วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569

“จอมทรนง” เดินหน้ามหากาพย์ “2122 ARMAGEDDON WAR” ทดสอบนักแสดงกว่า 100 ชีวิต เดินไกล 6 กม. เตรียมเปิดกล้องใหญ่


“ทรนง ศรีเชื้อ” หรือ “จอมทรนง” ผู้สร้างและผู้กำกับภาพยนตร์ “2122 ARMAGEDDON WAR” เดินหน้าผลิตภาพยนตร์มหากาพย์แนวต่อต้านสงคราม วางแผนสร้างแบบไตรภาค งบประมาณ 500 ล้านบาทต่อภาค ล่าสุดนำนักแสดงและทีมงานกว่า 100 ชีวิต ทดสอบความพร้อมด้วยการเดินทางไกล 6 กิโลเมตร ก่อนเข้าสู่การถ่ายทำครั้งใหญ่
เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2569 “จอมทรนง” หรือ ทรนง ศรีเชื้อ ผู้สร้างและผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง “2122 ARMAGEDDON WAR” หรือ “กูนี่แหละอัจฉริยะ” นำนักแสดงและทีมงานสร้างส่วนหนึ่งมากกว่า 100 ชีวิต ร่วมทดสอบความพร้อมของร่างกายและการทำงาน ด้วยการเดินทางไกลระยะทางประมาณ 6 กิโลเมตร ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนอบอ้าวในพื้นที่ใจกลางกรุงเทพฯ
การทดสอบครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่การถ่ายทำจริง เนื่องจากภาพยนตร์มีฉากและรูปแบบการทำงานที่ต้องอาศัยความพร้อมของนักแสดงทั้งด้านร่างกายและจิตใจ โดยนักแสดงบางส่วนต้องสวมเครื่องแต่งกายที่มีน้ำหนักรวมประมาณ 3 กิโลกรัม เพื่อทดสอบความสามารถในการเคลื่อนไหวและความอดทนภายใต้สภาพการทำงานที่หนักหน่วง
ที่น่าสนใจคือการทดสอบครั้งนี้มีนักแสดงหลากหลายช่วงวัย ตั้งแต่ เด็กอายุ 8 ปี ไปจนถึงนักแสดงสูงวัยอายุ 83 ปี โดยผู้เข้าร่วมสามารถผ่านการทดสอบเบื้องต้นไปได้ ท่ามกลางการดูแลของทีมงาน
เปิดโปรเจกต์ใหญ่ หวังสร้างภาพยนตร์ไทยสู่ระดับโลก


สำหรับ “2122 ARMAGEDDON WAR” เป็นโครงการภาพยนตร์ที่วางแนวคิดในลักษณะมหากาพย์สงครามแห่งอนาคต พร้อมนำเสนอแนวคิด ต่อต้านสงคราม (Anti-War) และสะท้อนผลกระทบจากความขัดแย้งและความรุนแรงที่มีต่อมนุษยชาติ
โครงการดังกล่าวเคยมีการแถลงข่าวเปิดตัวเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2568 ณ สวนสยาม และได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน โดยมีการนำเสนอรายละเอียดเกี่ยวกับแนวคิดและแผนการสร้างภาพยนตร์ขนาดใหญ่ รวมถึงเป้าหมายในการผลักดันผลงานไทยสู่ระดับนานาชาติ
จากข้อมูลความคืบหน้าล่าสุดที่ทีมผู้สร้างเปิดเผย ระบุว่า “2122 ARMAGEDDON WAR” วางแผนสร้างในรูปแบบ ภาพยนตร์ไตรภาค โดยตั้งงบประมาณการสร้างประมาณ 500 ล้านบาทต่อภาค หรือรวมทั้งโครงการมากกว่า 1,500 ล้านบาท และใช้ระยะเวลาการผลิตต่อเนื่องหลายปี “จอมทรนง” ย้ำทำงานนอกกรอบ


“จอมทรนง” กล่าวว่า แนวทางการทำงานของตนแตกต่างจากการสร้างภาพยนตร์ตามรูปแบบพื้นฐานทั่วไป โดยให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมของนักแสดงและทีมงานอย่างจริงจัง เพื่อให้ทุกคนสามารถรับมือกับสภาพการทำงานที่ต้องเผชิญตลอดระยะเวลาการถ่ายทำ
สำหรับกำหนดการล่าสุด ทีมงานเตรียมเข้าสู่กระบวนการถ่ายทำตั้งแต่ เดือนกันยายน 2569 และวางแผนถ่ายทำต่อเนื่องไปจนถึงเดือนธันวาคม 2570


