วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

เครื่องดื่มชูกำลัง "KNOCKOUT" ผนึกกำลัง สมาคมแท็กซี่ ปูพรมกระจายสินค้าทั่วประเทศ "มาดามพิม - เคนโด้" ร่วมปลุกพลังใจ "หมัดเด็ดคนสู้ชีวิต"

เครื่องดื่มชูกำลัง "KNOCKOUT" ผนึกกำลัง สมาคมแท็กซี่ ปูพรมกระจายสินค้าทั่วประเทศ "มาดามพิม - เคนโด้" ร่วมปลุกพลังใจ "หมัดเด็ดคนสู้ชีวิต"


แบรนด์เครื่องดื่มชูกำลัง "KNOCKOUT" (น็อคเอาท์) ภายใต้เครือ Jimjamthailand เดินหน้ารุกตลาดอย่างเต็มกำลัง สร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยการประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับ สมาคม TAXI โดย การนำของ นายวรพล แกมขุนทด นายกสมาคมวิชาชีพผู้ขับขี่รถยนต์สาธารณะแท็กซี่ มุ่งเป้ากระจายสินค้าเข้าถึงผู้บริโภคทั่วประเทศไทย พร้อมจัดแคมเปญสุดยิ่งใหญ่เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับผู้ใช้แรงงานและคนสู้ชีวิตทุกคน


การจับมือกันในครั้งนี้ ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่พลิกโฉมการกระจายสินค้า โดยผสานเครือข่ายของรถแท็กซี่ที่มีอยู่ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ให้กลายเป็นจุดกระจายความสดชื่นและสื่อโฆษณาเคลื่อนที่ ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้ผลิตภัณฑ์ KNOCKOUT เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วและครอบคลุมทุกซอกทุกซอย แต่ยังเป็นการสนับสนุนอาชีพและสร้างรายได้เสริมให้กับพี่น้องผู้ขับรถแท็กซี่ ซึ่งเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนสังคมอีกด้วย

ไฮไลต์ของโปรเจกต์นี้คือการได้บุคคลต้นแบบอย่าง "มาดามพิม ดิ สมิธ " และ "เคนโด้" รวมทั้งนักมวยเลือดใหม่จากค่าย Jimjam Boxing มาร่วมสร้างแคมเปญเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์และสร้างแรงบันดาลใจ ภายใต้คอนเซปต์ "หมัดเด็ดคนสู้ชีวิต"ภายในงาน ทั้งสองท่านได้ร่วมพูดคุยและส่งต่อพลังบวกให้กับพี่น้องเครือข่ายแท็กซี่และผู้ร่วมงาน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค การต่อสู้กับความเหน็ดเหนื่อยในแต่ละวัน และการหา "หมัดเด็ด" หรือจุดแข็งในตัวเองเพื่อเอาชนะทุกความท้าทาย ซึ่งสอดคล้องกับจุดยืนของแบรนด์ KNOCKOUT ที่พร้อมเป็นเครื่องดื่มคู่ใจ เติมทั้งพลังกายและพลังใจให้ทุกคนลุกขึ้นสู้ต่อได้ในทุกสถานการณ์

แคมเปญนี้สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของ Jimjamthailand ที่ไม่ได้มองเพียงแค่การเติบโตทางธุรกิจ แต่ยังมุ่งมั่นที่จะเติบโตเคียงข้างสังคมไทย พร้อมเป็นพลังผลักดันให้ทุกคนน็อคเอาท์ทุกความเหนื่อยล้า และก้าวไปสู่เป้าหมายของชีวิตได้อย่างภาคภูมิใจ
ติดตามข่าวสารและกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่:Facebook Jimjam Thailand TikTok:JimJamThailand 

#Jimjam #jimjamthailand #เครื่องดื่มชูกำลังknockout #knockoutหมัดเด็ดคนสู้ชีวิต #JimjamKnockout

วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ส.ก.ไม้ อดีตกัปตันเกียรตินิยมการบินเหรียญทอง ขออยู่พัฒนาบางรักต่อในนามผู้สมัครอิสระ

ส.ก.ไม้ อดีตกัปตันเกียรตินิยมการบินเหรียญทอง ขออยู่พัฒนาบางรักต่อในนามผู้สมัครอิสระ


วันที่ 14 พ.ค. นายวิพุธ ศรีวะอุไร หรือ "ส.ก.ไม้" สมาชิกสภากรุงเทพมหานครเขตบางรัก และประธานสภากรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์ ว่า วาระการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ปีนี้ ซึ่งมีกำหนดวันรับสมัคร ในวันที่ 28 พฤษภาคม - 1 มิถุนายน 2569 และกำหนดให้วันเลือกตั้งคือ วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 นั้น จะลงสมัครในนามอิสระ ไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองเหมือนสมัยที่ผ่านมา


โดยเจ้าตัวยืนยัน พร้อมที่จะสู้ศึกกับผู้สมัครคนอื่นๆ ในเขตบางรัก มีการระบุในเฟซบุ๊กส่วนตัว ไปแล้ว ว่า "เราไม่ใช่พรรคการเมือง เราเป็นอิสระ เราไม่ซ่อนเร้นวาระ เราคือคนทำงาน คนทำงาน แปลว่า อิสระ” และ ประชาชนสามารถติดตามผลงาน การลงพื้นที่ และการดำเนินงานต่างๆ ได้ในเฟซบุ๊ก ชื่อว่า "บางรักทักวิพุธ" สำหรับการเลือกตั้ง กทม.2569 นี้ ซึ่งมีการชูนโยบายตามแผนที่จะทำต่อในอีก 4 ปีข้างหน้าหากได้รับเลือกตั้ง

