วันเสาร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569

เสี่ยโก้ จับมือ IBF จัดมวยสากลและมวยไทย เอาใจแฟนมวย

เสี่ยโก้ จับมือ IBF จัดมวยสากลและมวยไทย เอาใจแฟนมวย


  "เสี่ยโก้" นายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ และ"เสี่ยอู๊ด" นายสรวีร์ ฤทธิชัย ผนึกกำลังกับ ดร.เอกรัฐ ไชยโชติช่วง สักขีพยานสถาบัน IBF เตรียมจัดมวยสากล 8 ยก IBF และมวยไทย 3 ยก IBF เพิ่มความสนุกและความมันส์เอาใจแฟนมวยเร็วๆนี้ ส่วนคู่เอกมวยไทยซุปเปอร์แชมป์ พาร์ซ่า 
เอลลัมการี กำปั้นอิหร่านทิ่มหมัดขวาตามด้วยเข่าเข้าใบหน้า ทหารหลวง เซลฟี่ชุมแพ ชนะน็อคไปในยกแรก


     วันที่ 4 เม.ย.69 ที่ เวทีมวย World Siam Stadium ตะวันนา กรุงเทพฯ ในการแข่งขันมวยไทยซุปเปอร์แชมป์ พรีเซ็นเต็ดบายวันก่อเกียรติ จากสองสองโปรโมเตอร์มือทอง "เสี่ยโก้"นายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ โปรโมเตอร์มวยโลกเจ้าของรางวัลยอดเยี่ยมเอเชีย 3 สถาบัน , "เสี่ยอู๊ด" นายสรวีร์ ฤทธิชัย ผู้บริหารวันก่อเกียรติและโปรโมเตอร์เวทีลุมพินี ร่วมนำความดุเดือด ความสนุก จากมวยรอบสากล ก่อเกียรติมุ่งแขมป์เปี้ยนโลก และมวยสากล 3 ยกถ่ายทอดสดทั่วประเทศทุกวันเสาร์เวลา 17.30 น. - 20.00 น. ถ่ายทอดสดทางช่อง 8 กด 27 โดยก่อนการแข่งขันได้มีการบรรลุข้อตกลงร่วมกันระหว่าง นายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ , นายสรวีร์ 
ฤทธิชัย และ ดร.เอกรัฐ ไชยโชติช่วง
สักขีพยานจากองค์กรมวย IBF เตรียมผลักดันนักมวยในสังกัด "ก่อเกียรติบ็อกซิ่ง กรุ๊ป" ขึ้นชกมวยสากล 8 ยกสถาบันมวยโลก IBF มุ่งแชมป์เปี้ยนโลก และมวยไทย 3 ยกในรายการมวยไทยซุปเปอร์แชมป์ พรีเซ็นเต็ดบายวันก่อเกียรติ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสนุก เพิ่มดีกรีความเดือดให้แฟนมวยมีความสุขมากขึ้น ขอให้แฟนมวยติดตามความสุขที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆนี้ทางช่อง 8 กด 27
     ส่วนผลการแข่งขันมวยไทยซุปเปอร์แชมป์ พรีเซ็นเต็ดบายวันก่อเกียรติ มีผลการแข่งขันดังนี้
- มวยรอบสากล พิกัด 117 ปอนด์ (6 ยก) ก่อเกียรติมุ่งแชมป์เปี้ยนโลก นัดที่สอง ศักดิ์สรณ์ แก้วเฟื่อง กำปั้นจากสุโขทัยฝึกซ้อมมาดีรูปร่างส่วนสูงช่วงชกได้เปรียบปิดจ๊อบชนะ TKO ยก 2 ต๊ะสยาม ส.ทองไสล นักมวยสากลตัวแทนเมืองหลวงกรุงเทพมหานคร ศักดิ์ศรณ์ แก้วเฟื่องจากสุโขทัยผ่านเข้ารอบเป็นคนที่ 2 ตามนักชกจากนครปฐม
- คู่ที่ 2 มวยไทย 3 ยกพิกัด 53 ก.ก. ไอรอนแมน เซลฟี่ชุมแพ ชนะคะแนน เพชรใหม่ 8 Star Muaythai
- คู่ที่ 3 มวยไทย 3 ยกพิกัด 55 ก.ก. ยูเซฟ อาฮูร์ นักสู้จากโมร็อกโกแลกอาวุธมวยไทยดุเดือดก่อนแพ้คะแนน สันติราษฎร์ วินอุบล
- ที่ 4 มวยไทย 3 ยกพิกัด 66 ก.ก. คาลิค ไซเรน เอลลัมการี จอมโหดจากโมร็อกโกมุ่งมั่นล้างตาแทนเพื่อนร่วมชาติแต่เดินเข้าไปรับเข่า เพชรปรีดา รปค.54อำนาจเจริญ ตลอด 3 ยกแพ้คะแนนนักชกไทยไปอีกคน
- คู่ที่ 5 คู่เอกของรายการในพิกัด 68 ก.ก. พาร์ซ่า เอลลัมการีมวยไทยกำปั้นอิหร่านขึ้นมาล้างตาแทนนักมวยโมร็อกโกร่วมค่าย เจอกับ ทหารหลวง เซลฟี่ชุมแพ ที่เดือนที่แล้วโชว์ฟอร์มชนะน็อคกำปั้นต่างชาติมา เริ่มยก 1 ทั้งสองคนเดินหน้าแลกหมัดเท้าเข่าศอกกันครบเครื่อง แต่ปลายยก ทหารหลวงการ์ดตกโดน พาร์ซ่า นักชกอิหร่านชกเต็มกรามจนเสียอาการ พาร์ซ่า คว้าคอกระทุ้งเข่าจน ทหารหลวงลงไปกองนับ 10 พาร์ซ่า นักชกอิหร่านชนะน็อคยก 1
- คู่ที่ 6 มวยไทย 3 ยกพิกัด 53 ก.ก. อนุวัฒิ ศิษย์กำนันลือ ชั้นเชิงมวยไทยเหนือกว่าชนะคะแนน เพชรเวียงจันทร์ สิงห์มนัสศักดิ์ จาก สปป.ลาว
- คู่ที่ 7 มวยไทย 3 ยกพิกัด 60 ก.ก. ฉิน จิ้น เจี๋ย นักชกจีนเดินลุยแลกอาวุธครบเครื่องก่อนพ่ายคะแนน เพชรนำชัย ต่วนเป๋มวยไทย
     "เสี่ยโก้" นายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ โปรโมเตอร์มวยโลกเจ้าของรางวัลยอดเยี่ยมเอเชีย 3 สถาบันกล่าวว่า "มวยไทยซุปเปอร์แชมป์ พรีเซ็นเต็ดบายวันก่อเกีบรติ ที่ถ่ายทอดสดทางช่อง 8 กด 27 เป็นรายการมวยที่ต้องการความสุข ความสนุกสนาน และความดุเดือด จากการแข่งขันให้แฟนมวยทั่วประเทศ ขอบคุณแฟนมวยที่ติดตามการแข่งขัน และขอบคุณผู้สนับสนุนรายการทุกท่าน รวมถึงสวัสดีปีใหม่ไทยล่วงหน้ามายังแฟนมวยและประชาชนไทยทุกท่าน ขอให้มีความสุขในวันปีใหม่และเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งมวยไทยซุปเปอร์แชมป์จะงดการแข่งขันในวันเสาร์ที่ 11 เม.ย.69 เพื่อให้นักมวยไปร่วมเฉลิมฉลองกับครอบครัว โดยทางช่อง 8 กด 27 และมวยไทยซุปเปอร์แชมป์จะนำไฮไลท์สนุกๆในแต่ละนัดที่ผ่านมานำมาให้ท่านผู้ชมได้ติดตามกันแทนช่วงการถ่ายทอดสดในวันเสาร์ที่ 11 เม.ย.69 เวลา 17.30 น. - 20.00 น.


