วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569

Thailand Research Expo 2026 ชวนร่วม 2 เวทีเสวนาพิเศษด้านเกษตรมูลค่าสูงและมะพร้าวน้ำหอมไทย สู่การส่งออกระดับโลก

Thailand Research Expo 2026 ชวนร่วม 2 เวทีเสวนาพิเศษด้านเกษตรมูลค่าสูงและมะพร้าวน้ำหอมไทย สู่การส่งออกระดับโลก


กรุงเทพฯ – ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลไม้ (Hub of Talents) ขอเชิญชวนเกษตรกร ผู้ประกอบการ นักวิชาการ นักวิจัย ตลอดจนผู้สนใจด้านการเกษตรและนวัตกรรม เข้าร่วมรับฟัง 2 เวทีเสวนาพิเศษ ภายในงาน Thailand Research Expo 2026 (มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569) ซึ่งจะจัดขึ้นในวันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร


เวทีเสวนาพิเศษ
“ทางรอดของเกษตรกรไทยในการผลิตมะพร้าวน้ำหอมเพื่อการส่งออก”
🕘 เวลา 09.00 – 12.00 น.
เวทีสำคัญที่รวบรวมผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ ผู้ประกอบการ และเกษตรกรตัวจริง ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับการผลิตมะพร้าวน้ำหอมคุณภาพเพื่อรองรับตลาดส่งออก ท่ามกลางความท้าทายจากสภาวะโลกร้อน ปัญหาผลผลิตล้นตลาด และการเพิ่มมูลค่าผลผลิตด้วยการแปรรูปเชิงอุตสาหกรรม
ผู้เข้าร่วมจะได้รับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแนวโน้มตลาดมะพร้าวน้ำหอม การบริหารจัดการสวนอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนโอกาสทางธุรกิจและการพัฒนาสินค้าเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในตลาดโลก
“เกษตรมูลค่าสูงไทย : จากเกษตรแม่นยำสู่ผู้นำตลาดผลไม้โลก”
🕜 เวลา 13.20 – 14.00 น.
เวทีเสวนาที่จะพาผู้เข้าร่วมเรียนรู้แนวทางการยกระดับภาคการเกษตรไทยสู่เกษตรมูลค่าสูง ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Precision Agriculture, AI และ IoT เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลไม้ไทยในตลาดโลก
พร้อมเปิดมุมมองจากนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และเกษตรกรต้นแบบ ที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาผลไม้คุณภาพเพื่อการส่งออก โดยเฉพาะทุเรียนและผลไม้เศรษฐกิจสำคัญของไทย

ห้ามพลาด!
ทั้ง 2 เวทีจะเป็นโอกาสสำคัญในการอัปเดตองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ การสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร การพัฒนาผลผลิตเพื่อการส่งออก และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคเกษตรกรรม
📅 วันที่ 22 มิถุนายน 2569
📍 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร
🎟️ เข้าร่วมงานฟรี
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
📞 063-639-2697


ร่วมค้นหาคำตอบและโอกาสใหม่ของภาคการเกษตรไทย พร้อมก้าวสู่อนาคตแห่งการผลิตที่ยั่งยืนและแข่งขันได้ในตลาดโลก ภายในงาน Thailand Research Expo 2026 มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569

วช. แถลงความสำเร็จสิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมไทยคว้ารางวัลเวทีนานาชาติ INTARG® 2026 คว้ารางวัล The Best Foreign Innovation Award ณ สาธารณรัฐโปแลนด์

วช. แถลงความสำเร็จสิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมไทยคว้ารางวัลเวทีนานาชาติ INTARG® 2026 คว้ารางวัล The Best Foreign Innovation Award ณ สาธารณรัฐโปแลนด์


วันที่ 17 มิถุนายน 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดการแถลงข่าวผลงานสิ่งประดิษฐ์ไทยที่ได้รับรางวัลจากเวทีการประกวดระดับนานาชาติ “The 19th International Inventions and Innovations Show” (INTARG® 2026) ณ เมืองคาโตไวซ์ สาธารณรัฐโปแลนด์ โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย คณะผู้บริหาร นักวิจัย และสื่อมวลชน เข้าร่วมกิจกรรม ณ ศูนย์ข้อมูลสารสนเทศกลางด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ อาคาร วช. 8 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ 


ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. จัดแถลงข่าวเผยแพร่ความสำเร็จของนักประดิษฐ์ไทยที่ได้เข้าร่วมประกวดและจัดแสดงผลงานในเวที INTARG® 2026 ณ สาธารณรัฐโปแลนด์ โดยปีนี้ประเทศไทยส่งผลงานเข้าร่วมจำนวน 24 ผลงาน จาก 13 หน่วยงาน และเป็นที่น่ายินดีที่นักประดิษฐ์ของไทยสามารถคว้ารางวัล The Best Foreign Innovation Award ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดของงาน  และได้รับรางวัล Platinum Award จำนวน 2 รางวัล ซึ่งเป็นรางวัลสำคัญของงาน รวมทั้งได้รับรางวัลพิเศษจาก Eurobusiness Poland อีก 3 รางวัล แสดงศักยภาพของนักวิจัยและนักประดิษฐ์ไทยในการพัฒนานวัตกรรมที่มีมาตรฐานระดับสากล


ภายในงาน มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ “Unlocking Value, Creating Opportunity:
นวัตกรรมเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน” โดย ผู้ได้รับรางวัลจากการประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมจากเวที INTARG® 2026 ได้แก่
* ผลงานเรื่อง “นวัตกรรมการสกัดอัลบูมินบริสุทธิ์จากพลาสมาขุ่นขาวที่เหลือทิ้งเพื่อยกระดับการรักษาในสุนัข” โดย รองศาสตราจารย์ สัตวแพทย์หญิง ดร.ศยามณ ศรีสุวัฒนาสกุล แห่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับรางวัล The Best Foreign Innovation Award
* ผลงานเรื่อง “โปรแกรมคัดกรองต้อหินป้องกันตาบอด” โดย รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ศักดิ์ชัย วงศกิตติรักษ์ แห่ง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับรางวัล Platinum Award
* ผลงานเรื่อง “CarbonCap: แพลตฟอร์มตรวจวัด และซื้อขายคาร์บอน stock แบบอัตโนมัติด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อนรรฆ ขันธะชวนะ แห่ง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้รับรางวัล Platinum Award


การจัดแถลงข่าวครั้งนี้ วช. มุ่งเน้นการส่งเสริมและสนับสนุนนักวิจัยและนักประดิษฐ์ไทยให้สามารถพัฒนาผลงานสู่เวทีนานาชาติ สร้างการยอมรับในระดับสากล และสร้างความภาคภูมิใจให้แก่ประเทศไทยในเวทีนานาชาติ

ลองนึกภาพ...ยายวัย 80 ที่เคยต้องเหมารถหลักพันบาทลงจากดอยไปหาหมอ วันนี้ได้พบพยาบาลและรับคำปรึกษาเรื่องยาผ่านจอ—ที่ รพ.สต. ใกล้บ้าน โดยไม่ต้องเดินทางไกลอีกต่อไป

ลองนึกภาพ...ยายวัย 80 ที่เคยต้องเหมารถหลักพันบาทลงจากดอยไปหาหมอ วันนี้ได้พบพยาบาลและรับคำปรึกษาเรื่องยาผ่านจอ—ที่ รพ.สต. ใกล้บ้าน โดยไม่ต้องเดินทางไกลอีกต่อไป

นี่ไม่ใช่อนาคต แต่กำลังเกิดขึ้นจริงแล้วในพื้นที่ห่างไกลของลำปาง ลำพูน และกระบี่ เมื่อ "ท้องถิ่น" ลุกขึ้นมาพลิกระบบสุขภาพ ด้วยการถ่ายโอน รพ.สต. สู่ อบจ. ควบคู่กับระบบบริการสุขภาพทางไกลบูรณาการ (Telehealth)
ขอเชิญผู้บริหารท้องถิ่น บุคลากรสาธารณสุข นักวิชาการ ภาคีเครือข่าย และทุกคนที่เชื่อว่า "สุขภาพดีต้องเข้าถึงได้ทุกคน"

มาร่วมค้นหาคำตอบไปด้วยกันว่า ท้องถิ่นจะดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และกลุ่มเปราะบางให้เข้าถึงบริการอย่างเท่าเทียมได้อย่างไร พร้อมบทเรียนจริง เครื่องมือที่ใช้ได้ และข้อเสนอเชิงนโยบายที่จะทำให้ระบบนี้ยั่งยืน
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง เพื่อระบบสุขภาพที่ "ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง"

📅 ศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2569 เวลา 8.30–16.30 น. ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น (หลักสี่) หรือร่วมออนไลน์ผ่าน Zoom และ Facebook Live สช. สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ

วันพุธที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ททท. ขานรับนโยบายการท่องเที่ยวมูลค่าสูงของรัฐบาล และกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ประกาศจับมือ Eastern & Oriental Express ผู้ให้บริการรถไฟลักชูรี่ระดับโลก สร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวเมืองไทยในมิติใหม่ดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพจากทั่วโลก

