วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569

สสว. แถลงข่าวเปิดตัวโครงการ “Empowering SME ไทยก้าวสู่อนาคต” ปีแรก ผนึกกําลังเสริมศักยภาพ ผู้ประกอบการดาวรุ่ง ยกระดับจาก M สู่ L มุ่งเป้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลและนวัตกรรมสีเขียวสู่ตลาดโลก

สสว. แถลงข่าวเปิดตัวโครงการ “Empowering SME ไทยก้าวสู่อนาคต” ปีแรก ผนึกกําลังเสริมศักยภาพ ผู้ประกอบการดาวรุ่ง ยกระดับจาก M สู่ L มุ่งเป้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลและนวัตกรรมสีเขียวสู่ตลาดโลก


กรุงเทพฯ (10 มีนาคม 2569) - สํานักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ร่วมกับ

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดตัวโครงการ “Empowering SME ไทยก้าวสู่อนาคต” มุ่งเน้นการเสริมสร้าง

ศักยภาพรอบด้าน ทลายอุปสรรคสําคัญที่ขัดขวางการเติบโตของ SME ไทย โดยเฉพาะปัญหาการขาดแคลนองค์

ความรู้ด้านนวัตกรรมขั้นสูง และข้อจํากัดในการเข้าถึงทรัพยากรที่จําเป็นต่อการแข่งขันในยุคเศรษฐกิจใหม่เพื่อการ

เติบโตอย่างยั่งยืน ณ โรงแรมเมอเวนพิค กรุงเทพ สุขุมวิท 15 กรุงเทพมหานคร


นางสาวปณิตา ชินวัตร รองผู้อํานวยการสํานักงาน รักษาการแทนผู้อํานวยการ สํานักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาด

กลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า สสว. ตระหนักถึงความสําคัญของ SME ไทย ในฐานะกลไกหลักที่สร้างงาน

และรายได้มหาศาลให้กับประเทศ ขณะนี้กําลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสําคัญที่ต้องเร่งปรับตัว ทั้งในด้านเทคโนโลยีและ

ปรับตัวให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลาย จึงเป็นที่มาของโครงการ ซึ่งมีแนวคิดหลักคือการมุ่งเป้า

พัฒนาผู้ประกอบการ SME จํานวน 38 ราย ที่มีศักยภาพและความพร้อมในการยกระดับธุรกิจจากขนาด M ไปสู่

มาตรฐานระดับ L โดยครอบคลุมกลุ่มธุรกิจยุทธศาสตร์อย่างน้อย 2 สาขาหลักที่มีโอกาสเติบโตสูงในตลาดสากล

อาทิ กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverage) กลุ่มสุขภาพ ความงาม และเวชสําอาง (Health

& Wellness, Cosmetics) ไปจนถึงกลุ่มเทคโนโลยี นวัตกรรม และกลุ่มธุรกิจบริการ (Service) นอกจากนี้ยังเป็น

การคัดเลือกผู้ประกอบการส่วนหนึ่ง ที่ผ่านการคัดกรองคุณภาพธุรกิจจากโครงการของ สสว. มาแล้ว ทําให้มั่นใจได้

ว่าโครงการนี้จะเป็นการต่อยอดขีดความสามารถที่ตรงจุดและเข้มข้นที่สุดเท่าที่เคยมีมา


สําหรับการดําเนินงานของโครงการ “Empowering SME ไทยก้าวสู่อนาคต” จะมุ่งเน้นการวางรากฐานผ่าน 3 เสา

หลักสําคัญ ได้แก่ การเปลี่ยนผ่านด้วยดิจิทัล (Digital Transition) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและประสิทธิภาพการ

ผลิตด้วยเทคโนโลยีลํ้าสมัย ตลอดจนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ

เพื่อเปิดประตูโอกาสให้ SME ไทยสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน รวมถึงทรัพยากรระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพอันจะนําไปสู่ความพร้อมในการลงสนามแข่งขันในทุกระดับ ท่ามกลางกระแสความท้าทายจากแรงกดดันทาง

เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั่วโลกในปัจจุบัน ต่อด้วยนวัตกรรมการสร้างแบรนด์ ผลิตภัณฑ์ และบริการ (Innovation

Transition) และการปรับตัวสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Transition) เพื่อยกระดับมาตรฐานธุรกิจให้เป็นมิตรต่อ

สิ่งแวดล้อมตามเกณฑ์สากล

โครงการดังกล่าวยังถูกออกแบบมาเพื่อเป็นฟันเฟืองสําคัญในการสร้างระบบนิเวศธุรกิจ (Ecosystem)

ที่แข็งแกร่งและสมบูรณ์แบบ ซึ่งจะช่วยพลิกโฉมหน้าของ SME ไทยจากการเป็นเพียงผู้ประกอบการที่ต้องปรับตัว

เพื่อความอยู่รอด ให้กลายเป็นกลุ่มผู้นําที่มีศักยภาพสูงในการร่วมกําหนดทิศทางและขับเคลื่อนเสถียรภาพทาง

เศรษฐกิจของประเทศไทยให้ก้าวสู่อนาคตได้อย่างเต็มภาคภูมิ โดยมุ่งเน้นการสร้างผลลัพธ์ที่เห็นผลเป็นรูปธรรม

เพื่อให้เกิดการเติบโตอย่างมีคุณภาพ มีความมั่นคงในระยะยาว และสามารถส่งต่อคุณค่าของธุรกิจไปยังคนรุ่น

ต่อไปได้อย่างยั่งยืน โดยมีการทําความร่วมมือร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ไม่ว่าจะเป็น สอวช., ตลาดหลักทรัพย์แห่ง

ประเทศไทย (SET), ธนาคารยูโอบี จํากัด(มหาชน), BizzUp, และบริษัท เจย์ แคปปิตอล แอดไวเซอรี จํากัด


ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะหน่วยร่วมดําเนินงานที่ได้รับมอบหมายจาก สสว. ได้นํานโยบายมา

ถ่ายทอดเป็นแนวทางการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ SME อย่างเป็นระบบ ผ่านกิจกรรมอบรมและ

กระบวนการเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการ เทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรม และเศรษฐกิจสีเขียว อันจะ

ช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมุ่งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ

ยกระดับจากระดับ M ไปสู่ L ตามเป้าหมายของ สสว. เพื่อสร้างความพร้อมในการแข่งขันทั้งในประเทศและระดับสากลให้กับ SME ไทย

ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถสมัครได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ผ่านทางเว็บไซต์ www.empowering-sme.com ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 5 เมษายน 2569

วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569

กรมวิทยาศาสตร์บริการ ผนึก 4 หน่วยงานรัฐเป็นลมใต้ปีกดันมาตรฐานนวัตกรรมไทยสู่เชิงพาณิชย์

กรมวิทยาศาสตร์บริการ ผนึก 4 หน่วยงานรัฐเป็นลมใต้ปีกดันมาตรฐานนวัตกรรมไทยสู่เชิงพาณิชย์


 วันที่ 9 มีนาคม 2569 กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ยกระดับความร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สนช.) ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เรื่อง “ความร่วมมือการพัฒนามาตรฐาน เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมไทยสู่เชิงพาณิชย์” 
 โดยจัดขึ้นภายในงานสัมมนาวิชาการหัวข้อ “มาตรฐานและการรับรอง: ลมใต้ปีกนวัตกรรมไทยสู่เชิงพาณิชย์ (Wind Beneath Innovation Wings)” ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท โดยได้รับเกียรติจาก ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวง อว. เป็นประธานและร่วมเป็นสักขีพยาน สะท้อนความมุ่งมั่นของกระทรวง อว. ในการผลักดัน “มาตรฐาน” ให้เป็นกลไกสำคัญเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 160 คน จาก 50 หน่วยงานชั้นนำด้านการวิจัย การส่งเสริมนวัตกรรม การกำกับดูแล และการพัฒนามาตรฐาน


 ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวง อว. กล่าวว่า การพัฒนามาตรฐานควบคู่กับกระบวนการวิจัยและพัฒนา จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผลิตภัณฑ์ ลดความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยการบูรณาการความร่วมมือตั้งแต่ระยะต้นน้ำถือเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จในการผลักดันนวัตกรรมไทยสู่เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม


 ด้าน ดร.พจมาน ท่าจีน รองอธิบดี รักษาราชการแทนอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กล่าวว่า วศ. และหน่วยงานพันธมิตรพร้อมทำหน้าที่ “ลมใต้ปีก” เชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านมาตรฐานจากงานวิจัยต้นน้ำสู่การประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมและเชิงพาณิชย์ เพื่อลดช่องว่างระหว่างการสร้างนวัตกรรมกับการนำไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม อันจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ
 ความร่วมมือในครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อส่งเสริมการพัฒนามาตรฐานควบคู่กับกระบวนการวิจัยและพัฒนา พร้อมบูรณาการบทบาทของหน่วยงานด้านวิจัย มาตรฐาน การกำกับดูแล และการส่งเสริมนวัตกรรม เพื่อยกระดับการรับรองคุณภาพ สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคและนักลงทุน และผลักดันผลิตภัณฑ์นวัตกรรมไทยสู่เชิงพาณิชย์อย่างเป็นระบบและยั่งยืน


 ภายในงานยังมีการปาฐกถาพิเศษจากผู้บริหารทั้ง 5 หน่วยงาน ได้แก่ ศ.ดร.วิษณุ มีอยู่ รองผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ นายเอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เภสัชกร ดร.สุชาติ จองประเสริฐ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ด้านสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และ ดร.พจมาน ท่าจีน รองอธิบดี รักษาราชการแทนอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “บทบาท หน้าที่ขององค์กรต่อการขับเคลื่อนนวัตกรรมไทยด้วยมาตรฐาน” เพื่อเชื่อมโยงงานวิจัยต้นน้ำถึงปลายน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ


 นอกจากนี้ ยังมีการบรรยายวิชาการในประเด็น “บัญชีนวัตกรรมไทยกับการสร้างโอกาสให้งานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์” โดย นายกฤตภาส คงรัตน์ ผู้จัดการงานส่งเสริมนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และการบรรยายเรื่อง “มาตรฐานผลิตภัณฑ์นวัตกรรมกับความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญา” โดย นางจิราภรณ์ เหลืองไพรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์ทรัพย์สินทางปัญญา มหาวิทยาลัยขอนแก่น
 การจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของประเทศไทยในการขับเคลื่อน “มาตรฐานและการรับรอง” ควบคู่กับการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อผลักดันให้ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมไทยมีมาตรฐานสากล สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงในเวทีการค้าทั้งในและต่างประเทศ สร้างความเชื่อมั่น เสริมศักยภาพการแข่งขัน และก้าวสู่เวทีการค้าโลกอย่างยั่งยืน

วันเสาร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2569

Rebalance ผู้นำด้านการฟื้นฟูระบบกล้ามเนื้อและกระดูก เปิดตัวแบรนด์แอมบาสเดอร์ ภายใต้แนวคิด “The Moment of Trust” ตอกย้ำมาตรฐานการฟื้นฟูที่คุณวางใจได้

Rebalance ผู้นำด้านการฟื้นฟูระบบกล้ามเนื้อและกระดูก เปิดตัวแบรนด์แอมบาสเดอร์ ภายใต้แนวคิด “The Moment of Trust” ตอกย้ำมาตรฐานการฟื้นฟูที่คุณวางใจได้

Rebalance (รีบาลานซ์) ผู้นำด้านการฟื้นฟูระบบกล้ามเนื้อและกระดูก จัดงานเปิดตัวแบรนด์แอมบาสเดอร์อย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิด “The Moment of Trust” เพื่อสะท้อนคุณค่าหลักขององค์กรที่ยึดมั่นในคำว่า “Trust” หรือความไว้วางใจ ในทุกขั้นตอนของการดูแลฟื้นฟูร่างกายแบบองค์รวม ณ ชั้น 5 ทิปโก้ ทาวเวอร์ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569

