วันอังคารที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

อบจ.มหาสารคาม ส่งครูกว่า 100 ชีวิต ดูงาน“ดรุณาราชบุรี”ต้นแบบโรงเรียนอนาคต ใช้ Active Learning ปั้นเด็กคิดวิเคราะห์ สร้างนวัตกรรมได้จริง

อบจ.มหาสารคาม ส่งครูกว่า 100 ชีวิต ดูงาน“ดรุณาราชบุรี”ต้นแบบโรงเรียนอนาคต ใช้ Active Learning ปั้นเด็กคิดวิเคราะห์ สร้างนวัตกรรมได้จริง


เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ที่โรงเรียนดรุณาราชบุรี สถานศึกษาในสังกัด องค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) มหาสารคาม ได้เข้ามาศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการพัฒนาครู และบุคลากรทางการศึกษาเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning และการพัฒนาผู้เรียนสู่การสร้างนวัตกรรมด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps 

         
โดยนายพลพัฒน์ จรัสเสถียร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)มหาสารคาม กล่าวว่า โรงเรียนในสังกัด อบจ.มหาสารคาม มีอยู่ 21 โรง  ส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนขยายโอกาส มีนักเรียน กว่า 4,500 คน เด็กส่วนใหญ่มีฐานะยากจน เป็นเด็กด้อยโอกาส มีครูประมาณ 400 กว่าคน แต่โรงเรียนก็มีปัญหาขาดครูสอนภาษาอังกฤษ แต่ไม่สามารถรับเพิ่มได้ เพราะครูเกินอัตรานักเรียน จึงต้องแก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยีโดยเราจัดห้องสมาร์ทคาสรูมเพื่อช่วยให้การเรียนการสอนทั่วถึง ซึ่งก็สามารถแก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่ง แต่เท่านั้นยังไม่พอ ตนอยากให้เด็กคิดเป็น มีทักษะการวางแผนที่ไม่ใช่การท่องจำผ่านกิจกรรมการเรียนการสอนที่เป็น Active  Learning เพราะเมื่อเด็กรู้จักคิดวิเคราะห์แยกแยะเป็น ต่อไปเมื่อไปเรียนที่ไหนก็จะอยู่ได้ ซึ่งเป็นโจทย์ที่อยากให้เกิดขึ้นกับเด็กในสังกัด อบจ.มหาสารคาม
“ผมสนใจการเรียนการสอนแบบ Active Learning มานานแล้ว อยากให้เด็กสังกัด อบจ.มหาสารคาม ได้เรียนรู้แบบ Active  Learning วันนี้พาครูมาศึกษาดูงานก็อยากให้ครูนำไปพัฒนาการเรียนการสอนให้กับเด็ก ๆ ซึ่งไม่มีโอกาสไปเรียนพิเศษเหมือนเด็กในเมือง เราจึงใช้เทคโนโลยีใส่ในสิ่งที่เค้าขาดลงไปให้ โดยไม่ต้องเตรียมงบประมาณเพิ่มขึ้น ผมไม่ได้คาดหวังว่าเด็กจะต้องไปสอบแข่งขันหรือว่าต้องสอบติดหมอ แต่ขอให้เด็กมีภูมิต้านทานเพียงพอที่จะใช้ชีวิตแล้วทำงานในท้องถิ่นได้อย่างมีความสุขก็เพียงพอแล้ว”นายก อบจ.มหาสารคามกล่าว 