วันศุกร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569

วช. แถลงข่าว “พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ปุ๋ยเพื่อเกษตรกรไทย ทางรอดด้วยวิจัยและนวัตกรรม” ชูทางเลือกนวัตกรรมลดต้นทุนภาคการเกษตร

วช. แถลงข่าว “พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ปุ๋ยเพื่อเกษตรกรไทย ทางรอดด้วยวิจัยและนวัตกรรม” ชูทางเลือกนวัตกรรมลดต้นทุนภาคการเกษตร


วันที่ 3 เมษายน 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดงานแถลงข่าว “พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ปุ๋ยเพื่อเกษตรกรไทย ทางรอดด้วยวิจัยและนวัตกรรม” โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานการแถลงข่าว พร้อมด้วยนักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ และหน่วยงานเครือข่ายเข้าร่วมนำเสนอนวัตกรรม ภายในงานมีการนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านปุ๋ยและการปรับปรุงดิน เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้เกษตรกรไทยสามารถลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มประสิทธิภาพการเกษตร ณ ศูนย์ส่งเสริมการวิจัยเพื่อมรดกทางวัฒนธรรม วช. 


ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า ภาคการเกษตรของประเทศไทยต้องเผชิญกับความท้าทายสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “วิกฤตราคาปุ๋ย” จากปัจจัยด้านต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับข้อจำกัดด้านการนำเข้าน้ำมันและวัตถุดิบจากสถานการณ์โลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน ทำให้ราคาปุ๋ยปรับตัวสูงขึ้น และกระทบโดยตรงต่อพี่น้องเกษตรกร ทั้งในด้านต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นและรายได้ที่ลดลง จึงเป็นแรงผลักดันสำคัญให้เราต้องใช้นวัตกรรมเพื่อลดต้นทุนการเกษตรของไทย วช.ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการนำ “งานวิจัยและนวัตกรรม” มาเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยเฉพาะการลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมี และการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด 


