วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2569

สุดปลื้ม!! “อภิษฐา ตั้งภัทรสมบูรณ์” ร่วมทีมคุณแม่รับเกียรติยศ “แม่ของแผ่นดิน 2569” ร่วมเชิดชูพลังหญิงผู้เสียสละ


ผ่านพ้นไปด้วยความเรียบร้อยและเปี่ยมด้วยคุณค่า สำหรับงาน “แม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2569” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ถนนวิภาวดีรังสิต เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเชิดชูเกียรติบุคคลต้นแบบ ผู้สร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ ศาสนา และสังคม พร้อมน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และร่วมแสดงความจงรักภักดีต่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา



ไฮไลต์สำคัญของงานได้รับความเมตตาจาก สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (สมเด็จธงชัย) เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์และพิธีมงคล ท่ามกลางพระเถรานุเถระชั้นผู้ใหญ่ อาทิ พระราชวชิรโมลี หลวงพ่อรวย กนุตสาโร และพระราชวัชราทร (เจ้าคุณโชคดี) ที่ร่วมประกอบพิธีอันเป็นสิริมงคล


ภายในงานมีพิธีมอบเหรียญพระราชทาน รวมถึงท้าวเวสสุวรรณ “แม่ของแผ่นดิน” และพิธีประกาศเกียรติคุณแก่บุคคลต้นแบบจากหลากหลายสาขา เพื่อยกย่องผู้ที่อุทิศตนทำความดี สร้างประโยชน์ให้แก่ส่วนรวม และเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่สังคม


หนึ่งในภาพที่ได้รับความสนใจ คือการร่วมแสดงความยินดีกับกลุ่มบุคคลต้นแบบที่เข้ารับการเชิดชูเกียรติในหลายสาขา โดยมีทั้ง ดร.กนกนุช ตันเจริญ (สุ) ในรางวัล “แม่ดีเด่น”,คุณณัฐกานต์ ตระกูลหมิง ในโครงการ “แม่ของแผ่นดิน”,Miss Pei Lin ในรางวัล “ผู้บริหารดีเด่นแห่งปี”,คุณพุทธรักษ์ พัฒนเจริญ ในรางวัล “ผู้นำเพื่อคุณประโยชน์ดีเด่น” และ คุณพริดา สิริพิทักษ์ธรรม ในรางวัล “ผู้บริหารดีเด่นแห่งปี” รวมถึงบุคคลต้นแบบอีกหลายท่านที่ร่วมสร้างชื่อเสียงและคุณประโยชน์แก่สังคม

“อภิษฐา ตั้งภัทรสมบูรณ์” นำทีมคุณแม่ร่วมรับเกียรติ


อีกหนึ่งบุคคลที่มีบทบาทโดดเด่นในงานครั้งนี้คือ คุณอภิษฐา ตั้งภัทรสมบูรณ์ ซึ่งเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนและนำทีมคุณแม่เข้าร่วมรับการเชิดชูเกียรติในโครงการ “แม่ของแผ่นดิน” โดยมุ่งหวังให้ผู้หญิงและคุณแม่ที่ทุ่มเททำหน้าที่เพื่อครอบครัวและสังคม ได้รับการยอมรับและมีพื้นที่ในการถ่ายทอดเรื่องราวของการทำความดี

การนำทีมคุณแม่เข้ารับรางวัลในครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงการเข้าร่วมพิธีรับประกาศเกียรติคุณ แต่ยังสะท้อนถึงแนวคิดในการ ส่งต่อกำลังใจและยกย่องผู้หญิงที่ทำหน้าที่เป็นพลังสำคัญของครอบครัวและสังคม โดยคุณอภิษฐาได้ร่วมผลักดันให้กลุ่มคุณแม่ได้รับโอกาสในการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเวทีแห่งการเชิดชูเกียรติครั้งนี้


ภาพของคุณอภิษฐาฯ ที่ร่วมแสดงความยินดีและนำทีมคุณแม่เข้าร่วมงาน จึงกลายเป็นอีกหนึ่งสีสันสำคัญของงาน “แม่ของแผ่นดิน 2569” และสะท้อนให้เห็นถึงพลังของผู้หญิงในการสนับสนุนผู้หญิงด้วยกันเอง โดยเฉพาะกลุ่มคุณแม่ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของครอบครัวมาอย่างยาวนาน


ด้าน คุณนภัค บุญณัชนิธินาถ “มาดามเอมมี่” ในฐานะประธานอำนวยการจัดงาน กล่าวถึงแนวคิดสำคัญของการจัดงานว่า บุคคลต้นแบบไม่ได้เป็นเพียงผู้ที่ได้รับรางวัลเท่านั้น แต่ยังเป็นพลังสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจให้คนในสังคมเห็นคุณค่าของการทำความดี โดยเฉพาะเรื่องของการเสียสละ ความรับผิดชอบ และการเป็นแบบอย่างที่ดี ซึ่งถือเป็นคุณค่าที่ควรได้รับการส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น

สำหรับการจัดงานครั้งนี้ มี รองศาสตราจารย์ ดร.อาณัฐชัย รัตตกุล ทำหน้าที่ประธานในพิธี ขณะที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์วราวุธ ตีระนันทน์ รองประธานคณะกรรมการการพัฒนาระบบบริหารราชการแผ่นดิน ร่วมเปิดงานและแสดงความยินดีในโอกาสวันแม่ของแผ่นดิน พร้อมด้วย คุณนภัค บุญณัชนิธินาถ “มาดามเอมมี่” ในตำแหน่งประธานอำนวยการจัดงาน