บาทหลวง ผศ.ดร.อภิสิทธิ์ กฤษเจริญ ผู้อำนวยการโรงเรียนดรุณาราชบุรี กล่าวว่า โรงเรียนยินดีช่วยเผยแพร่เรื่องของการเรียนรู้แบบActive Learning ผ่านกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เพราะเราเห็นผลจากที่เด็กสามารถคิดเป็นระบบได้ ซึ่งความคิดชั้นสูงจะเป็นกระบวนการที่ค่อย ๆ พัฒนาเด็ก เพราะเราเห็นว่าในสามปีที่เราใช้ Active Learning สามารถพัฒนาเด็กได้จริง อย่างไรก็ตามก่อนจะไปพัฒนาเด็กได้ เราต้องได้รับการส่งเสริมสนับสนุนให้ครูมีความคิด มีความเชี่ยวชาญจนสามารถมองได้ว่า บนเนื้อหาวิชาต่าง ๆ จะมาจัดกระบวนการเรียนรู้อย่างไร เมื่อครูสามารถจัดได้ความเป็น Active Learning ก็จะออกมา ทำให้เด็กมีความสุขและผลสัมฤทธิ์ก็จะดี เพราะฉะนั้นในความคิดของพ่อคือ Active Learning ทำให้เด็กปฏิบัติได้ เด็กก็สนุกกับการเรียนและมีความสุข 
“เวลาที่ทำการเรียนการสอนกลไกสำคัญ คือ ผู้บริหารจะให้นโยบายได้  แต่ผู้บริหารต้องรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ขั้นตอนเป็นอย่างไร แต่คนที่ลงมือปฏิบัติจริง ๆ คือ ครู เพราะฉะนั้นครูต้องการกำลังใจ ต้องการการสนับสนุน ต้องการการช่วยเหลือ ซึ่งผู้บริหารจะต้องมีให้ครู เพื่อครูจะได้มีพลังที่จะทำงาน เพราะฉะนั้นอะไรที่เป็นกลไกสำคัญ เครื่องมือใดที่สามารถช่วยให้ครูพัฒนาได้ ผู้บริหารต้องส่งเสริม เมื่อครูมีกำลังใจในการทำงาน ผลลัพธ์จะออกมาที่ตัวเด็ก ครูก็มีความสุข เด็กก็มีความสุขและสามารถไปต่อได้  เป็นการสร้างความภูมิใจให้ครู เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถพัฒนาเด็กให้สามารถคิดกระบวนการคิดชั้นสูงได้เขาก็สามารถต่อยอดได้ ถึงแม้ว่าจะจบจากโรงเรียนไปแล้ว ก็สามารถไปต่อยอดได้ด้วยกระบวนการ GPAS 5 Steps ซึ่งเป็นความยั่งยืนกับตัวเด็ก”บาทหลวง ผศ.ดร.อภิสิทธิ์ กล่าว
คุณพ่ออภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า คนส่วนใหญ่จะมองการสร้างนวัตกรรมของเด็กในแบบผู้ใหญ่ ซึ่งจริง ๆ แล้ววัยของเด็กจะเป็นเรื่องของจินตนาการตามวัย โรงเรียนจึงให้ความสำคัญกับการสอนให้เด็กคิดอย่างเป็นระบบตั้งแต่อนุบาล คิดจากง่าย ๆ ไปสู่ยาก จากที่ไม่สลับซับซ้อนไปสู่สลับซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งเด็กจะมีความสุขกับการเรียน เพราะได้เรียนและได้ปฏิบัติไปพร้อมกัน ได้ลงมือทำ ไม่ใช่ฟังอย่างเดียว และเมื่อสร้างฐานได้แล้วเราก็จะสามารถขยับสร้างนวัตกรรมได้  ส่วนเรื่องความเชื่อมโยงระหว่าง AI กับ Active Learning ก็เป็นเรื่องธรรมชาติ คือ GPAS 5 Steps เป็นกระบวนการคิด เวลาเด็กต้องทำนวัตกรรมจะต้องคิดรวบรวมข้อมูล หาแหล่งข้อมูลซึ่งมาจากกระบวนการ เพราะฉะนั้นถ้าเด็กคิดเป็น ก็จะสั่งการออกมาได้ คือ คิดว่าจะทำอะไร ก็ย้อนกลับมาเอาผลลัพธ์เป็นตัวตั้ง ถ้าต้องการแบบนี้จะต้องมีอะไรบ้าง ทำให้กระบวนการคิดเกิดขึ้นทันที  เช่นเดียวกันเวลาทำ AI  ต้องให้เราเขียน prompt ซึ่งการเขียนจะต้องรู้จักคิดว่าจะให้ AI ทำอะไร วิธีนี้ก็เป็นการเชื่อมโยงกันโดยธรรมชาติ ฉะนั้นถ้าเรามีกระบวนการคิดก็จะสามารถสั่งได้ตามที่เราต้องการ ไม่ใช่ AI เป็นนายเราแต่เราเป็นนาย AI ซึ่งโรงเรียนดรุณาราชบุรีวาดภาพว่า เราเป็นครีเอเตอร์ เราเป็นคนสร้างให้เด็กคิดจนเกิดเป็นผลงานนวัตกรรมมากมาย โดยปลูกฝังเรื่องของคุณธรรมจริยธรรมลงไปด้วย เช่น เด็กคิดจะทำรถให้ครูที่เป็นสโตรก โดยมีโจทย์ว่า ครูสามารถมาสอนได้เพียงแค่เดินไม่สะดวก แสดงว่าพื้นฐานเด็กต้องมีจริยธรรมที่มองเห็นว่า การกระทำไหนเป็นการช่วยเหลือสังคม ซึ่งถ้าสังคมมีคนแบบนี้เยอะ ๆ สังคมก็จะมีความสุข 
 

ด้าน ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหาร พว.กล่าวว่า โลกยุคใหม่ทำให้ “ความรู้มีวันหมดอายุ” และ AI สามารถประมวลผลข้อมูลได้เหนือกว่ามนุษย์ การศึกษาที่เน้นท่องจำเพื่อสอบจึงไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป พร้อมเตือนว่า วิกฤตสำคัญของไทยไม่ใช่การขาดข้อมูล แต่คือ “ความล้าสมัยของกระบวนการเรียนรู้” ที่ทำให้ประเทศขาดนวัตกรและติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง
“การอบรมครั้งนี้เน้นการใช้ GPAS 5 Steps เป็นเครื่องมือพัฒนากระบวนการคิดเชิงระบบ สร้าง Metacognition หรือ “การคิดถึงกระบวนการคิดของตนเอง” เพื่อให้ผู้เรียนเกิดองค์ความรู้ระยะยาว สามารถต่อยอดสู่การสร้างนวัตกรรมได้จริงและโรงเรียนดรุณาราชบุรี ถือเป็นโมเดลความสำเร็จระดับประเทศ หลังนำ GPAS 5 Steps มาประยุกต์ใช้จนสามารถพัฒนานักเรียนสู่ “นวัตกรรุ่นเยาว์” ที่มีผลงานเป็นรูปธรรม โดย พว. ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงด้านวิชาการมายาวนานกว่า 25 ปี” ดร.ศักดิ์สิน กล่าวและว่า ตนยังเชื่อมั่นว่า การปฏิรูปจาก “ล่างขึ้นบน” ที่เริ่มจากห้องเรียน จะเริ่มเห็นผลชัดภายใน 1-3 ปี โดยปีแรกจะเกิด “ครูนวัตกร” ปีที่สองเกิด “นวัตกรรมผู้เรียน” และปีที่สามจะสะท้อนผ่านผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาและทัศนคติของเด็กที่เปลี่ยนจาก “ผู้รอรับ” เป็น “ผู้สร้าง” พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ “ประเทศแห่งนวัตกร” อย่างยั่งยืนในอนาคต


วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

3 โรงเรียนเอกชนชั้นนำจับมือ “พว.” พลิกโฉมการเรียนรู้ ลงนาม MOU ยกระดับการศึกษาด้วย “GPAS 5 Steps” มุ่งปั้น “นวัตกร” สอดรับนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ

3 โรงเรียนเอกชนชั้นนำจับมือ “พว.” พลิกโฉมการเรียนรู้ ลงนาม MOU ยกระดับการศึกษาด้วย “GPAS 5 Steps” มุ่งปั้น “นวัตกร” สอดรับนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ 


เมื่อวันที่ 16 พ.ค.2569 ที่สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ(พว.)ได้จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ ความร่วมมือทางวิชาการ(MOU)ครั้งสำคัญ ร่วมกับ 3 โรงเรียนเอกชนชั้นนำ ได้แก่ โรงเรียนดาราสมุทรศรีราชา โรงเรียนปรีชานุศาสน์(โรงเรียนคาทอลิกสังกัดสังฆมณทลจันทบุรี(รสจ.) และโรงเรียนประเสริฐสุข เพื่อร่วมพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านจากการเรียนแบบท่องจำสู่การสร้างนิสัยการคิด ผ่านนวัตกรรม “GPAS 5 Steps”พัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรและพลเมืองโลกในศตวรรษที่ 21


ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหาร พว. กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะใช้กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาครูและผู้เรียน โดยเน้นการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning การออกแบบการเรียนรู้แบบ Backward Design และการวัดผลตามสภาพจริง เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ ทักษะ และคุณธรรมเข้าด้วยกัน พร้อมส่งเสริมศักยภาพตามแนวพหุปัญญา


ขณะที่ ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวบรรยายพิเศษว่า ทิศทางการศึกษาไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ “การเรียนรู้ฐานสมรรถนะ” โดยสิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการให้คำตอบกับผู้เรียน แต่ต้องสร้าง “ทักษะการคิด” และ “นิสัยการคิด” ที่ติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต ทั้งนี้ Active Learning  ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการปลูกฝังทักษะการสังเกต การคิดวิเคราะห์ วางแผน และการกำกับตนเอง พร้อมมุ่งสร้าง “ครูนวัตกร” ที่สามารถโค้ชให้นักเรียนสร้างนวัตกรรมได้ด้วยตนเอง อีกทั้งยังช่วยเตรียมความพร้อมเด็กไทยสู่การเป็น “พลเมืองโลก” ที่มีคุณภาพในอนาคต   เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อไปว่า ความร่วมมือของ พว.กับ 3 โรงเรียนในครั้งนี้ถือเป็นต้นแบบสำคัญของการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย โดยเฉพาะการพัฒนาเด็กให้ “คิดเป็น” มากกว่าการท่องจำ ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถเก็บข้อมูล วิเคราะห์ สร้างองค์ความรู้ และต่อยอดสู่นวัตกรรมได้จริง เด็กไทยต้องไม่เป็นเพียงผู้รับความรู้ แต่ต้องเป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมในอนาคต การใช้ Active Learning จะช่วยสร้างนิสัยการคิด วิเคราะห์ และการประเมินตนเอง จนเกิดเป็นทักษะแห่งศตวรรษที่ 21
 “ผมขอฝากถึงโรงเรียนทั่วประเทศว่า การพัฒนาคุณภาพการศึกษาต้องเริ่มจาก “ห้องเรียน” ไม่ใช่เพียงการประชาสัมพันธ์หรือเปลี่ยนแปลงเชิงภาพลักษณ์ และขอชื่นชมทั้ง 3 โรงเรียนที่กล้าเริ่มต้นเปลี่ยนแปลง และหวังให้ความร่วมมือครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของเครือข่ายโรงเรียนต้นแบบ ที่จะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยสู่มาตรฐานสากลอย่างยั่งยืน”ดร.พิเชฐ กล่าว


ด้านบาทหลวง ดร.ลือชัย จันทร์โป๊ ผู้ลงนามแทนผู้รับในอนุญาต ในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียนดาราสมุทรศรีราชา กล่าวว่า ความร่วมมือวันนี้เกิดขึ้นเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนเอกชน โดยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เป็นกระบวนการที่ชี้ให้เห็นว่าเรามีนักวิชาการไทยที่สร้างกระบวนการเรียนรู้เป็นของเราเอง ถ้าเราใช้วิธิการของคนไทย กับบริบทของเด็กไทย เด็กจะสามารถใช้ความคิดเอง สามารถลงมือทำและเกิดความภาคภูมิในผลงานของตัวเอง ทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ เด็กจะรู้สึกไม่ล้าหลังทันเหตุการณ์ ขณะที่ครูจะมีความเชื่อมั่นว่าเด็กสามารถเติบโตในยุคใหม่อย่างมีประสิทธิภาพและครูก็จะเป็นโค๊ชที่มีความเชื่อมั่นในการสอนให้เด็กกล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออก จนเกิดเป็นผลงาน

วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

เครื่องดื่มชูกำลัง "KNOCKOUT" ผนึกกำลัง สมาคมแท็กซี่ ปูพรมกระจายสินค้าทั่วประเทศ "มาดามพิม - เคนโด้" ร่วมปลุกพลังใจ "หมัดเด็ดคนสู้ชีวิต"