ททท. ขานรับนโยบายการท่องเที่ยวมูลค่าสูงของรัฐบาล และกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ประกาศจับมือ Eastern & Oriental Express ผู้ให้บริการรถไฟลักชูรี่ระดับโลก สร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวเมืองไทยในมิติใหม่ดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพจากทั่วโลก 


ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยเติบโตจากจุดแข็งด้านธรรมชาติ วัฒนธรรม และการบริการที่ได้รับการยอมรับจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก แต่ในยุคที่พฤติกรรมการเดินทางเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  รวมถึง KPI ชี้วัดความสำเร็จของการท่องเที่ยวในปัจจุบัน คือ “คุณค่าเชิงประสบการณ์“ ที่ได้รับ และ “มูลค่า” ที่กระจายสู่เศรษฐกิจและชุมชนอย่างยั่งยืน


การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงเล็งเห็นถึงการยกระดับการท่องเที่ยวทางรางให้เป็นอีกจุดเปลี่ยนสำคัญที่ตอบโจทย์แนวคิดดังกล่าวนี้  โดยใช้การเดินทางโดย “รถไฟ” เพื่อประตูแห่งประสบการณ์ ที่จะเปลี่ยนระยะทางให้กลายเป็นคุณค่าทางความรู้สึก และเปลี่ยนเส้นทางคมนาคมให้เป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่มีความหมาย เปิดโอกาสให้นักเดินทางได้สัมผัสประเทศไทยในมิติที่แตกต่างจากการเดินทางรูปแบบอื่น


ซึ่งแนวทางของ ททท.นี้ สอดรับกับนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวมูลค่าสูงของรัฐบาล และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รวมถึงนโยบายและกฎระเบียบใหม่ๆ ในการพัฒนาระบบรางของกระทรวงคมนาคม และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว 


นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่า ททท. จึงได้นำทีมหารือร่วมกับ Mr. Gary Franklin กรรมการผู้จัดการ Belmond Trains บริษัทในเครือ LVMH ผู้ให้บริการรถไฟลักชัวรีระดับโลก Eastern & Oriental Express เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวคุณภาพสูงของประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “Healing is the New Luxury” โดยโครงการดังกล่าวมุ่งตอบโจทย์นักท่องเที่ยวคุณภาพและกลุ่มผู้มีรายได้สูงจากทั่วโลก โดยมีแผนนำร่องที่จะเปิดเส้นทาง กรุงเทพฯ – กาญจนบุรี – หัวหิน – หาดใหญ่ – ปาดังเบซาร์ ภายในปี 2570


ททท. เชื่อว่าความร่วมมือครั้งนี้ จะเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีสำหรับมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย ส่งเสริมการขายสินค้าบริการท่องเที่ยว ควบคู่ เสน่ห์ไทย กับ 5 Must Do ตลอดจนช่วยกระจายการเดินทางและรายได้สู่เมืองรองและภูมิภาคของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป


#AmazingThailand
#HealingIsTheNewLuxury
#EasternAndOrientalExpress

วันอังคารที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569

วช. แถลงข่าวการจัดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569” นำความท้าทาย ววน. “Research Synergy พลังวิจัย สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมไทยยั่งยืน"

วช. แถลงข่าวการจัดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569” นำความท้าทาย ววน. “Research Synergy พลังวิจัย สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมไทยยั่งยืน"


วันที่ 16 มิถุนายน 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม แถลงข่าวการจัดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)” ครั้งที่ 21 ภายใต้แนวคิด “Research Synergy พลังวิจัย สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมไทยยั่งยืน” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 – 26 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร


ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า การจัดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)” ซึ่งก้าวสู่ปีที่ 21 ถือเป็นเวทีสำคัญของประเทศในการเผยแพร่ผลงานวิจัยและนวัตกรรมของไทยสู่สาธารณะ โดยเริ่มจัดขึ้นครั้งแรกในปี 2549 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องจนเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงเครือข่ายวิจัยของประเทศ ตลอดระยะเวลากว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา งานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติได้พิสูจน์ให้เห็นว่างานวิจัยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ในหลายมิติ นับตั้งแต่ภาคเศรษฐกิจ สังคม ชุมชน และการกำหนดนโยบายสาธารณะ โดยมีพลังความร่วมมือจากหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศบนฐานความรู้ วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำหรับปี 2569 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Research Synergy พลังวิจัย สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมไทยยั่งยืน” เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายของประเทศในมิติเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล โดยมีหน่วยงานเครือข่ายเข้าร่วมกว่า 200 หน่วยงาน พร้อมกิจกรรมเข้มข้นทั้งการประชุมสัมมนากว่า 150 หัวข้อ นิทรรศการผลงานวิจัยและนวัตกรรมกว่า 1,000 ผลงาน กิจกรรมส่งเสริมการวิจัย และการยกย่องเชิดชูเกียรตินักวิจัย ภายใต้เป้าหมายสำคัญในการเชื่อมโยงนักวิจัย ผู้ใช้ประโยชน์ ผู้ประกอบการ นักลงทุน และภาคประชาชนเข้าด้วยกัน เพื่อขยายผลการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อประเทศอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน


ถัดมาเป็นการเสวนา ”Thailand Research Expo 2026 Talk : Research Synergy พลังวิจัย สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมไทยยั่งยืน“  ซึ่งได้รับเกียรติจาก นางสาวศิรินทร์พร เดียวตระกูล รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ร่วมด้วย ศ.ดร.ปรินทร์ ชัยวิสุทธางกูร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ในมุมมองภาคการศึกษา นายวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และนางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ในมุมมองภาคธุรกิจ รวมทั้ง รองศาสตราจารย์ ดร.ม.ล. พินิตพันธุ์ บริพัตร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และประธานเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย (RUN) ในมุมมองภาคการศึกษาวิจัย ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคธุรกิจ เพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังมีการเสวนา “Platinum Award Talk : เสริมพลังประชาคมวิจัย ด้วยรางวัลแห่งเกียรติยศ” โดย นายแพทย์พีรชา คูเกษมกิจ ผู้อำนวยการกองกัญชาทางการแพทย์ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และ ดร.วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ในฐานะผู้แทนหน่วยงานที่ได้รับรางวัล Platinum Award ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568 ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ ความสำเร็จ และแนวทางการยกระดับงานวิจัยสู่ความเป็นเลิศ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับประชาคมวิจัยของประเทศต่อไป


ซึ่งภายในงานแถลงข่าว Thailand Research Expo 2026 ได้มีการจัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมจากเครือข่ายวิจัยทั่วประเทศ ครอบคลุม 6 ประเด็นสำคัญในการพัฒนาประเทศ
1. งานวิจัยเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG นำเสนอผลงานที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรและอุตสาหกรรมของประเทศ อาทิ นวัตกรรมรักษาแผลเรื้อรังในแมวด้วยเซลล์ต้นกำเนิดและเกล็ดเลือดเข้มข้น เปปไทด์จากเนื้อไก่เพื่อพัฒนาอาหารช่วยชะลอการเสื่อมของสมอง และนวัตกรรมเพิ่มมูลค่ายางพาราพร้อมลดของเสียในกระบวนการผลิต
2. งานวิจัยเพื่อสร้างสรรค์ Soft Power ของประเทศ ไทยต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทยสู่เวทีสากล ผ่านผลงาน “เรือนหมอพร” นวัตกรรมสมุนไพรไทยผสานเทคโนโลยี AI และ “ไหมมัดหมี่ : ศาสตร์แห่งศิลป์” ที่ยกระดับผ้าไหมไทยสู่มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม
3. งานวิจัยเพื่อใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมและการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ จัดแสดงเทคโนโลยีขั้นสูงที่ตอบโจทย์การพัฒนาอุตสาหกรรมและความมั่นคงของประเทศ เช่น เทคโนโลยีเรดาร์ตรวจจับระยะไกลเพื่อความมั่นคง และ Pathfinder UGV หุ่นยนต์เบิกทางสำหรับปฏิบัติภารกิจในพื้นที่เสี่ยง
4. งานวิจัยเพื่อยกระดับสังคมอย่างยั่งยืน
รวมผลงานที่มุ่งแก้ไขปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน อาทิ ยาสมุนไพรกระท่อมเพื่อช่วยบำบัดผู้มีปัญหาการดื่มสุรา การพัฒนาไก่ดำดอยตุงเป็นผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ท้องถิ่น ระบบ AI และโดรนสำหรับตรวจสอบโซลาร์ฟาร์ม ระบบตรวจจับโดรนเพื่อความปลอดภัยทางอากาศ เตียงป้องกันแผลกดทับและลดอาการภูมิแพ้ รวมถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและพลังงานสะอาด
5. งานวิจัยเพื่อสร้างสมดุลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน นำเสนอแนวทางจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ชุดตรวจวัดคุณภาพน้ำรูปทรงเป็ด เทคโนโลยีแก้ปัญหาสารพิษในลุ่มแม่น้ำกก นวัตกรรมการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ และเทคโนโลยีเคลือบผิววัสดุสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเลียม
6. งานวิจัยเพื่อส่งเสริมศักยภาพวิสาหกิจชุมชน วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME)
แสดงผลงานที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย อาทิ ผลิตภัณฑ์โปรตีนทางเลือก “วังส้มซ่าโมเดล” เพื่อยกระดับวิสาหกิจชุมชนด้วยนวัตกรรมชีวภาพ เครื่องควักไส้ปลาทูแบบกึ่งอัตโนมัติ และการพัฒนาทองคำ 96.5% ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ ยังมี Research Show ที่นำเสนอผลงานต้นแบบเตียงผ่าตัดเล็กควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า และกล้อง AI ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกผ่านสมาร์ทโฟน