ภายใต้แคมเปญ “บางรัก…พัฒนาต่อ” ที่จะผลักดันสิ่งที่มีศักยภาพอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น ไม่ใช่แค่ทำเพิ่ม แต่ทำให้ทุกระบบเชื่อมกัน และทำงานได้จริง ในฐานะที่เจ้าตัวเติบโตและผูกพันกับพื้นที่เขตบางรักมาโดยตลอด ได้ทำงานใกล้ชิดประชาชน และในอดีตที่ผ่านมา ก็เป็นฟันเฟืองสำคัญของทีม กทม.พรรคเพื่อไทย กระทั่งได้รับคะแนนเป็นอันดับ 1 ในการลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ก.เขตบางรัก ในนามพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2565


ส่วนผลงานเด่นในฐานะ ส.ก.ในช่วงที่ดำรงตำแหน่ง อาทิ การปรับปรุงศูนย์บริการสาธารณสุขในพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น , การจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยกับทางเดินเท้าที่สมดุล, ผลักดันงบประมาณซ่อมแซมท่อระบายน้ำและลอกท่อในตรอกซอกซอยของเขตบางรัก เพื่อรองรับน้ำรอการระบายในช่วงหน้าฝน, สนับสนุนการปรับปรุงพื้นที่รกร้างให้เป็นพื้นที่สีเขียวขนาดเล็ก (Pocket Park)

ขณะที่ในสภา กทม. นายวิพุธ ยังทำหน้าที่เป็นกรรมาธิการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยมักตั้งข้อสังเกตเรื่องความคุ้มค่าของโครงการขนาดใหญ่และการกระจายงบลงสู่ระดับเส้นเลือดฝอย โดยเจ้าตัวดำรงตำแหน่ง รองประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่หนึ่ง เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2567 – 27 มิถุนายน 2568 ก่อนที่จะได้รับเลือกจากที่ประชุมสภา กทม. ให้ดำรงตำแหน่งประธานสภากรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2568



สำหรับประวัติของ นายวิพุธ ศรีวะอุไร มีชื่อเล่นว่า ไม้ เกิดเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2533 โดยในปี 2569 จะมีอายุครบ 36 ปี จบปริญญาตรี วิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาการการบิน (เกียรตินิยมเหรียญทองอันดับ 1) สถาบันการบินพลเรือน ประเทศไทย ประสบการณ์การทำงาน เคยเป็นนักบิน บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ทำการบินในอากาศยานแบบ Boeing 777



มีประสบการณ์ทำงานแท่นขุดเจาะน้ำมันในทะเล ปฏิบัติงานกับ Transocean Deepwater และ Shelf Drilling ผ่านการอบรม หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรสำหรับผู้บริหารแห่งอนาคต (วปอ.บอ.) หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการพัฒนามหานคร (มหานคร รุ่น 10) หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการพัฒนาผู้นำเมือง (ผู้นำเมือง รุ่น 9) หลักสูตร “Climate Action Leaders Forum : CAL Forum รุ่น 4 (CAL 4)

วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ศรัทธาชายแดนใต้ “งานสมโภช 74 ปี ศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะ สุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส”

ปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ศรัทธาชายแดนใต้ “งานสมโภช 74 ปี ศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะ สุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส” 


บรรยากาศงานสมโภช 74 ปี ศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะ อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ปีนี้เป็นไปอย่างยิ่งใหญ่และคึกคักตลอดการจัดงาน ท่ามกลางประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้ศรัทธาทั้งชาวไทยและต่างประเทศที่เดินทางเข้าร่วมงานจำนวนมาก โดยกิจกรรมสำคัญภายในงาน ได้แก่ การแข่งขันเชิดสิงโตนานาชาติ ครั้งที่ 12 ประจำปี 2569 INTERNATIONAL LION DANCE COMPETITION 2026 โดยมี 7 ประเทศเข้าร่วมได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงค์โปร ออสเตรเลีย  จีน ฮ่องกง ไทย พร้อมขบวนแห่เกี้ยวองค์เจ้าแม่โต๊ะโมะอันยิ่งใหญ่ สะท้อนถึงพลังศรัทธาและการสืบสานวัฒนธรรมอันงดงามของชุมชนไทยเชื้อสายจีนในพื้นที่ชายแดนใต้ โดยได้รับเกียรติจาก นายบุญช่วย หอมยามเย็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เป็นประธานในพิธีเปิดงานสมโภช 74 ปี ศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะ สุไหงโก-ลก โดยมีนางขนิษฐา หอมยามเย็น นายกเหล่ากาชาดจังหวัดนราธิวาส นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ สส.นราธิวาส เขต 2 นายชาคริต สุรณัฐกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ปลัดจังหวัดนราธิวาส หัวหน้าส่วนราชการ นายอุทัย บุญอนันต์ ประธานศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะ ผู้จัดงาน พร้อมคณะกรรมการศาลเจ้า แขกผู้มีเกียรติ และประชาชน เข้าร่วม         ณ ลานศาลเจ้าเเม่โต๊ะโมะ อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส


นายบุญช่วย หอมยามเย็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า ในนามของจังหวัดนราธิวาสรู้สึกมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ในอำเภอสุไหงโก-ลก มีศาลเจ้าอันศักดิ์สิทธิ์ที่มีประวัติยาวนาน อีกทั้งยังได้มีการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่เป็นประจำทุกปี ซึ่งสถานที่เเห่งนี้นับเป็นศูนย์รวมใจของผู้ศรัทธามากมาย ทั้งจากในท้องถิ่น ต่างจังหวัด ตลอดจนพี่น้องชาวจีน มาเลเซีย และสิงคโปร์ ทั้งนี้ต้องขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมกันจัดงานในครั้งนี้ขึ้น และขออำนาจแห่งองค์เจ้าแม่โต๊ะโมะ จงดลบันดาลให้ทุกท่าน ประสบแต่ความสุข ความเจริญตลอดไป