โดยในวันนี้ ได้มีการจัดเวทีเสวนา 2 หัวข้อสำคัญ ได้แก่
 - “ทางออกเกษตรกรไทย การทดแทนปุ๋ยเคมีด้วยนวัตกรรมจากวัสดุเหลือใช้” ที่มุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าให้กับเศษวัสดุทางการเกษตร และเปลี่ยนของเหลือทิ้งให้กลายเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า
 - “ทางเลือกใหม่เกษตรกรไทย การลดใช้ปุ๋ยเคมีด้วยนวัตกรรมชีวภาพ” ที่เน้นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีชีวภาพและชีวภัณฑ์จากงานวิจัย เพื่อฟื้นฟูดิน ลดต้นทุน และสร้างความยั่งยืนในระยะยาว โดย วช. มุ่งมั่นที่จะเป็น “กลไกสำคัญ” ในการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์จริงในภาคเกษตร สนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ และผลักดันให้เกิดการขยายผลในระดับพื้นที่อย่างยั่งยืน

โดยแบ่งการเสวนาออกเป็น 2 เรื่อง ได้แก่ หัวข้อเรื่องที่ 1) การเสวนาเรื่อง “ทางออกเกษตรกรไทย: การทดแทนปุ๋ยเคมีด้วยนวัตกรรมจากวัสดุเหลือใช้”นำเสนอแนวทางใช้วัสดุเหลือทิ้งและวัสดุชีวภาพมาเพิ่มมูลค่าและลดต้นทุนการผลิตทางการเกษตร ผ่านนวัตกรรมต่าง ๆ ได้แก่
-นวัตกรรม “ผลิตปุ๋ยอัดเม็ดจากวัสดุเหลือทิ้งและวัสดุชีวภาพ” โดย รศ.ดร.จักรมาส เลาหวณิช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 
-นวัตกรรม “การผลิตปุ๋ยอินทรีย์และวัสดุบำรุงดินจากวัสดุเศษเหลือทางการเกษตร” โดย ผศ.เอกชัย ดวงใจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา 
-นวัตกรรม “ชุดอุปกรณ์ผลิตปุ๋ยอินทรีย์และวัสดุบำรุงดิน” โดย ผศ.ลือพงษ์ ลือนาม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง 
-นวัตกรรม “วัสดุปรับปรุงดินจากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร โดย ดร.อนันต์ พิริยะภัทรกิจ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) 
-นวัตกรรม “เครื่องผลิตปุ๋ยหมัก มก.-วช.” โดย ดร.ลักขณา เบ็ญจวรรณ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 

หัวข้อเรื่องที่ 2) หัวข้อเรื่องการเสวนาเรื่อง “ทางเลือกใหม่เกษตรกรไทย: การลดใช้ปุ๋ยเคมีด้วยนวัตกรรมชีวภาพ”มุ่งเน้นการใช้จุลินทรีย์และสารชีวภาพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านนวัตกรรม ได้แก่
-นวัตกรรม “จุลินทรีย์ย่อยตอซังข้าว และปุ๋ยหมักฟางข้าวผสมไบโอชาร์” โดย รศ.ดร.อนรรฆ ขันธะชวนะ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี 
-นวัตกรรม “ชีวภัณฑ์ควบคุมโรคข้าวและส่งเสริมการเจริญของข้าว” โดย รศ.ดร.จินตนา อันอาตม์งาม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 
-นวัตกรรม “Bio-Protex Plus: สารอินทรีย์กำจัดแมลงเพื่อผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง” โดย ดร.ดวงทิพย์ กันฐา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 
-นวัตกรรม “เคลียร์ตอ” ชีวภัณฑ์ย่อยสลายตอซังฟางข้าว และปรับปรุงบำรุงดิน โดย ดร.วรรณพร เทพบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 
-นวัตกรรม “เกษตรสร้างสรรค์ สารสกัดอะมิโนจากพืช” โดย นายพิเชษฐ์ พรมโสภา เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนศรีสะเกษเกื้อกูลเกษตรกรไทย


ทั้งนี้ วช. มุ่งมั่นในการใช้วิจัยนวัตกรรมเป็นกลไกสำคัญ เพื่อสนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่เพิ่มประสิทธิภาพของเกษตรกรรมไทย ทั้งการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และสร้างความยั่งยืน อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตและรายได้ของเกษตรกรด้วยวิจัยนวัตกรรม

วันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569

วช. ร่วมกับ จังหวัดสตูล กรมทรัพยากรธรณี และสำนักงานอุทยานธรณีโลกสตูล ลงนามความร่วมมือพัฒนา “อุทยานธรณีโลกสตูล” สู่ความยั่งยืนตามมาตรฐานการเป็นอุทยานธรณีโลก UNESCO

วช. ร่วมกับ จังหวัดสตูล กรมทรัพยากรธรณี และสำนักงานอุทยานธรณีโลกสตูล ลงนามความร่วมมือพัฒนา “อุทยานธรณีโลกสตูล” สู่ความยั่งยืนตามมาตรฐานการเป็นอุทยานธรณีโลก UNESCO


