วันพุธที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ททท. ภูมิภาคภาคตะวันออก จับมือร่วมกับสนามกอล์ฟชั้นนำของภาคตะวันออกและบริษัท ทริปเปิลนายน์ เน็ตเวิร์ค จำกัด จัดการแข่งขันกอล์ฟรายการ “Color Of The East Golf Paradise 2026” ชูแนวคิด “Play Stay Save” ปลุกกระแสท่องเที่ยวเชิงกีฬาช่วง Green Season ประเดิมสนามแรก

ททท. ภูมิภาคภาคตะวันออก จับมือร่วมกับสนามกอล์ฟชั้นนำของภาคตะวันออกและบริษัท ทริปเปิลนายน์ เน็ตเวิร์ค จำกัด จัดการแข่งขันกอล์ฟรายการ “Color Of The East Golf Paradise 2026” ชูแนวคิด “Play Stay Save” ปลุกกระแสท่องเที่ยวเชิงกีฬาช่วง Green Season ประเดิมสนามแรก


วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2569 สนามรอยัลฮิลล์ กอล์ฟ รีสอร์ท แอนด์ สปา นครนายก
กรุงเทพฯ, 27 พฤษภาคม 2569 – การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภูมิภาคภาคตะวันออก  นำโดย นางกนกกิตติกา กฤตย์วุฒิกร ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก ผนึกกำลังร่วมกับพันธมิตรผู้บริหารสนามกอล์ฟชั้นนำของภาคตะวันออก ได้แก่ นายธนบูรณ์ ชนะรัตน์โสภณ ผู้จัดการทั่วไป สนามรอยัลฮิลล์ กอล์ฟ รีสอร์ท แอนด์ สปา, นายนิรันดร์ พิมพ์วงษ์ ผู้จัดการทั่วไป สนามกอล์ฟเซ้นต์แอนดรูว์ 2000, นายธนะสิทธิ์ ราชสิงห์ ผู้จัดการทั่วไป สนามโลตัส วัลเล่ย์ กอล์ฟ รีสอร์ท และนางสาวณัฐนรี เบ้าพิมพา ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไป สนามบางพระ กอล์ฟคลับ และบริษัท ทริปเปิลนายน์ เน็ตเวิร์ค จำกัด พร้อมด้วยเหล่าอินฟลูเอนเซอร์และผู้แทนองค์กรผู้สนับสนุน จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวมหกรรมกอล์ฟยิ่งใหญ่แห่งปี “Color Of The East Golf Paradise 2026” สีสันตะวันออกกอล์ฟพาราไดซ์ อย่างเป็นทางการ ณ ห้องปาริชาติ โรงแรมโกลเด้นทิวลิป ซอฟเฟอริน ถนนพระราม 9  กรุงเทพฯ ชูแนวคิด “Play Stay Save” เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sports Tourism) ในช่วงนอกฤดูกาล ด้วยการจัดเต็มดีลสุดพิเศษและส่วนลดที่พักสุดคุ้ม เพื่อดึงดูดนักกอล์ฟและครอบครัวทั่วประเทศให้ร่วมปักหมุดเช็คอิน หวังสร้างรายได้หมุนเวียนและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคตะวันออกอย่างยั่งยืน