เครื่องดื่มชูกำลัง "KNOCKOUT" ผนึกกำลัง สมาคมแท็กซี่ ปูพรมกระจายสินค้าทั่วประเทศ "มาดามพิม - เคนโด้" ร่วมปลุกพลังใจ "หมัดเด็ดคนสู้ชีวิต"


แบรนด์เครื่องดื่มชูกำลัง "KNOCKOUT" (น็อคเอาท์) ภายใต้เครือ Jimjamthailand เดินหน้ารุกตลาดอย่างเต็มกำลัง สร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยการประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับ สมาคม TAXI โดย การนำของ นายวรพล แกมขุนทด นายกสมาคมวิชาชีพผู้ขับขี่รถยนต์สาธารณะแท็กซี่ มุ่งเป้ากระจายสินค้าเข้าถึงผู้บริโภคทั่วประเทศไทย พร้อมจัดแคมเปญสุดยิ่งใหญ่เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับผู้ใช้แรงงานและคนสู้ชีวิตทุกคน


การจับมือกันในครั้งนี้ ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่พลิกโฉมการกระจายสินค้า โดยผสานเครือข่ายของรถแท็กซี่ที่มีอยู่ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ให้กลายเป็นจุดกระจายความสดชื่นและสื่อโฆษณาเคลื่อนที่ ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้ผลิตภัณฑ์ KNOCKOUT เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วและครอบคลุมทุกซอกทุกซอย แต่ยังเป็นการสนับสนุนอาชีพและสร้างรายได้เสริมให้กับพี่น้องผู้ขับรถแท็กซี่ ซึ่งเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนสังคมอีกด้วย

ไฮไลต์ของโปรเจกต์นี้คือการได้บุคคลต้นแบบอย่าง "มาดามพิม ดิ สมิธ " และ "เคนโด้" รวมทั้งนักมวยเลือดใหม่จากค่าย Jimjam Boxing มาร่วมสร้างแคมเปญเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์และสร้างแรงบันดาลใจ ภายใต้คอนเซปต์ "หมัดเด็ดคนสู้ชีวิต"ภายในงาน ทั้งสองท่านได้ร่วมพูดคุยและส่งต่อพลังบวกให้กับพี่น้องเครือข่ายแท็กซี่และผู้ร่วมงาน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค การต่อสู้กับความเหน็ดเหนื่อยในแต่ละวัน และการหา "หมัดเด็ด" หรือจุดแข็งในตัวเองเพื่อเอาชนะทุกความท้าทาย ซึ่งสอดคล้องกับจุดยืนของแบรนด์ KNOCKOUT ที่พร้อมเป็นเครื่องดื่มคู่ใจ เติมทั้งพลังกายและพลังใจให้ทุกคนลุกขึ้นสู้ต่อได้ในทุกสถานการณ์

แคมเปญนี้สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของ Jimjamthailand ที่ไม่ได้มองเพียงแค่การเติบโตทางธุรกิจ แต่ยังมุ่งมั่นที่จะเติบโตเคียงข้างสังคมไทย พร้อมเป็นพลังผลักดันให้ทุกคนน็อคเอาท์ทุกความเหนื่อยล้า และก้าวไปสู่เป้าหมายของชีวิตได้อย่างภาคภูมิใจ
ติดตามข่าวสารและกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่:Facebook Jimjam Thailand TikTok:JimJamThailand 

#Jimjam #jimjamthailand #เครื่องดื่มชูกำลังknockout #knockoutหมัดเด็ดคนสู้ชีวิต #JimjamKnockout

วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ส.ก.ไม้ อดีตกัปตันเกียรตินิยมการบินเหรียญทอง ขออยู่พัฒนาบางรักต่อในนามผู้สมัครอิสระ

ส.ก.ไม้ อดีตกัปตันเกียรตินิยมการบินเหรียญทอง ขออยู่พัฒนาบางรักต่อในนามผู้สมัครอิสระ


วันที่ 14 พ.ค. นายวิพุธ ศรีวะอุไร หรือ "ส.ก.ไม้" สมาชิกสภากรุงเทพมหานครเขตบางรัก และประธานสภากรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์ ว่า วาระการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ปีนี้ ซึ่งมีกำหนดวันรับสมัคร ในวันที่ 28 พฤษภาคม - 1 มิถุนายน 2569 และกำหนดให้วันเลือกตั้งคือ วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 นั้น จะลงสมัครในนามอิสระ ไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองเหมือนสมัยที่ผ่านมา


โดยเจ้าตัวยืนยัน พร้อมที่จะสู้ศึกกับผู้สมัครคนอื่นๆ ในเขตบางรัก มีการระบุในเฟซบุ๊กส่วนตัว ไปแล้ว ว่า "เราไม่ใช่พรรคการเมือง เราเป็นอิสระ เราไม่ซ่อนเร้นวาระ เราคือคนทำงาน คนทำงาน แปลว่า อิสระ” และ ประชาชนสามารถติดตามผลงาน การลงพื้นที่ และการดำเนินงานต่างๆ ได้ในเฟซบุ๊ก ชื่อว่า "บางรักทักวิพุธ" สำหรับการเลือกตั้ง กทม.2569 นี้ ซึ่งมีการชูนโยบายตามแผนที่จะทำต่อในอีก 4 ปีข้างหน้าหากได้รับเลือกตั้ง