วันที่ 2 เมษายน 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับจังหวัดสตูล กรมทรัพยากรธรณี และสำนักงานอุทยานธรณีโลกสตูล จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาอุทยานธรณีโลกสตูล และจังหวัดสตูลสู่ความยั่งยืน โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ พร้อมด้วย นายคณิต คงช่วย ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล นายยงยุทธ นาควิโรจน์ อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี และ ดร.ณรงค์ฤทธิ์ ทุ่งปรือ ผู้อำนวยการอุทยานธรณีโลกสตูล ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้ ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ศาลากลางจังหวัดสตูล


ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ได้รับมอบหมายให้ร่วมขับเคลื่อนและพัฒนาพื้นที่จังหวัดสตูลตั้งแต่ปี 2565 โดยสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อยกระดับ “สตูลจีโอพาร์ค” หรืออุทยานธรณีโลกสตูล ซึ่งเป็นอุทยานธรณีโลกแห่งแรกของประเทศไทยให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน การลงนามความร่วมมือครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาอุทยานธรณีโลกสตูลให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และเสริมสร้างศักยภาพของพื้นที่และชุมชนในระยะยาว


นายคณิต คงช่วย ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล กล่าวว่า จังหวัดสตูลให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุทยานธรณีโลกสตูลในฐานะกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่อย่างสมดุล โดยเชื่อมโยงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติกับการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน ผ่านความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่ร่วมกันยกระดับพื้นที่สู่การยอมรับในระดับสากล ความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างการบริหารจัดการและการพัฒนาอุทยานธรณีโลกสตูลให้เข้มแข็ง เป็นระบบ และรองรับการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระดับนานาชาติ

นายยงยุทธ นาควิโรจน์ อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี กล่าวว่า บันทึกความร่วมมือฉบับนี้มีเป้าหมายเพื่อร่วมกันพัฒนาอุทยานธรณีโลกสตูล ซึ่งเป็นอุทยานธรณีโลกแห่งแรกของประเทศไทย ให้เติบโตอย่างยั่งยืนตามมาตรฐาน UNESCO Global Geoparks พร้อมส่งเสริมการอนุรักษ์มรดกทางธรณี การเรียนรู้ การท่องเที่ยว และการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ โดยกำหนดบทบาทของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน และดำเนินงานร่วมกันในระยะเวลา 5 ปี เพื่อเสริมสร้างการบริหารจัดการพื้นที่อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ ทุ่งปรือ ผู้อำนวยการอุทยานธรณีโลกสตูล กล่าวว่า จังหวัดสตูลได้พัฒนาอุทยานธรณีอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสำรวจแหล่งธรณี การสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน และการพัฒนาแหล่งเรียนรู้และการท่องเที่ยวเชิงธรณี จนได้รับการประกาศรับรองเป็นอุทยานธรณีโลกในปี 2561 การประเมินตามมาตรฐานสากลของ UNESCO ล่าสุดสะท้อนทั้งจุดแข็งและประเด็นที่ต้องพัฒนา จึงนำไปสู่ความร่วมมือของจังหวัดสตูล วช. กรมทรัพยากรธรณี และสำนักงานอุทยานธรณีโลกสตูล เพื่อยกระดับการบริหารจัดการ บูรณาการงานวิจัย และพัฒนาอุทยานธรณีโลกสตูลให้เข้มแข็งและยั่งยืนในระดับนานาชาติ

ภายในงาน มีการเสวนา เรื่อง “อุทยานธรณีสตูล: สถานะปัจจุบัน ความท้าทาย และก้าวต่อไปสู่มาตรฐาน UNESCO” โดย นายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล นางมาริยาท ตั้งมิตรเจริญ ผู้อำนวยการกองระบบบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) นายรัฐ จิตต์รัตนะ ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์แหล่งมรดกธรณีและอุทยานธรณี กองธรณีวิทยา กรมทรัพยากรธรณี ดร.ณรงค์ฤทธิ์ ทุ่งปรือ ผู้อำนวยการอุทยานธรณีโลกสตูล และดำเนินรายการ โดย ศาสตราจารย์ ดร.ณัฏฐพันธ์ เขจรนันทน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิชาการและวิเทศสัมพันธ์ อุทยานธรณีโลกสตูล


ทั้งนี้ การลงนามความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานหลักทั้งในระดับนโยบาย วิชาการ และพื้นที่ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนอุทยานธรณีโลกสตูลให้คงมาตรฐานระดับสากลและพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวเชิงคุณภาพที่สร้างประโยชน์ต่อชุมชนและประเทศอย่างยั่งยืน

วช. แถลงผลงานแผนวิจัยมุ่งเป้า “น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง” ในความก้าวหน้าร่วมภาคีเครือข่าย ณ พื้นที่ จ.สงขลา และ จ.พัทลุง ต่อยอดงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ

วช. แถลงผลงานแผนวิจัยมุ่งเป้า “น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง” ในความก้าวหน้าร่วมภาคีเครือข่าย ณ พื้นที่ จ.สงขลา และ จ.พัทลุง ต่อยอดงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ


วันที่ 2 เมษายน 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดการแถลงผลงานและก้าวต่อไป “มุ่งเป้าอนาคตประเทศไทยเพื่อน้ำมั่นคง ตอนที่ 3 จังหวัดสงขลา - พัทลุง Thailand Water Security Forum 2026 Episode 3: Songkhla – Phatthalung ” เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสํานักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย นายชูชีพ ธรรมเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ผู้ทรงคุณวุฒิ วช. ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ประธานคณะกรรมการส่งเสริมแผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. “น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง ใน 10 จังหวัด รองศาสตราจารย์ ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผู้อำนวยการแผนงาน (Program Director :PD) “น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง ใน 10 จังหวัดคณะผู้บริหาร วช. นักวิจัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ ณ โรงแรม ลีการ์เด้น พลาซ่า หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา


ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสํานักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า การขับเคลื่อน “น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง” ในพื้นที่สงขลา–พัทลุง ภายใต้เวที Thailand Water Security Forum 2026 โดยต่อยอดจากพื้นที่นำร่องสู่การใช้ “งานวิจัยและนวัตกรรม” แก้ปัญหาจริงในพื้นที่ โดยโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากวช. ร่วมกับภาคีเครือข่าย ตั้งเป้าภายใน 2 ปี ใน 10 จังหวัดเป้าหมาย ครอบคลุม 100 ตำบล ช่วยเหลือกว่า 120,000 ครัวเรือน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 900 ล้านบาท ซึ่งผลดำเนินงานสำคัญ ในพื้นที่จังหวัดสงขลา-พัทลุง ได้แก่
 • ยกระดับเศรษฐกิจชุมชนผ่านเกษตรมูลค่าสูง
 • ใช้นวัตกรรมบริหารจัดการน้ำ ลดเสี่ยงน้ำท่วม–แล้ง
 • พัฒนาระบบสิ่งแวดล้อมและบำบัดน้ำแบบ Zero Waste
 • ลดความเสียหายจากภัยพิบัติและเสริมความเข้มแข็งชุมชน
 • จัดทำข้อเสนอแก้ปัญหาอุทกภัยหาดใหญ่อย่างยั่งยืน
โดยภาพรวม โครงการสามารถแก้ปัญหาน้ำควบคู่กับการเพิ่มรายได้และคุณภาพชีวิต พร้อมวางรากฐานสู่การขยายผลทั่วประเทศ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำอย่างยั่งยืนในระยะยาว


นายชูชีพ ธรรมเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา กล่าวว่า เวทีมุ่งเป้าอนาคตประเทศไทยเพื่อน้ำมั่นคง ตอนที่ 3 จังหวัดสงขลา - พัทลุง เป็นความร่วมมือสำคัญของหน่วยงานวิจัย ภาครัฐ และท้องถิ่น เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาน้ำในพื้นที่ให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืน โดยพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลามีความสำคัญทางเศรษฐกิจและระบบนิเวศ แต่เผชิญปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และน้ำเค็มรุก เนื่องจากลักษณะน้ำ 3 ระบบ (น้ำจืด น้ำกร่อย น้ำเค็ม) และการระบายน้ำที่ซับซ้อน ซึ่งการนำนวัตกรรมและงานวิจัยเข้ามาช่วยบริหารจัดการน้ำ ทำให้สามารถลดความเสี่ยงภัยพิบัติ เพิ่มความมั่นคงด้านน้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้ ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นต้นแบบสำคัญในการพัฒนาการจัดการน้ำของภาคใต้ และสามารถต่อยอดสู่พื้นที่อื่นของประเทศได้อย่างยั่งยืน