นายอุทัย บุญอนันต์ ประธานศาลเจ้าเเม่โต๊ะโมะ กล่าวว่า คณะกรรมการศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะ สุไหงโก-ลก ได้กำหนดจัดงานสมโภชศาลเจ้าเเม่โต๊ะโมะมาอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปีจนถึงปัจจุบัน ครบรอบ 74 ปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาไว้ซึ่งประเพณีท้องถิ่นที่ดีงาม และเป็นการเปิดโอกาสให้คณะศิษยานุศิษย์ ผู้ศรัทธาในองค์เจ้าแม่โต๊ะโมะได้ร่วมกราบสักการะบูชา แสดงความกตัญญูกตเวทีต่อองค์เจ้าเเม่ และยังเป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับจังหวัดนราธิวาส ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของพื้นที่ต่อไป
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงาน คือ การแข่งขันเชิดสิงโตนานาชาติ ครั้งที่ 12 ประจำปี 2569 INTERNATIONAL LION DANCE COMPETITION 2026 ซึ่งมีนักกีฬาเชิดสิงโตจาก 7 ประเทศเข้าร่วมแข่งขัน ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงค์โปร ออสเตรเลีย  จีน ฮองกง ไทย ท่ามกลางเสียงเชียร์และกำลังใจจากประชาชนที่ร่วมชมการแข่งขันอย่างคึกคัก ผลการแข่งขันปรากฏว่า ทีม FUJIAN SHENG DE TANG DRAGON AND LION DANCE จากประเทศจีน โชว์ศักยภาพได้อย่างยอดเยี่ยม คว้ารางวัลชนะเลิศทั้ง 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทค่ายกล รับเงินรางวัล 40,000 บาท และประเภทเสาดอกเหมย รับเงินรางวัล 70,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลและเหรียญรางวัล สร้างความประทับใจให้กับผู้ชมตลอดการแข่งขัน


สำหรับผลการเเข่งขันเชิดสิงโตนานาชาติ ประเภทค่ายกล
 รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม FUJIAN SHENG DE TANG DRAGON AND LION DANCE รับเงินรางวัล 40,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลและเหรียญรางวัล
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีม THAILAND SIT EAK THAO MAHA PHORM THAILAND รับเงินรางวัล 30,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลและเหรียญรางวัล
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม HONG KONG GOLD DAIMOND SPORT CLUB HONG KONG รับเงินรางวัล 20,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลและเหรียญรางวัล
รางวัลชมเชยสิงโตเงิน รับเงินรางวัล 5,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัล และรางวัลชมเชยสิงโตทอง รับเงินรางวัล 8,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัล


ส่วนผลการเเข่งขันเชิดสิงโตนานาชาติเสาดอกเหมย 
รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม FUJIAN SHENG DE TANG DROGAN AND LION DANCE รับเงินรางวัล 70,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลและเหรียญรางวัล
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีม CICHANG STREET HAN SHOU TANG CULTURAL รับเงินรางวัล 50,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลและเหรียญรางวัล
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม SABAH NAM BANG LION DANCE รับเงินรางวัล 30,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลและเหรียญรางวัล
รางวัลชมเชยสิงโตเงิน รับเงินรางวัล 8,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัล และรางวัลชมเชยสิงโตทอง รับเงินรางวัล 10,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัล
ภายในงาน “งานสมโภช 74 ปี ศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะ สุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส” ยังมีพิธีสำคัญที่ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม คือ ขบวนแห่เกี้ยวองค์เจ้าแม่โต๊ะโมะและองค์เทพต่างๆ รอบเมืองสุไหงโก-ลก โดยมีนายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เป็นประธานปล่อยขบวนแห่ ท่ามกลางประชาชนและนักท่องเที่ยวที่มารอชมสองข้างทางอย่างเนืองแน่น ปีนี้มีขบวนเกี้ยวเข้าร่วมทั้งหมด 32 เกี้ยว จากหลากหลายจังหวัดทั่วประเทศ สร้างความตื่นตาตื่นใจด้วยสีสันแห่งศิลปวัฒนธรรมจีนอันงดงาม พร้อมไฮไลต์สำคัญ คือ การจุดประทัดมหามงคลกว่า 1,600,000 นัด เพื่อความเป็นสิริมงคลตามความเชื่อของชาวไทยเชื้อสายจีน สร้างความคึกคักและเสียงแห่งความศรัทธาดังกึกก้องไปทั่วอำเภอสุไหงโก-ลก พร้อมกิจกรรมทางวัฒนธรรมมากมาย ทั้งการแสดงงิ้ว ศิลปะพื้นบ้าน การแสดงจากศิลปินชื่อดัง พิธีลุยประทัดมหามงคล พิธีประมูลวัตถุมงคล และพิธีเทกระจาดมหากุศล ซึ่งล้วนสะท้อนถึงเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและพลังศรัทธาที่สืบทอดมายาวนานของชุมชนไทยเชื้อสายจีนในพื้นที่ชายแดนใต้ได้อย่างงดงามและยิ่งใหญ่

ชาวไร่ยาสูบลุกฮือต้านแนวคิดห้ามผู้ที่เกิดในปี พ.ศ. ที่กำหนดซื้อบุหรี่ ลั่นนโยบายสุดโต่งไม่ช่วยลดจำนวนผู้สูบบุหรี่

ชาวไร่ยาสูบลุกฮือต้านแนวคิดห้ามผู้ที่เกิดในปี พ.ศ. ที่กำหนดซื้อบุหรี่ 
ลั่นนโยบายสุดโต่งไม่ช่วยลดจำนวนผู้สูบบุหรี่


กระแสคัดค้านจากกลุ่มชาวไร่ยาสูบทั่วประเทศปะทุขึ้น หลังสมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ (สคสบ.) ได้เสนอมาตรการ “ห้ามผู้ที่เกิดในปีที่กำหนดซื้อบุหรี่” เพื่อลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ สร้างความไม่พอใจในหมู่ยาวไร่ยาสูบต่อท่าทีของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขที่มาจากพรรคภูมิใจไทยเป็นอย่างยิ่ง