นางกนกกิตติกา กฤตย์วุฒิกร ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)      ในฐานะประธานการแถลงข่าว เปิดเผยว่า “ภูมิภาคภาคตะวันออกถือเป็นจุดหมายปลายทางที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวระดับสูง ด้วยความพร้อมด้านการคมนาคมที่สะดวกสบาย และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครันในฐานะ 'World Class Golf Destination' ซึ่งเคยรองรับทัวร์นาเมนต์ระดับสากลมาแล้ว ททท. จึงเล็งเห็นโอกาสสำคัญในการใช้กีฬากอล์ฟเป็น 'แม่เหล็ก' ดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการเดินทาง พร้อมสร้างหมุดหมายการท่องเที่ยวใหม่ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน หรือ Green Season ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ธรรมชาติมีความอุดมสมบูรณ์และทัศนียภาพของสนามกอล์ฟมีความงดงามเป็นพิเศษ“ ททท. จึงได้จับมือร่วมกับภาคเอกชนเพื่อพลิกวิกฤตเป็นโอกาสในการกระตุ้นตลาด และดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพให้เกิดการเดินทางอย่างต่อเนื่อง ด้วยการชูกลยุทธ์  ‘PLAY STAY SAVE’ ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นักกอล์ฟและครอบครัวโดยเฉพาะ ไฮไลต์สำคัญของกิจกรรมนี้       คือการมอบความคุ้มค่าแบบ Value Return ภายใต้แนวคิด “สมัครแข่งขัน รับทันทีคูปองส่วนลดที่พัก 800 บาท” สำหรับใช้บริการโรงแรมรีสอร์ตที่เข้าร่วมโครงการ โดยกิจกรรมนี้จะจัดการแข่งขันใน 4 สนามกอล์ฟชั้นนำ ครอบคลุมพื้นที่ยุทธศาสตร์ของภาคตะวันออก ระหว่างเดือนมิถุนายน ถึง กันยายน 2569 เป้าหมายเพื่อเพิ่มการเดินทางท่องเที่ยวในช่วง Low Season กระจายเม็ดเงินสู่ผู้ประกอบการโรงแรม สนามกอล์ฟ และชุมชนอย่างทั่วถึง พร้อมทั้งบูรณาการความร่วมมือเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงกีฬาของไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน”
สำหรับความพร้อมของสนามแข่งขัน ผู้บริหารจากทั้ง 4 สนามชั้นนำระดับตำนานและสนามยอดนิยมของภาคตะวันออก ได้แก่ สนามรอยัลฮิลล์ กอล์ฟ รีสอร์ท แอนด์ สปา, สนามกอล์ฟเซ้นต์แอนดรูว์ 2000, สนามโลตัส วัลเล่ย์ กอล์ฟ รีสอร์ท และสนามบางพระ กอล์ฟคลับ ต่างผนึกกำลังยืนยันความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน โดยได้ดึงจุดเด่นของสภาพสนามในช่วง Green Season ที่มีความชุ่มชื้นและท้าทายในทุกอุปสรรค มาผสานเข้ากับการเตรียมความพร้อมด้านการให้บริการอย่างเต็มพิกัด เพื่อให้ครอบคลุมการดูแลตั้งแต่นักกอล์ฟไปจนถึงผู้ติดตาม ตอบโจทย์การพักผ่อนแบบครอบครัวตามคอนเซปต์ 'Play Stay Save' ได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด
ภายในงานแถลงข่าวยังได้รับเกียรติจาก 3 อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ตัวแทนนักกอล์ฟ 3 ไลฟ์สไตล์ ที่มาร่วมแชร์ประสบการณ์และตอกย้ำเสน่ห์ของการออกรอบในภาคตะวันออก นำโดย คุณปรัตถกร ดวงสว่าง (ปีเตอร์) นักแสดงหนุ่มที่สะท้อนความครบเครื่องของพื้นที่ ซึ่งตอบโจทย์คนรุ่นใหม่สาย 'Work Hard, Play Hard' ได้อย่างลงตัว           คุณ วรันธร สมกิจรุ่งโรจน์ (พิชซี่) ผู้ประกาศข่าวและตัวแทนสปอร์ตเกิร์ล ที่มาร่วมปลุกกระแสชวนสาวๆ ร่วมประชันวงสวิงให้คึกคักรับ Green Season ปิดท้ายด้วย คุณธนาวุฒิ นุชตเวชวงศ์ (ตู่) ผู้ประกาศข่าวกีฬาและตัวแทนแฟมิลี่แมน ที่มายืนยันว่าแคมเปญ Play Stay Save คือความคุ้มค่าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ 'ท่องเที่ยวออกรอบครอบครัวสุขสันต์' ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เพื่อเป็นการสร้างสีสันให้กับการแข่งขัน โครงการฯ ได้รับเกียรติจาก ดร.ปราจิน เอี่ยมลำเนา ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผู้ทรงคุณวุฒิในวงการยานยนต์ ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของการกระตุ้นการท่องเที่ยวผ่านกีฬากอล์ฟ ร่วมสนับสนุนรางวัลในการแข่งขันทุกสนาม พร้อมกันนี้ โครงการยังได้รับการสนับสนุนรางวัลพิเศษจากพันธมิตรชั้นนำมากมาย นำโดย รางวัล Hole in One ที่นอนเพื่อสุขภาพ Happiness Bedding Gen3 มูลค่า 149,000 บาท จากบริษัท พาวเวอร์ริช 2024 จำกัด พร้อมด้วยแพ็กเกจตรวจสุขภาพสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับนักกอล์ฟ มูลค่า 13,800 บาท จากโรงพยาบาลพระรามเก้า นอกจากนี้ ยังมีรางวัลนวัตกรรมอุปกรณ์กอล์ฟสุดล้ำให้ร่วมลุ้นรับกลับบ้าน อาทิ พัตเตอร์ 100dB SOUND PUTTER และเครื่องฝึกซ้อม Putt Simulator จากบริษัท โปรกอล์ฟ เอเชีย จำกัด 
กำหนดการแข่งขันกอล์ฟรายการ “Color Of The East Golf Paradise 2026” ทั้ง 4 สนาม
สนามแรกวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2569  สนามรอยัลฮิลล์ กอล์ฟ  รีสอร์ท แอนด์ สปา นครนายก 
สนามที่ 2 วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม 2569  สนามเซ้นต์แอนดรูว์ 2000 ระยอง  
สนามที่ 3 วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม 2569 สนามโลตัส วัลเล่ย์ กอล์ฟ รีสอร์ท ฉะเชิงเทรา  
สนามที่ 4 วันศุกร์ที่ 4 กันยายน 2569 สนามบางพระ กอล์ฟ คลับ ชลบุรี 
สำหรับนักกอล์ฟและผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ “Color Of The East Golf Paradise 2026”  

สามารถติดตามรายละเอียดการแข่งขันและสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ เบอร์โทรศัพท์ 062-416-5965 และ 064-162-6888  Facebook Page : สีสันตะวันออก กอล์ฟพาราไดซ์ และ Line Official : @triple999

วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

วิสัยทัศน์ที่ถูกต้องและเด็ดขาด “ดร.เอกนิติ” กับการปกป้องวินัยการเงินการคลังเพื่ออนาคตประเทศไทยในสภาวะการณ์ที่เศรษฐกิจโลกและไทยต้องเผชิญกับความผันผวนอย่างต่อเนื่อง

วิสัยทัศน์ที่ถูกต้องและเด็ดขาด “ดร.เอกนิติ” กับการปกป้องวินัยการเงินการคลังเพื่ออนาคตประเทศไทย
ในสภาวะการณ์ที่เศรษฐกิจโลกและไทยต้องเผชิญกับความผันผวนอย่างต่อเนื่อง บทบาทของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเปรียบเสมือนกัปตันเรือที่ต้องคอยคุมท้ายเสือไม่ให้ประเทศหลงทิศทาง การยืนยันแนวคิดอย่างหนักแน่นของ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในการเดินหน้าแผนกู้เงิน 4 แสนล้านบาท พร้อมทั้งปฏิเสธแนวคิดการลดภาษีสรรพสามิต ถือเป็นท่าทีที่สะท้อนถึงความกล้าหาญทางนโยบาย และเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของคนเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจที่พึงมี คือการเลือกทำในสิ่งที่ “ถูกต้อง” มากกว่าสิ่งที่ “ถูกใจ”