นอกจากนี้ ยังมีการเสวนา “มุ่งเป้าอนาคตประเทศไทยเพื่อน้ำมั่นคง ตอนที่ 3 จังหวัดสงขลา –พัทลุง: พลังความร่วมมือท้องถิ่นสู่การจัดการน้ำมั่นคง โดย ผู้แทนกลุ่มนักวิจัยในพื้นที่ด้านน้ำมั่นคง ได้แก่ รองศาสตราจารย์ ดร.นพ.ชนนท์ กองกมล ประเด็นน้ำท่วมเมือง: ถอดบทเรียนสมุดปกขาวหาดใหญ่ 2025 รองศาสตราจารย์ ดร.ไชยวัฒน์ รงค์สยามานนท์ ประเด็นการจัดการน้ำ: แผนงานน้ำจังหวัด น้ำตำบล ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐพล แก้วทอง ประเด็นการทำนายน้ำเค็ม: เพื่อเตือนภัย ดร.ณัฐพงค์ จันจุฬา ประเด็นส่งเสริมอาชีพ สร้างรายได้: การส่งเสริมการปลูกไม้ดอก
และผู้แทนกลุ่มผู้ใช้ประโยชน์งานวิจัยและนวัตกรรม ได้แก่ นายชุมลาภ เตชะเสน ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ดร.พรศักดิ์ ศุภธราธาร กรรมการบริหาร บริษัททีมคอนซัลติ้งเอนจิเนียริ่งแมเนจเมนท์ จำกัด นายกิตติศักดิ์ หนูคง นายช่างชำนาญงาน โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาระโนด-กระแสสินธุ์ นางสาวพิบูลย์ผล สุขวรรณโณ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา
และผู้นำการเสวนา ได้แก่ ดร.วิจารย์ สิมาฉายา
ประธานคณะกรรมการส่งเสริมแผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. “น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง ใน 10 จังหวัด” รองศาสตราจารย์ ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผู้อำนวยการแผนงาน (Program Director :PD) “น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง ใน 10 จังหวัด เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์จากทั้งภาควิชาการและภาคปฏิบัติ พร้อมบูรณาการแนวทางการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่การพัฒนาระบบน้ำที่มั่นคง ลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจและชุมชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน



ทั้งนี้ การแถลงผลงานและก้าวต่อไป
“มุ่งเป้าอนาคตประเทศไทยเพื่อน้ำมั่นคง ตอนที่ 3 จังหวัดสงขลา - พัทลุง นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ นักวิจัย และภาคีเครือข่าย ในการนำนวัตกรรมและองค์ความรู้ไปใช้แก้ไขปัญหาน้ำอย่างเป็นระบบในระดับพื้นที่ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของงานวิจัยไทยที่สามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมวางรากฐานสู่การขยายผลในระดับประเทศ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน


วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569

วช. นำวิจัยและนวัตกรรม รับมือวิกฤติพลังงาน หนุน “พลังงานชุมชน พลังงานทางเลือก” สู่ความมั่นคงในหลากหลายพื้นที่



วันที่ 31 มีนาคม 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดการแถลงข่าวรับมือวิกฤติพลังงานด้วยวิจัยและนวัตกรรม “พลังงานชุมชน พลังงานทางเลือก” โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิด ณ ศูนย์ส่งเสริมการวิจัยเพื่อมรดกทางวัฒนธรรม สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสํานักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลกและสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤติพลังงานที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจและสังคม วช.ให้ความสำคัญกับการใช้ “งานวิจัยและนวัตกรรม” เป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน โดยมุ่งสนับสนุนงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงและตอบโจทย์เชิงพื้นที่
การจัดงานครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ วช. ในการขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านพลังงานของประเทศโดยเฉพาะพลังงานชุมชนและพลังงานทางเลือก เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากภายนอก พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านพลังงานชีวมวล การทดแทนดีเซล และพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่า ลดต้นทุน และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ

ภายในงาน มีการเสวนาเรื่อง “พลังงานชุมชน ก๊าซชีวมวลกับการสร้างเศรษฐกิจชุมชนยั่งยืน” พร้อมนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรม ได้แก่ 
- นวัตกรรม “ชุดผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ” โดย นางพัทธนันท์ นาถพินิจ จากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
- นวัตกรรม “ต้นแบบระบบผลิตไฟฟ้าโดยใช้เซลล์แสงอาทิตย์สำหรับผลิตภัณฑ์การเกษตร” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รุ่งทวี ผดากาล จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 
- นวัตกรรม “ต้นแบบระบบปรับปรุงก๊าซชีวภาพสำหรับเป็นพลังงานทดแทน” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.พิมผกา โพธิลังกา จากมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง 
- นวัตกรรม “เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนในการจัดการขยะ” โดย นายโกศล แสงทอง จากศูนย์วิจัยชุมชนเครือข่ายรวมใจตามรอยพ่อ จังหวัดเพชรบุรี
การเสวนาเรื่อง “พลังงานชุมชน ทดแทนดีเซลด้วยนวัตกรรม” โดยนำเสนอผลงานวิจัย ได้แก่ 
- นวัตกรรม “เครื่องผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชใช้แล้ว” โดย นางชนากานต์ เพิ่มฉลาด จากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย 
- นวัตกรรม “เครื่องต้นแบบไพโรไลซิสสำหรับผลิตพลังงานทางเลือกทดแทนดีเซล” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ณัฐชา เพ็ชร์ยิ้ม จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
และการเสวนาเรื่อง “พลังงานแสงอาทิตย์ สู่ความมั่นคงทางพลังงานแห่งอนาคต” ได้แก่ 
-  “นวัตกรรมเครื่องสูบน้ำพลังงานเซลล์แสงอาทิตย์” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ก้องภพ ชาอามาตย์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร และ รองศาสตราจารย์ ดร.กันต์ อินทุวงศ์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ 
- นวัตกรรม “ระบบส่งน้ำและสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทนงศักดิ์ มูลตรี จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม 
- นวัตกรรมระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ โดย นางอารยา นุ่มนิ่ม จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา 
-  นวัตกรรม “ระบบผลิตไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์” โดย ดร.สุชัจจ์ ศรีแก้ว จากสมาคมพลังงานทดแทนเพื่อความยั่งยืน