โปรเจกต์ “2122 ARMAGEDDON WAR” จึงนับเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ไทยที่น่าจับตามอง ทั้งจากขนาดของโครงการ จำนวนบุคลากรที่เกี่ยวข้อง แนวคิดการสร้างภาพยนตร์แนวต่อต้านสงคราม ตลอดจนกระบวนการเตรียมนักแสดงที่แตกต่างจากการทำงานภาพยนตร์ทั่วไป
หลังจากนี้ต้องติดตามว่า “จอมทรนง” และทีมงานจะนำมหากาพย์ “2122 ARMAGEDDON WAR” ออกมาในรูปแบบใด และจะสามารถผลักดันภาพยนตร์ไทยแนวมหากาพย์เรื่องนี้ไปสู่ตลาดระดับนานาชาติได้มากน้อยเพียงใด

ททท. ภูมิภาคภาคตะวันออก ชูความสำเร็จ "Agent Fam Trip: Give & Go East" ปลื้มผู้ประกอบการตอบรับเยี่ยม พร้อมต่อยอดขายแพ็กเกจ Corporate กระตุ้นเศรษฐกิจ


นางกนกกิตติกา กฤตย์วุฒิกร ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับพันธมิตรภาคเอกชน ประกาศความสำเร็จการจัดโครงการ "Agent Fam Trip: Give & Go East" ระหว่างวันที่ 8 - 9 สิงหาคม 2569 ณ จังหวัดนครนายก และจังหวัดปราจีนบุรี โดยดึงผู้ประกอบการตลาด Corporate จากภาคตะวันออกและภาคกลางกว่า 52 ราย เข้าร่วมทดสอบเส้นทางท่องเที่ยวต้นแบบ มุ่งเป้าผลักดันภาคตะวันออกสู่การเป็น Corporate Travel Destination อย่างเต็มรูปแบบ
ตลอดระยะเวลา 2 วัน 1 คืน ผู้เข้าร่วมโครงการได้สัมผัสประสบการณ์ตรงเพื่อนำไปต่อยอด เป็นโปรแกรมจัด  ทริปองค์กร ผ่าน 4 กิจกรรมไฮไลท์สำคัญที่ตอบโจทย์การท่องเที่ยวเชิงธุรกิจได้อย่างครบถ้วน ได้แก่
• เชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจ (Eastern Connect)  เปิดเวทีเจรจาธุรกิจและอัปเดตสินค้าทางการท่องเที่ยวใหม่ๆ ผ่านการรับฟัง Product Presentation จาก ททท. สำนักงานในภูมิภาคภาคตะวันออกทั้ง 6 แห่ง
• ส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ลงพื้นที่ปฏิบัติจริงผ่านกิจกรรมทำความสะอาดกรงสัตว์ป่า ณ ศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าที่ 1 (นครนายก) และกิจกรรมทำโป่งเทียมเพื่อเสริมแร่ธาตุให้สัตว์ป่าบนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
• เรียนรู้วิถีชุมชนและธรรมชาติ ศึกษาศาสตร์พระราชาและร่วมเวิร์กชอปทำข้าวกระยาคูจากน้ำนมข้าวอ่อน ณ ศูนย์เรียนรู้ภูกะเหรี่ยง 
• เสริมสร้างความสามัคคี (Team Building) ทดสอบความพร้อมของเส้นทางแอดเวนเจอร์ผ่านกิจกรรมล่องแก่งแม่น้ำนครนายก
การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม โดยพบว่ากว่าร้อยละ 80 ของผู้ประกอบการมีความมั่นใจและพร้อมนำองค์ความรู้ตลอดจนเส้นทางต้นแบบนี้ ไปพัฒนาต่อยอดเป็นโปรแกรมท่องเที่ยวที่เสนอขายได้จริง ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการเดินทางแบบหมู่คณะ เพิ่มจำนวนวันพักค้าง และกระจายรายได้ลงสู่ผู้ประกอบการตลอดจนชุมชนในระดับพื้นที่ ถือเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชน เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ของการท่องเที่ยวภาคตะวันออกอย่างยั่งยืน

“เอกนิติ” เตือนบริษัทมหาชนที่ค้างชำระค่าบริการวิชาชีพ ต้องเปิดเผยข้อมูลทางบัญชีอย่างถูกต้อง ระวังการนำส่งงบการเงินต่อ ก.ล.ต. โดยไม่แสดงภาระหนี้ตามข้อเท็จจริง อาจเข้าข่ายรายงานข้อมูลอันเป็นเท็จ