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความประทับใจ มีบุคคลจากหลากหลายวงการเข้าร่วม ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน พระสงฆ์ ศิลปิน นักแสดง นักธุรกิจ และบุคคลผู้มีชื่อเสียง เพื่อร่วมเป็นสักขีพยานในการมอบรางวัลและร่วมแสดงความยินดีกับบุคคลต้นแบบที่ได้รับการเชิดชูเกียรติ


งาน “แม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2569” จึงนับเป็นอีกหนึ่งเวทีที่ต้องการสะท้อนพลังของการทำความดี การตอบแทนสังคม และการยกย่องผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของครอบครัว โดยเฉพาะ “คุณแม่” ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญในการสร้างคน สร้างครอบครัว และสร้างสังคม

และสำหรับ คุณอภิษฐา ตั้งภัทรสมบูรณ์ การนำทีมคุณแม่เข้าร่วมรับการเชิดชูเกียรติในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งบทบาทที่สะท้อนแนวคิดของการเป็น “ผู้ให้โอกาส” และผู้สนับสนุนคนทำความดี ให้ได้มีพื้นที่ยืนและได้รับการยอมรับในสังคมอย่างภาคภูมิใจ


เพราะเบื้องหลังคนเก่ง อาจมี “แม่” ที่เสียสละอยู่เสมอ และเบื้องหลังเวทีแห่งการเชิดชูเกียรติ ก็มีคนอีกหลายคนที่พร้อมผลักดันให้ความดีได้ถูกมองเห็น

#แม่ของแผ่นดิน2569 #โครงการแม่ของแผ่นดิน #แม่ดีเด่น #บุคคลต้นแบบ #อภิษฐาตั้งภัทรสมบูรณ์ #มาดามเอมมี่

วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2569

วช. สนับสนุน มูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข จัดกิจกรรม “มหกรรมปล่อยแก่ ครั้งที่ 2 ปี 2569” สร้างกระบวนการวิจัยและนำดนตรีบำบัด สร้างสุขภาวะที่ดีเพื่อผู้สูงวัย


วันที่ 25 สิงหาคม 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สนับสนุน มูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข จัดกิจกรรม “มหกรรมปล่อยแก่ ครั้งที่ 2 ประจำปี 2569” ภายใต้โครงการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้วงปล่อยแก่ โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธาน พร้อมด้วย นางสาวชนก จันทาทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, ดร.ปิยวัฒน์ หลุยลาภประเสริฐ คณบดี วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ กล่าวต้อนรับ, รองศาสตราจารย์ ดร.สุกรี เจริญสุข ประธานมูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข, นางสาววิภาณี อริยภิญโญ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และผู้ทรงคุณวุฒิ วช. เข้าร่วม ณ มหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล จังหวัดนครปฐม


ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า “มหกรรมปล่อยแก่” เป็นการนำผลงานวิจัยและองค์ความรู้มาสู่การใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านโครงการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้และโครงการดนตรีพลังบวก เปิดโอกาสให้ผู้สูงวัยได้กลับมาใช้ศักยภาพ ความรู้ ความสามารถ มาถ่ายทอดผ่านเสียงดนตรี ซึ่งถือเป็นสื่อกลางในการสร้างความสุข ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีพื้นที่ในการแสดงออก ช่วยเสริมสร้างคุณค่าและความภูมิใจในตนเอง โดย วช. มุ่งหวังว่ากิจกรรมในครั้งนี้จะสะท้อนให้เห็นถึงพลังของการบูรณาการงานวิจัย ศิลปวัฒนธรรม ดนตรี และพลังของชุมชน เพื่อนำองค์ความรู้ไปสู่การใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันอย่างเหมาะสม และร่วมสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ที่เปิดกว้างสำหรับคนทุกช่วงวัย ให้สามารถเรียนรู้ พัฒนาศักยภาพ และมีส่วนร่วมในการสร้างคุณค่าให้แก่สังคมได้อย่างต่อเนื่อง อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตและการพัฒนาสังคม


ดร.ปิยวัฒน์ หลุยลาภประเสริฐ คณบดี วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ กล่าวว่า กิจกรรมในวันนี้เป็นโอกาสสำคัญที่คนทุกช่วงวัยได้มารวมตัวกันและร่วมกันสร้างสรรค์เสียงดนตรีอย่างมีความสุข วงปล่อยแก่ถือเป็นกิจกรรมที่สะท้อนให้เห็นถึงพลังของดนตรีในการเชื่อมโยงผู้คนและสร้างสรรค์สังคม โดยนำดนตรีพื้นบ้านมาผสมผสานกับแนวทางและวัฒนธรรมของวงดนตรีออร์เคสตรา เกิดเป็นรูปแบบการสร้างสรรค์ทางดนตรีที่มีความหลากหลายและน่าสนใจ พร้อมกับเปิดพื้นที่ให้ผู้สูงวัยได้แสดงออก เป็นอีกหนึ่งแนวทางในการส่งเสริมการพัฒนาสังคมและสร้างคุณค่าให้แก่ดนตรีในมิติที่หลากหลาย