ขณะที่ หน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัย (PMU) นำเสนอผลงานวิจัยที่พร้อมต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์จริง เช่น เส้นหมี่และเฟตตูชินีจากไข่ขาวไร้แป้ง รองเท้าวิ่ง Ving อาหารทดแทนมื้ออาหาร Low GI สำหรับผู้ควบคุมระดับน้ำตาล แผ่นแปะเข็มจิ๋วรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม วัสดุทดแทนกระดูกจากผลงานวิจัยไทย K-EDUVERSE แพลตฟอร์ม AI เพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต และอุปกรณ์การแพทย์เฉพาะบุคคลด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติ (3D Printing)

ด้าน เครือข่ายมหาวิทยาลัยวิจัย (RUN) นำเสนอผลงานวิจัยที่ตอบโจทย์การรับมือความท้าทายในอนาคต อาทิ เทคโนโลยีออกแบบอาคารต้านแผ่นดินไหว แพลตฟอร์มแสดงพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม เทคโนโลยีสมุนไพรและความปลอดภัยอาหาร ระบบเฝ้าระวังโลหะหนักในแม่น้ำโดยนักวิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง ระบบสื่อสารฉุกเฉินในภาวะวิกฤต แบบจำลองสารสนเทศเมือง (UIM) เครื่องตรวจวัดแรงสั่นสะเทือนแผ่นดินไหว และแพลตฟอร์มพยากรณ์ฝุ่น PM2.5 และ PM0.1 พร้อมติดตามผลกระทบต่อสุขภาพ

โดยมีผลงานวิจัยและนวัตกรรมเด่นจากหน่วยงานภาครัฐ มหาวิทยาลัย และภาคเอกชนทั่วประเทศร่วมจัดแสดง สะท้อนพลัง “Research Synergy” ที่นำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์จริงในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน


ขอเชิญร่วมงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)” ระหว่างวันที่ 22 – 26 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 22-23 กรุงเทพมหานคร ร่วมค้นพบผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่เปลี่ยนไอเดียให้เป็นพลังขับเคลื่อนประเทศ ภายใต้แนวคิด “Research Synergy พลังวิจัย สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมไทยยั่งยืน”

วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569

มหิดล–จุฬาฯ –เชียงใหม่ พลิกโฉมอุดมศึกษาไทย เริ่มให้นิสิตนักศึกษาเรียนร่วม “MC² GenEd” สร้างระบบเรียนรู้ข้ามมหาวิทยาลัย เตรียมบัณฑิตพร้อมโลก AI และอนาคต

มหิดล–จุฬาฯ –เชียงใหม่ พลิกโฉมอุดมศึกษาไทย 
เริ่มให้นิสิตนักศึกษาเรียนร่วม “MC² GenEd” 
สร้างระบบเรียนรู้ข้ามมหาวิทยาลัย เตรียมบัณฑิตพร้อมโลก AI และอนาคต


มหาวิทยาลัยมหิดล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผนึกกำลังครั้งสำคัญ เดินหน้าสร้างปรากฏการณ์ใหม่ของระบบอุดมศึกษาไทย แถลงความคืบหน้าโครงการ MC² GenEd (Mahidol–Chula–Chiang Mai General Education) ภายใต้งาน “MC²: Beyond Boundaries, Building Future: มหิดล จุฬาฯ เชียงใหม่ ผสานพลังสู่การเรียนรู้แห่งอนาคต” เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ณ เรือนจุฬานฤมิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
งาน“MC²: Beyond Boundaries, Building Future: มหิดล จุฬาฯ เชียงใหม่ ผสานพลังสู่การเรียนรู้        แห่งอนาคต” ในครั้งนี้ ไม่เพียงนำเสนอความคืบหน้าของโครงการความร่วมมือทางวิชาการครั้งสำคัญระหว่าง         สามมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ แต่ยังสะท้อนวิสัยทัศน์ร่วมในการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ใหม่ที่ก้าวข้ามข้อจำกัดเดิมของระบบมหาวิทยาลัย ภายใต้แนวคิด “Beyond Boundaries, Building Future” หรือการ      