ทั้งนี้ การจัดงานครั้งนี้เป็นความมุ่งมั่นของวช. ในการผลักดันผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านพลังงานสู่การใช้ประโยชน์จริงในระดับชุมชนและประเทศ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน

วช. แถลงผลการดำเนินงานแก้ไขปัญหาด้วยวิจัยและนวัตกรรมในพื้นที่ จ.เชียงราย และจ.พะเยา “มุ่งเป้าอนาคตประเทศไทย เพื่ออากาศสะอาดและน้ำมั่นคง“

วช. แถลงผลการดำเนินงานแก้ไขปัญหาด้วยวิจัยและนวัตกรรมในพื้นที่ จ.เชียงราย และจ.พะเยา “มุ่งเป้าอนาคตประเทศไทย เพื่ออากาศสะอาดและน้ำมั่นคง“



วันที่ 30 มีนาคม 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดแถลงผลงานและก้าวต่อไป “มุ่งเป้าอนาคตประเทศไทย เพื่ออากาศสะอาดและน้ำมั่นคง จังหวัดเชียงรายและพะเยา“ เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวต้อนรับ, ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ประธาน PC, ศ.ดร.สนิท อักษรแก้ว คณะกรรมการ PE, ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รศ.ดร.สาโรช รุจิรวรรธน์ และ ดร.ชวลิต จันทรรัตน์ คณะกรรมการ PC ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้บริหาร วช. ผู้บริหารหน่วยงานในพื้นที่ และคณะนักวิจัย เข้าร่วมกิจกรรม ณ โรงแรม เดอะ ริเวอร์รี่ บาย กะตะธานี จังหวัดเชียงราย

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ขับเคลื่อน “มุ่งเป้าอนาคตประเทศไทยเพื่ออากาศสะอาด น้ำมั่นคง” ผ่านการนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้แก้ไขปัญหาในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม โดยจังหวัดเชียงรายและพะเยาเป็นพื้นที่นำร่องสำคัญที่สะท้อนความสำเร็จของการบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน จากการดำเนินงานที่ผ่านมา วช. ได้สนับสนุนงานวิจัยหลากหลายด้าน ตั้งแต่ด้านการพัฒนานวัตกรรมข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ ด้านการลดการเผาในภาคเกษตร ด้านการจัดการไฟป่า จนถึงด้านความร่วมมือข้ามพรมแดน ขณะเดียวกัน ได้ผลักดันการบริหารจัดการน้ำอย่างมั่นคง ภายใต้แนวคิด “ไม่ท่วม ไม่แล้ง” ผ่านการใช้เทคโนโลยีและการมีส่วนร่วมของชุมชน ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงน้ำอย่างมั่นคงและลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่เพียงช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างรายได้ เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ และเสริมความเข้มแข็งของชุมชนในพื้นที่ และในระยะต่อไป วช. จะมุ่งขยายผลนวัตกรรมไปยังพื้นที่อื่น พร้อมเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และชุมชน เพื่อสร้างระบบบริหารจัดการอากาศและน้ำอย่างยั่งยืน โดยเป้าหมายสำคัญคือการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การมีอากาศสะอาด น้ำมั่นคง และการพัฒนาที่ยั่งยืน


นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า จ.เชียงรายและพะเยามีศักยภาพโดดเด่นทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ การเกษตร และการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม พื้นที่ยังคงเผชิญความท้าทายจากปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การนำองค์ความรู้ด้านงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้ามาประยุกต์ใช้ในพื้นที่ จึงถือเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ให้เติบโตอย่างเป็นรูปธรรม