รองศาสตราจารย์ ดร.สุกรี เจริญสุข ประธานมูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข กล่าวว่า ดนตรีเป็นเครื่องมือที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน การริเริ่มวงปล่อยแก่จึงต้องการเปิดให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การแบ่งปันประสบการณ์ และการสร้างความสุขร่วมกันผ่านเสียงดนตรี พร้อมทั้งสะท้อนเอกลักษณ์ท้องถิ่นที่สามารถนำมาต่อยอดผ่านงานศิลปวัฒนธรรม โดยเฉพาะการนำดนตรีพื้นบ้านและดนตรีในรูปแบบต่าง ๆ มาผสมผสานและถ่ายทอดสู่คนรุ่นใหม่ เป็นการช่วยสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมควบคู่ไปกับการสร้างพื้นที่ให้คนต่างรุ่นได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน


ภายในงาน มีการแสดงขับร้องประสานเสียง “วงปล่อยแก่” 15 วงจากหลากหลายจังหวัดทั่วประเทศ ร่วมกับวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตร้า ควบคุมวง โดย พลตรี ดร.ประทีป สุพรรณโรจน์ และ ดร.ธีรนัย จิระสิริกุล, การแสดงจากวงปล่อยแก่ประเทศไทย และการสร้างสรรค์ภาพจิตรกรรมประกอบบทเพลง โดย ดร.สุชาติ วงษ์ทอง เป็นการผสมผสานระหว่างดนตรีพื้นบ้านและดนตรีสากล ถ่ายทอดความงดงามของศิลปะและมรดกทางวัฒนธรรมผ่านเสียงดนตรี


ทั้งนี้ กิจกรรม “มหกรรมปล่อยแก่” นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการนำงานวิจัยและองค์ความรู้มาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างประโยชน์แก่สังคม โดยใช้ดนตรีและศิลปวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือในการเชื่อมโยงผู้คนทุกช่วงวัย เปิดพื้นที่ให้ผู้สูงวัยได้แสดงศักยภาพ ถ่ายทอดประสบการณ์ และมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สังคม ตลอดจนส่งเสริมการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น สอดคล้องกับบทบาทของ วช. ในการส่งเสริมและสนับสนุนการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและขับเคลื่อนสังคมไทยสู่สังคมแห่งการเรียนรู้

วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2569

“สมเด็จธงชัย” ร่วมเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ งาน “แม่ของแผ่นดิน 2569” ด้าน “มาดามเอมมี่” ร่วมเชิดชูบุคคลต้นแบบผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคม เป็นพลังแห่งการเสียสละและความรับผิดชอบ


ผ่านพ้นไปด้วยความเรียบร้อยและเปี่ยมด้วยคุณค่า สำหรับงาน “แม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2569” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ถนนวิภาวดีรังสิต เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเชิดชูเกียรติบุคคลผู้สร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ ศาสนา และสังคม พร้อมน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และร่วมแสดงความจงรักภักดีต่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา


ไฮไลต์สำคัญของงานได้รับความเมตตาจาก สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (สมเด็จธงชัย) เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์และพิธีมงคล ท่ามกลางพระเถรานุเถระชั้นผู้ใหญ่ อาทิ พระราชวชิรโมลี หลวงพ่อรวย กนุตสาโร และพระราชวัชราทร (เจ้าคุณโชคดี) ที่ร่วมประกอบพิธีอันเป็นสิริมงคล
ภายในงานยังมีพิธีมอบเหรียญพระราชทาน รวมถึงท้าวเวสสุวรรณ “แม่ของแผ่นดิน” แก่บุคคลต้นแบบผู้สร้างคุณประโยชน์แก่สังคม ประจำปี 2569 เพื่อเป็นการยกย่องและสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ที่อุทิศตนทำความดีและสร้างประโยชน์ให้แก่ส่วนรวม


นอกจากนี้ ยังมีพิธีประกาศเกียรติคุณแก่บุคคลต้นแบบจากหลากหลายสาขา ซึ่งล้วนเป็นผู้ที่มีบทบาทในการสร้างสรรค์สิ่งดีงามให้แก่สังคม สะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของการเสียสละ ความรับผิดชอบ และการเป็นแบบอย่างที่ดีแก่คนในสังคมไทย
บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความประทับใจ โดยมีบุคคลจากหลากหลายวงการเข้าร่วมงาน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน พระสงฆ์ ศิลปิน นักแสดง นักธุรกิจ ตลอดจนบุคคลผู้มีชื่อเสียง เพื่อร่วมเป็นสักขีพยานในการมอบรางวัลและร่วมแสดงความยินดีกับบุคคลต้นแบบที่ได้รับการเชิดชูเกียรติในครั้งนี้
สำหรับการจัดงานครั้งนี้ มี รองศาสตราจารย์ ดร.อาณัฐชัย รัตตกุล ทำหน้าที่ประธานในพีธี, ผู้ช่วยศาสตราจารย์วราวุธ ตีระนันทน์ รองประธานคณะกรรมการการพัฒนาระบบบริหารราชการแผ่นดิน ร่วมเปิดงาน และแสดงความยินดีวันแม่ของแผ่นดิน และคุณนภัค บุญณัชนิธินาถ “มาดามเอมมี่” ดำรงตำแหน่งประธานอำนวยการจัดงาน โดยทั้งสองฝ่ายร่วมกันผลักดันให้งาน “แม่ของแผ่นดิน” เป็นเวทีสำคัญในการยกย่องบุคคลผู้ทำความดีและสร้างคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติ


ด้าน คุณนภัค บุญณัชนิธินาถ “มาดามเอมมี่” ในฐานะประธานอำนวยการจัดงาน กล่าวถึงแนวคิดสำคัญของการจัดงานว่า บุคคลต้นแบบไม่ได้เป็นเพียงผู้ที่ได้รับรางวัลเท่านั้น แต่ยังเป็นพลังสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจให้คนในสังคมเห็นคุณค่าของการทำความดี โดยเฉพาะเรื่องของการเสียสละ ความรับผิดชอบ และการเป็นแบบอย่างที่ดี ซึ่งถือเป็นคุณค่าที่ควรได้รับการส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น
งาน “แม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2569” จึงนับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สะท้อนพลังของการทำความดีและการตอบแทนสังคม พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้เข้าร่วมงานตระหนักถึงความสำคัญของการเสียสละและการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม อันเป็นคุณค่าที่สามารถนำไปต่อยอดและสร้างสรรค์สังคมไทยให้เกิดความเข้มแข็งและน่าอยู่ต่อไป


วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2569

"จอมทรนง"กร้าวปฏิวัติวงการทางเลือกเดียว สร้างงาน สร้างคน


เมื่อบ่ายวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา
ที่ห้องแถลงข่าวของบริษัททเว็นตี้จูน
จอมทรนง* ผู้สร้างผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง"2122 กูนี่แหละอัจฉริยะ" ได้เปิดใจกับสื่อมวลชนที่มาพบอย่างตรงไปตรงมาตามเคยว่า...


"ผมจำเป็นต้องปฏิวัติวงการภาพยนตร์ไทยอย่างเฉียบพลันทันใด ขืนชักช้าโอ้เอ้ต่อไป วงการภาพยนตร์ไทยจะเหลือแต่ชื่อ เหลือเพียงเรื่องราวเก่าแก่
ให้พูดถึงเท่านั้น เพราะในห้วงเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมาวงการภาพยนตร์ไทยได้จมดิ่งลงสู่ก้นหลุมดำดักดานที่ผ่านการพัฒนาทั้งทางโครงสร้างวงการ และการพัฒนาบุคลากรในวงการให้มีทักษะความรู้ความสามารถในสาขาอาชีพอย่างมีหลักการและเป้าหมายในการทำงานอย่างเป็นรูปธรรมที่แท้จริง"


ที่ผ่านมาเราทำการสร้างสรรค์ภาพยนตร์อย่างสะเปะสะปะ ใครใคร่สร้างเรื่องอะไรก็สร้างกันไปตามใจชอบ โดยมีเป้าหมายเดิมๆที่อ้างกันมานาน 80 ปี สร้างความบันเทิงเพื่อความสุขของผู้ชมภาพยนตร์....ซึ่งในเวลาต่อมาการสร้างความสุข หรือการทำมาหากินในรูปแบบนี้มันได้กลายเป็นการมอมเมาสังคม การสร้างความบันเทิงแบบยัดเหยียดไม่สนสภาวะทางสังคม
ใดๆทั้งสิ้น จะสร้างเพื่อโกยเงินหาเงิน เพื่อทำมาหากินโดยตรงแบบตัวใครตัวมันมือใครยาวสาวได้สาวเอา และนั่นมันคือบทสรุปที่เจ็บปวดกลายเป็นความหายนะล่มจมของผู้คนในวงการ
ทำให้มีการสร้างงานน้อยลง และมีคนตกงานเพิ่มมากขึ้นถึง 80%


จอมทรนง* กล่าวว่า" ผมอยู่ในวงการนี้มานานมากกว่า 45 ปี ทั้งสร้างภาพยนตร์และสร้างโรงถ่ายภาพยนตร์
ตลอดเวลาได้เก็บข้อมูลและหาข้อสรุปอย่างเป็นรูปธรรมมาอย่างเอาจริงเอาจังมานาน

สรุปในชั่วโมงนี้ต้องปฏิวัติวงการภาพยนตร์ไทยสถานเดียว ต้องสร้างงาน ต้องสร้างคนให้โอกาสคนไม่ปิดกั้นให้คนที่จะเข้าสู่วงการภาพยนตร์ต้องเป็นกลุ่มคนรวย กลุ่มคนหน้าสวยรูปร่างดีอีกต่อไป....คนทุกคนคือคน
คนขี้เหร่อัปลักษณ์ ผู้พิการทุพลภาพ
จะยากดีมีจนทุกคนก็สามารถเป็นนักแสดงที่ดีมีคุณภาพได้


ด้วยเหตุนี้บริษัททเว็นตี้จูนเอ็นเตอร์เทนเม้นต์...จึงประกาศกร้าวสร้างงานมหากาพย์ภาพยนตร์ 3 ภาค* เรื่อง 2122 อะมาเกดดอน วอร์ หรือชื่อไทย " กูนี่แหละอัจฉริยะ" โดยแต่ละภาคจะใช้งบสร้างมากกว่า 500 ล้านบาท และใช้ทีมงาน นักแสดงมากกว่า 5,000 คน ในการสร้างสรรค์ภาพยนตร์ดังกล่าว


เราเตรียมงานมา 2 ปีเต็ม
และจะทำการเปิดกล้องถ่ายทำในวันที่ 3 ตุลาคมนี้ และมีกำหนดปิดกล้องภาคแรกในเดือนธันวาคม 2570


นักแสดงและทีมงานที่สนใจจะเข้าร่วมงานยังมีตำแหน่งว่างอยู่อีกประมาณ 1,500 ตำแหน่ง สามารถยื่นการสมัครได้ที่บริษัท 20 จูนฯ ในวันเวลาราชการเท่านั้น

วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2569

พลิกโฉมประเทศด้านการศึกษา : Active Learning–GPAS 5 Steps ต้องสร้างเด็ก “คิดเป็น” ก่อนใช้ AI คิดแทน


เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ โรงแรม กรีนเนอรี รีสอร์ท เขาใหญ่ (Greenery Resort Khao Yai) จังหวัดนครราชสีมา สภาการศึกษาคาทอลิกแห่งประเทศไทย ได้จัดงานประชุมสัมมนาประจำปี ครั้งที่ 55 ขึ้นภายใต้หัวข้อ “6 ทศวรรษ กราวิสซิมุม เอธุกาชิโอนิส ความท้าทายและทิศทางในอนาคตของการศึกษาคาทอลิกในบริบทโลกสมัยใหม่” เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการศึกษาในวาระครบรอบ 60 ปี ของสภาการศึกษาคาทอลิกแห่งประเทศไทย ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี AI และบริบททางสังคม เมื่อผู้บริหารการศึกษา นักวิชาการ และเครือข่ายโรงเรียนทั่วประเทศ ร่วมกันชี้ทิศทางว่า การศึกษาในโลกยุคใหม่ต้องกลับมาให้ความสำคัญกับ “กระบวนการคิด” ของผู้เรียนอย่างจริงจัง


 งานในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมแสดงปาฐกถาพิเศษ มอบนโยบายและทิศทางใหญ่ของการศึกษาไทย โดยเน้นย้ำถึงการเชื่อมพันธกิจของเครือข่ายการศึกษากับนโยบายประเทศ เพื่อร่วมกันพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยให้พร้อมรับมือกับโลกในอนาคต แม้ว่า AI จะเข้ามามีบทบาทอย่างมหาศาลและสามารถช่วยมนุษย์ทำงานได้หลายด้าน แต่ AI ไม่สามารถแทนมนุษย์ได้ทั้งหมด โดยเฉพาะความสามารถในการคิด ตัดสินใจ คุณธรรม และความรับผิดชอบ พร้อมส่งสัญญาณสำคัญว่า “เราไม่ควรทำให้เด็กคิดน้อยลง แต่ต้องทำให้เด็กคิดเป็นมากขึ้น”
ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการยังแสดงความชื่นชมต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการ GPAS 5 Steps ซึ่งมีผลจากการนำไปใช้ในสถานศึกษาให้เห็นเป็นรูปธรรม และมองเห็นโอกาสในการต่อยอดและขยายผล โดยจะมีโมเดลโรงเรียนต้นแบบเพิ่มขึ้นในระยะต่อไปซึ่งถือเป็นสัญญาณสำคัญ เพราะ Active Learning กำลังถูกยกระดับจากคำที่อยู่ในนโยบายหรือแผนการสอน ไปสู่คำถามที่สำคัญกว่านั้นว่า “ทำอย่างไรให้เกิดขึ้นจริงในทุกห้องเรียน” Active Learning ที่แท้จริงจึงไม่ใช่เพียงการให้เด็กทำกิจกรรม แบ่งกลุ่ม หรือลุกออกจากโต๊ะ แต่ต้องเป็นการเรียนรู้ที่ทำให้ “สมองของผู้เรียนทำงาน” เด็กต้องได้ค้นหาข้อมูล คิด วิเคราะห์ สร้างองค์ความรู้ ลงมือปฏิบัติ สื่อสาร และนำสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้กับสถานการณ์ใหม่ได้


ขณะที่เป้าหมายสำคัญของการสัมมนาครั้งนี้ มุ่งเน้นว่าการศึกษาต้องไม่หยุดอยู่แค่การถ่ายทอดความรู้ แต่ต้องพัฒนามนุษย์อย่างรอบด้าน ทั้งสติปัญญา คุณธรรม จิตใจ จิตวิญญาณ ความรับผิดชอบต่อสังคม ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทันและมีจริยธรรม เพื่อให้เยาวชนเติบโตไปเป็นผู้ร่วมสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้แก่สังคม


บาทหลวงเอกรัตน์ หอมประทุม นายกสมาคมและเลขาธิการสภาการศึกษาคาทอลิกแห่งประเทศไทย กล่าวถึงการสะท้อนเป้าหมายของการศึกษาไว้อย่างชัดเจนว่า ต้องทำให้เด็ก “เข้าใจ คิดเป็น ทำเป็น และนำไปใช้เป็น” เพราะการศึกษาที่สมบูรณ์ไม่ควรจบลงเมื่อเด็กจำบทเรียนได้ แต่ต้องพัฒนาเด็กทั้งด้านสติปัญญา คุณธรรม จิตใจ ความรับผิดชอบต่อสังคม และความสามารถในการใช้เทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทันจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่สภาการศึกษาคาทอลิกแห่งประเทศไทยและสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) เดินหน้าความร่วมมือเพื่อขยายการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งสร้าง “กระบวนการคิด” ให้ติดตัวเด็ก เพราะโลกในอนาคตอาจเปลี่ยนเทคโนโลยีอีกนับครั้ง แต่เด็กที่เรียนรู้เป็นจะสามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงได้


ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหาร สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ได้กล่าว
ย้ำถึงจุดเปลี่ยนสำคัญว่า การศึกษาต้องก้าวจากการถ่ายทอดและท่องจำ ไปสู่การสร้าง “กระบวนการคิดและกระบวนการเรียนรู้” ให้เกิดขึ้นในตัวผู้เรียน ให้ผู้เรียนเป็นผู้ค้นพบความจริงจากการสร้างความรู้ในแต่ละมิติ เพราะความจริงต้องเกิดขึ้นจากผู้เรียน ซึ่งจะกลายเป็นความรู้บันทึกอยู่ในความจำระยะยาวตลอดไป
การศึกษาคือชีวิต หลายคนคิดว่าจัดการศึกษา เพื่อนำไปใช้ในอนาคตแต่ความจริงการศึกษาคือชีวิตจริงในปัจจุบันที่ผู้เรียนต้องใช้ และนำวิธีการสร้างความรู้ไปใช้ออกแบบกับปัญหาที่เกิดขึ้นในอนาคตได้ทุกปัญหาและตลอดไป ครูจึงไม่ใช่คนที่ต้องมีคำตอบให้เด็กทุกเรื่อง แต่ต้องเป็นคนออกแบบสถานการณ์ที่ทำให้เด็กได้ตั้งคำถาม ค้นหา วิเคราะห์ ทดลอง ลงมือทำ และค้นพบคำตอบด้วยตัวเองนี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่วงการศึกษาไทยต้องจับตามองเพราะในวันที่ AI สามารถตอบคำถามได้ภายในไม่กี่วินาที การศึกษาที่แข่งขันกันเพียงว่าใคร “รู้คำตอบ” มากกว่า อาจไม่เพียงพออีกต่อไปสิ่งที่มีค่ามากขึ้นคือ คนที่รู้จักตั้งคำถาม รู้จักคิดกับข้อมูล รู้จักตรวจสอบคำตอบ และรู้ว่าจะนำความรู้ไปใช้อย่างไร ดังนั้น Active Learning จึงไม่ควรเป็นเพียงกระแส และ GPAS 5 Steps ไม่ควรเป็นเพียงชื่อที่อยู่ในแผนการจัดการเรียนรู้แต่ต้องลงไปถึงห้องเรียนจริงลงไปถึงวิธีคิดของครู และสุดท้าย ต้องกลายเป็น “กระบวนการคิด” ที่ติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต AI อาจเก่งขึ้นทุกวัน แต่ภารกิจของการศึกษาคือทำให้มนุษย์ไม่หยุดคิด และหากโมเดลโรงเรียนต้นแบบ Active Learning–GPAS 5 Steps กำลังจะขยายเพิ่มขึ้นจริง สิ่งที่วงการศึกษาควรจับตาจากนี้จึงไม่ใช่เพียง “มีกี่โรงเรียน” แต่คือ โรงเรียนเหล่านั้นจะพิสูจน์ให้เห็นได้หรือไม่ว่า เราสามารถเปลี่ยนห้องเรียนจากพื้นที่ “จำคำตอบ” ให้กลายเป็นพื้นที่ “สร้างคนที่คิดเป็น” ได้จริง


อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญภายในงาน คือพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ทางการศึกษา ระหว่างสภาการศึกษาคาทอลิกแห่งประเทศไทย และ สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) โดย ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหาร พว. เพื่อร่วมกันส่งเสริมและพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ผ่านกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps นำไปสู่การปฏิบัติจริงในสถานศึกษา ช่วยพัฒนาผู้บริหาร ครู และนักเรียนให้เกิดทักษะการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ


บรรยากาศตลอดการสัมมนาเต็มไปด้วยความคึกคักและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ผ่านการปาฐกถา การอภิปรายทางวิชาการ การแบ่งปันประสบการณ์ รวมถึงนิทรรศการนวัตกรรมทางการศึกษา โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 565 ท่าน จาก 11 สังฆมณฑลทั่วประเทศ ประกอบด้วย พระสังฆราช พระสงฆ์ นักบวชชายหญิง ผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งสะท้อนถึงพลังความร่วมมือที่พร้อมจะขับเคลื่อนองค์ความรู้ลงสู่ห้องเรียนอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป


วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2569

CACF-Thailand 2026 เปิดเกมการค้าสองทาง จีนยกทัพบุกไทยกว่า 150 บูธ หา “คู่ค้า” ไทย พร้อมปั้นเถ้าแก่ใหม่ยุค AI Commerce


ไม่ใช่แค่ไทยไปหาของจีนมาขาย แต่ถึงเวลาถามกลับว่า “ของไทยจะไปจีนได้อย่างไร?” CACF-Thailand 2026 เปิดพื้นที่เชื่อมผู้ผลิตจีน–ผู้ประกอบการไทย สร้างโอกาส Supply Chain ใหม่ พร้อม Thai Brand Zone, Xiaohongshu และเวทีธุรกิจ–AI ครบในงานเดียว
ภาพจำเดิมของการค้าจีน–ไทยอาจเป็นการที่ผู้ประกอบการไทยเดินทางไปจีนเพื่อหาโรงงาน หา Supplier หรือเลือกสินค้ามาขาย แต่ในปี 2026 ภาพนั้นกำลังถูกขยายให้ใหญ่กว่าเดิม
           