นายกิตติทัศน์ ผาทอง เลขาภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า “ขณะนี้อุตสาหกรรมยาสูบไทยประสบปัญหามากมายอยู่แล้ว พรรคภูมิใจไทยไม่เห็นจะพูดแล้วทำ เพราะทำแต่สิ่งที่ไม่เคยพูดไว้ กฎหมายห้ามผู้ที่เกิดในปีที่กำหนดซื้อบุหรี่จะยิ่งซ้ำเติมอุตสาหกรรมยาสูบ โดยเฉพาะเรื่องบุหรี่เถื่อนที่จะทะลักมาล้นหลามแน่นอน ปัจจุบันบุหรี่ถูกกฎหมายยังขายได้ แต่บุหรี่เถื่อนกลับครองส่วนแบ่งการตลาดถึงกว่า 25% นอกจากนี้ หากกฎหมายนี้ผ่าน รัฐจะไม่สามารถจัดเก็บภาษีบุหรี่ได้เลย รายได้ที่เคยมีกว่า 47,000 ล้านบาทต่อปีอาจหายไป และส่งผลต่อเสถียรภาพทางการคลังของประเทศแน่นอน ผู้ทรงคุณวุฒิที่เสนอกฎหมายนี้ควรพิจารณาผลกระทบในวงกว้างอย่างรอบคอบ เพราะปัจจุบันไทยต้องกู้เงินเพิ่มเติมถึงกว่า 4 แสนล้าน การออกกฎหมายที่ขัดขวางการจัดเก็บรายได้รัฐถือเป็นการบั่นทอนการทำงานของทีมเศรษฐกิจอย่างยิ่ง”


นายสงกรานต์ ภัคดีจิตร นายกสมาคมชาวไร่ยาสูบเบอร์เลย์จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้แสดงความผิดหวังต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ ซึ่งเป็นชาวเพชรบูรณ์โดยกำเนิด และกล่าวว่า “จังหวัดที่มีต้นยาสูบเป็นตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัด ชีวิตเราเกิดและโตมากับการทำยาสูบ แต่รัฐมนตรีพัฒนาเกิดในครอบครัวที่ร่ำรวย ไม่เคยสัมผัสชีวิตเกษตรกร คงไม่ทราบว่ายาสูบสำคัญกับชาวเพชรบูรณ์อย่างไร การทำยาสร้างรายได้ที่มั่นคง ไม่ต้องคอยลุ้นราคารับซื้อ ไม่ต้องลุ้นว่าผลผลิตจะล้นตลาดไหม ทุกครั้งที่ปลูกก็สามารถการันตีกำไรได้เลย ต่างจากพืชชนิดอื่นที่ต้องคอยหวังพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ รายได้ที่มั่นคงจากยาสูบได้ยกระดับคุณภาพชีวิตของครอบครัวเกษตรกรจากรุ่นสู่รุ่น ปัจจุบันยาสูบเพชรบูรณ์ถือเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกสำคัญ สร้างรายได้ให้จังหวัดกว่า 210-250 ล้านบาทต่อปี หากกฎหมายนี้ผ่าน จะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรยาสูบกว่า 2,500 ครัวเรือนในเพชรบูรณ์ และกว่า 23,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ หากท่านรัฐมนตรีหวังจะเป็นฮีโร่ด้านสุขภาพ คงต้องแลกกับการเป็นผู้ร้ายทำลายชีวิตชาวไร่ยาสูบด้วย”
นายสงกรานต์ยังเสริมว่า “การแบนคนที่เกิดในปีที่กำหนดไม่ให้ซื้อบุหรี่มีการเริ่มทำแล้วในต่างประเทศก็จริง แต่ก็ยังไม่มีการวัดผลออกมาเลยว่าเป็นมาตรการที่ได้ผลจริง ช่วยลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ได้จริงหรือไม่ ไม่อยากให้เอาชีวิตและวิถีความเป็นอยู่ของชาวไร่ยาสูบมาแลกกับการชิงตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก”  
“ชาวไร่ยาสูบไทยขอเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ ทบทวน “มาตรการห้ามผู้ที่เกิดในปีที่กำหนดซื้อบุหรี่” อย่างรอบคอบอีกครั้ง โดยคำนึงถึงชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรและแรงงานในไร่ยาสูบกว่า 100,000 คน เพราะการตัดสินใจครั้งนี้อาจไม่เป็นผลดีกับการลดจำนวนผู้สูบบุหรี่อย่างที่หวัง แต่กลับเป็นผลเสียต่อเศรษฐกิจฐานราก รายได้ของประเทศในอนาคต และเพิ่มภาระให้กับการปราบปรามบุหรี่ผิดกฎหมายแทน ทั้งนี้ ชาวไร่ยาสูบยืนยันว่าความสุดโต่งไม่ใช่ทางออกของนโยบายสาธารณสุขไทย บทเรียนมากมายในการควบคุมยาสูบเกิดขึ้นและยังไม่ได้รับการแก้ไข และชาวไร่เป็นคนกลุ่มแรกที่รับผลกระทบอย่างแสนสาหัส อยากวอนขอให้รัฐพิจารณาหามาตรการกำกับดูแลที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย เพื่อรักษาสมดุลระหว่างสุขภาพประชาชนและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ” นายสงกรานต์ กล่าวทิ้งท้าย

วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ส.ก.เขตลาดพร้าว ณภัค เพ็งสุข ฉีกความเชื่อ เลือกตั้งครั้งใหม่ ไม่ติดป้ายหาเสียง ลดการกีดขวางทางเท้า การบดบังวิสัยทัศน์ การจราจรของประชาชน

ส.ก.เขตลาดพร้าว ณภัค เพ็งสุข ฉีกความเชื่อ เลือกตั้งครั้งใหม่ ไม่ติดป้ายหาเสียง ลดการกีดขวางทางเท้า การบดบังวิสัยทัศน์ การจราจรของประชาชน 