เหตุผลสำคัญที่ต้องยอมรับในแนวคิดนี้ คือความจริงที่ว่าปัจจุบันประเทศไทยตกอยู่ในภาวะรายจ่ายสูงกว่ารายรายได้อยู่แล้ว หากรัฐบาลยอมจำนนต่อแรงกดดันทางสังคมด้วยการลดภาษีสรรพสามิต ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานรายได้ที่มั่นคงที่สุดของรัฐ คำถามสำคัญที่ต้องคิดคือวินัยการเงินการคลังของประเทศจะเดินไปทางใด และรัฐจะหาเงินจากไหนมาจ่ายค่าใช้จ่ายประจำที่ผูกพันเพิ่มขึ้นในทุก ๆ ปี การรักษารายได้ก้อนนี้ไว้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่คือการรักษาเสถียรภาพและความยืดหยุ่นทางการคลังไม่ให้ล่มสลาย

การกู้เงิน 4 แสนล้านบาทในครั้งนี้ จึงไม่ใช่การกู้เพื่อชดเชยความล้มเหลว หรือกู้มาเพื่อแจกจ่ายให้หมดไปชั่วคราว แต่เป็นการกู้เงินเพื่อวางโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่จะพาประเทศไทยหลุดพ้นจากหล่มวิกฤตพลังงานแบบเดิม ๆ ทุกวันนี้วิกฤตพลังงานสะท้อนให้เห็นจุดอ่อนอย่างเด่นชัดว่าเราพึ่งพิงน้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิลมากเกินไป เม็ดเงินกู้จำนวนนี้จะถูกนำไปใช้เป็นแรงขับเคลื่อนสีเขียวเพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่พลังงานสะอาดอย่างแท้จริง ทั้งการอุดหนุนเทคโนโลยีทางเลือก ตลอดจนการยกระดับเศรษฐกิจใหม่หรือ New S-Curve ผ่านการพัฒนาทักษะให้แรงงานไทยพร้อมรองรับอุตสาหกรรมนวัตกรรมยุคใหม่ เป็นการกู้เพื่อสร้างอนาคตและเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ยุทธศาสตร์ดังกล่าวยังเป็นฟันเฟืองสำคัญในการผลักดันประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD โดยการเข้าเป็นสมาชิกจะช่วยทำให้ไทยมีมาตรฐาน เป็นที่ยอมรับ เปิดโอกาสทางเศรษฐกิจและเปิดตลาดใหม่ให้กับประเทศ รวมทั้งจะช่วยส่งเสริมธรรมาภิบาลที่ดี ซึ่งนายกรัฐมนตรีต้องการเร่งให้สำเร็จภายใน 3 ปี จากเดิมที่เคยตั้งไว้ 5 ปี การจะก้าวไปสู่จุดนั้นได้ เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีที่แม้มีความพยายามโดยหน่วยงานรัฐหลายหน่วยงานดำเนินงานกันมาแล้วเป็นปี แต่ก็ยังไม่สามารถผลักดันให้เกิดขึ้นได้ เพราะการเป็นสมาชิก OECD จะช่วยยกระดับมาตรฐานของไทยในหลาย ๆ ด้าน ให้สอดคล้องกับมาตรฐานของ OECD เช่น การยกระดับและปฏิรูปกฎระเบียบให้ได้เทียบเท่ามาตรฐานสากล การเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงประเทศสมาชิก หรือการได้รับความช่วยเหลือด้านวิชาการ ดังนั้น จึงถึงเป็นโอกาสดีที่จะมีการปรับปรุงการกฎระเบียบการประกอบธรุกิจและมาตรฐานการจัดเก็บภาษีการให้บริการของภาครัฐด้านต่าง ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานของ OECD

หนึ่งในตัวเลขด้านการคลังที่อาจเอามาเปรียบเทียบสถานการณ์ด้านการคลังกับประเทศ OECD ได้คือสัดส่วนรายได้ภาษีต่อ GDP ซึ่งบ่งบอกถึงศักยภาพของรัฐบาลในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความยืดหยุ่นในการปรับตัวต่อความท้าทายต่าง ๆ ข้อมูลจากรายงาน Revenue Statistic 2025 ของ OECD แสดงให้เห็นว่าในปี พ.ศ. 2567 ประเทศสมาชิกมีสัดส่วนรายได้ภาษีต่อ GDP ค่อนข้างสูง โดยมีเดนมาร์ก เป็นอันดับ 1 พุ่งสูงถึงร้อยละ 45.2 ขณะที่ประเทศที่น้อยที่สุดอย่างเม็กซิโกยังอยู่ที่ร้อยละ 18.3 แต่เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย ข้อมูลจากสำนักเศรษฐกิจการคลังระบุว่าเรามีสัดส่วนรายได้ภาษีต่อ GDP เพียงร้อยละ 15 ในปี 67 และลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 14.9 ในปี 68 ซึ่งถือว่ายังห่างไกลจากมาตรฐานขั้นต่ำของ OECD อยู่มาก

ดังนั้น หน้าที่ของรัฐบาลในยามวิกฤตนี้คือต้องทำทุกวิถีทางเพื่อดึงสัดส่วนรายได้ภาษีต่อ GDP ให้สูงขึ้น การรักษาฐานภาษีสรรพสามิตไว้จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง การลดภาษีเพื่อสร้างความพึงพอใจชั่วคราวแต่ต้องไปกู้เงินเพิ่มในระบบเพื่อชดเชยรายได้ที่หายไป เป็นทางออกที่ถูกใจหลาย ๆ คน ที่ยังหวาดกลัวต่อคำว่าเงินกู้ แต่ไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องในมุมของการบริหารวินัยการเงินการคลัง เช่นเดียวกับเรื่องเล็ก ๆ อย่างโครงการนำรถเก่ามาแลกรถใหม่ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า ซึ่งไม่ใช่ทุกผู้ประกอบการค่ายรถจะได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นหนึ่งในกลไกที่จะช่วยให้ไทยก้าวสู่การใช้พลังงานสะอาดที่มากขึ้นได้ รวมถึงการเดินหน้าปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่ให้เป็นอัตราเดียว เพื่อแก้ปัญหารายได้สรรพสามิตที่ตกต่ำมาหลายปี และการบิดเบือนของกลไกราคาในตลาด รวมทั้งเป็นไปตามหลักสากลขององค์การอนามัยโลกและธนาคารโลกที่ประเทศ OECD ทุกประเทศได้มีการนำมาใช้ในการจัดเก็บภาษีบุหรี่ แม้การตัดสินใจเช่นนี้อาจสร้างความไม่พอใจให้กับผู้ประกอบการในประเทศที่ยังไม่ทราบว่าตนเองจะยังคงครองชัยชนะในตลาดที่หดตัวลงนี้อย่างไร แต่นี่คือคำตอบที่ถูกต้องที่สุดสำหรับกรมสรรพสามิตและกระทรวงการคลังในเวลานี้ ที่ไม่ว่าจะโครงการเล็กหรือใหญ่ หากสามารถช่วยระดมรายได้เข้ามาประคับประคองและนำพาประเทศไทยสู่ระดับสากลได้ก็ควรจะเร่งทำให้ได้มากที่สุด เพื่อเปิดประตูบานใหญ่สู่อนาคตที่มั่นคงของเศรษฐกิจการคลังไทยอย่างแท้จริง