วันนี้ นางสาวสิริรัตน์ ราวินิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอกนิติ อินเตอร์ลอว์ จำกัด สำนักงานกฎหมายชั้นนำของประเทศ เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีลูกความและบริษัทหลายแห่ง รวมถึงบริษัทมหาชนบางแห่ง ยังคงค้างชำระค่าบริการวิชาชีพแก่บริษัท

หากลูกหนี้มิได้บันทึกหรือเปิดเผยภาระหนี้ดังกล่าวไว้ในงบการเงินอย่างถูกต้องและครบถ้วน อาจส่งผลให้ข้อมูลเกี่ยวกับฐานะทางการเงินของบริษัทไม่ตรงตามข้อเท็จจริง และอาจทำให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. ตลอดจนผู้ถือหุ้นและผู้ลงทุน ไม่ได้รับทราบข้อมูลอย่างครบถ้วน

บริษัท เอกนิติ อินเตอร์ลอว์ จำกัด จึงอยู่ระหว่างรวบรวมและตรวจสอบเอกสารหลักฐาน หากพบว่ามีการนำส่งหรือเปิดเผยข้อมูลทางบัญชีที่ไม่ถูกต้อง บริษัทจะดำเนินการแจ้งข้อเท็จจริงและเอกสารที่เกี่ยวข้องต่อ ก.ล.ต. และหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ เพื่อให้ตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ด้าน ดร.มนต์ชัย จงไกรรัตนกุล หรือ “ทนายแก้ว” ผู้บริหารบริษัท เอกนิติ อินเตอร์ลอว์ จำกัด เปิดเผยเพิ่มเติมว่า

“การที่บริษัทต่าง ๆ ประสบปัญหาและค้างชำระค่าบริการวิชาชีพนั้น ผู้บริหารสามารถเข้าใจได้ เนื่องจากการดำเนินธุรกิจย่อมมีทั้งช่วงขาขึ้นและขาลง อย่างไรก็ตาม ทุกบริษัทควรดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา และจัดทำหรือเปิดเผยข้อมูลทางบัญชีต่อหน่วยงานภาครัฐให้ถูกต้องครบถ้วนตามความเป็นจริง ไม่ควรปกปิดภาระหนี้หรือรายงานข้อมูลที่คลาดเคลื่อน”

ขณะที่นายประลอง บุญชัย ทนายความหัวหน้าสำนักงาน กล่าวทิ้งท้ายว่า

“เอกนิติมุ่งมั่นให้บริการลูกความทุกท่านด้วยความจริงใจและรักษามิตรภาพที่ดีต่อกัน ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างสำนักงานกับลูกความก็ควรอยู่บนพื้นฐานของความสุจริตและความเป็นธรรม ลูกความไม่เอาเปรียบเรา และเราก็จะไม่เอาเปรียบลูกความ ซึ่งเป็นหลักการที่ผู้ก่อตั้งเอกนิติย้ำเตือนเสมอว่า เราจะไม่เอาเปรียบใคร แต่ขณะเดียวกัน เราก็จำเป็นต้องรักษาสิทธิและผลประโยชน์อันชอบธรรมของบริษัทเช่นกัน”

สวธ. จัดงานมหกรรมนิทรรศการศิลปะแห่งชาติ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ศิลปะนานาชาติ : Art Exchange 2026 เปิดเวทีสร้างสรรค์ศิลปะไทยสู่สากล เชื่อมโยงเครือข่ายศิลปินไทยและนานาชาติ


วันเสาร์ที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๖๙ เวลา ๑๔.๐๐ น. นายชวน หลีกภัย ฐาปนันดรศิลปิน เป็นประธานในพิธีเปิดงานมหกรรมนิทรรศการศิลปะแห่งชาติ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ศิลปะนานาชาติ : Art Exchange 2026 จัดโดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม โดยมีนางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เป็นผู้กล่าวรายงานถึงความเป็นมาและวัตถุประสงค์ในการจัดงาน และมีนางกาญจนา โอษฐยิ้มพราย ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป นายอนุกูล ใบไกล ผู้อำนวยการกองกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม พร้อมด้วยผู้บริหารกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ตลอดจนคณะศิลปินแห่งชาติที่ร่วมจัดแสดงผลงาน ผู้บริหารสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ผู้แทนจากวิทยาลัยช่างศิลป์สุพรรณบุรี ผู้แทนจากวิทยาลัยช่างศิลป์นครศรีธรรมราช ผู้แทนสถาบันการศึกษาแห่งกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม สื่อมวลชน และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วม ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร


นายชวน หลีกภัย ฐาปนันดรศิลปิน ประธานในพิธี กล่าวว่า ศิลปะมิได้เป็นเพียงผลงานแห่งความงดงาม หากยังเป็นภาษาสากลที่สะท้อนความคิด จิตวิญญาณ และอัตลักษณ์ของผู้คน สามารถเชื่อมโยงความรู้สึกของมนุษย์ข้ามพรมแดนทางภาษาและวัฒนธรรมได้อย่างลึกซึ้ง โดยผลงานที่จัดแสดงภายในงานมหกรรมนิทรรศการศิลปะแห่งชาติ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ศิลปะนานาชาติ : Art Exchange 2026 ล้วนถ่ายทอดความคิด ประสบการณ์ และมุมมองอันทรงคุณค่าของศิลปินแห่งชาติ ศิลปินจากประเทศเวียดนาม และศิลปินรุ่นใหม่ ซึ่งจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจ ความสุข และเปิดมุมมองใหม่ให้แก่ผู้เข้าชม พร้อมทั้งชื่นชมกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ศิลปินแห่งชาติ ศิลปินจากประเทศเวียดนาม และทุกภาคส่วนที่ร่วมกันจัดงานอันทรงคุณค่านี้ขึ้น เพื่อเป็นเวทีสำคัญในการเผยแพร่ ถ่ายทอด และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางศิลปะทั้งในระดับชาติและนานาชาติ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาศิลปวัฒนธรรมของประเทศ อีกทั้งเชื่อมั่นว่างานดังกล่าวจะเปิดโอกาสให้ศิลปินแห่งชาติ ศิลปินรุ่นใหม่ นักเรียน นักศึกษา เยาวชน ครู อาจารย์ และประชาชนผู้สนใจ ได้เรียนรู้ แลกเปลี่ยนแนวคิด เทคนิค และกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะร่วมสมัย ตลอดจนซาบซึ้งในคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทย เกิดความรัก ความภาคภูมิใจ และความตระหนักถึงคุณค่าของมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ ควบคู่กับการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวัฒนธรรมกับศิลปินนานาชาติ เพื่อยกระดับวงการศิลปะไทยสู่เวทีสากลอย่างสง่างามและยั่งยืน


ด้าน นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวว่า เนื่องในวาระครบรอบ ๔๐ ปี ของคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ซึ่งปัจจุบันคือกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม กรมฯ ได้จัดงานมหกรรมนิทรรศการศิลปะแห่งชาติ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ศิลปะนานาชาติ : Art Exchange 2026 เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและสืบสานพระราชปณิธานด้านศิลปวัฒนธรรมของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร องค์อัครศิลปิน ตลอดจนส่งเสริมให้ศิลปินแห่งชาติได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ ภูมิปัญญา และประสบการณ์ด้านศิลปะสู่เด็ก เยาวชน นักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ และประชาชน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานและสืบทอดมรดกภูมิปัญญาทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ ควบคู่กับการเปิดพื้นที่ให้ศิลปินไทยและศิลปินจากนานาประเทศได้แลกเปลี่ยนแนวคิด เทคนิค และกระบวนการสร้างสรรค์งานศิลปะร่วมสมัย อันจะนำไปสู่การยกระดับวงการศิลปะไทยสู่เวทีสากล ขยายเครือข่ายความร่วมมือทางวัฒนธรรม และขับเคลื่อนทุนทางวัฒนธรรมของชาติให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติอย่างยั่งยืน 