ภายใต้แคมเปญ “บางรัก…พัฒนาต่อ” ที่จะผลักดันสิ่งที่มีศักยภาพอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น ไม่ใช่แค่ทำเพิ่ม แต่ทำให้ทุกระบบเชื่อมกัน และทำงานได้จริง ในฐานะที่เจ้าตัวเติบโตและผูกพันกับพื้นที่เขตบางรักมาโดยตลอด ได้ทำงานใกล้ชิดประชาชน และในอดีตที่ผ่านมา ก็เป็นฟันเฟืองสำคัญของทีม กทม.พรรคเพื่อไทย กระทั่งได้รับคะแนนเป็นอันดับ 1 ในการลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ก.เขตบางรัก ในนามพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2565


ส่วนผลงานเด่นในฐานะ ส.ก.ในช่วงที่ดำรงตำแหน่ง อาทิ การปรับปรุงศูนย์บริการสาธารณสุขในพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น , การจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยกับทางเดินเท้าที่สมดุล, ผลักดันงบประมาณซ่อมแซมท่อระบายน้ำและลอกท่อในตรอกซอกซอยของเขตบางรัก เพื่อรองรับน้ำรอการระบายในช่วงหน้าฝน, สนับสนุนการปรับปรุงพื้นที่รกร้างให้เป็นพื้นที่สีเขียวขนาดเล็ก (Pocket Park)

ขณะที่ในสภา กทม. นายวิพุธ ยังทำหน้าที่เป็นกรรมาธิการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยมักตั้งข้อสังเกตเรื่องความคุ้มค่าของโครงการขนาดใหญ่และการกระจายงบลงสู่ระดับเส้นเลือดฝอย โดยเจ้าตัวดำรงตำแหน่ง รองประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่หนึ่ง เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2567 – 27 มิถุนายน 2568 ก่อนที่จะได้รับเลือกจากที่ประชุมสภา กทม. ให้ดำรงตำแหน่งประธานสภากรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2568



สำหรับประวัติของ นายวิพุธ ศรีวะอุไร มีชื่อเล่นว่า ไม้ เกิดเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2533 โดยในปี 2569 จะมีอายุครบ 36 ปี จบปริญญาตรี วิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาการการบิน (เกียรตินิยมเหรียญทองอันดับ 1) สถาบันการบินพลเรือน ประเทศไทย ประสบการณ์การทำงาน เคยเป็นนักบิน บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ทำการบินในอากาศยานแบบ Boeing 777



มีประสบการณ์ทำงานแท่นขุดเจาะน้ำมันในทะเล ปฏิบัติงานกับ Transocean Deepwater และ Shelf Drilling ผ่านการอบรม หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรสำหรับผู้บริหารแห่งอนาคต (วปอ.บอ.) หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการพัฒนามหานคร (มหานคร รุ่น 10) หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการพัฒนาผู้นำเมือง (ผู้นำเมือง รุ่น 9) หลักสูตร “Climate Action Leaders Forum : CAL Forum รุ่น 4 (CAL 4)

วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ศรัทธาชายแดนใต้ “งานสมโภช 74 ปี ศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะ สุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส”

ปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ศรัทธาชายแดนใต้ “งานสมโภช 74 ปี ศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะ สุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส” 


บรรยากาศงานสมโภช 74 ปี ศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะ อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ปีนี้เป็นไปอย่างยิ่งใหญ่และคึกคักตลอดการจัดงาน ท่ามกลางประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้ศรัทธาทั้งชาวไทยและต่างประเทศที่เดินทางเข้าร่วมงานจำนวนมาก โดยกิจกรรมสำคัญภายในงาน ได้แก่ การแข่งขันเชิดสิงโตนานาชาติ ครั้งที่ 12 ประจำปี 2569 INTERNATIONAL LION DANCE COMPETITION 2026 โดยมี 7 ประเทศเข้าร่วมได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงค์โปร ออสเตรเลีย  จีน ฮ่องกง ไทย พร้อมขบวนแห่เกี้ยวองค์เจ้าแม่โต๊ะโมะอันยิ่งใหญ่ สะท้อนถึงพลังศรัทธาและการสืบสานวัฒนธรรมอันงดงามของชุมชนไทยเชื้อสายจีนในพื้นที่ชายแดนใต้ โดยได้รับเกียรติจาก นายบุญช่วย หอมยามเย็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เป็นประธานในพิธีเปิดงานสมโภช 74 ปี ศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะ สุไหงโก-ลก โดยมีนางขนิษฐา หอมยามเย็น นายกเหล่ากาชาดจังหวัดนราธิวาส นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ สส.นราธิวาส เขต 2 นายชาคริต สุรณัฐกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ปลัดจังหวัดนราธิวาส หัวหน้าส่วนราชการ นายอุทัย บุญอนันต์ ประธานศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะ ผู้จัดงาน พร้อมคณะกรรมการศาลเจ้า แขกผู้มีเกียรติ และประชาชน เข้าร่วม         ณ ลานศาลเจ้าเเม่โต๊ะโมะ อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส


นายบุญช่วย หอมยามเย็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า ในนามของจังหวัดนราธิวาสรู้สึกมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ในอำเภอสุไหงโก-ลก มีศาลเจ้าอันศักดิ์สิทธิ์ที่มีประวัติยาวนาน อีกทั้งยังได้มีการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่เป็นประจำทุกปี ซึ่งสถานที่เเห่งนี้นับเป็นศูนย์รวมใจของผู้ศรัทธามากมาย ทั้งจากในท้องถิ่น ต่างจังหวัด ตลอดจนพี่น้องชาวจีน มาเลเซีย และสิงคโปร์ ทั้งนี้ต้องขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมกันจัดงานในครั้งนี้ขึ้น และขออำนาจแห่งองค์เจ้าแม่โต๊ะโมะ จงดลบันดาลให้ทุกท่าน ประสบแต่ความสุข ความเจริญตลอดไป