KNOCKOUT เปิดตัว "แสนชัย" ยอดมวยไทยระดับตำนาน นั่งแท่นพรีเซนเตอร์ ดันแบรนด์เครื่องดื่มไทยสู่เวทีโลก ตั้งเป้าจำหน่ายผลิตภัณฑ์กว่า 500 ล้านบาท

KNOCKOUT เปิดตัว "แสนชัย" ยอดมวยไทยระดับตำนาน นั่งแท่นพรีเซนเตอร์ ดันแบรนด์เครื่องดื่มไทยสู่เวทีโลก ตั้งเป้าจำหน่ายผลิตภัณฑ์
กว่า 500 ล้านบาท



เครื่องดื่ม KNOCKOUT สร้างปรากฏการณ์สะเทือนวงการเครื่องดื่มไทยอีกครั้ง ด้วยการประกาศเปิดตัว "แสนชัย KING OF MUAY THAI " ยอดนักมวยไทยระดับตำนานที่ได้รับการยอมรับไปทั่วโลก เข้ามารับหน้าที่เป็น Presenter คนล่าสุด ตอกย้ำภาพลักษณ์ความแข็งแกร่ง ความคล่องตัว และจิตวิญญาณของนักสู้ พร้อมตั้งเป้าขยายฐานตลาดสู่ระดับสากลอย่างเต็มตัว
กลยุทธ์การตลาดที่เน้น "พลังแห่งนักสู้"



เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ ในงาน THAIFEX - Anuga Asia 2026 เป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ที่อิมแพค เมืองทองธานี เมื่อวันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม 2569 
โดยผู้บริหารจาก De Smit Food International และ JimjamThailand นำโดย คุณเออร์วิน เดอ สมิท (Mr. Erwin De Smit) CEO บริษัท ดิ สมิธ ฟู้ด อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด “คุณวิชาดา เดอสมิท” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ดิ สมิธ ฟู้ด อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด คุณ เคนโด้ เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร CEO Jimjam Thailand คุณ อธิราช ชูเรือง Marketing Directer Jimjam Thailand คุณ เจี้ยบ ผกามาศ เกนหิรัญ ผู้บริหาร แสนชัยดีน่า ยิม และแขกผู้มีเกียรติที่มาเป็นสักขีพยาน และ พันธมิตรทางธุรกิจ
อาทิ Mr.Hans van den Born
Executive DirectorNetherlands-Thai Chamber of
Commerce , Mr. Iaro Razanakoto 
The Honorary Consulate of Madagascar 
นาย นราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ 
นายวรพล แกมขุนทด นายกสมาคมวิชาชีพผู้ขับขี่รถยนต์สาธารณะแท็กซี่ ร่วมเป็นพันธมิตรกระจายสินค้าผ่านTAXI ทั่วประเทศไทย,นาย ณรงค์ ปานนอก จากสำนักข่าว BCC 24 NEWS,นาย สุวิทย์ บุตรพริ้ง รองประธานสภาส่งเสริมความร่วมมือเศรษฐกิจการค้าการลงทุนและวัฒนธรรมไทย-เอเชีย,พันเอก พลวัจน์ ทรัพย์ประเสริฐ โปรโมเตอร์เวทีลุมพินี คุณก่อเกียรติ พาณิชยารมย์ หรือเสี่ยโก้โปรโมเตอร์มวยโลก และผู้จัดการแข่งขันมวยชื่อดัง ร่วมแสดงความยินดี


การเลือกแสนชัยมาเป็นพรีเซนเตอร์ในครั้งนี้ ถือเป็นการตอกย้ำจุดยืนของ KNOCKOUT ในฐานะเครื่องดื่มที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มองหาพลังงานและความสดชื่น โดยแสนชัยเปรียบเสมือนตัวแทนของความมุ่งมั่นและชัยชนะ ซึ่งสอดคล้องกับหัวใจหลักของแบรนด์ที่ต้องการส่งต่อพลังให้แก่ผู้บริโภคในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การเล่นกีฬา หรือการใช้ชีวิตประจำวัน
มุ่งเป้าปักธงตลาดโลก

ด้วยชื่อเสียงและฐานแฟนคลับของแสนชัยที่มีอยู่ทั่วโลก ทั้งในยุโรป อเมริกา และเอเชีย การร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของ KNOCKOUT ในการสื่อสารแบรนด์ให้เป็นที่จดจำในระดับอินเตอร์ โดยเตรียมจัดแคมเปญการตลาดเชิงรุก ทั้งสื่อออนไลน์ สื่อ ณ จุดขาย และกิจกรรมที่จะพาแบรนด์ไปสัมผัสกับกลุ่มผู้บริโภคในต่างประเทศมากขึ้น

"แสนชัย ไม่ได้เป็นเพียงนักมวยที่เก่งกาจ แต่เขายังเป็นไอคอนที่มีพลังบวกและเป็นที่รักของแฟนหมัดมวยทั่วโลก การที่เขามาเป็นพรีเซนเตอร์ให้ KNOCKOUT จะช่วยให้เราเชื่อมโยงกับผู้บริโภคได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และเป็นแรงส่งสำคัญในการผลักดันให้ KNOCKOUT กลายเป็นเครื่องดื่มที่คนทั่วโลกนึกถึง โดยตั้งเป้ามูลค่าการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทั้งในไทยและทั่วโลกไว้ที่ 500 ล้านบาท" “คุณวิชาดา เดอสมิท” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ดิ สมิธ ฟู้ด อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าว 