กิจกรรมในงานมหกรรมนิทรรศการศิลปะแห่งชาติ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ศิลปะนานาชาติ : Art Exchange 2026 ประกอบด้วย 
๑. การแสดงทางวัฒนธรรมในพิธีเปิด 
๒. การปาฐกถาพิเศษ ในวาระครบรอบ “๔ ทศวรรษ องค์อัครศิลปิน” โดย นายชวน หลีกภัย ฐาปนันดรศิลปิน 
๓. พิธีมอบประกาศนียบัตรให้แก่ศิลปินจากประเทศเวียดนาม ที่ร่วมจัดแสดงผลงาน 
๔. พิธีเปิดนิทรรศการฯ ณ บริเวณด้านหน้าทางเข้าห้องนิทรรศการหมุนเวียน ๑
๕. การชมนิทรรศการ ประกอบด้วยนิทรรศการ จำนวน ๓ โซน ได้แก่ (๑) โซนที่ ๑ การจัดแสดงนิทรรศการรำลึก “อัครศิลปิน” และ “อัคราภิรักษศิลปิน” (๒) โซนที่ ๒ การจัดแสดงนิทรรศการ ๓ มุมมองศิลปินแห่งชาติ ๓ VISION : อินสนธิ์ วงค์สาม / ทวี รัชนีกร / พิชัย นิรันต์ และ (๓) โซนที่ ๓ การจัดแสดงนิทรรศการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ศิลปะนานาชาติ : Art Exchange 2026 จำนวน ๑๔ จุด ได้แก่
    ๕.๑ นายชวน หลีกภัย ฐาปนันดรศิลปิน
    ๕.๒ นายกมล ทัศนาญชลี ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรมและสื่อผสม) พุทธศักราช ๒๕๔๐
    ๕.๓ นายอินสนธิ์ วงค์สาม ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประติมากรรม) พุทธศักราช ๒๕๔๒
    ๕.๔ นายพิชัย นิรันต์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) พุทธศักราช ๒๕๔๖
    ๕.๕ นายทวี รัชนีกร ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประติมากรรม) พุทธศักราช ๒๕๔๘
    ๕.๖ นายธงชัย รักปทุม ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) พุทธศักราช ๒๕๕๓
    ๕.๗ นายปัญญา วิจินธนสาร ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) พุทธศักราช ๒๕๕๗
    ๕.๘ ศาสตราจารย์เกียรติคุณวิชัย สิทธิรัตน์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประติมากรรม) พุทธศักราช ๒๕๕๘
    ๕.๙ นายสมศักดิ์ เชาวน์ธาดาพงศ์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) พุทธศักราช ๒๕๖๐
    ๕.๑๐ ศาสตราจารย์เกียรติคุณปริญญา ตันติสุข ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) พุทธศักราช ๒๕๖๑
    ๕.๑๑ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์
    ๕.๑๒ วิทยาลัยช่างศิลป์สุพรรณบุรี
    ๕.๑๓ วิทยาลัยช่างศิลป์นครศรีธรรมราช
    ๕.๑๔ สถาบันการศึกษาแห่งเมืองฮานอย ประเทศเวียดนาม

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ขอเชิญชวนประชาชนร่วมชมนิทรรศการศิลปะแห่งชาติ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ศิลปะนานาชาติ : Art Exchange 2026 ระหว่างวันที่ ๖ - ๓๐ สิงหาคม ๒๕๖๙ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า กรุงเทพมหานคร (เปิดทำการวันพุธ - วันอาทิตย์ เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. ปิดทำการในวันจันทร์ วันอังคาร รวมถึงวันหยุดนักขัตฤษ์) เพื่อเปิดประสบการณ์การเรียนรู้คุณค่าของศิลปะและวัฒนธรรมผ่านผลงานของศิลปินแห่งชาติ ศิลปินรุ่นใหม่ และศิลปินจากนานาชาติ พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมอง แรงบันดาลใจ และกระบวนการสร้างสรรค์งานศิลปะร่วมสมัย อันจะนำไปสู่การสร้างความรัก ความภาคภูมิใจ และความตระหนักในคุณค่าของมรดกทางศิลปวัฒนธรรมไทย ตลอดจนร่วมกันสืบสานและต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมของชาติสู่เวทีสากลอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569

รฟท. เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชน ครั้งที่ 2 โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม “วงเวียนใหญ่–มหาชัย” เดินหน้าพัฒนาโครงการบนพื้นฐานข้อเท็จจริงและการมีส่วนร่วม


กรุงเทพมหานคร – 7 สิงหาคม 2569 การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 2 (ปัจฉิมนิเทศโครงการ) ภายใต้งานจ้างที่ปรึกษาเพื่อทบทวนผลการศึกษาความเหมาะสม ออกแบบรายละเอียด จัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และจัดทำร่างเอกสารประกวดราคา โครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงเข้ม ช่วงวงเวียนใหญ่–มหาชัย ณ ห้องประชุม Auditorium KX ชั้น 7 อาคารเคเอกซ์ (KX) เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร


การประชุมได้รับเกียรติจาก นายวิชาญ นาควงษ์ วิศวกรอำนวยการศูนย์บริหารโครงการพิเศษ 1 การรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นประธานเปิดการประชุม พร้อมด้วย ดร.พิชิต จำนงพิพัฒน์กุล ผู้จัดการโครงการ กล่าวรายงาน โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัชกรุงเทพมหานคร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ผู้นำชุมชน สื่อมวลชน และประชาชนผู้สนใจ เข้าร่วมกว่า 200 คน