ต่อมา เป็นกิจกรรมเสวนา “มุ่งเป้าอนาคตประเทศไทยเพื่ออากาศสะอาด จังหวัดเชียงราย – พะเยา : การบูรณาการความร่วมมือสู่การปฏิบัติในพื้นที่เพื่อแก้ปัญหา PM2.5” โดย ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ กล่าวถึงประเด็นการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร, ศ.ปฏิบัติ ดร.เศรษฐ์ สัมภัตตะกุล กล่าวในประเด็นผลกระทบต่อสุขภาพ: ห้องลดฝุ่นกับกลุ่มเปราะบาง, รศ.ดร.ดุสิต อธินุวัฒน์ ประเด็นภาพรวมและการบูรณาการเครือข่ายความร่วมมือ พร้อมด้วย ผู้แทนกลุ่มผู้ใช้ประโยชน์จากงานวิจัยและนวัตกรรม นายทนงศักดิ์ ทองแสน นายกเทศมนตรีตำบลจันจว้า, ดร.นณธภัทร ธีระวรรธนะสิริ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ, นายชลกฤษ ฟองสายชล บริษัท สยาม คอฟฟี่ เทรด จำกัด และดำเนินการเสวนาโดย ดร.วิจารย์ สิมาฉายา คณะกรรมการส่งเสริมแผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. และการเสวนา “มุ่งเป้าอนาคตประเทศไทยเพื่อน้ำมั่นคง จังหวัดเชียงราย – พะเยา : พลังความร่วมมือท้องถิ่นสู่การจัดการน้ำมั่นคง“ โดย ดร.อังกูร ว่องตระกูล ในประเด็นน้ำท่วมเมือง: เตือนเร็ว หนีทัน ป้องกันภัยในเขตเมือง, ดร.ณัฏฐพร พิมพะ ในประเด็นน้ำประปา: มาตรฐานน้ำประปา แก้ปัญหาสารหนู, ดร.สุดารัตน์ อุทธารัตน์ ในประเด็นน้ำตำบล: การจัดการน้ำชุมชนตำบลพึ่งตนเอง พร้อมด้วย ผู้แทนกลุ่มผู้ใช้ประโยชน์ นายอนันต์ เพ็ชร์หนู ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ, นายประพัฒน์ สีธิ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย, นายไพรัช มหาวงศนันท์ กองสาธารณสุข องค์การบริหารส่วนจังหวัด จังหวัดเชียงราย ดำเนินการเสวนาโดย รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผู้อำนวยการแผนงาน “น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง ใน 10 จังหวัด”

นอกจากนี้ วช. ได้มอบผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา PM2.5 และการบริหารจัดการน้ำมั่นคง โดยมี นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นผู้รับมอบ โดยมุ่งให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์ในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม และขยายผลสู่การพัฒนาเพื่อสร้างอากาศสะอาด น้ำมั่นคง และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569

Ads.Face เผย 10 เทคนิคใช้โซเชียลให้ธุรกิจเติบโต ในปี 2026

Ads.Face เผย 10 เทคนิคใช้โซเชียลให้ธุรกิจเติบโต ในปี 2026
 

เป็นเจ้าของธุรกิจยุคปัจจุบันนี้ 
งานดีแค่ไหนแต่ไม่มีใครมองเห็น ก็เป็นเรื่องที่ยากของการเติบโต 

Ads.Face 
ผู้ให้บริการ ADS MARKETING 
พร้อมให้การช่วยเหลือ และ สะดวก รวดเร็วในการขึ้น โฆษณา ยุคใหม่นี้
ด้วยประสบการณ์ในการใช้โซเชียลในหลายแพลตฟอร์ม แบบมืออาชีพ
เฟสบุ๊ค , ติ๊กต๊อก , อินสตาแกรม ,LINE OA


Ads.Face 
ได้เผย 10 เทคนิคใช้โซเชียลให้ธุรกิจเติบโตรวดเร็ว สบายที่สุด ใน ปัจจุบัน 
ได้แก่ 
1. ต้องมีเพจเขียว พร้อมผู้ติดตาม 
2. ทำให้เพจมีความน่าเชื่อถือ 
3. บัญชีโฆษณายิงแอด เฟสบุ๊ค
4. โปรโมท เพจ และ บัญชีโฆษณา ร่วมกันเพื่อสร้างความเชื่อมโยง       
5. สร้างคอนเทนต์อย่างต่อเนื่อง 
6. มี วิดีโอสั้นๆ เพื่อดึงดูดความสนใจ
7. มีโปรโมชันช่วยกระตุ้นยอดขาย 
8. เพิ่มฐานลูกค้าจากการทำโฆษณา (ยิงแอด) 
9. มีบัญชี เริ่มต้นที่ปลดลิมิต วงเงินเยอะ  
10. พร้อม บัญชี LINE OA แบบผู้ติดตาม เพื่อความน่าเชื่อถือ สำหรับร้านค้า
 

สำหรับการทำโฆษณา (ยิงแอด) ให้มีประสิทธิภาพ อย่างรวดเร็ว
Ads.Face ให้ข้อมูลว่า สามารถทำได้ด้วยการรู้จักกลุ่มลูกค้าของเรา จากนั้นเลือกแพลตฟอร์มที่เหมาะสมกับตัวเอง และออกแบบโฆษณา (ยิงแอด) ให้น่าสนใจ รวมถึงต้องดูงบประมาณที่เหมาะสม และอย่าลืมที่จะ Call to Action ด้วย
 

หากสนใจที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
เรื่อง การเร่งยอด โฆษณา (บัญชียิงแอด) 
สามารถมาเป็นเพื่อนกับ Ads.Face 
พร้อมให้บริการและดูแลคุณ 
ได้ที่ Line : @ads.face 
ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย 

เสี่ยโก้ จับมือ IBF จัดมวยสากลและมวยไทย เอาใจแฟนมวย

เสี่ยโก้ จับมือ IBF จัดมวยสากลและมวยไทย เอาใจแฟนมวย   "เสี่ยโก้" นายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ และ"เสี่ยอู๊ด" นายสรวีร์ ฤทธิ...