ด้าน แสนชัยมวยไทยยิม แชมป์มวยขวัญใจชาวไทย ได้ฝากถึงแฟนคลับและคนไทย ว่าตนเองจะเป็นตัวแทนในการนำมวยไทยและเครื่องดื่มไทยไปเผยแพร่ในทุกประเทศที่เดินทางไปแข่งขัน


ขณะที่ คุณ เคนโด้ เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร CEO Jimjam Thailand ยังบอกอีกว่า เตรียมพบกับแคมเปญสุดพิเศษ
แฟนๆ และผู้บริโภคเตรียมพบกับภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ที่แสนชัยจะมาโชว์ลีลาแม่ไม้มวยไทยอันเป็นเอกลักษณ์ ผสมผสานกับความสดชื่นของ KNOCKOUT ซึ่งจะเริ่มออกอากาศพร้อมกันทั่วประเทศและผ่านช่องทางออนไลน์เร็วๆ นี้ พร้อมกิจกรรมลุ้นรับของรางวัลสุดพิเศษจากแสนชัยอีกมากมาย
สำหรับผู้ที่สนใจเป็นตัวแทนจำหน่าย ติดตามข่าวสารและกิจกรรมของ KNOCKOUT สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ช่องทางโซเชียลมีเดียหลักของทางแบรนด์ 
Facebook Knockout-Thailand


ภายในงานบูธ TT27 Hall11 ได้มีการลงนาม (MOU) ทางธุรกิจการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มไทย ระหว่างผู้บริหารบริษัท ดิ สมิธ ฟู้ด อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และ Mr. Iaro Razanakoto 
The Honorary Consulate of Madagascar 


#KNOCKOUT #THAIFEX2026 #DeSmitFood #JimjamThailand #แสนชัยมวยไทยยิม #เครื่องดื่มพลังงาน

วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

เจ็ทส์ ฟิตเนส ประเทศไทย คว้ารางวัลระดับโลกด้านอุตสาหกรรมสุขภาพ

เจ็ทส์ ฟิตเนส ประเทศไทย คว้ารางวัลระดับโลกด้านอุตสาหกรรมสุขภาพ


 Beyond Activ องค์กรด้านอุตสาหกรรมสุขภาพระดับโลกที่จัดการประชุมใน 4 ทวีป มอบรางวัล Lifetime Achievement Award 2026 ให้แก่ Mike Lamb
รางวัลนี้มอบให้เพื่อยกย่องความทุ่มเทและความเป็นผู้นำของ Mike Lamb ในการผลักดันการเติบโตและพัฒนาอุตสาหกรรมสุขภาพของไทยตลอดหลายปีที่ผ่านมา เส้นทางของเขาครอบคลุมการก่อตั้ง Fitness First Thailand, Virgin Active Thailand และปัจจุบัน Jetts Fitness ทั่วประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งสิ้นมากกว่า 200 สาขาถือเป็นหนึ่งในรางวัลสูงสุดของวงการในเอเชีย ซึ่งมอบให้แก่ผู้นำที่มีบทบาทสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมสุขภาพและการออกกำลังกายทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก


ความสำเร็จครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความสำเร็จของ Mike Lamb ในฐานะผู้นำธุรกิจ แต่ยังตอกย้ำถึงศักยภาพที่เติบโตของไทยในฐานะหนึ่งในตลาดด้านสุขภาพที่กำลังมาแรงในเอเชีย
ภายใต้การนำของ Mike Lamb, Jetts Fitness Thailand เติบโตอย่างต่อเนื่องและแข็งแกร่ง พร้อมยกระดับมาตรฐานการออกกำลังกายสมัยใหม่และส่งมอบประสบการณ์ระดับสากลให้คนไทยได้เข้าถึงได้มากขึ้น
ปัจจุบัน Jetts Thailand มีมากกว่า 60 สาขาทั่วประเทศ และได้รับการยอมรับในฐานะแบรนด์ด้านสุขภาพชั้นนำของอาเซียน ทั้งด้านมาตรฐานการบริการ นวัตกรรม และการสร้างชุมชนรักสุขภาพที่เข้มแข็ง


Mike Lamb กล่าวว่า รางวัลนี้ไม่ใช่เพียงความสำเร็จส่วนตัว แต่ยังสะท้อนถึงศักยภาพการเติบโตของอุตสาหกรรมสุขภาพไทย และความมุ่งมั่นของทีมงาน Jetts Fitness Thailand ทุกคน
รางวัลนี้ยังตอกย้ำถึงโมเมนตัมการเติบโตที่แข็งแกร่งของอุตสาหกรรมสุขภาพในไทย ซึ่งกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในกระแสสำคัญด้านไลฟ์สไตล์และเศรษฐกิจของโลก

วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

สมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทยจัดการแข่งขัน กอล์ฟการกุศล ณ สนาม RSU VISTA GOLF CAUSE ปทุมธานี หารายได้เพื่อพัฒนาวงการพืชสวนไทยและสร้างสรรค์ประโยชน์สู่สังคม

สมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทยจัดการแข่งขัน กอล์ฟการกุศล ณ สนาม RSU VISTA GOLF CAUSE ปทุมธานี หารายได้เพื่อพัฒนาวงการพืชสวนไทยและสร้างสรรค์ประโยชน์สู่สังคม


เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2569 รศ.ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทยเป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันกอล์ฟการกุศลเพื่อนำรายได้ไปดำเนินกิจกรรมของสมาคมในด้านต่างๆ อาทิ การสร้างความร่วมมือระหว่างเกษตรกรกับสมาคม การช่วยเหลือกิจกรรมสังคม การจัดงานพืชสวนโลกที่อุดรธานีและนครราชสีมา กิจกรรมถ่ายทอดเทคโนโลยี การอบรมการผลิตพืชสวน ไม้ดอกไม้ประดับ พืชผักและผลไม้ต่างๆ รวมทั้งช่วยเหลืองานสาธารณประโยชน์อื่นๆ โดยได้รับความสนใจ มีผู้ส่งทีมเข้าร่วมการแข่งขันอย่างคึกคัก โดยเสียค่าสมัครทีมละ 30,000 บาท 