นอกจากนี้ ยังมี นายพงษ์สรณัฐ ทองลี (ทนายคิว) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต 26 และ นายณพัฎน์ จิตตภินันท์กัณตา (นัท) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต 24 เข้าร่วมรับฟังการนำเสนอผลการศึกษา พร้อมร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อโครงการ เพื่อสะท้อนมุมมองของประชาชนในพื้นที่และสนับสนุนการพัฒนาโครงการให้เกิดประโยชน์สูงสุด

การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอผลการศึกษาของโครงการในภาพรวม พร้อมเปิดเวทีให้ผู้เข้าร่วมประชุมซักถาม แสดงความคิดเห็น และเสนอข้อห่วงกังวล เพื่อนำข้อมูลไปประกอบการปรับปรุงผลการศึกษาให้มีความสมบูรณ์ สอดคล้องกับสภาพพื้นที่จริง และคำนึงถึงประโยชน์ของทุกภาคส่วน

โครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดงเข้ม ช่วงวงเวียนใหญ่–มหาชัย มีระยะทางประมาณ 36.8 กิโลเมตร จำนวน 17 สถานี ออกแบบเป็นระบบรถไฟฟ้ายกระดับ โดยแนวเส้นทางส่วนใหญ่วางอยู่ในเขตทางรถไฟเดิม เริ่มต้นจากบริเวณวงเวียนใหญ่ ผ่านพื้นที่สำคัญของฝั่งธนบุรี ได้แก่ ตลาดพลู สำเหร่ ถนนรัชดาภิเษก จุดเชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้ม ถนนกาญจนาภิเษก ก่อนเข้าสู่จังหวัดสมุทรสาคร และสิ้นสุดที่สถานีมหาชัย บริเวณถนนเอกชัย

แนวเส้นทางประมาณร้อยละ 95 อยู่ในเขตทางเดิมของการรถไฟแห่งประเทศไทย ช่วยลดผลกระทบด้านการเวนคืนและการจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน ขณะเดียวกันการยกระดับทางรถไฟจะช่วยลดจุดตัดเสมอระดับ เพิ่มความปลอดภัย ลดผลกระทบด้านการจราจร และเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางของประชาชน

โครงการกำหนดให้ใช้ขบวนรถไฟฟ้าแบบ Electric Multiple Unit (EMU) พร้อมพัฒนาสถานีให้รองรับผู้โดยสารทุกกลุ่ม เชื่อมโยงกับระบบขนส่งสาธารณะ ถนนสายหลัก และชุมชนโดยรอบ รวมถึงจัดตั้งศูนย์ซ่อมบำรุงเพื่อรองรับการให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อโครงการแล้วเสร็จ คาดว่าจะช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทางระหว่างกรุงเทพมหานครและจังหวัดสมุทรสาคร ลดระยะเวลาเดินทาง เพิ่มความปลอดภัย สนับสนุนการเดินทางเพื่อการศึกษา การทำงาน การค้า การขนส่ง และการท่องเที่ยว รวมถึงช่วยเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

ตลอดกระบวนการศึกษา โครงการได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสัมภาษณ์เชิงลึก การประชุมปฐมนิเทศ การประชุมกลุ่มย่อย และการประชุมรับฟังความคิดเห็นหลายรูปแบบ เพื่อให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนถูกนำไปประกอบการจัดทำผลการศึกษาฉบับสมบูรณ์ ภายใต้หลักความโปร่งใส รอบคอบ และการมีส่วนร่วมของประชาชน


ภายในงานมีการลงทะเบียนผู้เข้าร่วมประชุม และรับเอกสารประกอบการประชุม โดย นางสาวอรนุช ศิลปินมีพันธ์ ก่อนรับชมวีดิ ทัศน์สรุปผลการศึกษาโครงการ

จากนั้นเป็นพิธีเปิดการประชุม โดย ดร.พิชิต จำนงพิพัฒน์กุล ผู้จัดการโครงการ กล่าว รายงาน และ นายวิชาญ นาควงษ์ วิศวกร อำนวยการศูนย์บริหารโครงการพิเศษ 1 การ รถไฟแห่งประเทศไทย กล่าวเปิดการประชุม