                                    
พาขวัญ เจียมจิโรจน์ ตัวแทนผู้จัดงาน CACF-Thailand 2026 CACF-Thailand 2026 กล่าวว่า งานแสดงสินค้าจีน–อาเซียน (ประเทศไทย) ครั้งที่ 13 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2–4 กันยายน 2569 ณ Hall EH101 ไบเทค บางนา รวบรวมผู้ผลิตและผู้ประกอบการจากประเทศจีนกว่า 150 บูธ มาให้ภาคธุรกิจไทยได้พบปะ เจรจา ดูสินค้าจริง เปรียบเทียบสินค้า และค้นหา Partner ทางธุรกิจโดยตรง โดยไม่ต้องบินไปถึงประเทศจีน
แต่ปีนี้ CACF ไม่ได้ต้องการหยุดอยู่แค่คำว่า “หาของมาขาย”
โจทย์ใหญ่กว่าคือการทำให้งานกลายเป็นพื้นที่ที่ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้ามา “หาโอกาสใหม่ให้ธุรกิจ” ตั้งแต่การหาสินค้า หา Supplier สร้างแบรนด์ พัฒนาสินค้าร่วมกัน ไปจนถึงการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจใหม่ในจีน ไทย และอาเซียน
จีนมาไทย “มาหาคู่ค้า ไม่ได้มาเป็นคู่แข่ง”
การยกทัพของผู้ผลิตจีนกว่า 150 บูธ ในครั้งนี้ ไม่ได้สะท้อนเพียงความต้องการนำสินค้าจีนเข้ามาหาตลาดไทย แต่ยังสะท้อนอีกมิติของความร่วมมือที่ต้องการเชื่อมผู้ประกอบการไทยเข้าสู่เครือข่ายการผลิตและ Supply Chain ที่กว้างขึ้น
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การมองว่า “จีนกำลังเข้ามาแข่งขันกับผู้ประกอบการไทย” แต่คือการเปิดพื้นที่ให้ธุรกิจของทั้งสองประเทศ มาหาคู่ค้า ไม่ได้มาเป็นคู่แข่ง


ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้ามาพบผู้ผลิต หา Supplier เจรจาพัฒนาสินค้า สร้างพันธมิตรทางธุรกิจ รวมถึงมองหาโอกาสใหม่ในการขยายตลาดไปยังอาเซียนและตลาดต่างประเทศ
ขณะเดียวกัน CACF-Thailand 2026 ยังมี Thai Brand Zone เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการและแบรนด์ไทยเข้าร่วมกว่า30 ราย เข้าร่วมจัดแสดงสินค้า แสดงศักยภาพ และสร้าง Connection กับเครือข่ายธุรกิจที่เข้ามาภายในงาน
ภาพของ CACF ในปีนี้จึงเริ่มขยับจากคำว่า “จีนผลิต–ไทยซื้อ” ไปสู่การเชื่อมจุดแข็งของผู้ประกอบการทั้งสองประเทศ เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจร่วมกันในตลาดที่ใหญ่กว่าเดิม
แล้วไทยจะรับของจีนมาขายอย่างเดียวหรือ?
“นี่อาจเป็นคำถามที่ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากอยากได้คำตอบ” พาขวัญกล่าวและว่า  

ที่ผ่านมา เมื่อพูดถึงการทำธุรกิจกับจีน คนไทยมักนึกถึงการไปหาโรงงานจีน สั่งสินค้าจีนเข้ามาขาย หรือใช้โรงงานจีนผลิตสินค้าเพื่อนำกลับมาสร้างแบรนด์
แต่ถ้าการค้าไม่ได้เดินได้เพียงทางเดียว คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ
“ถ้าเรานำสินค้าจีนมาขายในไทยได้ แล้วเราจะนำสินค้าไทยไปขายให้คนจีนได้อย่างไร?”
นี่คือที่มาของแนวคิด “สลับทาง” อีกหนึ่งไฮไลต์ของ CACF-Thailand 2026 จากเดิมที่จีนถูกมองในฐานะแหล่งสินค้าและฐานการผลิต สู่การมองจีนในฐานะ “ตลาดสำหรับสินค้าไทย”
หนึ่งในช่องทางที่งานหยิบขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญคือ Xiaohongshu (เสี่ยวหงชู) แพลตฟอร์ม Social Commerce ที่ได้รับความสนใจอย่างมากในประเทศจีน
ภายในงาน ผู้ประกอบการไทยจะได้เรียนรู้โอกาสในการใช้ Xiaohongshu เป็นหนึ่งในช่องทางสร้างการรับรู้ให้สินค้าไทย เข้าถึงผู้บริโภคจีน และทำความเข้าใจว่าตลาดจีนยุคใหม่ไม่ได้ตัดสินใจซื้อจาก “ราคา” เพียงอย่างเดียว แต่ Content, Lifestyle, รีวิว และภาพลักษณ์ของแบรนด์ล้วนมีผลต่อการตัดสินใจ
ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของแบรนด์ไทยที่มีสินค้าอยู่แล้ว พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่กำลังมองหาตลาดใหม่ หรือผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคจีน ก็สามารถเข้ามามองหาโอกาสจากพื้นที่นี้ได้
เพราะ CACF-Thailand 2026 ไม่ได้ต้องการให้ผู้ประกอบการกลับบ้านพร้อมคำตอบแค่ว่า
“จะซื้ออะไรจากจีนมาขาย?”
แต่ต้องการเปิดคำถามใหม่ว่า
“เรามีสินค้าไทยอะไร ที่พร้อมไปขายให้คนจีนและต่อยอดสู่ตลาดที่ใหญ่กว่าเดิม?”
นี่คือการเปลี่ยนจากการค้า “ทางเดียว” ไปสู่ การค้าสองทาง และเป็นอีกก้าวของการเชื่อมโยงธุรกิจจีน–ไทย–อาเซียนให้ใกล้กันมากขึ้น
ไม่ได้มาแค่ดูสินค้า แต่ได้ “วิชาทำธุรกิจ” กลับบ้าน


