วันเสาร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569

อว. นำ วช. - สวทช. มอบรางวัลสุดยอดผลงาน “LLM สัญชาติไทย” ดัน 24 ต้นแบบยกระดับงานวิจัยสู่การใช้งานจริง

อว. นำ วช. - สวทช. มอบรางวัลสุดยอดผลงาน “LLM สัญชาติไทย” ดัน 24 ต้นแบบยกระดับงานวิจัยสู่การใช้งานจริง



เมื่อวันที่ 20 มี.ค. ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลผลงานดีเด่น (Best Practice) จากการประกวดโครงการ Bootcamp: LLM Research Challenge Thailand 2026 “จุดไฟนวัตกรรมวิจัยด้วย LLM สัญชาติไทย” โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ พร้อมด้วยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้เข้าร่วมประกวดโครงการ เข้าร่วม ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 สำนักงานปลัดกระทรวง อว. 


ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล กล่าวว่า การประกวดโครงการ Bootcamp: LLM Research Challenge Thailand 2026 จุดไฟนวัตกรรมวิจัยด้วย LLM สัญชาติไทย มุ่งเน้นการขับเคลื่อนระบบ ววน. ซึ่งทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงงนโยบาย นักวิจัย และผู้ใช้ประโยชน์ โดยนำ AI มาประยุกต์ใช้กับข้อมูลวิจัยและนวัตกรรม เพื่อทำให้งานวิจัย “เข้าถึงได้ง่าย ใช้งานได้จริง” ผ่านการพัฒนาระบบสืบค้นและถามตอบด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย ช่วยให้ประชาชน นักวิจัย และหน่วยงานต่าง ๆ สามารถเข้าถึงองค์ความรู้และนำไปใช้ประโยชน์ โดย วช. ได้ประสานความร่วมมือกับ สวทช. ที่มีความเข้มแข็งทางด้านเทคโนโลยี และนำเครื่องมือที่พัฒนามาจากผลงานวิจัยของนักพัฒนาคนไทยมาใช้ประโยชน์ในโครงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสนับสนุนระบบนิเวศของ อว. โครงการนี้จึงเป็นกลไกสำคัญในการบูรณาการและเชื่อมโยงข้อมูล ผ่านการใช้ AI ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพบุคลากร และการสร้างผลงานต้นแบบที่สามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริงในระดับองค์กรและระดับประเทศ 

“ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านทั้ง 24 ผลงาน ที่ผ่านการคัดเลือก ผ่านการบ่มเพาะองค์ความรู้ และพัฒนาทักษะ โดยในระยะต่อไป ขอให้ทุกผลงานในวันนี้ เป็นต้นแบบไปสู่การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในหน่วยงานของท่าน และนำร่องเชื่อมโยงองค์ความรู้งานวิจัย พัฒนา และนวัตกรรมขยายผลการบูรณาการงานวิจัยภายใต้นโยบายบูรณาการงานวิจัยและนวัตกรรม ซึ่งในส่วนนี้ อว. ยินดีสนับสนุนการยกระดับให้มีความสามารถในการบริการงานวิจัยและนวัตกรรม รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เข้ามาอย่างรวดเร็ว” ปลัดกระทรวง อว. กล่าว


ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง กล่าวว่า โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศต่อยอดจากการพัฒนาระบบสืบค้น ถามตอบข้อมูลวิจัยและนวัตกรรมด้วย LLM สัญชาติไทย ซึ่งสอดคล้องตามนโยบายของกระทรวง อว. ในการส่งเสริมการใช้ AI เพื่อยกระดับภาครัฐ ภาคการศึกษา รวมถึงภาคอุตสาหกรรม โดย วช. สนับสนุนทุนวิจัยและนวัตกรรม พร้อมขับเคลื่อนร่วมกับ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากร และผลักดันการนำเทคโนโลยี Large Language Model หรือ LLM ไปสู่การใช้งานจริงรวมถึงเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงข้อมูลในระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ตลอดการดำเนินโครงการที่ผ่านมา มีผู้เข้าร่วมจากหน่วยงานทั่วประเทศกว่า 110 คน และเกิดข้อเสนอการใช้งานจริงรวมทั้งสิ้น 24 ผลงาน ซึ่งหลายผลงานมีศักยภาพในการต่อยอดสู่บริการสาธารณะ และการตัดสินใจเชิงนโยบาย โดยในวันนี้ ทั้ง 24 ทีม ที่เป็นการรวมตัวจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และภาคการศึกษา เพื่อนำเสนอผลงานต่อคณะกรรมการและคัดเลือกผลงานที่เป็น Best Practice ของประเทศ วช. ในฐานะหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนระบบ ววน. ได้ทำหน้าที่เชื่อมโยงทั้งนักวิจัย ผู้ใช้ประโยชน์ และผู้กำหนดนโยบาย เพื่อให้ผลงานวิจัยสามารถนำไปใช้ได้จริง และเกิดประโยชน์ต่อประเทศอย่างเป็นรูปธรรม


ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ กล่าวว่า สวทช. เป็นขุมพลังทางเทคโนโลยี ที่มีบทบาทสำคัญในการเป็นฟันเฟืองด้านนวัตกรรมดิจิทัล (Technology Provider) ที่ช่วยสนับสนุนเครื่องมือและโครงสร้างพื้นฐานให้แก่เหล่านักพัฒนาในโครงการ เพื่อสร้างระบบนิเวศ AI สัญชาติไทยที่สมบูรณ์ โดยตลอดเวลาที่ผ่านมา สวทช. ทีมวิจัย เนคเทค มุ่งมั่นพัฒนาเครื่องมือ AI ที่มีความเข้าใจบริบทภาษาไทยอย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็น OpenThaiGPT หรือโมเดลเฉพาะทางอื่น ๆ ดังนั้นการวิจัยและพัฒนาของ สวทช. จึงไม่ได้มองแค่การพัฒนาโค้ด แต่เรากำลังสร้าง ‘Digital Ecosystem’ ที่เอื้อให้เกิดการนำงานวิจัยไปปรับใช้ในเชิงพาณิชย์และบริการภาครัฐ เพื่อลดช่องว่างทางเทคโนโลยีและสร้างอำนาจต่อรองให้ประเทศไทยในเวทีโลก



ทั้งนี้ ทีมที่ได้รับรางวัล ประกอบด้วย 
1.) รางวัลชนะเลิศ มูลค่า 60,000 บาท ได้แก่ “ทีม B05 ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร” 
2.) รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 มูลค่า 40,000 บาท ได้แก่ “ทีม B01 กรมประชาสัมพันธ์”
3.) รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 มูลค่า 20,000 บาท ได้แก่ “ทีม B12 มหาวิทยาลัยมหิดล งานสารสนเทศเพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลทางสุขภาพ ฝ่ายสารสนเทศ สำนักงานคณบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี”
4.) รางวัลพิเศษ NRCT Special Award มูลค่า 10,000 บาท ได้แก่ ทีม B18 มหาวิทยาลัยศิลปากร ภาควิชาคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ และทีม B13 มหาวิทยาลัยรังสิต
5.) รางวัลขวัญใจกรรมการ มูลค่า 5,000 บาท ได้แก่ ทีม B04 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และทีม B06 บริษัท IDS training
6.) รางวัลขวัญใจกรรมการ (ดาวรุ่ง) มูลค่า 5,000 บาท ได้แก่ ทีม B10 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย คณะเทคโนโลยีการจัดการ (สงขลา) 
7.) รางวัลชมเชย มูลค่า 5,000 บาท ได้แก่ ทีม B07 บริษัท Aircamp ทีม B11 มหาวิทยาลัยบูรพา คณะวิทยาการสารสนเทศ ทีม B14 มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ ทีม B15 มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี ทีม B16 มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทีม B17 มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล ทีม B19 มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ทีม B20 สถาบันเทคโนโลยีดิจิทัล มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม ทีม B21 สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ทีม B22 สำนักงานกิจการยุติธรรม ทีม B23 สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ทีม B24 สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ทีม B25 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ทีม B26 สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา และทีม B27 สำนักงานศาลปกครอง

วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569

กมธ.ท่องเที่ยว วุฒิสภา ห่วง นทท.ต่างชาติเข็นมอเตอร์ไซค์หาเติมน้ำมันทั่วสมุย บี้รัฐกู้ภาพลักษณ์ด่วน ผวาพิษสงครามตะวันออกกลางทำทัวร์หายครึ่งล้านเอกชนแนะฉวยจังหวะดึงเศรษฐีลี้ภัยลงทุน เตือนคุมเข้มกม.กันกระแสต่อต้าน

กมธ.ท่องเที่ยว วุฒิสภา ห่วง นทท.ต่างชาติเข็นมอเตอร์ไซค์หาเติมน้ำมันทั่วสมุย บี้รัฐกู้ภาพลักษณ์ด่วน ผวาพิษสงครามตะวันออกกลางทำทัวร์หายครึ่งล้านเอกชนแนะฉวยจังหวะดึงเศรษฐีลี้ภัยลงทุน เตือนคุมเข้มกม.กันกระแสต่อต้าน


วันที่ 17 มี.ค. 69 นายพิศูจน์ รัตนวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา เป็นประธานการประชุมเพื่อพิจารณาผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไทยจากเหตุความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมีนายชาคริต ปิตานุพงศ์ ผู้อำนวยการกองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา , นายชูวิทย์ ศิริเวชกุล รองผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย , นายธเนศ วรศรัณย์ กรรมการนายทะเบียนสภาหอการค้าไทยแห่งประเทศไทย นายรัชชพร พูลสวัสดิ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เข้าชี้แจง