ภายหลังพิธีเปิด ได้มีการนำเสนอผลการ ศึกษาโครงการในประเด็นสำคัญ ประกอบ ด้วย

สรุปความเหมาะสม แนวเส้นทาง และรูป แบบการพัฒนาโครงการ โดย ดร.วัชระ สัตยาประเสริฐ

การศึกษาด้านก การเดินรถ โดย นายเมษะพล พรรณเชษฐ์

รูปแบบโครงสร้างทางวิศวกรรม โดย ผศ.ดร.ทศพล ปิ่นแก้ว

รูปแบบสถานีและสถาปัตยกรรม โดย นายนเรศ เทพพุฒิ

ความเหมาะสมด้านเศรษฐกิจ การเงิน และการลงทุน โดย นายศักดิ์สิทธิ์ วัฒนเวช

ผลกระทบสิ่งแวดล้อม มาตรการป้องกัน แก้ไข และลดผลกระทบ โดย ดร.พิเศษ เสนาวงษ์


หลังจากการนำเสนอ ผู้เข้าร่วมประชุมได้ร่วม อภิปราย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และเสนอข้อเสนอแนะต่อโครงการ ก่อนสรุปสาระ สำคัญของการประชุม ปิดการประชุม


การประชุมครั้งนี้สะท้อนถึงแนวทางการดำเนินงานของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ให้ความสำคัญกับ การรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การพัฒนาโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม ช่วงวงเวียนใหญ่–มหาชัย เป็นไปบนพื้นฐานของข้อมูล ข้อเท็จจริง และการมีส่วนร่วมของประชาชน อันจะนำไปสู่การพัฒนาระบบคมนาคมที่มีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการสร้างสมดุลด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569

"ล่าม" ภาพยนตร์สร้างจากเรื่องจริงของ "เบญจวรรณ ภูมิแสน" เปิดกาล่าพรีเมียร์สุดอบอุ่น ถ่ายทอดพลังของภาษา...ที่เปลี่ยนชีวิตผู้คน


อบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความประทับใจ สำหรับงานกาล่าพรีเมียร์ภาพยนตร์ "ล่าม (LAAM : The Thai Interpreter)" ภาพยนตร์ไทยที่สร้างจากเรื่องจริงของ "เบญจวรรณ ภูมิแสน" ล่ามไทยผู้ใช้ "พลังของภาษา" เป็นสะพานเชื่อมความหวัง ความเข้าใจ และโอกาสให้กับคนไทยในต่างแดน ผ่านประสบการณ์การทำงานในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีเหล่านักแสดง ทีมผู้สร้าง ศิลปิน คนบันเทิง และสื่อมวลชน เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ โรงภาพยนตร์ เอ็มควอเทียร์ ซีนีอาร์ต ชั้น 4 ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ กรุงเทพมหานคร


ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวของ "ล่าม" แต่เป็นการถ่ายทอดชีวิตของผู้หญิงธรรมดาที่ใช้ภาษาเป็นเครื่องมือสร้างความเข้าใจ ช่วยเหลือผู้คนในช่วงเวลาสำคัญของชีวิต พร้อมสะท้อนประเด็นด้านแรงงานไทย สิทธิมนุษยชน และคุณค่าของการสื่อสารข้ามวัฒนธรรมได้อย่างลึกซึ้งและกินใจ


ภายในงานได้รับเกียรติจาก ดร. วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, เลขาธิการสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ, ประธานคณะที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์, กรรมการและกรรมการบริหารมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เป็นประธานกล่าวเปิดงาน พร้อมด้วย เบญจวรรณ ภูมิแสน (ครูเอ๋) เจ้าของเรื่องจริงที่เป็นแรงบันดาลใจของภาพยนตร์ ร่วมถ่ายทอดมุมมองและความหวังว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะช่วยสร้างความตระหนักรู้และเป็นประโยชน์ต่อสังคมไทย



นอกจากนี้ยังมี คริสโตเฟอร์ กอร์ช ผู้กำกับและผู้สร้าง พร้อมทีมนักแสดงนำ อาทิ สกุลกานต์ แพรรี่ พิภพมงคล (แพรรี่) ผู้รับบท "ลัดดาวัลย์", ฮีน-ศศิธร พานิชนก, สิทธิกร กันยาใจ (จ่าโอ), เกศิณี มณีอินทร์,  เอิน-กัลยกร กาญจนเศรษฐ์ และ คุณอรุณศักดิ์ อ่องลออThailand consultant ร่วมพูดคุยถึงเบื้องหลังการทำงานและแรงบันดาลใจในการถ่ายทอดเรื่องราวอันทรงคุณค่านี้สู่จอภาพยนตร์


บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน บุคคลสำคัญในแวดวงภาพยนตร์ ศิลปิน นักแสดง อินฟลูเอนเซอร์ และสื่อมวลชน ที่มาร่วมเป็นสักขีพยานในการเปิดตัวภาพยนตร์ไทยอีกหนึ่งเรื่องที่ถูกจับตามอง และคาดว่าจะสร้างกระแสพูดถึงอย่างกว้างขวางในช่วงเทศกาลวันแม่แห่งชาติ