นายอุทัย บุญอนันต์ ประธานศาลเจ้าเเม่โต๊ะโมะ กล่าวว่า คณะกรรมการศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะ สุไหงโก-ลก ได้กำหนดจัดงานสมโภชศาลเจ้าเเม่โต๊ะโมะมาอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปีจนถึงปัจจุบัน ครบรอบ 74 ปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาไว้ซึ่งประเพณีท้องถิ่นที่ดีงาม และเป็นการเปิดโอกาสให้คณะศิษยานุศิษย์ ผู้ศรัทธาในองค์เจ้าแม่โต๊ะโมะได้ร่วมกราบสักการะบูชา แสดงความกตัญญูกตเวทีต่อองค์เจ้าเเม่ และยังเป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับจังหวัดนราธิวาส ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของพื้นที่ต่อไป
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงาน คือ การแข่งขันเชิดสิงโตนานาชาติ ครั้งที่ 12 ประจำปี 2569 INTERNATIONAL LION DANCE COMPETITION 2026 ซึ่งมีนักกีฬาเชิดสิงโตจาก 7 ประเทศเข้าร่วมแข่งขัน ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงค์โปร ออสเตรเลีย  จีน ฮองกง ไทย ท่ามกลางเสียงเชียร์และกำลังใจจากประชาชนที่ร่วมชมการแข่งขันอย่างคึกคัก ผลการแข่งขันปรากฏว่า ทีม FUJIAN SHENG DE TANG DRAGON AND LION DANCE จากประเทศจีน โชว์ศักยภาพได้อย่างยอดเยี่ยม คว้ารางวัลชนะเลิศทั้ง 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทค่ายกล รับเงินรางวัล 40,000 บาท และประเภทเสาดอกเหมย รับเงินรางวัล 70,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลและเหรียญรางวัล สร้างความประทับใจให้กับผู้ชมตลอดการแข่งขัน


สำหรับผลการเเข่งขันเชิดสิงโตนานาชาติ ประเภทค่ายกล
 รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม FUJIAN SHENG DE TANG DRAGON AND LION DANCE รับเงินรางวัล 40,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลและเหรียญรางวัล
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีม THAILAND SIT EAK THAO MAHA PHORM THAILAND รับเงินรางวัล 30,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลและเหรียญรางวัล
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม HONG KONG GOLD DAIMOND SPORT CLUB HONG KONG รับเงินรางวัล 20,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลและเหรียญรางวัล
รางวัลชมเชยสิงโตเงิน รับเงินรางวัล 5,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัล และรางวัลชมเชยสิงโตทอง รับเงินรางวัล 8,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัล


ส่วนผลการเเข่งขันเชิดสิงโตนานาชาติเสาดอกเหมย 
รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม FUJIAN SHENG DE TANG DROGAN AND LION DANCE รับเงินรางวัล 70,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลและเหรียญรางวัล
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีม CICHANG STREET HAN SHOU TANG CULTURAL รับเงินรางวัล 50,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลและเหรียญรางวัล
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม SABAH NAM BANG LION DANCE รับเงินรางวัล 30,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลและเหรียญรางวัล
รางวัลชมเชยสิงโตเงิน รับเงินรางวัล 8,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัล และรางวัลชมเชยสิงโตทอง รับเงินรางวัล 10,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัล
ภายในงาน “งานสมโภช 74 ปี ศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะ สุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส” ยังมีพิธีสำคัญที่ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม คือ ขบวนแห่เกี้ยวองค์เจ้าแม่โต๊ะโมะและองค์เทพต่างๆ รอบเมืองสุไหงโก-ลก โดยมีนายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เป็นประธานปล่อยขบวนแห่ ท่ามกลางประชาชนและนักท่องเที่ยวที่มารอชมสองข้างทางอย่างเนืองแน่น ปีนี้มีขบวนเกี้ยวเข้าร่วมทั้งหมด 32 เกี้ยว จากหลากหลายจังหวัดทั่วประเทศ สร้างความตื่นตาตื่นใจด้วยสีสันแห่งศิลปวัฒนธรรมจีนอันงดงาม พร้อมไฮไลต์สำคัญ คือ การจุดประทัดมหามงคลกว่า 1,600,000 นัด เพื่อความเป็นสิริมงคลตามความเชื่อของชาวไทยเชื้อสายจีน สร้างความคึกคักและเสียงแห่งความศรัทธาดังกึกก้องไปทั่วอำเภอสุไหงโก-ลก พร้อมกิจกรรมทางวัฒนธรรมมากมาย ทั้งการแสดงงิ้ว ศิลปะพื้นบ้าน การแสดงจากศิลปินชื่อดัง พิธีลุยประทัดมหามงคล พิธีประมูลวัตถุมงคล และพิธีเทกระจาดมหากุศล ซึ่งล้วนสะท้อนถึงเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและพลังศรัทธาที่สืบทอดมายาวนานของชุมชนไทยเชื้อสายจีนในพื้นที่ชายแดนใต้ได้อย่างงดงามและยิ่งใหญ่

ชาวไร่ยาสูบลุกฮือต้านแนวคิดห้ามผู้ที่เกิดในปี พ.ศ. ที่กำหนดซื้อบุหรี่ ลั่นนโยบายสุดโต่งไม่ช่วยลดจำนวนผู้สูบบุหรี่