วันที่ 8 พ.ค. มีรายงาน ว่า นายณภัค เพ็งสุข ส.ก.เขตลาดพร้าว โพสต์ facebook ส่วนตัวระบุว่า ในการเลือกตั้ง ส.ก. ครั้งนี้ ผมได้รับฟังความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชนเรื่องที่จะ “ไม่ติดป้ายหาเสียง” เพื่อไม่สร้างภาระและสร้างความกีดขวางต่อพี่น้องประชาชน ทั้งบนทางเท้า การสัญจร และทัศนวิสัยบนท้องถนน โดยมีจุดมุ่งหมายคือ


1. ในทุกการเลือกตั้ง จะมีบอร์ดประชาสัมพันธ์รายชื่อและรูปผู้สมัครติดตั้งอยู่บริเวณหน้าหน่วยเลือกตั้งอยู่แล้ว เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลผู้สมัครได้ก่อนลงคะเเนนเสียง


2. เพื่อลดอุปสรรคต่อการสัญจรของประชาชน ทั้งการกีดขวางทางเท้า การบดบังทัศนวิสัย และการมองเห็นการจราจร ซึ่งในหลายพื้นที่ป้ายหาเสียงจำนวนมากอาจส่งผลต่อความปลอดภัยในการใช้ถนนของประชาชน


3. เพื่อลดปริมาณขยะและการใช้ทรัพยากรแบบใช้แล้วทิ้ง โดยในทุกการเลือกตั้งมักมีป้ายหาเสียงจำนวนมากที่กลายเป็นขยะหลังจบการเลือกตั้ง ทั้งโครงสร้าง เเผ่นพลาสติก(Vinyl) และวัสดุต่าง ๆ ซึ่งสร้างภาระต่อการจัดเก็บและสิ้นเปลืองทรัพยากร


4. การไม่ติดป้ายหาเสียงครั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าประมาทคู่แข่งหรือชะล่าใจต่อการแข่งขันทางการเมือง แต่เป็นความตั้งใจที่จะสะท้อนเจตนารมณ์ในการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอีกแนวทางหนึ่ง แม้จะเริ่มต้นจากพื้นที่เล็ก ๆ แต่ผมเชื่อว่าความเปลี่ยนแปลงสามารถเริ่มได้จากการลงมือทำ






"และด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ จะเป็นเเรงผลักดันทำให้ผมและทีมงานต้องขยันลงพื้นที่และทำงานให้หนักมากยิ่งขึ้น เพื่อเข้าถึงพี่น้องประชาชนทุกคน ทุกกลุ่ม และทุกพื้นที่ รับฟังทุกปัญหา พูดคุยกับประชาชนอย่างใกล้ชิด และทำงานการเมืองให้เข้าถึงประชาชน มากกว่าการสื่อสารผ่านป้ายหาเสียงเพียงอย่างเดียว


ผมเชื่อว่าการเริ่มต้นทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน ไม่ควรเริ่มต้นจากการสร้างภาระหรือผลกระทบให้กับประชาชนและพื้นที่สาธารณะ อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้ป้ายหาเสียงก็ยังเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญในการเข้าถึงประชาชน และเป็นสิทธิในการสื่อสารทางการเมืองของผู้สมัครทุกคนเช่นกัน" นายณภัค ระบุ


โดยหลังจากที่เจ้าตัวโพสต์ facebook ระบุถึงการปฏิรูปวิธีการหาเสียง ซึ่งเลือกที่จะไม่ใช้ป้ายประชาสัมพันธ์ไปติดตัังตามเสา พื้นที่สาธารณะข้างทาง ให้รกและบดบังทัศนียภาพเหมือนการเลือกตั้งทุกสนามที่ผู้สมัครคนไทยใช้เป็นวิธีหลักในอดีตนั้น ทำให้มีประชาชนเข้ามาสนใจและร่วม comment ในโพสต์ดังกล่าวจำนวนมาก


วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

มนุษย์ต่างวัย X กรุงเทพประกันชีวิต เตรียมจัดงานมนุษย์ต่างวัย Fest 2026 ‘ลองGEVITY อยู่กันไปยาว ๆ ให้จอยกว่าเดิม’ชวนคนไทยออกแบบชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ ผ่าน 7 โซนไฮไลต์ 4 มิติชีวิต พร้อม Speakers กว่า 50+ คน

มนุษย์ต่างวัย X กรุงเทพประกันชีวิต เตรียมจัดงาน มนุษย์ต่างวัย Fest 2026  ‘ลองGEVITY อยู่กันไปยาว ๆ ให้จอยกว่าเดิม’ ชวนคนไทยออกแบบชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ ผ่าน 7 โซนไฮไลต์  4 มิติชีวิต พร้อม Speakers กว่า 50+ คน


วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 มนุษย์ต่างวัย ร่วมกับ กรุงเทพประกันชีวิต และพันธมิตรภาครัฐและเอกชน ได้แก่ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  บริษัท เอช แอนด์ เอฟ ชูส์ (ไทยแลนด์) จำกัด จัดแถลงข่าวเปิดตัวงาน มนุษย์ต่างวัย Fest 2026 'ลองGEVITY อยู่กันไปยาว ๆ ให้จอยกว่าเดิม' ณ NEXTOPIA สยามพารากอน ชั้น 5
งานนี้เป็นการต่อยอดความสำเร็จจากมนุษย์ต่างวัย Fest ในปีที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้เข้าร่วมกว่า 12,000 คน โดยในปีนี้ยังคงเดินหน้าสานต่อแนวคิดการสร้างคุณภาพชีวิตในยุคที่คนไทยมีอายุยืนยาวขึ้น พร้อมยกระดับงานสู่การเป็น A Designed Experience Event for Longevity ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี ภายใต้ธีม ‘ลองGEVITY อยู่กันไปยาว ๆ ให้จอยกว่าเดิม’  เพื่อชวนทุกคนมาออกแบบชีวิตที่ยืนยาวให้ทั้งสนุก มีคุณภาพ และมีความหมายใน 4 มิติ ได้แก่ Healthspan ช่วงเวลาที่มีสุขภาพแข็งแรง และพึ่งพาตัวเองได้, Wealthspan ช่วงเวลาที่มีความมั่นคงทางการเงิน และอิสรภาพในการใช้ชีวิต, Skillspan ช่วงเวลาที่ยังปรับตัว และเรียนรู้สิ่งใหม่ ทั้งเพื่อดูแลตัวเอง รวมถึงการมีส่วนร่วมกับสังคม และ Joyspan ช่วงเวลาของการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข สนุก และมีเป้าหมาย