รศ.ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า วันนี้ทางสมาคมฯได้จัดการแข่งขันกอล์ฟการกุศลเพื่อหารายได้ในการดำเนินกิจกรรมของสมาคมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ
   

  นายกสมาคมพืชสวนฯกล่าวถึงการดำเนินงานต่อไปว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงและเป็นเรื่องเร่งด่วนในการแก้ปัญหา คือ ราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะมะม่วง สิ่งที่สมาคมจะเข้าไปช่วยแก้ปัญหา คือ การแปรรูปและหาตลาดใหม่ๆ เพราะขณะนี้ผลผลิตล้นตลาด ถ้าไม่ดำเนินการแก้ไขจะยิ่งทำให้สินค้าเกษตรตกต่ำยิ่งขึ้น
  “ สมาคมจะเข้าไปช่วยในเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยีการแปรรูปผลไม้ การจัดกิจกรรมและนิทรรศการ
การเปิดตลาดใหม่ๆ นอกจากนี้จะต้องรักษาอาชีพเกษตรกรชาวสวนผลไม้ ไว้ให้ได้ เพราะปัจจุบันเรามีผู้สูงอายุมากขึ้น สมาคมพร้อมเข้าไปช่วย เปลี่ยนผ่านให้เกษตรกร ชาวสวนหันมาทำเกษตรแม่นยำ เกษตรอัจฉริยะ นำเซนเซอร์ โดรน และเอไอมาช่วยแบ่งเบา เพื่อให้การทำเกษตรเป็นเรื่อง ที่ง่ายและสะดวกกว่าเดิม ”



   ผู้สนใจสามารถติดต่อสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทยได้ที่ 02-940-6578 และ 089-494-5172

วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) มอบรางวัลการประกวดข้อเสนอโครงการเพื่อพัฒนาเมืองแห่งศิลปะ ปี 2569 ดันเมืองแห่งศิลปะ 5 จังหวัด นำคุณค่าทางวัฒนธรรมสร้างมูลค่าทางสังคมและเศรษฐกิจ

สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) มอบรางวัลการประกวดข้อเสนอโครงการเพื่อพัฒนาเมืองแห่งศิลปะ
 ปี 2569 ดันเมืองแห่งศิลปะ 5 จังหวัด นำคุณค่าทางวัฒนธรรมสร้างมูลค่าทางสังคมและเศรษฐกิจ


22 พฤษภาคม 2569 : กระทรวงวัฒนธรรม โดย สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ได้จัด “พิธีมอบรางวัลการประกวดข้อเสนอโครงการเพื่อพัฒนาเมืองแห่งศิลปะ ปี 2569” โดย นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม มอบหมายให้ นางโชติกา อัครกิจโสภากุล รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีและมอบรางวัล โดยมี คณะกรรมการการพัฒนาศักยภาพเมืองแห่งศิลปะ ศิลปินศิลปาธร ผู้ได้รับรางวัล ร่วมงาน ณ ห้องออดิทอเรียม หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน กรุงเทพฯ 


ภายในงาน ได้มีการเสวนา หัวข้อ "ข้อเสนอโครงการกับการพัฒนาเมืองแห่งศิลปะ" จากผู้แทนคณะกรรมการที่จะร่วมเสวนามี 2 ท่าน ได้แก่ นางลักขณา คุณาวิชยานนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิสาขาทัศนศิลป์ และนายศิริศักดิ์ คชพัชรินทร์ ผู้ทรงคุณวุฒิสาขาภาพยนตร์ และนิทรรศการการประกวดข้อเสนอโครงการเพื่อพัฒนาเมืองแห่งศิลปะ ปี 2569 พร้อมกันนี้ได้จัดให้มีการแสดงผลงานภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพชุมชนสู่การเป็นเมืองแห่งศิลปะ “Phimai Inspire”


นางเกษร กำเหนิดเพ็ชร ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กล่าวว่า ในปี 2569 นี้ สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ได้เล็งเห็นความสำคัญของการมีส่วนร่วมของศิลปินและเครือข่ายวัฒนธรรมในพื้นที่ จึงเปิดรับสมัครข้อเสนอโครงการเพื่อพัฒนาเมืองแห่งศิลปะ ปี 2569 โดยมีโครงการที่เข้าร่วมการประกวด จำนวนทั้งสิ้น 56 โครงการ ดังนี้

1. จังหวัดกระบี่ จำนวน 6 โครงการ
2. จังหวัดเชียงราย จำนวน 18 โครงการ
3. จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 12 โครงการ
4. จังหวัดแพร่ จำนวน 11 โครงการ
5. จังหวัดราชบุรี จำนวน 9 โครงการ

จากการพิจารณาข้อเสนอโครงการในรอบคัดเลือกและรอบตัดสินโดยคณะกรรมการการพัฒนาศักยภาพเมืองแห่งศิลปะ ซึ่งประกอบไปด้วย คณะผู้บริหารจากสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ผู้ทรงคุณวุฒิด้านศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยสาขาต่าง ๆ และวัฒนธรรมจังหวัดจากพื้นที่เมืองแห่งศิลปะทั้ง 5 จังหวัด ได้แก่ นางเกษร กำเหนิดเพ็ชร ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ประธานกรรมการ, นายอิสระ ริ้วตระกูลไพบูลย์ รองผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย รองประธานกรรมการ และ กรรมการ ได้แก่  นางปรียา แก้วบำรุง วัฒนธรรมจังหวัดกระบี่, นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย, นางแสงเพชร ลำไธสง วัฒนธรรมจังหวัดนครราชสีมา, นางสาวทัศนีย์ ดอนเนตร์ วัฒนธรรมจังหวัดแพร่, นางสาวสุริสา นิลนารถ วัฒนธรรมจังหวัดราชบุรี, นายอรรฆย์ ฟองสมุทร, นายศิริศักดิ์ คชพัชรินทร์, นางลักขณา คุณาวิชยานนท์, รองศาสตราจารย์ ดร.สิงห์ อินทรชูโต, นายวรรณศักดิ์  ศิริหล้า, ผู้ช่วยศาสตราจารย์หัตถกาญจน์ อารีศิลป, นางกาญจนา ตุ้มกลีบ ผู้อำนวยการสถาบันศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย


ทั้งนี้ การคัดเลือกข้อเสนอโครงการได้มีหลักเกณฑ์อย่างรอบด้าน เช่น การมีส่วนร่วมของชุมชน ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม ความเป็นไปได้จริงในการดำเนินการและงบประมาณ และความยั่งยืนและการบริหารจัดการ จนได้ผลการตัดสินข้อเสนอโครงการที่ได้รับรางวัล ดังนี้ 
รางวัลยอดเยี่ยม จำนวน 1 รางวัล โครงการบ้านนอก: เทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติในพื้นที่ชนบท 
(ระยะที่หนึ่ง) จังหวัดราชบุรี โดย นางพรพิไล มีมาลัย จะได้รับโล่เกียรติยศ พร้อมเงินรางวัล 20,000 บาท พร้อมทั้งได้รับการสนับสนุนการดำเนินโครงการ 900,000 บาท
รางวัลดีเด่น จำนวน 5 รางวัล จะได้รับโล่เกียรติยศ พร้อมเงินรางวัล จำนวน 10,000 บาท พร้อมทั้งได้รับการสนับสนุนการดำเนินโครงการ 500,000 บาท ได้แก่
1. โครงการเทศกาลแอนิเมชันนานาชาติ ภูแล 2569 จังหวัดเชียงราย โดย นายรัฐ จำปามูล
2.   โครงการอาร์ตบุรี: นิทรรศการ Pop-up และแผนที่ศิลปะดิจิทัลย่านเมืองเก่าราชบุรี จังหวัดราชบุรี 
โดย นางสาวพัชณาพร วิมลสาระวงค์
3.   โครงการแพร่-บ้าน-บ้าน จังหวัดแพร่ 
โดย นางสาวสลันดา สิระสราญ
4.   โครงการพัฒนาต้นแบบศูนย์บ่มเพาะธุรกิจบนฐานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (KORAT ART-CUBATOR) 
จังหวัดนครราชสีมา โดย นายอานนท์ บุณยประเวศ
5.   โครงการยุคภยนต์ เมืองกระบี่ KRABI MOVING ERA จังหวัดกระบี่ โดย นายกฤษฎา กันณรงค์

รางวัลชมเชย จำนวน 3 รางวัล จะได้รับเกียรติบัตร และเงินรางวัล จำนวน 2,000 บาท  ได้แก่
1. โครงการ พัฒนาศักยภาพชุมชนสู่เมืองแห่งศิลปะสร้างสรรค์อำเภอลอง จังหวัดแพร่ ภายใต้แนวคิด 
LONG art model : เพื่อพัฒนาศิลปินร่วมสมัยจากทุนวัฒนธรรมสู่การสร้างอัตลักษณ์เมืองลอง 
โดยนายพรรษา ทาปัน
2. โครงการ (แพร่)งทาง พร่างพ(ราย) : โครงการศิลปะบนระเบียงสร้างสรรค์ แพร่-เชียงราย 
โดยนายอนุสรณ์  ธัญญะปาลิต 
3. โครงการ ทุกที่คือแกลเลอรี่ พัฒนาพื้นที่สาธารณะ ชุมชนและตลาดในจังหวัดเชียงรายให้เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะมีชีวิตเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์และส่งเสริมความเป็นเมืองศิลปะที่ยั่งยืน 
โดยนางสาวกีรติ  วุฒิสกุลชัย


โดยรางวัลยอดเยี่ยมและรางวัลดีเด่น จำนวน 6 โครงการนี้จะได้ดำเนินโครงการให้เกิดขึ้นจริงในพื้นที่เมืองแห่งศิลปะทั้ง 5 จังหวัด เพื่อนำคุณค่าทางวัฒนธรรมของแต่ละเมืองมาสร้างมูลค่าทางสังคมและเศรษฐกิจ และสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ โดยอาศัยความร่วมมือและการบูรณาการของทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดประโยชน์ทั้งทางด้านสังคมและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

วช. เชิญชมผลงานวิจัยและนวัตกรรมอาหารสุขภาพ ในงานแถลงข่าว NRCT x THAIFEX-ANUGA ASIA 2026 InnoFood, Healthy Choice (นวัตกรรมอาหาร... สุขภาพที่เลือกได้)


วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดกิจกรรม NRCT x THAIFEX-ANUGA ASIA 2026


InnoFood, Healthy Choice (นวัตกรรมอาหาร... สุขภาพที่เลือกได้) โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) และรองศาสตราจารย์ ดร.สุทธิพันธุ์ แก้วสมพงษ์ คณบดีคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวในฐานะพันธมิตรที่ร่วมผนึกกำลังในการผลักดันผู้ประกอบการ MSME ด้านอาหาร และนางสาวพิมพ์ภิดา วิชญพิมพ์จุฬา ผู้บริหารจัดการศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมอาหารเพื่อสุขภาพและความยั่งยืนตลอดโซ่คุณค่า กล่าวรายงาน ณ ห้องศูนย์ส่งเสริมการวิจัยเพื่อมรดกทางวัฒนธรรม ชั้น 2 อาคาร วช. 8 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เพื่อส่งเสริมและผลักดันผู้ประกอบการ MSME ด้านอาหารให้สามารถนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมต่อยอดสู่โอกาสทางการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม



ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง กล่าวว่า วช. มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้จัดกิจกรรมเชิญชมผลงานวิจัยและนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์อาหาร ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ NIA และ มก. เพื่อร่วมกันผลักดันผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านอาหารให้สามารถต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ สร้างมูลค่าทางธุรกิจ และเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการ MSME ผ่านการจัดแสดงผลงานในบูธ Innovative House (วช.) ภายในงาน THAIFEX-ANUGA ASIA 2026 ภายใต้แนวคิด “Your Healthy Choice” โดยมีผู้ประกอบการร่วมออกบูธ 26 ราย ทั้งนี้ วช. มุ่งส่งเสริมการนำองค์ความรู้จากงานวิจัยไปใช้ประโยชน์จริง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม และยกระดับศักยภาพอาหารไทยสู่ตลาดสากลอย่างยั่งยืน



ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง กล่าวว่า NIA มีความยินดีที่ได้ร่วมมือกับ มก. และ วช. ในการขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารของประเทศไทย ผ่านโครงการ Thai Kitchen: Crafted FoodTech Accelerator Program เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการด้านอาหารนวัตกรรมให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และโมเดลธุรกิจ ต่อยอดสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ได้อย่างยั่งยืน พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยนำผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหารไปจัดแสดงในเวทีระดับนานาชาติ THAIFEX–ANUGA ASIA 2026 ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการไทย และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารของภูมิภาคในอนาคต



รองศาสตราจารย์ ดร.สุทธิพันธุ์ แก้วสมพงษ์ กล่าวว่า มก. มีความยินดีที่ได้ร่วมผลักดันนวัตกรรมอาหารของประเทศไทย ผ่านการสนับสนุนองค์ความรู้ งานวิจัย และเทคโนโลยีอาหาร ร่วมกับ NIA และ วช. ภายใต้โครงการ Thai Kitchen: Crafted FoodTech Accelerator Program เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้สามารถต่อยอดผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหารสู่เชิงพาณิชย์ และขยายโอกาสทางธุรกิจในเวทีระดับนานาชาติอย่าง THAIFEX–ANUGA ASIA 2026 พร้อมทั้งเชื่อมโยงงานวิจัยกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับศักยภาพอาหารไทยสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน



นางสาวพิมพ์ภิดา วิชญพิมพ์จุฬา กล่าวว่า การดำเนินงานภายใต้โครงการ Innovative House มุ่งส่งเสริมและผลักดันผู้ประกอบการด้านอาหารให้สามารถนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ เพิ่มมูลค่าสินค้า และสร้างโอกาสทางการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผ่านการเชื่อมโยงเครือข่ายนักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ และภาคอุตสาหกรรมอาหารอย่างเป็นรูปธรรม




นอกจากนี้ ยังมีการเสวนาพิเศษในหัวข้อ “กลไกความร่วมมือในการผลักดันผู้ประกอบการ MSME ด้านอาหารเพื่อสร้างโอกาสทางการตลาดสู่สากล” โดย นางสาวพิมพ์ภิดา วิชญพิมพ์จุฬา ผู้บริหารจัดการศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมอาหารเพื่อสุขภาพและความยั่งยืนตลอดโซ่คุณค่า รองศาสตราจารย์ ดร.กิติพงษ์ รัตนาภรณ์ หัวหน้าโครงการ Thai Kitchen: Crafted FoodTech Accelerator Program และนางสาวมณฑา ไก่หิรัญ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้น สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวทางการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน


อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญ คือ การแนะนำผลิตภัณฑ์ Highlight ที่ร่วมออกบูธและจับคู่ธุรกิจกับ Innovative House วช. และโครงการ Thai Kitchen: Crafted FoodTech Accelerator Program ในงาน THAIFEX-ANUGA ASIA 2026 อาทิ เครื่องปรุงรสอาหารพร้อมปรุงสูตรไทยแท้ เฟรนช์ฟรายส์จากถั่วเขียวแช่แข็ง น้ำตาลโตนดก้อน GI ต่ำ เครื่องดื่มผักและผลไม้รวม เส้นอกไก่ไร้แป้ง กาแฟคั่วไอน้ำ เครื่องดื่มสปาร์คกลิ้ง และผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร ซึ่งล้วนเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต่อยอดจากองค์ความรู้ด้านวิจัยและนวัตกรรม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมอาหารไทย


พร้อมกันนี้ ภายในงานยังเปิดพื้นที่ “ชิม ช็อป สุดเพลิน” สำหรับผู้สนใจได้ร่วมสัมผัสและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหารจากผู้ประกอบการมากกว่า 20 ผลิตภัณฑ์ อาทิ ข้าวเกรียบทอดถั่วชิคพี กัมมี่เพคติน คุกกี้ผักโขมอบชีส สมูทตี้ผลไม้พร้อมปั่น น้ำปลาวีแกน ปลาแท่งกรอบเสริมแคลเซียม และผลไม้รวมแผ่น เป็นต้น ซึ่งสะท้อนศักยภาพของงานวิจัยไทยในการสร้างผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ และสามารถต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ได้จริง




ทั้งนี้ วช. มุ่งหวังให้กิจกรรมดังกล่าวเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงนักวิจัย ผู้ประกอบการ และภาคอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือและผลักดันนวัตกรรมอาหารไทยสู่ตลาดสากล ตลอดจนยกระดับเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมของประเทศอย่างยั่งยืน

ททท. ภูมิภาคภาคตะวันออก จับมือร่วมกับสนามกอล์ฟชั้นนำของภาคตะวันออกและบริษัท ทริปเปิลนายน์ เน็ตเวิร์ค จำกัด จัดการแข่งขันกอล์ฟรายการ “Color Of The East Golf Paradise 2026” ชูแนวคิด “Play Stay Save” ปลุกกระแสท่องเที่ยวเชิงกีฬาช่วง Green Season ประเดิมสนามแรก

ททท. ภูมิภาคภาคตะวันออก จับมือร่วมกับสนามกอล์ฟชั้นนำของภาคตะวันออกและบริษัท ทริปเปิลนายน์ เน็ตเวิร์ค จำกัด จัดการแข่งขันกอล์ฟรายการ “Color O...