นายชูวิทย์ กล่าวว่า สงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ด้านการบินและการท่องเที่ยวไทย โดยพบหลายสายการบินยังให้บริการเที่ยวบินจำกัดเพื่อระบายผู้โดยสารและมีการปรับตารางบินแบบวันต่อวัน อีกทั้งเที่ยวบินจากดูไบยังมีการยกเลิกและปรับตารางบินหลายเที่ยว นอกจากนี้ยังพบว่าราคาบัตรโดยสารเครื่องบินเพิ่มขึ้นประมาณ 20% มีการยกเลิกเที่ยวบินต่อเนื่องเฉลี่ยประมาณ 50 เที่ยวบินต่อวัน โดยข้อมูลเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569 พบจำนวนนักท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากเที่ยวบินทยอยกลับประเทศทำให้มีผู้ได้รับผลกระทบสะสม 58,876 คน 

หากสถานการณ์ยืดเยื้อออกไปอีก 3 เดือน จะส่งผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวจากตลาดตะวันออกกลางยุโรปและอเมริกาที่อาจลดลงถึงกว่า 5 แสนคน เนื่องจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้นักท่องเที่ยววิตกค่าครองชีพ ราคาน้ำมัน และวิตกเรื่องความปลอดภัยเพราะใช้เวลาเดินทางนานขึ้น จึงทำให้นักท่องเที่ยวเลิกเดินทางในประเทศหรือภูมิภาคอื่นแทน

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจึงต้องกระตุ้นการเดินทางของตลาดทดแทนในเอเชียโอเชียเนียและรักษาตลาดยุโรปและอเมริกาโดยจะผลักดันการบินเชื่อมโยงระหว่างร่วมกับสายการบินที่ข้ามฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก นอกจากนี้จะส่งเสริมประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางแห่งการเยียวยาระดับโลกเพื่อให้นักเดินทางได้ฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจท่ามกลางธรรมชาติและวัฒนธรรมไทยที่ทรงคุณค่า  รวมทั้งกลุ่มลองสเตย์กลุ่มรักษาพยาบาลและกลุ่มนักท่องเที่ยวรายได้สูง

นายรัชชพร กล่าวว่า หากประเทศไทยเตรียมตัวให้ดีจะสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยเฉพาะกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติ ซึ่งเริ่มมาหาพื้นที่ตามเมืองชายทะเลต่างๆ เช่น เกาะสมุยเกาะพะงันและเกาะอื่นๆในจังหวัดภูเก็ต จึงควรเปิดให้ชาวต่างชาติที่หนีภัยสู้รบเข้ามาลงทุนในประเทศไทยได้อย่างถูกต้อง

โดยรัฐ ต้องทำให้เกิดความชัดเจนในการบังคับใช้กฎหมายการลงทุน หรือมีสูตรการลงทุนที่นักลงทุนสามารถปรึกษาได้จริงๆ ซึ่งนอกจากอสังหาริมทรัพย์ยังมีเรื่องรถเช่าและธุรกิจต่างๆ ที่จะมีโอกาสเติบโตในพื้นที่

"จะทำอย่างไรไม่ให้เกิดกระแสต่อต้านชาวอิสราเอล เหมือนที่เกิดขึ้นในบางพื้นที่ ซึ่งการที่พวกเขาเข้าไปอยู่อาศัยเป็นสิ่งที่ดี แต่ปัญหาคือเมื่อมาทำธุรกิจไม่สามารถสื่อสารให้เข้าใจตรงกัน จึงเกิดความขัดแย้งขึ้น ถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดายสำหรับกลุ่มตลาดเหล่านี้

ทำอย่างไรให้ การมาท่องเที่ยวเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การมาอยู่อาศัยและลงทุนจะต้องมีความเข้าใจ ที่ตรงกันรวมทั้งปฏิบัติภายใต้กฎหมายไทย เพื่อให้การใช้ทรัพยากรไทยมีความคุ้มค่ากับการจัดเก็บภาษีเข้ารัฐอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย" นายรัชชพร กล่าว.


