษีบุหรี่ที่บริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพจริง นอกจากนี้ การเพิ่มน้ำหนักของภาษีตามปริมาณซึ่งโปร่งใสและคาดการณ์ได้มากกว่าก็เป็นทิศทางเดียวกับที่เวียดนามกำลังพิจารณาดำเนินการอยู่ และเป็นทิศทางที่รายงานฉบับนี้ให้คะแนนสูง 

อธิบดีกรมสรรพสามิตได้ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการงบประมาณเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาว่า กรมสรรพสามิตได้ศึกษาเรื่องนี้เสร็จแล้วและอยู่ระหว่างรอรับฟังความเห็นทางวิชาการก่อนเสนอกระทรวงการคลัง อย่างไรก็ดี ความเห็นทางวิชาการที่รอกันอยู่นั้นมีความครบถ้วนแล้ว ทั้งผลการศึกษาของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ข้อแนะนำขององค์การ อนามัยโลก ธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และล่าสุดคือดัชนีภาษีบุหรี่โลกฉบับที่ 4 ซึ่งระบุชื่อประเทศไทย ไว้ในกลุ่ม 13 ประเทศที่โครงสร้างภาษีถอยหลังในรอบ 10 ปี สิ่งที่ยังขาดจึงไม่ใช่ข้อมูล ไม่ใช่ผลการศึกษา แต่คือการตัดสินใจเดินหน้าสู่โครงสร้างภาษีบุหรี่อัตราเดียวหากเราต้องการให้ทศวรรษหน้าให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างไปจากทศวรรษที่ผ่านมา

วช. ขนผลงานกว่า 300 รายโชว์ในงาน “การประกวดผลงานประดิษฐ์คิดค้น รางวัลการวิจัยแห่งชาติ ปี 2570”

วันที่ 9 กันยายน 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดพิธีเปิด “งานประกวดผลงานประดิษฐ์คิด...