คุณประสาน อิงคนันท์ กรรมการผู้จัดการบริษัท บุญมีฤทธิ์ มีเดีย จำกัด และผู้ก่อตั้งสื่อออนไลน์ ‘มนุษย์ต่างวัย’ แชร์ข้อมูลอ้างอิงจากองค์การอนามัยโลกว่า ภายในปี 2050 ประชากรโลกที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจะเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 2.1 พันล้านคน หรือคิดเป็นเกือบ 1 ใน 5 ของประชากรโลก จากปัจจุบันที่มีอยู่ราว 1 พันล้านคน สะท้อนให้เห็นว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ ‘สังคมสูงวัย’ อย่างรวดเร็วในเกือบทุกภูมิภาคของ โลก ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ (2025) ที่ระบุว่า อายุขัยเฉลี่ยของคนไทยอยู่ที่ประมาณ 78.1 ปี โดยเพศชาย 73.5 ปี และเพศหญิง 80.5 ปีและประเทศไทยยังติดอันดับ 1 ใน 5 ของประเทศที่มีจำนวนคนอายุ 100 ปีมากที่สุดในโลก 

ความท้าทายสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการมีชีวิตที่ยาวนานขึ้นเท่านั้น แต่คือการสร้าง ‘คุณภาพชีวิต’ ให้สอดคล้องกับช่วงเวลาที่เพิ่มขึ้น เพราะจำนวนปีที่มีชีวิตอยู่คงไม่สำคัญไปกว่าช่วงเวลาที่เราอยู่อย่างสุขภาพดีและมีความสุข งาน “มนุษย์ต่างวัย FEST 2026” ในครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงอีเวนต์ทั่วไป แต่เป็นพื้นที่ที่อยากชวนให้ทุกคนกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า เเราจะใช้ชีวิตอย่างไรให้มีคุณค่าและความหมายอย่างแท้จริง

ด้านคุณอรนาฎ นชะพงษ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายกลยุทธ์การตลาดและบริหารจัดการลูกค้าบริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้สนับสนุนหลัก เผยว่า บทบาทของเราไม่ได้เป็นเพียงบริษัทที่ขายประกันชีวิต แต่ตั้งใจเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อน Longevity ด้วยการส่งเสริมให้ทุกคนเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้ช่วงชีวิตที่ยืนยาวขึ้นเป็นช่วงเวลาที่มีคุณภาพที่สุด จึงเป็นที่มาของแนวคิด “ชีวิตดี 4 ด้าน” ได้แก่ Body (กายฟิต) เพื่อเป็นต้นทุนในการทำสิ่งที่รัก, Budget (เงินพร้อม) มีอิสระในการใช้ชีวิตระยะยาว, Balance (ใจสมดุล) พร้อมรรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลง และ Bonding (ความสัมพันธ์ดี) ช่วยหล่อเลี้ยงใจเราอย่างต่อเนื่อง 

พร้อมกันนี้ กรุงเทพประกันชีวิตได้นำความเชี่ยวชาญมาถ่ายทอดผ่านกิจกรรมภายในงาน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถกลับไปพร้อม “แผนการจัดการบัญชีชีวิตดี” ผ่านกิจกรรมภายในงาน ทั้งเวทีเสวนาจากผู้เชี่ยวชาญ เวิร์กช็อปที่ออกแบบเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นคนโสด, ชาวเดอะแบกที่ดูแลคนทั้งบ้าน, หรือคนที่กำลังเตรียมตัวเกษียณ  ตลอดจนบริการให้คำปรึกษาเชิงลึกแบบตัวต่อตัวจากนักวางแผนการเงินมืออาชีพ (CFP) เพราะกรุงเทพประกันชีวิตเชื่อว่า แผนชีวิตของแต่ละคนนั้นมีความเฉพาะตัว และต้องการการดูแลที่ต่างกัน


ไฮไลต์ของงานแถลงข่าวครั้งนี้ คือ Talk Session ที่ได้รับเกียรติจากผู้สนับสนุนงานมนุษย์ต่างวัย Fest 2026 ร่วมกับคุณประสาน อิงคนันท์ มาพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ผ่านหัวข้อ “ชวนคนไทยออกแบบชีวิตที่ดี  ในวันที่คนไทยอายุยืนขึ้น”

คุณหรรษา หอมหวล เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า ประเทศไทยมีจำนวนประชากรผู้สูงอายุอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 21 ของประชากรไทยทั้งหมด และมีอายุคาดเฉลี่ยต่อไปอีกประมาณ 20 ปี เห็นได้ว่าประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้กรอบกฎหมายที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอต่อการคุ้มครองสิทธิ และศักดิ์ศรีของผู้สูงอายุในฐานะ "ผู้ทรงสิทธิ" มิใช่เพียง "ผู้พึ่งพิง" โดย กสม. กำลังผลักดันเพื่อให้เกิดการปฏิรูป พร้อมเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมออกแบบอนาคตร่วมกัน เพราะสิทธิของผู้สูงอายุในวันนี้ คือสิทธิของเราทุกคนในวันข้างหน้า

คุณเรขา ศรีสมบูรณ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)  เสริมว่า โลกกำลังเปลี่ยนจากคำว่า "Lifespan" ไปสู่ "Healthspan" ซึ่งส่งผลต่อความต้องการสินค้า นวัตกรรม และบริการ เพื่อมารองรับกลุ่ม Silver Economy ที่มีกำลังซื้อสูง ผสานกับ DNA ของประเทศไทยในด้าน Hospitality เข้ากับเทรนด์ Wellness และตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เปลี่ยนวิกฤตประชากรให้เป็นโอกาสทองทางเศรษฐกิจระดับโลก เพราะผู้สูงวัยไม่ได้ต้องการแค่การรักษาเมื่อป่วยแต่โหยหาการดูแลเชิงป้องกัน  ทั้งนี้ สสว. พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการผ่านการพัฒนาทักษะ การเข้าถึงองค์ความรู้ สร้างโอกาสทางธุรกิจ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนสังคมที่มีคุณภาพ และเติบโตอย่างยั่งยืน 

 คุณภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และรักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากร กลุ่มเฉพาะ (สำนัก9) เผยว่าภายในปี 2583 ประเทศไทยจะมีผู้สูงอายุถึง 1 ใน 3 ของประชากร ซึ่งความท้าทายสำคัญไม่ได้อยู่ที่จำนวนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องควบคู่กับการสร้างคุณภาพของการมีชีวิตที่ยืนยาว เห็นได้จากข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติว่า 66.7% ของผู้สูงอายุไม่มีเงินออม และ 5.26 ล้านคนที่ยังคงทำงานอยู่  สะท้อนให้เห็นว่าผู้สูงอายุไม่ได้ต้องการเป็นภาระของสังคม แต่ต้องการมีบทบาท, มีรายได้ และมีศักดิ์ศรี ในการดำรงชีวิต หากสังคมไม่มีระบบรองรับที่เหมาะสมจะนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพในอนาคตได้

คุณจิณณา อัศวเหม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอช แอนด์ เอฟ ชูส์ (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า ในวันที่คนไทยมีอายุยืนขึ้นการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพกลายเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่หลายคนอาจมองข้าม คือ “สุขภาพเท้า”
เพราะเท้าเป็นสิ่งที่พาเราไปใช้ชีวิตในทุกวัน
หากดูแลเท้าอย่างเหมาะสมก็จะเคลื่อนไหวได้ดี และใช้ชีวิตอย่างมั่นใจมากขึ้น โดย Scholl ในฐานะแบรนด์ที่มีความเชี่ยวชาญมากกว่า 100 ปี พร้อมส่งเสริมให้ทุกคนเริ่มต้นดูแลสุขภาพเท้าตั้งแต่วันนี้ เพื่อรองรับการใช้ชีวิตในสังคมอายุยืนอย่างมีคุณภาพ และยกระดับคุณภาพชีวิตในทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน



สำหรับงานมนุษย์ต่างวัย Fest 2026 ปีนี้ ชวนคนไทยมา ‘ลอง’ ออกแบบ ‘ลองGEVITY’ ผ่าน 7 โซน อาทิ Health Check ตรวจสุขภาพฟรีจากโรงพยาบาลชั้นนำ, เข้าใจความหมายของอายุยืนยาวผ่าน Exhibition, สร้างคอมมูนิตี้ในโซน Playground หรือจะเดินชอปปิงที่ Creative Senior Market และ Exhibitors สินค้าและบริการที่จะมาช่วยออกแบบชีวิต ไปจนถึงลองเรียนรู้ในโซน Workshops


ไฮไลต์สำคัญ! ในงานคือ Speakers ชั้นนำกว่า 50+ ท่าน อาทิ

• พระไพศาล วิสาโล 
• คุณชวน หลีกภัย 
• คุณสุทธิชัย หยุ่น
• โค้ชหนุ่ม จักรพงษ์ เมษพันธ์ุ
• นพ.ประเวช ตันติพิวัฒนสกุล 
• อาจารย์ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์
• คุณป๋อมแป๋ม นิติ ชัยชิตาทร
• หมอแม่ พญ.พิศศรี กิจนิรันดร์สิน
• คุณนิ้วกลม สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์
• คุณแอนนาเบล คชนันทน์
ฯลฯ  

โดยงานมนุษย์ต่างวัย Fest 2026 ‘ลองGEVITY อยู่กันไปยาว ๆ ให้จอยกว่าเดิม’ จะจัดขึ้นในวันที่ 12-14 มิถุนายน 2569  ณ อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น ฮอลล์ 6 (Impact Exhibition Center Hall 6) 

เปิดให้ลงทะเบียนเข้างานได้แล้ววันนี้ ฟรี! ได้ที่ : https://www.zipeventapp.com/e/Manoottangwai-Fest2026 

ติดตามข่าวสาร และรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: https://www.facebook.com/manoottangwai

#มนุษย์ต่างวัย #Manoottangwai #มนุษย์ต่างวัยFest2026 #ลองGEVITY

วันพุธที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ผู้ช่วยรัฐมนตรี อว. นำนโยบาย Wellness ร่วม Kick off ศูนย์เกษตรวิถีเมือง วช. ปี 69-70 สู่ความมั่นคงด้านอาหารของประเทศ

ผู้ช่วยรัฐมนตรี อว. นำนโยบาย Wellness ร่วม Kick off ศูนย์เกษตรวิถีเมือง วช. ปี 69-70 สู่ความมั่นคงด้านอาหารของประเทศ


วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดกิจกรรม Kick off ศูนย์เกษตรวิถีเมือง วช. ปี 2569-2570 ภายใต้แนวคิด “Wellness วิถีเมืองด้วยวิจัยและนวัตกรรม เพื่อความมั่นคงทางอาหารที่ยั่งยืน” โดย นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี และ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวรายงานผลการดำเนินงานและแผนงาน 2569-2570 พร้อมด้วย คณะนักวิจัย ผู้บริหาร วช. เครือข่ายชุมชนวิถีเมือง เข้าร่วมในกิจกรรม ณ ศูนย์ส่งเสริมการวิจัยเพื่อมรดกทางวัฒนธรรม และศูนย์เกษตรวิถีเมือง วช.


นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า กระทรวง อว. ได้กำหนด MHESI Action Plan 2026–2030 เป็นกรอบยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่ของประเทศอย่างยั่งยืน ควบคู่กับนโยบาย “Wellness Thailand” ที่มุ่งผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและการแพทย์ครบวงจร โดยต่อยอดจากจุดแข็งของประเทศในด้านอาหาร สุขภาพ และสมุนไพร ผสานกับการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง พร้อมกันนี้ อว. ยังให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม การเร่งนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ และการเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม โดย ศูนย์เกษตรวิถีเมืองของ วช. ถือเป็นตัวอย่างเชิงประจักษ์ของการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ที่สามารถบูรณาการองค์ความรู้ วิจัย และนวัตกรรม เข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก เสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศได้อย่างยั่งยืน


ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวถึงการดำเนินงานของศูนย์เกษตรวิถีเมืองในช่วงระหว่างปี 2565–2568 ว่าได้มีการวางรากฐานและขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งใช้ประโยชน์จากพื้นที่เมืองให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ผ่านการปรับเปลี่ยนพื้นที่รกร้างให้เป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งผลิตอาหารของชุมชนที่ให้ประชาชนในเขตเมืองสามารถเข้าถึงอาหารปลอดภัย สำหรับการ Kick off ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญสู่ระยะใหม่ของการพัฒนา ที่มุ่งเน้นการขยายผลนวัตกรรมสู่การใช้งานจริงในวงกว้าง โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ อาทิ AI และ Big Data มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอาหารเมืองปลอดภัย ควบคู่กับการใช้โมเดล BCG ในการสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมถึง ในปี 2569-2570 ได้มีแผนการพัฒนาแพลตฟอร์มเครือข่ายความร่วมมือที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในบทบาทของ“นักปลูก นักปั้น และนักปราชญ์” เพื่อสร้างระบบนิเวศของความมั่นคงทางอาหาร ที่บูรณาการงานวิจัย เทคโนโลยี ชุมชน และเศรษฐกิจเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน


ต่อมา เป็นพิธีมอบเกียรติบัตรให้แก่ “นักปั้นเกษตรวิถีเมือง วช.” จำนวน 10 ท่าน พร้อมด้วย การมอบป้ายประกาศ “เครือข่ายเกษตรวิถีเมือง วช.” จำนวน 4 เครือข่าย ได้แก่ บ้านมั่นคงฟ้าใหม่, ชุมชนบ้านสวนร่วมพัฒนา, ชุมชนร่วมใจพัฒนา และชุมชนท่าอิฐ


พร้อมกันนี้ คณะนักวิจัยและภาคีเครือข่ายได้ร่วมจัดแสดงนิทรรศการ “ศูนย์เกษตรวิถีเมือง” นำเสนอผลงานกันอย่างหลากหลาย อาทิ เครือข่ายเกษตรวิถีเมือง วช. กลุ่มนักปั้นเกษตรวิถีเมือง วช. ตลอดจนผลงานนวัตกรรมด้านการเกษตร รวมกว่า 21 ผลงาน ครอบคลุมทั้งด้านการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต การออกแบบระบบเกษตร การแปรรูปและยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชน ตลอดจนแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ โดยเน้นการประยุกต์ใช้องค์ความรู้จากงานวิจัยร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่น


นอกจากนี้ นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้เกียรติร่วมเยี่ยมชม “ศูนย์เกษตรวิถีเมือง วช.” โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ นำเยี่ยมชมพื้นที่ ซึ่งภายในงานมีการจัดกิจกรรมอบรมแนวทางการขับเคลื่อนเครือข่ายและการนวัตกรรมเกษตรวิถีเมือง โดยได้รับเกียรติจากคณะนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพเครือข่ายและการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีหัวข้อการอบรม ดังนี้ 
-  “การสร้างและขับเคลื่อนเครือข่ายเกษตรวิถีเมือง: พลังชุมชนสู่ความมั่นคงทางอาหารและสังคม (ความต้องการและทิศทาง ในการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายเกษตรวิถีเมือง)” โดย ผศ.ลือพงษ์ ลือนาม และ คณะผู้วิจัย สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
- “การยกระดับผลิตภัณฑ์เกษตรวิถีเมือง: จากของดีชุมชนสู่สินค้าอัตลักษณ์ที่สร้างมูลค่า” โดย  อาจารย์ณัฐกานต์ รองทอง มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
- “การสร้างสรรค์ศักยภาพเครือข่าย: สู่ผู้ประกอบการและพัฒนาแหล่งเรียนรู้” โดย ผศ.ดร.กัลยา นาคลังกา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
-  “การสื่อสารและประชาสัมพันธ์เครือข่ายเกษตรวิถีเมือง: สร้างตัวตน สร้างตลาด สร้างความยั่งยืน” โดย ผศ.ดร.คฑาวุฒิ สังฆมาศ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร


ทั้งนี้ วช. มุ่งหวังว่า “เกษตรวิถีเมืองตาม BCG Model” จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างสมดุลในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายเกษตรวิถีเมือง เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการสร้างเมืองที่ประชาชนมีสุขภาวะที่ดี สามารถเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน บนพื้นฐานของการบูรณาการองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์

เครื่องดื่มชูกำลัง "KNOCKOUT" ผนึกกำลัง สมาคมแท็กซี่ ปูพรมกระจายสินค้าทั่วประเทศ "มาดามพิม - เคนโด้" ร่วมปลุกพลังใจ "หมัดเด็ดคนสู้ชีวิต"

เครื่องดื่มชูกำลัง "KNOCKOUT" ผนึกกำลัง สมาคมแท็กซี่ ปูพรมกระจายสินค้าทั่วประเทศ "มาดามพิม - เคนโด้" ร่วมปลุกพลังใจ ...