ก้าวข้ามพรมแดนทางการศึกษา เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตแห่งการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ โดยโครงการจะประเดิมปีการศึกษา 2569 และคาดว่าจะมีนิสิตนักศึกษาลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการไม่ต่ำกว่า 1,000 ราย 
ความร่วมมือระหว่างสามมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาระดับอุดมศึกษาไทย มุ่งสร้าง “ระบบนิเวศการเรียนรู้ร่วม” (Shared Learning Ecosystem) เปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาสามารถเรียนรายวิชาศึกษาทั่วไป (General Education) ข้ามมหาวิทยาลัย สะสมผลการเรียนรู้ และเทียบโอนหน่วยกิตได้อย่างไร้รอยต่อ พร้อมเปิดโลกการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง ผู้เชี่ยวชาญตัวจริง และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับเพื่อนต่างสถาบัน เพื่อเตรียมความพร้อมสู่โลกแห่งอนาคตที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
โครงการ MC² GenEd เกิดขึ้นภายใต้เครือข่ายความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ MC² (Mahidol–Chula–Chiang Mai)  ที่มีเป้าหมายร่วมกันในการยกระดับคุณภาพการศึกษา วิจัย และนวัตกรรม เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมไทยและสังคมโลก ผ่านการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้เรียนยุคดิจิทัล นับเป็นหนึ่งในโมเดลต้นแบบของการพัฒนาการศึกษาในรูปแบบ Flexible Education และ Credit Mobility ของประเทศไทย โดยเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาสามารถออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ของตนเองได้อย่างยืดหยุ่น ไม่จำกัดอยู่เพียงรายวิชาที่เปิดสอนภายในมหาวิทยาลัยต้นสังกัด แต่สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ อาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญ และประสบการณ์การเรียนรู้จากอีกสองมหาวิทยาลัยพันธมิตรได้โดยตรง
ในระยะแรกของโครงการ มีการเปิดรายวิชาศึกษาทั่วไปนำร่องจำนวน 24 รายวิชาจากทั้งสามมหาวิทยาลัย ครอบคลุมองค์ความรู้หลากหลายมิติ ทั้งด้านมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม ความยั่งยืน และทักษะแห่งอนาคต โดยเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรีของทั้งสามสถาบันสามารถเลือกเรียนได้ทั้งในรูปแบบออนไลน์และออนไซต์ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทการเรียนรู้ที่หลากหลายของผู้เรียนในยุคปัจจุบัน
นอกจากนี้ อีกหนึ่งจุดเด่นของโครงการนี้คือ การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถสะสมผลการเรียนรู้ล่วงหน้า (Advance Learning Accumulation) และเทียบโอนหน่วยกิตข้ามมหาวิทยาลัยตามเงื่อนไขที่แต่ละสถาบันกำหนด นับเป็นการลดข้อจำกัดด้านโครงสร้างการศึกษาแบบเดิม และเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนในสิ่งที่สอดคล้องกับความสนใจความถนัด และเป้าหมายวิชาชีพของตนเองได้มากยิ่งขึ้น
นอกเหนือจากการเรียนรู้ในห้องเรียน MC² GenEd ยังให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ร่วม (Shared Learning Experience) ระหว่างนิสิตนักศึกษาจากหลากหลายสาขาวิชาและต่างสถาบัน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แลกเปลี่ยนมุมมอง เรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่น และสร้างเครือข่ายแห่งการเรียนรู้ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของโลกการทำงานในอนาคตที่ต้องอาศัยความร่วมมือข้ามศาสตร์ ข้ามวัฒนธรรม และข้ามความเชี่ยวชาญ



ความร่วมมือดังกล่าวตั้งอยู่บนหลักการสำคัญด้าน Experiential Learning หรือ “การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง” ที่เชื่อว่าความรู้ที่มีคุณค่าไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจากการรับฟังในห้องเรียน แต่เกิดจากการลงมือปฏิบัติ การเรียนรู้จากสถานการณ์จริง การเผชิญโจทย์จริงของสังคม และการทำงานร่วมกับผู้คนที่มีความหลากหลาย


ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้กำหนด          ทิศทางการเรียนรู้ภายใต้แนวคิด “Learning for the AI and Digital Era” โดยมุ่งเตรียมผู้เรียนให้พร้อมรับมือกับโลกแห่งปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล ผ่านรายวิชาที่เปิดโอกาสให้นิสิตได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญตัวจริงด้าน AI เทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรม และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในวิชาชีพต่าง ๆ
 โลกในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากอิทธิพลของเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) การศึกษาไม่อาจจำกัดอยู่เพียงการถ่ายทอดองค์ความรู้แบบเดิมในห้องเรียนได้อีกต่อไป แต่ต้องสร้างพื้นที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง เป็นการเรียนรู้ร่วมกับผู้คนที่มีภูมิหลัง ความคิด และประสบการณ์ที่แตกต่างกัน พร้อมเข้าใจวิธีคิด รู้เท่าทันเทคโนโลยี สามารถใช้ AI อย่างมีวิจารณญาณและจริยธรรม” 
“เราไม่ได้ต้องการเพียงให้ผู้เรียนใช้ AI เป็น แต่ต้องการให้สามารถสร้างคุณค่าใหม่ให้แก่สังคม และใช้เทคโนโลยีเพื่อขับเคลื่อนอนาคตได้อย่างมีความรับผิดชอบ ผมเชื่อมั่นว่าเมื่อศักยภาพด้าน AI และดิจิทัลของจุฬาฯ ผนวกกับความเชี่ยวชาญด้านชุมชนของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และความเข้มแข็งด้านการเรียนรู้จากภาคปฏิบัติของมหาวิทยาลัยมหิดล นิสิตนักศึกษาจะได้รับประสบการณ์การเรียนรู้ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น พร้อมเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงในอนาคต” อธิการบดีจุฬาฯ กล่าว


ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “โครงการ MC² GenEd สะท้อนถึงพลังความร่วมมือของสามมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศในการสร้างรูปแบบการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ มหาวิทยาลัยมหิดล มุ่งขับเคลื่อนการเรียนรู้ภายใต้แนวคิด “Learning with Industry and Society” โดยให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงการศึกษาเข้ากับภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และภาคสังคม เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริง ผ่านการทำงานร่วมกับองค์กรพันธมิตรและผู้เชี่ยวชาญภายนอก ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างทักษะวิชาชีพและความเข้าใจบริบทการทำงานจริง” 
“การศึกษาในศตวรรษที่ 21 ต้องเป็นการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงหรือ Experiential Learning เป็นการเรียนรู้ร่วมกับผู้คนที่มีความแตกต่างหลากหลาย MC² GenEd จากความร่วมมือของทั้งสามมหาวิทยาลัยจึงเป็นโครงการที่ตอบโจทย์การเรียนรู้ยุคใหม่ได้อย่างดียิ่ง ซึ่งจะเป็นต้นแบบระบบการเรียนรู้ข้ามมหาวิทยาลัยของไทย” อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลกล่าว


ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า “ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มุ่งเน้นแนวคิด Learning from Communities and Sustainability โดยเชื่อว่าห้องเรียนที่ดีที่สุดไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในมหาวิทยาลัย   แต่รวมถึงชุมชน ธรรมชาติ และพื้นที่จริงรอบตัว ผู้เรียนจะได้เรียนรู้จากโจทย์จริงของสังคม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ความหลากหลายทางวัฒนธรรม ตลอดจนประเด็นสิ่งแวดล้อมที่ท้าทายและความยั่งยืนที่กำลังเกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้งต่อสังคม ประเทศ และโลกที่อาศัยอยู่ร่วมกัน ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเปิดให้เรียนข้ามมหาวิทยาลัย แต่เป็นการร่วมกันวางรากฐานระบบการศึกษารูปแบบใหม่ของประเทศไทยที่เปิดกว้าง ยืดหยุ่น และตอบโจทย์ผู้เรียนมากขึ้น พร้อมขยายโอกาสการเข้าถึงองค์ความรู้ที่ดีที่สุดจากหลากหลายสถาบัน และเป็นต้นแบบของการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ระดับประเทศในอนาคต” 
“MC² GenEd จึงเป็นมากกว่าการเรียนข้ามมหาวิทยาลัย แต่คือการเปิดโลกการเรียนรู้ให้กว้างกว่ารั้วมหาวิทยาลัย เชื่อมโยงผู้เรียน อาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญ และองค์ความรู้จากสามมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ เพื่อร่วมกันสร้างบัณฑิตที่พร้อมรับมือกับความท้าทายในโลกอนาคต และพร้อมเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน” อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่กล่าว
“MC² GenEd” จึงนับเป็นก้าวสำคัญของการเปิดโลกการเรียนรู้ให้กว้างไกล ผ่านการผนึกกำลังของสามมหาวิทยาลัยชั้นนำ “มหาวิทยาลัยมหิดล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่” ซึ่งจะช่วยเปิดมุมมองที่หลากหลายเพิ่มโอกาสการเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญและเพื่อนต่างสถาบัน พร้อมเผชิญความท้าทายในโลกอนาคต ความสำเร็จของความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นต้นแบบสำคัญที่สามารถขยายผลสู่สถาบันอุดมศึกษาอื่น ๆ เพื่อร่วมกันยกระดับการศึกษาของประเทศและพัฒนาบัณฑิตให้มีศักยภาพตอบโจทย์สังคมและโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ศึกษารายละเอียดรายวิชาและติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ MC² GenEd ได้ที่

พระอาจารย์เอกนัช อริยธัมโม นำสิ่งของจากแรงศรัทธาส่งต่อผู้สูงอายุ แจกกว่า 300 ชุด เตรียมจัดใหญ่ 799 ชุดถวายพระราชกุศลแด่ในหลวง รัชกาลที่ 10ที่สำนักสงฆ์พุปะหัง ตำบลยางหัก อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี

พระอาจารย์เอกนัช อริยธัมโม นำสิ่งของจากแรงศรัทธาส่งต่อผู้สูงอายุ แจกกว่า 300 ชุด เตรียมจัดใหญ่ 799 ชุดถวายพระราชกุศลแด่ในหลวง รัชกาลที่ 10
ที่สำนักสงฆ์พุปะหัง ตำบลยางหัก อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี 


พระอาจารย์เอกนัช อริยธัมโม พร้อมคณะศิษยานุศิษย์และจิตอาสา ได้ร่วมกันนำสิ่งของอุปโภคบริโภคจากแรงศรัทธาของประชาชนที่นำมาถวายและร่วมทำบุญกับทางสำนักสงฆ์ มาจัดเป็นชุดเพื่อแจกจ่ายให้แก่ผู้สูงอายุในพื้นที่อำเภอปากท่อ ช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพและสร้างกำลังใจให้กับผู้สูงวัยในชุมชน


กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นบริเวณหน้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สาขาปากท่อ โดยมีผู้สูงอายุที่ลงทะเบียนไว้ล่วงหน้าเดินทางมารับสิ่งของกันอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นไปด้วยความอบอุ่นและรอยยิ้มแห่งการแบ่งปัน


สำหรับสิ่งของที่นำมาแจกจ่ายประกอบด้วย ข้าวสาร ไข่ไก่ น้ำดื่ม น้ำมันพืช บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง และเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต รวมกว่า 300 ชุด โดยสิ่งของส่วนใหญ่เป็นผลบุญจากผู้มีจิตศรัทธาที่นำมาถวายและแก้บนกับทางสำนักสงฆ์ ก่อนจะถูกส่งต่อกลับคืนสู่สังคมในรูปแบบของการช่วยเหลือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ


พระอาจารย์เอกนัช อริยธัมโม กล่าวว่า ทางสำนักสงฆ์มีความตั้งใจที่จะนำสิ่งของจากแรงศรัทธาของญาติโยมมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการแบ่งปันให้กับผู้สูงอายุ ผู้ยากไร้ และผู้ด้อยโอกาสในพื้นที่ เพื่อให้ทุกคนได้รับประโยชน์จากการทำบุญร่วมกัน และสร้างสังคมแห่งการให้และการแบ่งปัน


นอกจากนี้ กิจกรรมยังได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และอาสาสมัครจิตอาสา ที่เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกและดูแลความเรียบร้อยตลอดการแจกจ่ายสิ่งของ  


พระอาจารย์เอกนัช อริยธัมโม เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ในวันที่ 28 กรกฎาคมนี้ ทางสำนักสงฆ์พุปะหังเตรียมจัดกิจกรรมมอบเครื่องอุปโภคบริโภคครั้งใหญ่อีกครั้ง ที่สำนักสงฆ์พุปะหัง อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี จำนวน 799 ชุด เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา โดยเปิดให้ผู้สูงอายุและประชาชนที่ลงทะเบียนล่วงหน้าเข้ารับสิ่งของตามวันและเวลาที่กำหนด 
   

กิจกรรมดังกล่าวนับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการนำพลังแห่งศรัทธามาต่อยอดเป็นการช่วยเหลือสังคมอย่างเป็นรูปธรรม สร้างทั้งรอยยิ้ม กำลังใจ และคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดราชบุรีอย่างต่อเนื่อง

Thailand Research Expo 2026 ชวนร่วม 2 เวทีเสวนาพิเศษด้านเกษตรมูลค่าสูงและมะพร้าวน้ำหอมไทย สู่การส่งออกระดับโลก

Thailand Research Expo 2026 ชวนร่วม 2 เวทีเสวนาพิเศษด้านเกษตรมูลค่าสูงและมะพร้าวน้ำหอมไทย สู่การส่งออกระดับโลก กรุงเทพฯ – ศูนย์รวมผู้เชี่ยวช...