ด้านนายพิศูจน์ กล่าวว่า ขณะนี้นักท่องเที่ยวเกิดความวิตกเรื่องน้ำมันไม่มีเติม จะขับรถไปเองก็กลัวจะกลับไม่ได้ โดยตอนนี้ยังไม่เห็นภาครัฐพูดถึงการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้เลย จึงต้องเร่งให้ความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยว จึงฝากททท.ประชาสัมพันธ์ทำความเข้า เนื่องจากพบนักท่องเที่ยวบนเกาะสมุย ขี่มอเตอร์ไซค์ไปนอนรอเติมน้ำมัน แต่ไม่มีน้ำมันให้เติมและต้องเข็นรถกลับมาคืนร้านเช่า ภาพแบบนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นในประเทศเรา โเยปัญหาที่เข้าใจว่าน้ำมันหมด แต่แท้จริงแล้วน้ำมันไม่ขาดแน่นอน เพียงแต่ไม่มีเติม จึงฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไข

วันจันทร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569

งานวิจัยบุหรี่ไฟฟ้ายังเสียงแตก ผู้เชี่ยวชาญย้ำ “การเลิกสูบ” ยังเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

งานวิจัยบุหรี่ไฟฟ้ายังเสียงแตก ผู้เชี่ยวชาญย้ำ “การเลิกสูบ” ยังเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด


ประเด็นความอันตรายของการใช้บุหรี่ไฟฟ้ายังคงเป็นหัวข้อที่มีการถกเถียงในวงการสาธารณสุขอย่างมาก โดยเฉพาะในประเทศไทยที่ผลิตภัณฑ์นี้เป็นสินค้าผิดกฎหมาย ศ.เกียรติคุณ นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เคยให้ความเห็นว่า “เท่าที่มีหลักฐานถึงขณะนี้ บุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายน้อยกว่าบุหรี่ธรรมดา แต่ผลกระทบต่อสุขภาพระยะยาวยังไม่ทราบ และไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดการสูบบุหรี่ได้เพราะยังมีนิโคตินซึ่งเป็นสารเสพติดที่มีอานุภาพรุนแรง” ด้านกรมควบคุมโรคเผยว่าผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ สหรัฐอเมริกา ตรวจพบสารพิษกลุ่มโลหะหนักในน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าและละอองไอจากการสูบ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก พร้อมย้ำเตือนประชาชน ลด ละ เลิก การใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบทุกชนิด


ในขณะที่การศึกษาล่าสุดที่เผยแพร่ในวารสารวิชาการด้านโรคหัวใจและหลอดเลือดระดับนานาชาติ European Heart Journal (EHJ) ซึ่งเป็นงานวิจัยจากประเทศเกาหลีใต้ที่ศึกษาพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจหลังได้รับการรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและใส่ขดลวด  (Percutaneous Coronary Intervention : PCI) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “การทำบอลลูน” พบว่าการปรับพฤติกรรมการสูบบุหรี่สัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคหัวใจที่ลดลง 


การศึกษาครั้งนี้ใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูล Korean National Health Insurance โดยติดตามผู้ป่วยจำนวน 17,973 ราย ที่เคยสูบบุหรี่และได้รับการทำ PCI แล้วติดตามพฤติกรรมการสูบหลังการรักษา ผู้ป่วยถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ที่ยังคงสูบบุหรี่แบบเผาไหม้ ผู้ที่เลิกสูบบุหรี่ได้สำเร็จและผู้ที่เปลี่ยนไปใช้บุหรี่ไฟฟ้า

จากการติดตามผลเฉลี่ยประมาณ 2.4 ปี พบว่า 49.8% ยังคงสูบบุหรี่แบบเดิม 40.7% สามารถเลิกสูบบุหรี่ได้ ส่วน 9.4% เปลี่ยนไปใช้บุหรี่ไฟฟ้า เมื่อวิเคราะห์เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ทางหัวใจและหลอดเลือดรุนแรง (Major Adverse Cardiac Events : MACE) พบว่ากลุ่มที่ยังสูบบุหรี่แบบเดิมมีอัตราเกิดเหตุการณ์ 17% กลุ่มที่เลิกสูบบุหรี่ 13.4% ส่วนกลุ่มที่เปลี่ยนไปใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวลดลงเหลือประมาณ 10%
ผลการศึกษาชี้ว่า การเลิกสูบบุหรี่หรือการเปลี่ยนพฤติกรรมโดยการใช้บุหรี่ไฟฟ้าทดแทนมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจที่ลดลง เมื่อเทียบกับการสูบบุหรี่แบบเผาไหม้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเน้นย้ำว่า แนวทางที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจยังคงเป็น การเลิกสูบบุหรี่โดยสิ้นเชิง

นักวิจัยยังระบุเพิ่มเติมว่า การศึกษานี้เป็น การศึกษาประเภทสังเกตการณ์ (observational study) จึงยังไม่สามารถสรุปความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลได้อย่างเด็ดขาด และยังต้องมีการศึกษาทางคลินิกเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลลัพธ์ในระยะยาว นอกจากนี้ ผู้วิจัยยังย้ำว่า ผลการศึกษานี้ ไม่ได้หมายความว่าบุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัย โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่มาก่อน

สุดท้ายแล้ว เรื่องของบุหรี่ไฟฟ้าก็คงยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน สังคมจึงจำเป็นที่จะต้องพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน แต่สิ่งที่ทราบกันแน่นอนคือ การสูบบุหรี่ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคหัวใจและหลอดเลือด แนวทางที่ดีที่สุดสำหรับสุขภาพยังคงเป็น การเลิกสูบบุหรี่ทุกประเภท

วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569

พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือการพัฒนาฝีมือแรงงานให้แก่กลุ่มเปราะบางทุกช่วงวัย และผู้สบปัญหาความเดือดร้อน ระหว่าง กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กับ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์และพิธีปิดฝึกอบรมหลักสูตรการทำดอกไม้ประดิษฐ์ให้มีมูลค่าเพิ่มเชิงวัฒนธรรมไทยวันศุกร์ที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๖๙ ณ ห้องประชุม ชั้น ๓ ตึกนวมหาราช สภาสังคมสงเคราะห์ฯ


     สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (MOU)  เพื่อพัฒนาฝีมือแรงงานให้แก่กลุ่มเปราะบาง
ทุกช่วงวัย ได้แก่ เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ยากไร้ ผู้ประสบภัยพิบัติ และผู้ประสบปัญหาความเดือดร้อน เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนกลุ่มดังกล่าวได้รับการพัฒนาทักษะอาชีพที่สอดคล้องกับเทคโนโลยี
และความต้องการของตลาดแรงงาน สามารถนำไปประกอบอาชีพสร้างรายได้ และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน 
อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำ และเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในระดับครัวเรือนและชุมชน


ร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ 
กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการบูรณาการ  การทำงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐและองค์กรเพื่อสังคม เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาศักยภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางในสังคม ให้มีโอกาสในการเข้าถึงการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานและสามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคง ทั้งยังเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับครอบครัวชุมชน และเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว 


ด้านนายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ 
อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวว่า กรมพัฒนาฝีมือแรงงานมีภารกิจสำคัญในการพัฒนาศักยภาพกำลังแรงงานของประเทศให้มีทักษะที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและความต้องการของตลาดแรงงาน 


โดยความร่วมมือกับสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ ในครั้งนี้ จะช่วยขยายโอกาสให้กลุ่มเปราะบาง
ได้รับการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะอาชีพอย่างทั่วถึง อันจะนำไปสู่การมีงานทำและการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน
ในโอกาสเดียวกัน สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ และกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จัดทำ “โครงการพัฒนาฝีมือแรงงานสตรีเพื่อถวายพระราชกุศลและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมุ่งส่งเสริมการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานให้แก่สตรี
อายุระหว่าง 18 – 59 ปี  ให้สามารถประกอบอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของตนเอง ครอบครัว และชุมชนได้อย่างมั่นคง ซึ่งจัดการฝึกอบรมหลักสูตร “การทำดอกไม้ประดิษฐ์ให้มีมูลค่าเพิ่มเชิงวัฒนธรรมไทย” ระหว่างวันที่ 9 – 13 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุม 207 ตึกมหิดล สภาสังคมสงเคราะห์ฯ โดยกรุงเทพมหานคร เป็นจังหวัดนำร่อง เพื่อพัฒนาทักษะอาชีพและสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพให้แก่ผู้เข้ารับการฝึกอบรม และจะดำเนินงานไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ครอบคลุม 35 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนสามารถนำความรู้ไปต่อยอดสร้างรายได้และพัฒนาอาชีพได้อย่างยั่งยืน


พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือจัดขึ้นเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุม ชั้น 3 ตึกนวมหาราช  สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยมีร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นประธานลงนาม และ รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ดร.ธิดารักษ์ สัจจพงษ์ เลขาธิการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธี ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทุกภาคส่วน
ในการพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ สร้างโอกาสในการประกอบอาชีพ  เพิ่มรายได้ และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่สังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569

มหาวิทยาลัยนเรศวร เชิญร่วมงาน “มะปรางหวาน–มะยงชิด ครั้งที่ 21” ชมฟรี 22 มี.ค. นี้ ที่พิษณุโลก

มหาวิทยาลัยนเรศวร เชิญร่วมงาน “มะปรางหวาน–มะยงชิด ครั้งที่ 21” ชมฟรี 22 มี.ค. นี้ ที่พิษณุโลก



รศ.ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท หัวหน้าศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลไม้ มหาวิทยาลัยนเรศวร ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ขอเชิญประชาชนและผู้สนใจเข้าร่วมงาน “มะปรางหวาน–มะยงชิด ครั้งที่ 21”
โดยงานจะจัดขึ้นในวันที่ 22 มีนาคม 2569 ณ คณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก เพื่อส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการผลิต การพัฒนาคุณภาพผลผลิต และสร้างเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของเกษตรกรผู้ปลูกมะปรางหวานและมะยงชิด


ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจ ได้แก่ การเสวนาวิชาการหัวข้อ “การปรับตัวของเกษตรกรผู้ปลูกมะปรางหวานและมะยงชิดภายใต้สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง” ระหว่างเวลา 09.00–12.00 น. โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ คุณทะวาย ปิ่นทอง อาจารย์ประทุม ทองคำ และ รศ.ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท


นอกจากนี้ยังมี การประกวดมะปรางหวานและมะยงชิด ประจำปี 2569 เพื่อคัดเลือกผลผลิตคุณภาพดีจากเกษตรกรในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมชมงานได้ ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ตลอดกิจกรรม

อว. ผนึก 5 หน่วยงาน ยกระดับอาหารพื้นถิ่นด้วยเทคโนโลยีฉายรังสี พร้อมเปิดศูนย์บ่มเพาะฯ ปั้นผู้ประกอบการ “Food Ray Genius” สู่เวทีโลก

อว. ผนึก 5 หน่วยงาน ยกระดับอาหารพื้นถิ่นด้วยเทคโนโลยีฉายรังสี พร้อมเปิดศูนย์บ่มเพาะฯ ปั้นผู้ประกอบการ “Food Ray Genius” สู่เวทีโลก

วันนี้ (10 มีนาคม 2569) นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธาน พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เรื่อง “ความร่วมมือในการบูรณาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านงานวิจัย พัฒนานวัตกรรมและการใช้ประโยชน์” ระหว่าง 5 หน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. สถาบันอาหาร มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด และมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร โดยมีผู้บริหารจากหน่วยงานพันธมิตรเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมจัดแถลงข่าวเปิดศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาหารฉายรังสีเชิงลึก ภายใต้กิจกรรม “Food Ray Genius” ณ ห้องแถลงข่าว อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าวว่า อาหารไทยถือเป็นหนึ่งใน Soft Power ที่สำคัญของประเทศ การยกระดับอาหารพื้นถิ่นด้วยวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม ไม่เพียงช่วยเพิ่มความปลอดภัยและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ แต่ยังช่วยเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับผู้ประกอบการรายย่อย วิสาหกิจชุมชน และผู้ผลิตในภูมิภาคให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดที่กว้างขึ้น หนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่ถูกนำมาใช้คือ “เทคโนโลยีการฉายรังสีอาหาร” ซึ่งช่วยลดการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ ยืดอายุการเก็บรักษา และช่วยให้ผลิตภัณฑ์อาหารของไทยสามารถส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น โดยเทคโนโลยีดังกล่าวได้รับการรับรองด้านความปลอดภัยจากองค์การระหว่างประเทศ และมีการใช้แพร่หลายในหลายประเทศทั่วโลกรองศาสตราจารย์ ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ กล่าวว่าการยกระดับอาหารพื้นถิ่นและอาหารฟังก์ชันด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เป็นแนวทางสำคัญในการเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจฐานราก ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารไทย ที่ผ่านมา สทน. ได้ดำเนินโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการฉายรังสีอาหารร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏในภูมิภาคต่างๆ มาตั้งแต่ปี 2564 มีผู้ประกอบการสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการฯ รวม 934 ผลิตภัณฑ์ และสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ จนเกิด “Product Champion” ในแต่ละภูมิภาค ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในการพัฒนาสินค้าด้วยเทคโนโลยีฉายรังสี ให้มีมาตรฐานความปลอดภัยและมีศักยภาพในการแข่งขันในตลาดที่กว้างขึ้น ในปี 2569 นี้ สทน. จึงได้ต่อยอดความสำเร็จของโครงการฯ สู่การจัดตั้ง “ศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาหารฉายรังสีเชิงลึก เพื่อการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน” ภายใต้กิจกรรม “Food Ray Genius” ซึ่งจะเป็นเวทีค้นหาและพัฒนาผู้ประกอบการอาหารพื้นถิ่นที่มีศักยภาพ ให้มีความพร้อมทั้งด้านเทคโนโลยี มาตรฐานผลิตภัณฑ์ และการบริหารจัดการธุรกิจ เพื่อให้สามารถนำองค์ความรู้จากงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง โดย สถาบันอาหาร จะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนองค์ความรู้ด้านอุตสาหกรรมอาหาร มาตรฐานความปลอดภัย การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการต่อยอดสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศ ขณะที่ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด และมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาในภูมิภาค จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่พื้นที่ และทำงานร่วมกับผู้ประกอบการ วิสาหกิจชุมชน และ SME โดยมีผลิตภัณฑ์อาหารพื้นถิ่นที่โดดเด่นจากแต่ละจังหวัดเข้าร่วมพัฒนา อาทิ เนื้อโคขุนโพนยางคำ ไก่ย่างพังโคน และหม่ำเนื้อจากจังหวัดสกลนคร หม่ำ ปลาส้ม และแจ่วบอง/แจ่วมะกอก จากจังหวัดร้อยเอ็ด รวมถึงไส้กรอกปลา ข้าวเหนียวเขาวงและน้ำปลาร้าแม่บุญล้ำ จากจังหวัดกาฬสินธุ์ความร่วมมือระหว่าง สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ สถาบันอาหาร และมหาวิทยาลัยทั้ง 3 แห่ง ในครั้งนี้ จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญของการบูรณาการความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อยกระดับอาหารพื้นถิ่นของไทยให้มีมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล พร้อมทั้งสร้างผู้ประกอบการนวัตกรรมอาหารรุ่นใหม่ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป

วช. ผนึกกำลัง มธ. เดินหน้าหลักสูตร RUSH ระยะที่ 2 มุ่งสร้างเครือข่ายนักวิจัย – ยกระดับสู่การใช้งานจริง

วช. ผนึกกำลัง มธ. เดินหน้าหลักสูตร RUSH ระยะที่ 2 มุ่งสร้างเครือข่ายนักวิจัย – ยกระดับสู่การใช้งานจริง


วันที่ 12 มีนาคม 2569 – โครงการการพัฒนาหลักสูตรเสริมศักยภาพและจรรยาบรรณด้านการวิจัยในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดการอบรมหลักสูตร "เสริมศักยภาพและจรรยาบรรณด้านการวิจัยในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ (RUSH)" ระยะที่ 2 โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมและขยายผลงานวิจัยให้สอดคล้องกับบริบทเชิงพื้นที่ของแต่ละภูมิภาค พร้อมทั้งสนับสนุนการผลักดันข้อเสนอโครงการที่มีศักยภาพ เพื่อนำไปสู่การใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม


รองศาสตราจารย์ ดร.สุนิดา อรุณพิพัฒน์ จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะหัวหน้าโครงการฯ ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการอบรมหลักสูตร RUSH ว่า “โครงการนี้ถือเป็นความริเริ่มอันดีของ วช. ที่ต้องการเห็นบุคลากรในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มีเครือข่ายที่เข้มแข็งและได้รับการเสริมศักยภาพอย่างต่อเนื่อง ซึ่งความสำเร็จนี้ได้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปีแรก สำหรับในระยะที่ 2 เราได้ยกระดับการดำเนินงานให้เข้มข้นยิ่งขึ้น โดยมุ่งเป้าไปที่การนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้จริง ท้ายที่สุดนี้ จากความสำเร็จในระยะแรกที่นักวิจัยสามารถยื่นขอรับทุนสนับสนุนในลักษณะงานวิจัยเพื่อการนำไปใช้ประโยชน์ได้ตามเป้าหมาย ทำให้เรามั่นใจว่าเครือข่ายที่เรามุ่งมั่นสร้างสรรค์ขึ้นในปีนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยความพยายาม ความหวัง และความห่วงใย จะนำพาทุกท่านไปสู่การนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง ตลอดจนร่วมกันยกระดับการพัฒนาประเทศไปสู่อีกขั้นหนึ่ง”


การอบรมในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก คุณศิรินทร์พร เดียวตระกูล รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน 

โดยมี ดร.เตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย ร่วมกล่าวแสดงความยินดี โดยระบุว่า “ประเทศไทยกำลังอยู่ในจุดที่ต้องเข้าใจตนเองและเข้าใจโลกไปพร้อมกัน เรามีความหลากหลายทางวัฒนธรรม มีภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ลึกซึ้ง และมีทุนทางสังคมที่ทรงคุณค่า ทว่าการจะนำทุนเหล่านี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างแท้จริงนั้น จำเป็นต้องอาศัยนักวิจัยที่เข้าใจทั้งทฤษฎีและสภาพความเป็นจริง สามารถทำงานบูรณาการร่วมกับชุมชน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรด้านมนุษยธรรมได้ และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องสามารถสื่อสารองค์ความรู้เหล่านั้นให้ผู้กำหนดนโยบายและสาธารณชนเข้าใจ ตลอดจนนำไปปฏิบัติได้จริง ผมขอแสดงความยินดีกับผู้เข้าอบรมทุกท่านที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมหลักสูตรนี้ ท่านคือกำลังสำคัญของชาติทั้งในมิติขององค์ความรู้และความรับผิดชอบต่อสังคม ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเวลา 3 วันหลังจากนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์งานวิจัยและเครือข่ายความร่วมมือ ที่ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์ทางวิชาการ แต่ยังสามารถตอบสนองความต้องการของสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นที่พึ่งพิงให้แก่กลุ่มคนเปราะบางได้อย่างแท้จริง”