ชาวไร่ยาสูบลุกฮือต้านแนวคิดห้ามผู้ที่เกิดในปี พ.ศ. ที่กำหนดซื้อบุหรี่ 
ลั่นนโยบายสุดโต่งไม่ช่วยลดจำนวนผู้สูบบุหรี่


กระแสคัดค้านจากกลุ่มชาวไร่ยาสูบทั่วประเทศปะทุขึ้น หลังสมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ (สคสบ.) ได้เสนอมาตรการ “ห้ามผู้ที่เกิดในปีที่กำหนดซื้อบุหรี่” เพื่อลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ สร้างความไม่พอใจในหมู่ยาวไร่ยาสูบต่อท่าทีของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขที่มาจากพรรคภูมิใจไทยเป็นอย่างยิ่ง


นายกิตติทัศน์ ผาทอง เลขาภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า “ขณะนี้อุตสาหกรรมยาสูบไทยประสบปัญหามากมายอยู่แล้ว พรรคภูมิใจไทยไม่เห็นจะพูดแล้วทำ เพราะทำแต่สิ่งที่ไม่เคยพูดไว้ กฎหมายห้ามผู้ที่เกิดในปีที่กำหนดซื้อบุหรี่จะยิ่งซ้ำเติมอุตสาหกรรมยาสูบ โดยเฉพาะเรื่องบุหรี่เถื่อนที่จะทะลักมาล้นหลามแน่นอน ปัจจุบันบุหรี่ถูกกฎหมายยังขายได้ แต่บุหรี่เถื่อนกลับครองส่วนแบ่งการตลาดถึงกว่า 25% นอกจากนี้ หากกฎหมายนี้ผ่าน รัฐจะไม่สามารถจัดเก็บภาษีบุหรี่ได้เลย รายได้ที่เคยมีกว่า 47,000 ล้านบาทต่อปีอาจหายไป และส่งผลต่อเสถียรภาพทางการคลังของประเทศแน่นอน ผู้ทรงคุณวุฒิที่เสนอกฎหมายนี้ควรพิจารณาผลกระทบในวงกว้างอย่างรอบคอบ เพราะปัจจุบันไทยต้องกู้เงินเพิ่มเติมถึงกว่า 4 แสนล้าน การออกกฎหมายที่ขัดขวางการจัดเก็บรายได้รัฐถือเป็นการบั่นทอนการทำงานของทีมเศรษฐกิจอย่างยิ่ง”


นายสงกรานต์ ภัคดีจิตร นายกสมาคมชาวไร่ยาสูบเบอร์เลย์จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้แสดงความผิดหวังต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ ซึ่งเป็นชาวเพชรบูรณ์โดยกำเนิด และกล่าวว่า “จังหวัดที่มีต้นยาสูบเป็นตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัด ชีวิตเราเกิดและโตมากับการทำยาสูบ แต่รัฐมนตรีพัฒนาเกิดในครอบครัวที่ร่ำรวย ไม่เคยสัมผัสชีวิตเกษตรกร คงไม่ทราบว่ายาสูบสำคัญกับชาวเพชรบูรณ์อย่างไร การทำยาสร้างรายได้ที่มั่นคง ไม่ต้องคอยลุ้นราคารับซื้อ ไม่ต้องลุ้นว่าผลผลิตจะล้นตลาดไหม ทุกครั้งที่ปลูกก็สามารถการันตีกำไรได้เลย ต่างจากพืชชนิดอื่นที่ต้องคอยหวังพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ รายได้ที่มั่นคงจากยาสูบได้ยกระดับคุณภาพชีวิตของครอบครัวเกษตรกรจากรุ่นสู่รุ่น ปัจจุบันยาสูบเพชรบูรณ์ถือเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกสำคัญ สร้างรายได้ให้จังหวัดกว่า 210-250 ล้านบาทต่อปี หากกฎหมายนี้ผ่าน จะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรยาสูบกว่า 2,500 ครัวเรือนในเพชรบูรณ์ และกว่า 23,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ หากท่านรัฐมนตรีหวังจะเป็นฮีโร่ด้านสุขภาพ คงต้องแลกกับการเป็นผู้ร้ายทำลายชีวิตชาวไร่ยาสูบด้วย”
นายสงกรานต์ยังเสริมว่า “การแบนคนที่เกิดในปีที่กำหนดไม่ให้ซื้อบุหรี่มีการเริ่มทำแล้วในต่างประเทศก็จริง แต่ก็ยังไม่มีการวัดผลออกมาเลยว่าเป็นมาตรการที่ได้ผลจริง ช่วยลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ได้จริงหรือไม่ ไม่อยากให้เอาชีวิตและวิถีความเป็นอยู่ของชาวไร่ยาสูบมาแลกกับการชิงตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก”  
“ชาวไร่ยาสูบไทยขอเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ ทบทวน “มาตรการห้ามผู้ที่เกิดในปีที่กำหนดซื้อบุหรี่” อย่างรอบคอบอีกครั้ง โดยคำนึงถึงชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรและแรงงานในไร่ยาสูบกว่า 100,000 คน เพราะการตัดสินใจครั้งนี้อาจไม่เป็นผลดีกับการลดจำนวนผู้สูบบุหรี่อย่างที่หวัง แต่กลับเป็นผลเสียต่อเศรษฐกิจฐานราก รายได้ของประเทศในอนาคต และเพิ่มภาระให้กับการปราบปรามบุหรี่ผิดกฎหมายแทน ทั้งนี้ ชาวไร่ยาสูบยืนยันว่าความสุดโต่งไม่ใช่ทางออกของนโยบายสาธารณสุขไทย บทเรียนมากมายในการควบคุมยาสูบเกิดขึ้นและยังไม่ได้รับการแก้ไข และชาวไร่เป็นคนกลุ่มแรกที่รับผลกระทบอย่างแสนสาหัส อยากวอนขอให้รัฐพิจารณาหามาตรการกำกับดูแลที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย เพื่อรักษาสมดุลระหว่างสุขภาพประชาชนและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ” นายสงกรานต์ กล่าวทิ้งท้าย

วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ส.ก.เขตลาดพร้าว ณภัค เพ็งสุข ฉีกความเชื่อ เลือกตั้งครั้งใหม่ ไม่ติดป้ายหาเสียง ลดการกีดขวางทางเท้า การบดบังวิสัยทัศน์ การจราจรของประชาชน

ส.ก.เขตลาดพร้าว ณภัค เพ็งสุข ฉีกความเชื่อ เลือกตั้งครั้งใหม่ ไม่ติดป้ายหาเสียง ลดการกีดขวางทางเท้า การบดบังวิสัยทัศน์ การจราจรของประชาชน 


วันที่ 8 พ.ค. มีรายงาน ว่า นายณภัค เพ็งสุข ส.ก.เขตลาดพร้าว โพสต์ facebook ส่วนตัวระบุว่า ในการเลือกตั้ง ส.ก. ครั้งนี้ ผมได้รับฟังความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชนเรื่องที่จะ “ไม่ติดป้ายหาเสียง” เพื่อไม่สร้างภาระและสร้างความกีดขวางต่อพี่น้องประชาชน ทั้งบนทางเท้า การสัญจร และทัศนวิสัยบนท้องถนน โดยมีจุดมุ่งหมายคือ


1. ในทุกการเลือกตั้ง จะมีบอร์ดประชาสัมพันธ์รายชื่อและรูปผู้สมัครติดตั้งอยู่บริเวณหน้าหน่วยเลือกตั้งอยู่แล้ว เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลผู้สมัครได้ก่อนลงคะเเนนเสียง


2. เพื่อลดอุปสรรคต่อการสัญจรของประชาชน ทั้งการกีดขวางทางเท้า การบดบังทัศนวิสัย และการมองเห็นการจราจร ซึ่งในหลายพื้นที่ป้ายหาเสียงจำนวนมากอาจส่งผลต่อความปลอดภัยในการใช้ถนนของประชาชน


3. เพื่อลดปริมาณขยะและการใช้ทรัพยากรแบบใช้แล้วทิ้ง โดยในทุกการเลือกตั้งมักมีป้ายหาเสียงจำนวนมากที่กลายเป็นขยะหลังจบการเลือกตั้ง ทั้งโครงสร้าง เเผ่นพลาสติก(Vinyl) และวัสดุต่าง ๆ ซึ่งสร้างภาระต่อการจัดเก็บและสิ้นเปลืองทรัพยากร


4. การไม่ติดป้ายหาเสียงครั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าประมาทคู่แข่งหรือชะล่าใจต่อการแข่งขันทางการเมือง แต่เป็นความตั้งใจที่จะสะท้อนเจตนารมณ์ในการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอีกแนวทางหนึ่ง แม้จะเริ่มต้นจากพื้นที่เล็ก ๆ แต่ผมเชื่อว่าความเปลี่ยนแปลงสามารถเริ่มได้จากการลงมือทำ






"และด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ จะเป็นเเรงผลักดันทำให้ผมและทีมงานต้องขยันลงพื้นที่และทำงานให้หนักมากยิ่งขึ้น เพื่อเข้าถึงพี่น้องประชาชนทุกคน ทุกกลุ่ม และทุกพื้นที่ รับฟังทุกปัญหา พูดคุยกับประชาชนอย่างใกล้ชิด และทำงานการเมืองให้เข้าถึงประชาชน มากกว่าการสื่อสารผ่านป้ายหาเสียงเพียงอย่างเดียว


ผมเชื่อว่าการเริ่มต้นทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน ไม่ควรเริ่มต้นจากการสร้างภาระหรือผลกระทบให้กับประชาชนและพื้นที่สาธารณะ อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้ป้ายหาเสียงก็ยังเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญในการเข้าถึงประชาชน และเป็นสิทธิในการสื่อสารทางการเมืองของผู้สมัครทุกคนเช่นกัน" นายณภัค ระบุ


โดยหลังจากที่เจ้าตัวโพสต์ facebook ระบุถึงการปฏิรูปวิธีการหาเสียง ซึ่งเลือกที่จะไม่ใช้ป้ายประชาสัมพันธ์ไปติดตัังตามเสา พื้นที่สาธารณะข้างทาง ให้รกและบดบังทัศนียภาพเหมือนการเลือกตั้งทุกสนามที่ผู้สมัครคนไทยใช้เป็นวิธีหลักในอดีตนั้น ทำให้มีประชาชนเข้ามาสนใจและร่วม comment ในโพสต์ดังกล่าวจำนวนมาก


อบจ.มหาสารคาม ส่งครูกว่า 100 ชีวิต ดูงาน“ดรุณาราชบุรี”ต้นแบบโรงเรียนอนาคต ใช้ Active Learning ปั้นเด็กคิดวิเคราะห์ สร้างนวัตกรรมได้จริง

อบจ.มหาสารคาม ส่งครูกว่า 100 ชีวิต ดูงาน“ดรุณาราชบุรี”ต้นแบบโรงเรียนอนาคต ใช้ Active Learning ปั้นเด็กคิดวิเคราะห์ สร้างนวัตกรรมได้จริง ...