อีกหนึ่งไฮไลต์ของ CACF-Thailand 2026 คือเวทีสัมมนาภายใต้แนวคิด “เถ้าแก่ใหม่ ยุค AI Commerce”
เพราะการทำธุรกิจวันนี้ไม่ใช่แค่คำถามว่า “จะขายอะไร” แต่ยังต้องตอบให้ได้ว่า จะขายอย่างไรให้เร็วขึ้น ต้นทุนต่ำลง และแข่งขันได้ในโลกที่ AI เข้ามาเปลี่ยนวิธีทำงานแทบทุกด้าน
เนื้อหาสัมมนาจึงครอบคลุมตั้งแต่การเริ่มต้นธุรกิจด้วยตัวเอง การใช้ AI ลดงานซ้ำ การสร้างแบรนด์ การทำ Content, Affiliate, E-Commerce ไปจนถึงบัญชีและภาษี โดยมุ่งเน้นความรู้ที่ผู้ประกอบการสามารถนำกลับไปประยุกต์ใช้ได้จริง
วันที่ 2 กันยายน พบกับหัวข้อ “ถอดสูตรลับ ‘เถ้าแก่รุ่นใหม่’ ตัวคนเดียวทำยังไง? ให้เสกกำไรหลักล้าน” โดย บูม–ภัทรพล เหลือบุญชู เจ้าของเพจ “เมียสั่งให้ซื้อ” และ แน็ค–ศิวกร ปล้องใหม่ เจ้าของช่อง Nack Siwakorn พร้อมเจาะเรื่องภาษี E-Commerce กับ กิ๊–จุฑามาศ บำรุงยุติ “ภาษีเลอค่า” และแนวทางฝ่าทางตันสาย Affiliate กับ ส้ม–วริษฐา กิตติกุล
วันที่ 3 กันยายน เจาะการใช้ AI ทำงานจริงกับ Mini Workshop “สร้าง Skill ให้ AI รันงานซ้ำอัตโนมัติ ลดต้นทุนทันที 50%” โดย ปุ้ย–ปริวรรตน์ อรุโณทยานันท์ CEO, HumanAI ก่อนต่อด้วย เปา–พีรดนย์ เหมยากร ผู้ก่อตั้งและ CEO iHAVECPU ในหัวข้อ “สลัดสูท CEO สู่ Brand Influencer ปั้นแฟน ปั่นยอด ปั๊มกำไร” ที่ชวนเจ้าของธุรกิจมองบทบาทของตัวเองใหม่ในฐานะพลังสำคัญของแบรนด์
วันที่ 4 กันยายน ปิดท้ายด้วย เก่ง–สิทธิพงศ์ ศิริมาศเกษม CEO & Founder Creative Talk และ RGB72 ในหัวข้อ “สร้างอาณาจักรหลังม่าน ปั้นแบรนด์ปัง แบบไม่ต้องออกหน้ากล้อง” และ เรย์–ดารัญชน์ ชื่อลือชา กับหัวข้อ “สูตรแฮกยอดขาย ปั๊มคลิปปักตะกร้าออโต้ 24 ชม.” เจาะการใช้ MarTech, AI และ Automation เพิ่มประสิทธิภาพการขายในโลก E-Commerce
เป้าหมายไม่ใช่แค่ “คนเดินงาน” แต่ต้องเกิด Business Opportunity จริง
“CACF-Thailand 2026 คาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานประมาณ 5,000–8,000 คน แต่เป้าหมายของผู้จัดไม่ได้หยุดอยู่ที่จำนวนคนเดินงาน”
สิ่งที่ต้องการเห็นมากกว่าคือ Business Opportunity ที่เกิดขึ้นจริงหลังผู้ประกอบการเดินออกจากงาน
อาจเป็น SME ที่เจอสินค้าตัวใหม่และนำไปสร้างรายได้ เจ้าของแบรนด์ที่พบ Supplier และต่อยอดเป็น Partner ระยะยาว ผู้ประกอบการที่ได้แนวคิดจากเวทีสัมมนากลับไปปรับธุรกิจ หรือแม้แต่แบรนด์ไทยที่เริ่มมองเห็นเส้นทางในการนำสินค้าของตัวเองเข้าสู่ตลาดจีน
เพราะในโลกธุรกิจปัจจุบัน ความได้เปรียบอาจไม่ได้อยู่ที่ว่า
“ใครมีทุนมากที่สุด”
แต่อาจอยู่ที่ว่า
“ใครมองเห็นโอกาสก่อน และลงมือได้เร็วกว่า”
CACF-Thailand 2026 จึงตั้งใจเป็นพื้นที่ที่รวม สินค้า + Supplier + ความรู้ + Connection + AI Commerce ไว้ในงานเดียว เพื่อให้ตั้งแต่เจ้าของธุรกิจ SMEs พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ไปจนถึงคนที่กำลังคิดอยากเริ่มต้นธุรกิจ สามารถกลับออกไปพร้อมกับ “โอกาสใหม่” อย่างน้อยหนึ่งอย่าง


CACF-Thailand 2026 – งานแสดงสินค้าจีน–อาเซียน (ประเทศไทย) ครั้งที่ 13
📅 2–4 กันยายน 2569
📍 Hall EH101 ไบเทค บางนา
ลงทะเบียนเข้างานฟรี! https://eventpassinsight.co/el/to/onlinecacf26
ไม่ต้องบินไปถึงจีน เพราะครั้งนี้โรงงานจีนกว่า 150 บูธ ยกมาเจอคุณถึงประเทศไทย


สุดปลื้ม!! “อภิษฐา ตั้งภัทรสมบูรณ์” ร่วมทีมคุณแม่รับเกียรติยศ “แม่ของแผ่นดิน 2569” ร่วมเชิดชูพลังหญิงผู้เสียสละ

ผ่านพ้นไปด้วยความเรียบร้อยและเปี่ยมด้วยคุณค่า สำหรับงาน “แม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2569” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์ปร...