"ล่าม (LAAM : The Thai Interpreter)" มีกำหนดเข้าฉายพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 12 สิงหาคม 2569 วันแม่แห่งชาติ ภายใต้ข้อความที่กินใจว่า "เมื่อคำพูดกลายเป็นกำแพง...ล่ามจึงกลายเป็นสะพาน" พร้อมชวนทุกครอบครัวควงคุณแม่มาสัมผัสภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ ความอบอุ่น และคุณค่าของการเข้าใจซึ่งกันและกัน เพราะบางครั้ง...คำพูดอาจเปลี่ยนชีวิตคนได้ทั้งชีวิต

รถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม วงเวียนใหญ่–มหาชัย ก้าวสำคัญสู่อนาคตสมุทรสาคร ภาครัฐ-ท้องถิ่น-ประชาชน ร่วมหนุนโครงการ

การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เดินหน้าผลักดันโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดงเข้ม ช่วงวงเวียนใหญ่–มหาชัย ระยะทางประมาณ 36.8 กิโลเมตร จำนวน 17 สถานี หลังผลการศึกษาความเหมาะสมชี้ชัดว่าโครงการมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและมีศักยภาพในการยกระดับการเดินทาง การค้า การลงทุน และคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครฝั่งธนบุรีและจังหวัดสมุทรสาคร

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 การรถไฟแห่งประเทศไทยได้จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 2 (การประชุมปัจฉิมนิเทศโครงการ) ณ โรงแรมเซ็นทรัลเพลส จังหวัดสมุทรสาคร โดยมี นายบรรพต จันทรวงษ์ ปลัดจังหวัดสมุทรสาคร เป็นประธานเปิดการประชุม พร้อมด้วย ดร.พิชิต จำนงพิพัฒน์กุล ผู้จัดการโครงการ กล่าวรายงาน และ ดร.พิเศษ เสนาวงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วม โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม ช่วงวงเวียนใหญ่–มหาชัย ร่วมชี้แจงผลการศึกษาและตอบข้อซักถามจากผู้เข้าร่วมประชุม

ภายในงานมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าร่วมกว่า 200 คน นำโดย นายอุดม ไกรวัตนุสสรณ์ (ปลัดแต) นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรสาคร และ นายณัฐพงษ์ สุมโนธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน จังหวัดสมุทรสาคร เขต 1 ซึ่งร่วมรับฟังผลการศึกษา พร้อมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อให้โครงการตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนมากที่สุด

โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม ช่วงวงเวียนใหญ่–มหาชัย ใช้โครงสร้างทางยกระดับตลอดสาย โดยประมาณร้อยละ 75 ของแนวเส้นทางอยู่ในเขตทางรถไฟเดิมของการรถไฟแห่งประเทศไทย ช่วยลดผลกระทบด้านการเวนคืนที่ดิน เพิ่มความปลอดภัยจากจุดตัดทางรถไฟ และรองรับการเดินทางของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผลการศึกษายังระบุว่า โครงการมีมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 71,224.06 ล้านบาท และมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ด้วยมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) กว่า 31,602 ล้านบาท อัตราส่วนผลประโยชน์ต่อค่าใช้จ่าย (B/C Ratio) 1.69 และอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (EIRR) ร้อยละ 12.12 สะท้อนถึงศักยภาพในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

การรถไฟแห่งประเทศไทยยืนยันว่าจะรวบรวมข้อคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อนำไปปรับปรุงรายงานผลการศึกษาฉบับสมบูรณ์ ก่อนเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป เพื่อผลักดันให้โครงการสำคัญนี้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นอีกหนึ่งโครงสร้างพื้นฐานหลักในการขับเคลื่อนจังหวัดสมุทรสาครสู่อนาคต

“จอมทรนง” เดินหน้ามหากาพย์ “2122 ARMAGEDDON WAR” ทดสอบนักแสดงกว่า 100 ชีวิต เดินไกล 6 กม. เตรียมเปิดกล้องใหญ่

“ทรนง ศรีเชื้อ” หรือ “จอมทรนง” ผู้สร้างและผู้กำกับภาพยนตร์ “2122 ARMAGEDDON WAR” เดินหน้าผลิตภาพยนตร์มหากาพย์แนวต่อต้านสงคราม วางแผนสร้างแบบ...