นอกจากนี้ คุณแก้วเกศร์ ถาวรพันธ์ รองเลขาธิการวุฒิสภา ได้ร่วมกล่าวแสดงความยินดี โดยระบุว่า “การอบรมในครั้งนี้ถือเป็นก้าวย่างสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนให้งานวิจัยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง และเป็นเป้าหมายในการร่วมกันผลักดันการพัฒนาประเทศในมิติต่าง ๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม หลายคนมักตั้งคำถามว่า งานวิจัยที่ดีนั้นอยู่ที่ไหน อาจจะอยู่ในห้องสมุดหรืออยู่บนหิ้ง ความท้าทายที่สำคัญคือ เราจะนำงานวิจัยที่ดีเหล่านั้นลงจากหิ้งมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมได้อย่างไร ดิฉันขอชื่นชมหลักสูตรนี้ที่มีความมุ่งมั่นในการนำงานวิจัยมาใช้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นด้านนโยบายสาธารณะ ด้านสังคมและชุมชน หรือด้านพาณิชย์ก็ตาม สำหรับสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจหลักในการสนับสนุนงานของวุฒิสภา ทั้งด้านการประชุม ด้านกฎหมาย และด้านวิชาการ เราได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการนำผลงานวิจัยและองค์ความรู้ต่าง ๆ มาใช้ประโยชน์ จึงได้สนับสนุนให้มีการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับหน่วยงานต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อนำผลงานทางวิชาการและงานวิจัยมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการนิติบัญญัติต่อไป”


พร้อมกันนี้ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้ให้เกียรติขึ้นกล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ในบริบทไทย: จากรากฐานตะวันตกสู่การสร้างสรรค์ทฤษฎีของเราเอง” 

โดยระบุว่า “เราจะต้องสร้างสังคมศาสตร์ของเราให้เป็นสังคมศาสตร์อีกรูปแบบหนึ่งที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัว เป็นการศึกษาที่ไม่ได้ลอกเลียนแบบชาติตะวันตกทั้งหมด แต่เป็นการเรียนรู้จากตะวันตกโดยไม่ได้ตั้งข้อรังเกียจ พร้อมทั้งนำมาประยุกต์ให้เป็นแม่แบบสำหรับประเทศที่มีบริบทหรือต้นทุนทางสังคมคล้ายคลึงกับไทย เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม แม้กระทั่งในเรื่องของการทูต สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างแนวทางการทูตแบบไทยขึ้นมา เพื่อให้เป็นอีกหนึ่งวิถีทาง (Approach) ที่น่าสนใจ อาจไม่ใช่รูปแบบประเทศมหาอำนาจระดับกลาง (Middle Power) ในความหมายเดิมเสียทีเดียว แต่เป็นการรวมตัวกันเพื่อไม่ให้ตกเป็นเบี้ยล่างของใคร ซึ่งถือเป็นประเด็นที่น่าสนใจมาก อย่างไรก็ตาม การเรียนการสอนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (International Relations) ในปัจจุบัน มักถูกมองว่าเป็นความเป็นสากล (Universal Science) แต่แท้จริงแล้วอาจไม่ใช่ความเป็นสากลเสมอไป ทว่าขึ้นอยู่กับความหลากหลายทางวัฒนธรรม และความสามารถในการสร้างสรรค์เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ของแต่ละพื้นที่มากกว่า”

สำหรับการอบรมหลักสูตร RUSH ระยะที่ 2 มีกำหนดจัดการอบรมทั้งในกรุงเทพมหานครและในส่วนภูมิภาค รวมทั้งสิ้น 4 ครั้ง โดยการอบรมในครั้งนี้ถือเป็นการจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในกรุงเทพมหานคร เพื่อเปิดโอกาสให้บุคลากรที่ผ่านการคัดเลือกจากทั่วประเทศได้เข้าร่วม ตลอดระยะเวลาการอบรมรูปแบบผสมผสานทั้ง Online และ On-site รวม 4 วัน ผู้เข้าอบรมจะได้รับการบ่มเพาะความรู้และทักษะในด้านต่าง ๆ ผ่านการฝึกปฏิบัติการ (Workshop) และการให้คำปรึกษา (Coaching) อย่างครบถ้วนตามที่หลักสูตรกำหนด หลังจากนั้นจะมีระยะเวลาประมาณ 1 เดือน เพื่อให้ผู้เข้าอบรมได้พัฒนาข้อเสนอโครงการให้มีความสมบูรณ์ โดยทางโครงการฯ จะมีการติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง และกำหนดให้มีการนำเสนอผลงานรอบสุดท้ายต่อผู้เชี่ยวชาญในลำดับต่อไป

อว. นำ วช. - สวทช. มอบรางวัลสุดยอดผลงาน “LLM สัญชาติไทย” ดัน 24 ต้นแบบยกระดับงานวิจัยสู่การใช้งานจริง

อว. นำ วช. - สวทช. มอบรางวัลสุดยอดผลงาน “LLM สัญชาติไทย” ดัน 24 ต้นแบบยกระดับงานวิจัยสู่การใช้งานจริง เมื่อวันที่ 20 มี.ค. ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมน...