วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2569

วช. เปิดเวที “รู้ทัน รับมือ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” นำชุดความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม เตรียมความพร้อม เผชิญสถานการณ์ภัยพิบัติ

วช. เปิดเวที “รู้ทัน รับมือ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” นำชุดความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม เตรียมความพร้อม เผชิญสถานการณ์ภัยพิบัติ

วันที่ 1 กันยายน 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดเวทีเสวนา “เตรียมพร้อม รู้ทัน รับมือ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานกล่าวเปิดการเสวนาและนำเสนอผลการดำเนินงานวิจัยและนวัตกรรมในการรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติ พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิจัย ผู้บริหาร ผู้เข้าร่วมกิจกรรม และสื่อมวลชน ณ ศูนย์ส่งเสริมการวิจัยเพื่อมรดกทางวัฒนธรรม อาคาร วช. 8 ชั้น 2 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง กล่าวว่า สถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ผ่านมา ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ อาทิ น้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่มในหลายพื้นที่ เหตุการณ์ธารน้ำแข็งจากเทือกเขาหิมาลัยถล่มลงมาอย่างรวดเร็ว และเหตุแผ่นดินไหวในหลายพื้นที่ ล้วนสะท้อนให้เห็นว่าภัยพิบัติทางธรรมชาติสามารถเกิดขึ้นได้อย่างฉับพลันและส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ดังนั้น ประชาชนจำเป็นต้องมีความรู้เท่าทันภัยพิบัติ มีความเข้าใจ ทักษะ และการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติ เพื่อลดความเสี่ยงและความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งเป็นที่มาของหัวข้อการเสวนา “เตรียมพร้อม รู้ทัน รับมือ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” ในวันนี้ โดย วช. มุ่งสื่อสารองค์ความรู้เพื่อสร้างความเข้าใจ รวมถึงสื่อสารถึงผลงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยและนวัตกรรมโดย วช. เพื่อให้องค์ความรู้จากงานวิจัยและนวัตกรรมเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความพร้อมของหน่วยงานและประชาชน ให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ภัยพิบัติได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ ซึ่งวันนี้มีผลงานวิจัยร่วมจัดแสดงทั้งสิ้น 12 ผลงาน ได้แก่ สถานีตรวจวัดน้ำท่าเพื่อการเฝ้าระวังและเตือนภัยน้ำท่วม จังหวัดน่าน, แพลตฟอร์มเสริมสร้างความพร้อมรับมืออุทกภัยจังหวัดน่าน, ผลิตภัณฑ์โมเสคฝนประมาณค่าจากเรดาร์ตรวจอากาศในพื้นที่ระดับลุ่มน้ำของประเทศไทยด้วยเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศรหัสเปิด, Every One Seeing Flood Zone, “Platform line@ “มดชนะภัย”,เครื่องมือพยากรณ์กลไกการกระแทกของเศษวัสดุธรณีไหลบนโครงสร้างเบี่ยงเบนทิศทางการไหล, Soil nails ที่มีการติดตั้ง Strain gauges เพื่อวัดพฤติกรรมที่แท้จริง, TUSHM ระบบตรวจสอบสุขภาพโครงสร้างและแจ้งเตือนอัจฉริยะ, ระบบตรวจติดตามการสั่นไหวของโครงสร้างแบบเวลาจริงและแจ้งเตือนแผ่นดินไหว, ระบบสนับสนุนการตัดสินใจรับมือภัยสึนามิ, PANJAPA MODEL: รูปแบบการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อเสริมศักยภาพประชาชนในการเตรียมพร้อมรับแผ่นดินไหว และ “Inno Smart safety: นวัตกรรมเตรียมพร้อมรับสาธารณภัย

ช่วงเสวนา รองศาสตราจารย์ ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผู้อำนวยการแผนงาน (Program Director) แผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. วช. ในหัวข้อ “เตือนก่อนท่วม ทางรอดของชุมชนต้นน้ำและพื้นที่ลุ่มน่าน” ได้กล่าวถึง ปัจจุบัน พิบัติภัยจะมีความรุนแรง และมีลักษณะเป็นภัยพิบัติที่มีความต่อเนื่องกัน อาทิ ฝนตกปริมาณมาก ก่อให้เกิดน้ำป่าไหลหลาก และเกิดดินถล่มตามมา หรือ แผ่นดินไหวก่อให้เกิดตึกถล่ม ส่งผลถึงอัคคีภัยจากท่อแก๊ส และการจัดการน้ำท่วมในเขตเมือง ประกอบด้วย สามส่วนคือ 1) ระบบเตือนภัย (ข้อมูลที่ใกล้ตัว และสภาพข้างเคียง การแจ้งข่าว แชร์ข้อมูล เกณฑ์อันตราย) โดยใช้นวัตกรรมสนับสนุนการเตือนภัยน้ำท่วม ร่วมกับแผนที่ความเสี่ยงเขตเมือง ชี้จุดที่จำเป็นจะต้องย้ายเมื่อมีการแจ้งเตือน 2) มาตรการล่วงหน้า (ทราบข้อจำกัด มาตรการปัจจุบัน อนาคต  ทางออกกรณีฉุกเฉิน) ในระยะสั้น ได้แก่ การซ้อมภัย มาตรการระยะยาว ซึ่งเป็นการเสริมในเชิงโครงสร้างเพื่อรับน้ำก่อนเข้าเมือง อาทิ ฝายชะลอน้ำ อาคารพักน้ำและตกตะกอน ซึ่งอาศัยงบประมาณ และเวลา และ 3) การตัดสินใจ (อยู่ ยก ย้าย)

รองศาสตราจารย์ ดร.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในหัวข้อ “ถอนตัวก่อนถล่ม กลไกการเฝ้าระวังเหตุดินถล่ม ในภาวะฝน” โดยยกตัวอย่าง เหตุธารน้ำแข็งจากเทือกเขาหิมาลัยถล่มลงมาอย่างรวดเร็วในเขตเทือกเขาหิมาลัย - เนปาล/ทิเบต  สันนิษฐานว่าเนื่องภาวะโลกร้อนทำให้ Active Layer เกิด cycle ในการแข็งและละลายเกิดถี่ขึ้น ทำให้  Permafrost ภูเขาที่มีน้ำใต้ดินเยือกแข็งซึ่งเป็นฐานของฐานน้ำแข็ง มีสภาพแย่ลง ความเสี่ยงจะสูงขึ้นตามความลาดชันของภูเขา ซึ่งเนปาลเป็นพื้นที่มีทะเลสาบที่เกิดจากการกระบวนการดินสไลด์ หินถล่มตามธรรมชาติ ที่จำเป็นต้องมีการออกแบบการระบายน้ำเพื่อป้องกันการพังทลายอยู่เดิม ถูกกระตุ้นให้เกิดการแตกต่อเนื่อง กรณีการจัดการภัยพื้นที่ซึ่งมีการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่บริเวณตีนเขา ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงสูง คือการใช้ความรู้จากการวิจัยและนวัตกรรมในการประเมินความเสี่ยง และประกาศแจ้งเตือน รวมถึงการพัฒนากระบวนการทางชุมชนและปรับตัวในระดับบุคคล การตระหนักรู้ถึงความเสี่ยง และปรับตัวในลักษณะที่ใช้โครงการตามหลักวิชาการ รวมถึงการบรรจุในมาตรฐานการก่อสร้าง

ศาสตราจารย์ ดร.อมร พิมานมาศ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในหัวข้อ “เตรียมเมือง เตรียมคน อย่างไรในวันที่แผ่นดินไหวไม่ใช่เรื่องไกลตัว” ในการวิเคราะห์สาเหตุการถล่มของตึกจากแผ่นดินไหวและถ่ายทอดการใช้การวิจัยและนวัตกรรมตรวจติดตามการสั่นไหวของโครงสร้างแบบเวลาจริงและแจ้งเตือนแผ่นดินไหว ระบบโครงข่ายเซนเซอร์ที่ติดกระจายทั้งอาคารที่ตรวจวัดการสั่นของอาคารเพื่อประเมินความเสียหายของโครงสร้างจากการสั่นไหวที่กระทบกับโครงสร้าง  และระบบแจ้งเตือนต่อผู้ใช้งานอาคาร รวมถึงตัวอย่างการเสริมกำลังของอาคาร

สุดท้ายโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปัญจพาณ์ สุขโข สถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา สภากาชาดไทย ในหัวข้อ “การพัฒนาศักยภาพประชาชนเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ” กล่าวถึงการถ่ายทอด นวัตกรรม “PANJAPA MODEL: รูปแบบการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อเสริมศักยภาพประชาชนในการเตรียมพร้อมรับแผ่นดินไหว” พัฒนาประชาชนให้มีความรู้เกี่ยวกับความเสี่ยง การรับรู้สมรรถนะของตนเอง และทักษะปฏิบัติที่จำเป็นต่อการเอาตัวรอด การช่วยเหลือผู้อื่น และการบริหารจัดการสถานการณ์แผ่นดินไหวได้อย่างเหมาะสมกับวัยและบริบทของพื้นที่ ร่วมกับ นวัตกรรม “Inno Smart safety: นวัตกรรมเตรียมพร้อมรับสาธารณภัย” สื่อและอุปกรณ์ที่เชื่อมโยงกระบวนการเรียนรู้ 3 ขั้น ได้แก่ “เรียนรู้ผ่านเกม–ฝึกจากอุปกรณ์จริง–ประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน” ประกอบด้วยSurvival Bag Challenge: การ์ดเกมเตรียมพร้อมก่อนแผ่นดินไหว, กระเป๋า SMART SAFETY GO BAG : กระเป๋าพร้อมรับสาธารณภัย, ผ้า Smart Safety: Education for Emergency and Disaster Survival ช่วยให้ผู้เรียนเกิดทั้งความรู้ ความตระหนัก การรับรู้ความสามารถของตนเอง และทักษะในการเตรียมพร้อมรับสาธารณภัย

ภายในงานมีการจัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรม ได้แก่ “สถานีตรวจวัดน้ำท่าเพื่อการเฝ้าระวังและเตือนภัยน้ำท่วม จังหวัดน่าน” จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, “แพลตฟอร์มเสริมสร้างความพร้อมรับมืออุทกภัยจังหวัดน่าน” จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, “ผลิตภัณฑ์โมเสคฝนประมาณค่าจากเรดาร์ตรวจอากาศในพื้นที่ระดับลุ่มน้ำของประเทศไทยด้วยเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศรหัสเปิด” จาก มหาวิทยาลัยนเรศวร, “Every One Seeing Flood Zone” จาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, “Plateform line@ “มดชนะภัย”” จาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, “เครื่องมือพยากรณ์กลไกการกระแทกของเศษวัสดุธรณีไหลบนโครงสร้างเบี่ยงเบนทิศทางการไหล” จาก มหาวิทยาลัยพะเยา, “Soil nails ที่มีการติดตั้ง Strain gauges เพื่อวัดพฤติกรรมที่แท้จริง” จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย, “TUSHM ระบบตรวจสอบสุขภาพโครงสร้างและแจ้งเตือนอัจฉริยะ” จาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, “ระบบตรวจติดตามการสั่นไหวของโครงสร้างแบบเวลาจริงและแจ้งเตือนแผ่นดินไหว” จาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, “ระบบสนับสนุนการตัดสินใจรับมือภัยสึนามิ” จาก มหาวิทยาลัยมหิดล, “PANJAPA MODEL: รูปแบบการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อเสริมศักยภาพประชาชนในการเตรียมพร้อมรับแผ่นดินไหว” จาก สถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา สภากาชาดไทย และ “Inno Smart safety: นวัตกรรมเตรียมพร้อมรับสาธารณภัย” จาก สถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา สภากาชาดไทย โดยผลงานดังกล่าวครอบคลุมการใช้วิจัยและนวัตกรรมในการเฝ้าระวัง คาดการณ์ แจ้งเตือน ประเมินความเสี่ยง และเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติ เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้สู่สาธารณะ และสนับสนุนการนำผลงานวิจัยไปประยุกต์ใช้ในการลดความเสี่ยงและผลกระทบจากภัยพิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม

คะแนนดัชนีภาษีบุหรี่โลกฉบับล่าสุด: ความจำเป็นในการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่เป็นอัตราเดียว


รองศาสตราจารย์ ดร.ภัทรกิตติ์ เนตินิยม นักวิชาการอิสระ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน 

เมื่อ 2 ปีก่อน ผมได้เคยเขียนถึงดัชนีภาษีบุหรี่โลก (Cigarette Tax Scorecard) ที่ให้คะแนนประเทศไทยเพียง 1.88 จากคะแนนเต็ม 5 อยู่ในอันดับที่ 100 จาก 174 ประเทศ และชี้ว่าปัญหาสำคัญคือ โครงสร้างภาษีตามมูลค่าแบบ 2 อัตรา ซึ่งได้เพียง 1 คะแนนจาก 5 ล่าสุด รายงานฉบับที่ 4 ได้เผยแพร่ออกมาเมื่อเดือนธันวาคม 2568 จัดทำโดย Economics for Health ของ Johns Hopkins Bloomberg School of Public Health 

รายงานฉบับใหม่ให้คะแนนรวมประเทศไทยที่ 2.25 อยู่ลำดับที่ 79–85 จาก 170 ประเทศที่มีข้อมูลเพียงพอต่อการจัดอันดับ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 2.01 เล็กน้อย เมื่อแยกดูองค์ประกอบทั้ง 4 ด้าน ประเทศไทยได้ 2 คะแนนด้านระดับราคาบุหรี่ 2 คะแนนด้านการเปลี่ยนแปลงความสามารถในการซื้อ 4 คะแนนด้านสัดส่วนภาษีในราคาขายปลีก และเพียง 1 คะแนนด้านโครงสร้างภาษี 

นั่นคือด้านที่ไทยทำได้แย่ที่สุดคือด้านเดียวกับเมื่อ 6 ปีก่อนคือด้านโครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่ แม้เก็บภาษีบุหรี่ในสัดส่วนที่สูงมากจนได้ถึง 4 คะแนน แต่ออกแบบโครงสร้างภาษีได้ไม่ดีจนได้คะแนนต่ำสุดในระบบ แม้ค่าเฉลี่ยโลกด้านโครงสร้างภาษีอยู่ที่ 2.95 ค่าเฉลี่ยภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ที่ 1.30 ส่วนประเทศไทยอยู่ที่ 1.00 ต่ำกว่าแม้กระทั่งค่าเฉลี่ยของภูมิภาคที่ได้คะแนนต่ำที่สุดในโลก 

รายงานระบุว่าในรอบ 10 ปี ระหว่างปี 2557 ถึง 2567 มีเพียง 13 ประเทศทั่วโลกที่คะแนนด้านโครงสร้างภาษีลดลงและประเทศไทยเป็นหนึ่งในนั้น โดยถูกกล่าวถึงควบคู่ไปกับเคนยา ซึ่งกลับไปใช้ภาษีตามปริมาณแบบหลายขั้นในปี 2558 ส่วนกลุ่มที่คะแนนตกหนักที่สุดคือแซมเบีย เลบานอน และตูนิเซีย 

รายงานระบุว่า ประเทศไทยได้แทนที่ภาษีตามมูลค่าอัตราเดียว ด้วยภาษีตามมูลค่าที่เป็นแบบหลายขั้น ซึ่งอิงกับราคาขายปลีกเป็นหลักกล่าวอีกอย่างคือ ในขณะที่ประเทศ ส่วนใหญ่ของโลกเดินไปข้างหน้าด้วยการเลิกระบบหลายอัตรา ประเทศไทยเดินสวนทางด้วยการสร้างขึ้นมาใหม่ และได้ใช้โครงสร้างนี้มาเป็นปีที่ 9 แล้ว แม้ปัจจุบันเหลือเพียง 30 ประเทศจากราว 170 ประเทศทั่วโลกที่ยังใช้โครงสร้างภาษีแบบหลายอัตราอยู่เท่านั้น 

ขณะที่ประเทศในอาเซียนนั้น ฟิลิปปินส์ได้คะแนนรวม 3.75 สูงเป็นอันดับที่ 3 ของโลก รองจากฟินแลนด์และเบลเยียม และได้คะแนนด้านโครงสร้างภาษีเต็ม 5 ด้านสิงคโปร์ได้ 3.25 มาเลเซียได้ 3.13 โดยทั้งสองประเทศได้ 4 คะแนนในด้านโครงสร้างภาษี ขณะที่อินโดนีเซียได้ 2.13 

ทั้งนี้ ในบรรดาประเทศอาเซียนที่มีข้อมูล มีเพียงไทยและอินโดนีเซียเท่านั้นที่ได้ 1 คะแนนด้านโครงสร้างภาษี เนื่องจากทั้งสองประเทศยังคงใช้ระบบหลายอัตรา ต่างกันตรงที่อินโดนีเซียกำลังทยอยลดขั้นภาษีลงจากเดิม 19 ขั้น เหลือ 8 ขั้น ส่วนฟิลิปปินส์ตัดสินใจยกเลิกระบบหลายอัตราไปตั้งแต่การปฏิรูป Sin Tax ปี 2555 ทั้งที่เมื่อ 10 กว่าปีก่อนใช้ระบบภาษีที่ซับซ้อนไม่ต่างจากไทย 

ต้นทุนของการยังใช้โครงสร้างภาษี 2 อัตรานี้ไม่ได้อยู่แค่ในตารางคะแนนประเมิน แต่คะแนนที่ได้คือสิ่งที่สะท้อนถึงความไม่มีประสิทธิภาพของโครงร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่ไทย โดยสอดคล้องกับผลการศึกษาของหลายหน่วยงานที่ระบุว่า ความสามารถในการจัดเก็บภาษียาสูบของรัฐลดลงกว่า 21,000 ล้านบาทต่อปีเมื่อเทียบกับปี 2560 ขณะที่งานวิจัยของ Schneider และ Asllani ที่เผยแพร่เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 ประเมินว่าสัดส่วนบุหรี่ผิดกฎหมายในไทยอยู่ที่ร้อยละ 28 ของตลาด คิดเป็นความสูญเสียทางตรงและทางอ้อมปีละประมาณ 1.8–3.0 หมื่นล้านบาท 

ตัวเลขเหล่านี้เกิดขึ้นทั้งที่ไทยได้ถึง 4 คะแนนในด้านสัดส่วนภาษีที่อยู่ระดับที่สูง เราไม่ได้เก็บภาษีน้อย เราเก็บผิดวิธี และผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดกลับเป็นผู้ผลิตในประเทศที่โครงสร้างนี้ถูกสร้างมาเพื่อปกป้อง 

หากประเทศไทยยกเลิกภาษีตามมูลค่าแบบ 2 อัตรา และเปลี่ยนมาใช้อัตราเดียวในระดับที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ คะแนนด้านโครงสร้างจะขยับจาก 1 เป็น 4 ทันที เท่ากับสิงคโปร์และมาเลเซีย และจะดึงคะแนนรวมของไทยขึ้นไปอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีระบบภาษีบุหรี่ที่บริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพจริง นอกจากนี้ การเพิ่มน้ำหนักของภาษีตามปริมาณซึ่งโปร่งใสและคาดการณ์ได้มากกว่าก็เป็นทิศทางเดียวกับที่เวียดนามกำลังพิจารณาดำเนินการอยู่ และเป็นทิศทางที่รายงานฉบับนี้ให้คะแนนสูง 

อธิบดีกรมสรรพสามิตได้ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการงบประมาณเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาว่า กรมสรรพสามิตได้ศึกษาเรื่องนี้เสร็จแล้วและอยู่ระหว่างรอรับฟังความเห็นทางวิชาการก่อนเสนอกระทรวงการคลัง อย่างไรก็ดี ความเห็นทางวิชาการที่รอกันอยู่นั้นมีความครบถ้วนแล้ว ทั้งผลการศึกษาของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ข้อแนะนำขององค์การ อนามัยโลก ธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และล่าสุดคือดัชนีภาษีบุหรี่โลกฉบับที่ 4 ซึ่งระบุชื่อประเทศไทย ไว้ในกลุ่ม 13 ประเทศที่โครงสร้างภาษีถอยหลังในรอบ 10 ปี สิ่งที่ยังขาดจึงไม่ใช่ข้อมูล ไม่ใช่ผลการศึกษา แต่คือการตัดสินใจเดินหน้าสู่โครงสร้างภาษีบุหรี่อัตราเดียวหากเราต้องการให้ทศวรรษหน้าให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างไปจากทศวรรษที่ผ่านมา

วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2569

กรมการค้าภายในชู “เนื้อไทย FESTIVAL” ขยายตลาดเนื้อโคไทย เชื่อมกลุ่มธุรกิจ–กระตุ้นบริโภค


นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ
รองอธิบดีกรมการค้าภายใน
 เปิดเผยภายหลังเปิดกิจกรรมเชื่อมโยงและรณรงค์บริโภคเนื้อโคไทย ภายใต้ชื่องาน “เนื้อไทย FESTIVAL” ระหว่างวันที่ 28–30 สิงหาคม 2569 ณ ลานกิจกรรมด้านหน้าศูนย์การค้า เดอะ สตรีท รัชดา กรุงเทพมหานคร เพื่อเชื่อมโยงเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตเนื้อโคไทยคุณภาพกับผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ ควบคู่กับการรณรงค์ให้ประชาชนรู้จักและเลือกบริโภคเนื้อโคไทยมากขึ้น มุ่งขยายช่องทางจำหน่าย เพิ่มมูลค่าผลผลิต และสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ


กิจกรรมสำคัญประกอบด้วยการเจรจาจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ผลิตเนื้อโคไทยคุณภาพจำนวน 20 รายจากทั่วประเทศ กับผู้ประกอบการจาก 8 กลุ่มธุรกิจชั้นนำ ได้แก่ สายการบิน โรงแรม ร้านอาหาร/ภัตตาคาร ห้างค้าส่ง-ค้าปลีก โรงงานแปรรูปอาหาร โรงเรียนสอนทำอาหาร กลุ่มจัดจำหน่ายวัตถุดิบอาหาร และ
ร้านจำหน่ายเนื้อโค เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางทางการตลาดให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ อันเป็นการสร้างโอกาส
ทางการตลาดและยกระดับภาพลักษณ์ของเนื้อโคไทยให้เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง


ขณะเดียวกัน ภายในงาน “เนื้อไทย FESTIVAL” เปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้เลือกซื้อและทดลองชิมผลิตภัณฑ์เนื้อโคไทยคุณภาพหลากหลายสายพันธุ์ เช่น ไทยวากิว ลูกผสมแองกัส หรือชาโรเลส์ ผลิตภัณฑ์จากเนื้อโคไทย เช่น เนื้อแดดเดียว ไส้กรอกเนื้อ ไส้อั่วเนื้อ และอาหารที่รังสรรค์จากเนื้อโคเลิศรส พร้อมกิจกรรมพิเศษ เช่น ชิมเนื้อฟรี โปรโมชั่นส่วนลดที่มีตลอดทั้งงาน และช่วง “นาทีทอง” ที่จะมีเป็นช่วงๆ ตลอดงาน


โดยกิจกรรมดังกล่าวจะจัดขึ้นในช่วงระหว่างวันที่ 28 -30 สิงหาคม 2569 ณ ลานกิจกรรมด้านหน้าศูนย์การค้า เดอะ สตรีท รัชดา ตั้งแต่เวลา 16.00 น. – 22.00 น. 


นายจิรวุฒิ กล่าวว่า ปัจจุบันเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยได้พัฒนาสายพันธุ์ อาหารสัตว์ และกระบวนการเลี้ยงอย่างต่อเนื่อง ทำให้เนื้อโคไทยมีคุณภาพสูงขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งด้านความนุ่ม ไขมันแทรก กลิ่นหอม และรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ รวมถึงมีมาตรฐานการผลิตและการจัดการฟาร์มที่ดี สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้หลายระดับ ตั้งแต่ตลาดทั่วไป ร้านอาหาร ไปจนถึงตลาดเนื้อโคคุณภาพระดับพรีเมียม


สำหรับปี 2569 คาดว่าจะมีผลผลิตโคเนื้อประมาณ 1.14 ล้านตัว เพิ่มขึ้น 3% จากปีก่อน หรือคิดเป็นเนื้อโคประมาณ 0.192 ล้านตัน กรมการค้าภายในจึงให้ความสำคัญกับการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศและเพิ่มช่องทางด้านการตลาด เพื่อให้ผลผลิตได้รับการรองรับอย่างเหมาะสม พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคเห็นว่าเนื้อโคไทยมีคุณภาพ สามารถใช้ประกอบอาหารได้หลากหลาย และแข่งขันกับสินค้านำเข้าได้


“งานปีนี้ต่อยอดจากความสำเร็จของปีก่อน โดยมุ่งเชื่อมโยงตลาดเนื้อโคไทยตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ สร้างโอกาสทางการตลาด ยกระดับภาพลักษณ์ และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ กรมฯ เชื่อมั่นว่า คุณภาพ ความนุ่ม กลิ่นหอม และรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของเนื้อไทย จะช่วยกระตุ้นการบริโภค ลดการพึ่งพาการนำเข้า และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน จึงขอเชิญชวนประชาชนมาสัมผัส ‘รสชาติที่แท้จริงของเนื้อไทย’ ภายในงาน เนื้อไทย FESTIVAL” นายจิรวุฒิ กล่าว




วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2569

FDA สหรัฐฯ อนุญาตให้ทำการตลาดนิโคตินถุง 11 รายการชี้มีสารอันตรายน้อยกว่าผลิตภัณฑ์ยาสูบชนิดอื่น

FDA สหรัฐฯ อนุญาตให้ทำการตลาดนิโคตินถุง 11 รายการ
ชี้มีสารอันตรายน้อยกว่าผลิตภัณฑ์ยาสูบชนิดอื่น


 สำนักข่าวรอยเตอร์เผยว่าองค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (US FDA หรือ อย. สหรัฐฯ) อนุญาตให้วางจำหน่ายผลิตภัณฑ์นิโคตินถุงจำนวน 11 รายการของผู้ผลิตรายหนึ่ง โดยระบุว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีระดับสารที่เป็นอันตรายและอาจเป็นอันตรายต่ำกว่าผลิตภัณฑ์ยาสูบแบบใช้ในช่องปากและผลิตภัณฑ์ยาสูบที่ไม่มีควันประเภทอื่น

 ประกาศดังกล่าวเผยแพร่ในเวปไซด์อย่างเป็นทางการของอย. สหรัฐฯระบุว่า “FDA กำหนดให้การอนุญาตจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาสูบชนิดใหม่ต้องผ่านการประเมินทางวิทยาศาสตร์อย่างเข้มงวด โดยพิจารณาทั้งประโยชน์และความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชากรโดยรวม ไม่เพียงแต่ผลกระทบต่อผู้สูบบุหรี่ผู้ใหญ่ที่อาจเปลี่ยนไปใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับเยาวชนและผู้ที่ไม่เคยใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบด้วย ทั้งนี้ อย. สหรัฐฯ จะอนุญาตให้ทำการตลาดได้ก็ต่อเมื่อมีหลักฐานเพียงพอว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพของประชากรโดยรวมมากกว่าความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น”
ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นนิโคตินถุงที่ใช้วางไว้ใต้ริมฝีปาก ระหว่างริมฝีปากและเหงือกเพื่อให้นิโคตินเข้าสู่ร่างกาย โดยนิโคตินถุงถือเป็นหนึ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์นิโคตินที่เติบโตเร็วที่สุดในสหรัฐฯ
การอนุญาตตรั้งนี้ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ 11 รายการ ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์ความเข้มข้น 9 มิลลิกรัมในรสส้ม เมนทอล และวินเทอร์กรีน ที่ผลิตโดยบริษัทในเครือของผู้ผลิตรายดังกล่าว


การตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้นหลังจากที่ อย. สหรัฐฯ ได้เคยอนุญาตให้ผลิตภัณฑ์นิโคตินถุงของผู้ผลิตรายเดียวกันจำนวน 20 รายการสามารถใช้ข้อความในการสื่อสารได้ว่ามีความเสี่ยงต่อโรคและสารอันตรายน้อยกว่าบุหรี่
นิโคตินถุงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในสหรัฐฯ เนื่องจากสามารถส่งนิโคตินเข้าสู่ร่างกายได้โดยไม่ต้องเผาไหม้ยาสูบ อย่างไรก็ตาม การอนุญาตของ อย. สหรัฐฯ เป็นการพิจารณาในด้านระดับสารอันตรายและความเสี่ยงเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ยาสูบบางประเภท ไม่ได้หมายความว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวปราศจากความเสี่ยงหรือปลอดภัยต่อสุขภาพ

"เดินต่อต้านสงครามโลก" ขึ้นโดยท้าทายความสามารถของนักแสดงนำดาวรุ่งรุ่นล่าสุดของบริษัททั้งฝ่ายชาย-หญิงจำนวน 50 คนว่าจะมีนักแสดงคนใดกล้าท้าทายการเดินต่อต้านสงครามจากกรุงเทพฯ-กาญจนบุรี เป็นระยะทาง 122 กิโลเมตร ทั้งนี้จะเริ่มต้นเดินทางไกลตั้งแต่วันที่ 28 กันยายนจนถึงวันที่ 3 ตุลาคม 2569


"เดินต่อต้านสงครามโลก" ขึ้นโดยท้าทายความสามารถของนักแสดงนำดาวรุ่งรุ่นล่าสุดของบริษัททั้งฝ่ายชาย-หญิงจำนวน 50 คนว่าจะมีนักแสดงคนใดกล้าท้าทายการเดินต่อต้านสงครามจากกรุงเทพฯ-กาญจนบุรี เป็นระยะทาง 122 กิโลเมตร ทั้งนี้จะเริ่มต้นเดินทางไกลตั้งแต่วันที่ 28 กันยายนจนถึงวันที่ 3 ตุลาคม 2569 



"จอมทรนง" กล่าวว่านี่คือ project โหดสุดสำหรับนักแสดง 2122 ที่จะวัดใจวัดความอดทนของร่างกายและพิสูจน์ความจริงใจว่านักแสดงเข้ามาร่วมงานภาพยนตร์ต่อต้านสงครามนี้ เพื่อต่อต้านสงครามโลกจริงๆ หรือมาเพื่อจุดประสงค์เพียงชื่อเสียงเงินทองแต่ทั้งหมดของกิจกรรมนี้ทางบริษัทไม่ได้บังคับให้ทำกิจกรรมนี้แต่อย่างใดนักแสดงต้องสมัครใจทำเอง

วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2569

สุดปลื้ม!! “อภิษฐา ตั้งภัทรสมบูรณ์” ร่วมทีมคุณแม่รับเกียรติยศ “แม่ของแผ่นดิน 2569” ร่วมเชิดชูพลังหญิงผู้เสียสละ


ผ่านพ้นไปด้วยความเรียบร้อยและเปี่ยมด้วยคุณค่า สำหรับงาน “แม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2569” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ถนนวิภาวดีรังสิต เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเชิดชูเกียรติบุคคลต้นแบบ ผู้สร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ ศาสนา และสังคม พร้อมน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และร่วมแสดงความจงรักภักดีต่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา



ไฮไลต์สำคัญของงานได้รับความเมตตาจาก สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (สมเด็จธงชัย) เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์และพิธีมงคล ท่ามกลางพระเถรานุเถระชั้นผู้ใหญ่ อาทิ พระราชวชิรโมลี หลวงพ่อรวย กนุตสาโร และพระราชวัชราทร (เจ้าคุณโชคดี) ที่ร่วมประกอบพิธีอันเป็นสิริมงคล


ภายในงานมีพิธีมอบเหรียญพระราชทาน รวมถึงท้าวเวสสุวรรณ “แม่ของแผ่นดิน” และพิธีประกาศเกียรติคุณแก่บุคคลต้นแบบจากหลากหลายสาขา เพื่อยกย่องผู้ที่อุทิศตนทำความดี สร้างประโยชน์ให้แก่ส่วนรวม และเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่สังคม


หนึ่งในภาพที่ได้รับความสนใจ คือการร่วมแสดงความยินดีกับกลุ่มบุคคลต้นแบบที่เข้ารับการเชิดชูเกียรติในหลายสาขา โดยมีทั้ง ดร.กนกนุช ตันเจริญ (สุ) ในรางวัล “แม่ดีเด่น”,คุณณัฐกานต์ ตระกูลหมิง ในโครงการ “แม่ของแผ่นดิน”,Miss Pei Lin ในรางวัล “ผู้บริหารดีเด่นแห่งปี”,คุณพุทธรักษ์ พัฒนเจริญ ในรางวัล “ผู้นำเพื่อคุณประโยชน์ดีเด่น” และ คุณพริดา สิริพิทักษ์ธรรม ในรางวัล “ผู้บริหารดีเด่นแห่งปี” รวมถึงบุคคลต้นแบบอีกหลายท่านที่ร่วมสร้างชื่อเสียงและคุณประโยชน์แก่สังคม

“อภิษฐา ตั้งภัทรสมบูรณ์” นำทีมคุณแม่ร่วมรับเกียรติ


อีกหนึ่งบุคคลที่มีบทบาทโดดเด่นในงานครั้งนี้คือ คุณอภิษฐา ตั้งภัทรสมบูรณ์ ซึ่งเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนและนำทีมคุณแม่เข้าร่วมรับการเชิดชูเกียรติในโครงการ “แม่ของแผ่นดิน” โดยมุ่งหวังให้ผู้หญิงและคุณแม่ที่ทุ่มเททำหน้าที่เพื่อครอบครัวและสังคม ได้รับการยอมรับและมีพื้นที่ในการถ่ายทอดเรื่องราวของการทำความดี

การนำทีมคุณแม่เข้ารับรางวัลในครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงการเข้าร่วมพิธีรับประกาศเกียรติคุณ แต่ยังสะท้อนถึงแนวคิดในการ ส่งต่อกำลังใจและยกย่องผู้หญิงที่ทำหน้าที่เป็นพลังสำคัญของครอบครัวและสังคม โดยคุณอภิษฐาได้ร่วมผลักดันให้กลุ่มคุณแม่ได้รับโอกาสในการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเวทีแห่งการเชิดชูเกียรติครั้งนี้


ภาพของคุณอภิษฐาฯ ที่ร่วมแสดงความยินดีและนำทีมคุณแม่เข้าร่วมงาน จึงกลายเป็นอีกหนึ่งสีสันสำคัญของงาน “แม่ของแผ่นดิน 2569” และสะท้อนให้เห็นถึงพลังของผู้หญิงในการสนับสนุนผู้หญิงด้วยกันเอง โดยเฉพาะกลุ่มคุณแม่ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของครอบครัวมาอย่างยาวนาน


ด้าน คุณนภัค บุญณัชนิธินาถ “มาดามเอมมี่” ในฐานะประธานอำนวยการจัดงาน กล่าวถึงแนวคิดสำคัญของการจัดงานว่า บุคคลต้นแบบไม่ได้เป็นเพียงผู้ที่ได้รับรางวัลเท่านั้น แต่ยังเป็นพลังสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจให้คนในสังคมเห็นคุณค่าของการทำความดี โดยเฉพาะเรื่องของการเสียสละ ความรับผิดชอบ และการเป็นแบบอย่างที่ดี ซึ่งถือเป็นคุณค่าที่ควรได้รับการส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น

สำหรับการจัดงานครั้งนี้ มี รองศาสตราจารย์ ดร.อาณัฐชัย รัตตกุล ทำหน้าที่ประธานในพิธี ขณะที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์วราวุธ ตีระนันทน์ รองประธานคณะกรรมการการพัฒนาระบบบริหารราชการแผ่นดิน ร่วมเปิดงานและแสดงความยินดีในโอกาสวันแม่ของแผ่นดิน พร้อมด้วย คุณนภัค บุญณัชนิธินาถ “มาดามเอมมี่” ในตำแหน่งประธานอำนวยการจัดงาน

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความประทับใจ มีบุคคลจากหลากหลายวงการเข้าร่วม ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน พระสงฆ์ ศิลปิน นักแสดง นักธุรกิจ และบุคคลผู้มีชื่อเสียง เพื่อร่วมเป็นสักขีพยานในการมอบรางวัลและร่วมแสดงความยินดีกับบุคคลต้นแบบที่ได้รับการเชิดชูเกียรติ


งาน “แม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2569” จึงนับเป็นอีกหนึ่งเวทีที่ต้องการสะท้อนพลังของการทำความดี การตอบแทนสังคม และการยกย่องผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของครอบครัว โดยเฉพาะ “คุณแม่” ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญในการสร้างคน สร้างครอบครัว และสร้างสังคม

และสำหรับ คุณอภิษฐา ตั้งภัทรสมบูรณ์ การนำทีมคุณแม่เข้าร่วมรับการเชิดชูเกียรติในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งบทบาทที่สะท้อนแนวคิดของการเป็น “ผู้ให้โอกาส” และผู้สนับสนุนคนทำความดี ให้ได้มีพื้นที่ยืนและได้รับการยอมรับในสังคมอย่างภาคภูมิใจ


เพราะเบื้องหลังคนเก่ง อาจมี “แม่” ที่เสียสละอยู่เสมอ และเบื้องหลังเวทีแห่งการเชิดชูเกียรติ ก็มีคนอีกหลายคนที่พร้อมผลักดันให้ความดีได้ถูกมองเห็น

#แม่ของแผ่นดิน2569 #โครงการแม่ของแผ่นดิน #แม่ดีเด่น #บุคคลต้นแบบ #อภิษฐาตั้งภัทรสมบูรณ์ #มาดามเอมมี่

วช. เปิดเวที “รู้ทัน รับมือ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” นำชุดความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม เตรียมความพร้อม เผชิญสถานการณ์ภัยพิบัติ

วช. เปิดเวที “รู้ทัน รับมือ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” นำชุดความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม เตรียมความพร้อม เผชิญสถานการณ์ภัยพิบั...