คุณฐานพงศ์ ธนาวิสิฐพล CEO Rebalance กล่าวว่า ในวันที่ผู้บริโภคมีทางเลือกมากมาย การตัดสินใจฝากร่างกายไว้กับใครสักคน ไม่ใช่เรื่องง่าย Rebalance (รีบาลานซ์)  จึงมุ่งสร้างมาตรฐานการฟื้นฟูที่พิสูจน์ได้จริง ผ่านแนวทางการรักษาแบบ Evidence-Based ผสานเทคนิคเฉพาะทางอย่าง EaseMotion ที่เน้นการปรับและขยับข้อต่ออย่างแม่นยำ เพื่อให้คุณขยับร่างกายได้โดยไม่ปวด และกลับมาใช้งานร่างกายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอีกครั้ง โดยแนวคิด “The Moment of Trust”เป็นการสื่อถึงช่วงเวลาสำคัญที่ผู้คนเลือกดูแลตัวเอง ก่อนอาการจะลุกลาม เพราะความไว้วางใจไม่ได้เกิดจากคำโฆษณา แต่เกิดจากผลลัพธ์ที่สัมผัสได้จริง

ภายในงาน ได้เปิดตัวโปรเจกต์ความร่วมมือใหม่กับ Dr. Wei Siang Yu ประธานกรรมการบริหาร (Executive Chairman) แห่ง Borderless Healthcare Group ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งจะเข้ามาร่วมสนับสนุนการนำ เทคโนโลยี AI มายกระดับการบริการด้านสุขภาพของ Rebalance และ ดร.จิตรกร ลากุล , CEO & Founder of White Unicorn Capital Gateway ผู้คร่ำหวอดในวงการธุรกิจและระดมทุน ที่จะเข้ามาร่วมแนะนำเส้นทางให้รีบาลานซ์ เติบโต เตรียมพร้อมเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ด้วยการวางเสาหลักของโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพ ซึ่งจะเป็นศูนย์สุขภาพแห่งอนาคต เพื่อให้ครอบคลุมคนทุกช่วงวัย และเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานอย่างเท่าเทียมกัน  


พร้อมเปิดตัวแบรนด์แอมบาสเดอร์ได้แก่ คุณทัศน์วรรณ เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา และคุณพิมพ์อัปสร เทียมเศวต และกิจกรรมพิเศษเกมตอบคำถามให้ผู้ร่วมงานได้สนุก ก่อนจบท้ายด้วยการประกาศผลรางวัลการประกวดแคมเปญ “REBALANCE EASEMOTION CHALLENGE” 

พร้อมจัดโปรโมชั่นพิเศษ “The Moment of Trust” กายภาพบำบัด 7 ขั้นตอน ในราคาเพียง 1,299 บาท จากราคาปกติ 4,000 บาท ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 มีนาคม 2569 สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 06-6526-4646 หรือ Line@reb9  


Rebalance ให้ความสำคัญกับ 3 มิติของ Trust ได้แก่

 • เชื่อใจในแบรนด์ ผ่านมาตรฐานทางคลินิกที่ชัดเจน

 • เชื่อใจผู้ให้การฟื้นฟู ด้วยทีมกายภาพบำบัดที่พัฒนาองค์ความรู้อย่างต่อเนื่อง

 • เชื่อใจและมั่นใจในการเคลื่อนไหวของผู้เข้ารับบริการเอง

Rebalance (รีบาลานซ์) มุ่งยกระดับวงการฟื้นฟูไทย สู่การเป็นมาตรฐานการรักษาที่ผู้คนเชื่อมั่นในระยะยาว ด้วยมาตรฐานการฟื้นฟูอาการปวดที่คุณวางใจได้ เพราะว่า “เราไม่ฝากร่างกายกับใครง่าย ๆ แต่เมื่อเลือกแล้ว เราเลือกสิ่งที่วางใจได้”


ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : 

Website : www.rebalance.co.th

Facebook : Rebalance Physiotherapy 

Instagram : rebalance.clinic 

Tiktok : rebalance_official

\





วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569

Vida คว้ารางวัล Best Selling Food Supplement – Glutathione จาก Watsons 8 ปีซ้อน ตอกย้ำความเชื่อมั่นผู้บริโภค พร้อมขยายสู่แบรนด์ Health & Wellness เต็มรูปแบบ

Vida คว้ารางวัล Best Selling Food Supplement – Glutathione จาก Watsons 8 ปีซ้อน ตอกย้ำความเชื่อมั่นผู้บริโภค พร้อมขยายสู่แบรนด์ Health & Wellness เต็มรูปแบบ


ความสำเร็จที่สะท้อนทั้งยอดขายและความไว้วางใจของผู้บริโภค พร้อมเดินหน้าขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์สุขภาพเพื่อตอบโจทย์การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม


แบรนด์ Vida (วีด้า) สร้างความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ด้วยการคว้ารางวัล Best Selling Food Supplement – Glutathione สุดยอดสินค้าขายดีประเภทผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกลูต้าไทโอนเพื่อผิวกระจ่างใส บนเวที Watsons Health Wellness and Beauty Awards 2026 (HWB Awards 2026) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเวทีประกาศรางวัลด้านสุขภาพและความงามที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในประเทศไทย
ความสำเร็จครั้งนี้นับเป็น ปีที่ 8 ติดต่อกัน ที่แบรนด์ Vida ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ ตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นมา สะท้อนถึงความนิยมของผลิตภัณฑ์และความไว้วางใจจากผู้บริโภคทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง
งาน Watsons Health Wellness and Beauty Awards จัดขึ้นเพื่อยกย่องผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพและความงามที่ได้รับความเชื่อมั่นจากผู้บริโภค โดยพิจารณาจาก ยอดขายจริงและเสียงตอบรับจากผู้บริโภค ทั้งในร้าน Watsons และช่องทาง Watsons Online ทำให้รางวัลดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในเครื่องยืนยันความสำเร็จของแบรนด์ในตลาดสุขภาพและความงามของไทย
ภายในงานได้รับเกียรติจาก คุณนวลพรรณ ชัยนาม Managing Director วัตสัน ประเทศไทย เป็นผู้มอบรางวัล 8 ปีแห่งความเชื่อมั่น สู่การเติบโตในมิติใหม่


คุณจีรณินทร์ เอื้ออารีมิตร
ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แมทเซ็นเตอร์ จำกัด ในนามตัวแทนแบรนด์ Vida กล่าวว่า
“การได้รับรางวัล Best Selling Food Supplement – Glutathione จาก Watsons ติดต่อกันเป็นปีที่ 8 ถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งสำหรับแบรนด์ Vida เพราะรางวัลนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อผลิตภัณฑ์ของเราอย่างแท้จริง
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เรามุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยมาตรฐานที่เข้มงวด ควบคู่กับการนำองค์ความรู้ด้านโภชนาการและนวัตกรรมมาสร้างสรรค์สินค้า เพื่อให้ตอบโจทย์การดูแลสุขภาพของผู้บริโภคในทุกช่วงชีวิต
ในปีนี้ Vida ได้ก้าวสู่การเป็น Health & Wellness Brand อย่างเต็มรูปแบบ เราไม่ได้มุ่งเน้นเพียงเรื่องความงามภายนอกเท่านั้น แต่ต้องการมีส่วนช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขภาพโดยรวมของผู้บริโภคไทยอย่างยั่งยืน”

ที่ผ่านมา Vida (วีด้า) เป็นที่รู้จักในฐานะแบรนด์อาหารเสริมที่โดดเด่นด้านการดูแลผิวกระจ่างใสและลดปัญหาสิว และได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เพื่อรองรับแนวโน้มผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น แบรนด์จึงได้ขยายวิสัยทัศน์สู่การเป็น Health & Wellness Brand อย่างเต็มรูปแบบ
เดินหน้าขยายไลน์สุขภาพ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่
ในช่วงปีที่ผ่านมา Vida ได้เปิดตัวและพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพหลากหลายประเภท เพื่อรองรับความต้องการที่แตกต่างของผู้บริโภค ได้แก่
• Vida CoQ10 ช่วยเสริมพลังงานระดับเซลล์และดูแลสุขภาพหัวใจ
• Vida Vit B Complex ช่วยบำรุงระบบประสาทและเพิ่มพลังงานในชีวิตประจำวัน
• Vida C-500 Complex Balance ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันและต้านอนุมูลอิสระ
• Vida Magnesium Bisglycinate Plus ช่วยสนับสนุนการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ
• Vida Night PharmaGABA ช่วยผ่อนคลายและส่งเสริมการนอนหลับ
• Vida Gluta Plus ช่วยดูแลผิวกระจ่างใสอย่างต่อเนื่อง
• Vida Apple Cider ช่วยสนับสนุนระบบเผาผลาญและการควบคุมน้ำหนัก
การขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวสะท้อนถึงทิศทางการเติบโตของแบรนด์ที่มุ่งเน้น การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Health) ไม่เพียงแค่ความงามภายนอก แต่ครอบคลุมถึงคุณภาพชีวิตโดยรวมของผู้บริโภค


ก้าวต่อไปของ Vida ในตลาดสุขภาพและไลฟ์สไตล์ยุคใหม่
ด้วยประสบการณ์และความสำเร็จตลอด 8 ปีที่ผ่านมา Vida ยังคงเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานการผลิต และขยายการเข้าถึงผู้บริโภคในทุกช่องทาง เพื่อตอบรับการเติบโตของ ตลาดสุขภาพและไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตแบบองค์รวมมากยิ่งขึ้น
การได้รับรางวัล Best Selling Food Supplement – Glutathione ติดต่อกัน 8 ปี จึงไม่เพียงสะท้อนถึงความสำเร็จของแบรนด์ในวันนี้ แต่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ Vida เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพอย่างต่อเนื่อง พร้อมขยายบทบาทสู่การเป็น Health & Wellness Brand ที่มุ่งดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคไทยในทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569

เชิดชูเกียรติ รางวัลหนังสั้นไทย รักษ์สิ่งแวดล้อม ได้รับรางวัลในระดับเอเชีย

เชิดชูเกียรติ รางวัลหนังสั้นไทย รักษ์สิ่งแวดล้อม ได้รับรางวัลในระดับเอเชีย
 
            วันอังคารที่ 3 มีนาคม 2569 ณ เดอะพุด องลิชการ์เด้น เวลา 16.30 น. เป็นต้นไป คณะกรรมาธิการศาสนาคุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา โดยร่วมกับ สมาคมคาทอลิกแห่งประเทศไทย การท่าเรือแห่งประเทศไทย และสื่อมวลชนคาทอลิกประเทศไทย จัดงาน “เชิดชูเกียรติ รางวัลหนังสั้น รักษ์สิ่งแวดล้อม” (Honoring The Environmental Stewardship Short Film Award) ในโอกาสที่หนังสั้นจากโครงการนวัตกรรมรักษ์โลก ได้รับรางวัลในระดับเอเชีย ในโครงการประกวด Laudato Si’ Short Film Contest จัดโดย Radio Veritas Asia
            
ดร.ศิรินา ปวโรฬารวิทยา อดีตรองประธานคณะกรรมาธิการ การศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา และเป็นผู้ริเริ่มแนวคิดและผลักดัน”โครงการนวัตกรรมรักษ์โลก” ในช่วงระหว่างปีพ.ศ.2562 ถึง พ.ศ.2567 ขณะดำรงตำแหน่งประธานฯ โดยได้ร่วมกับสมาคมคาทอลิกแห่งประเทศไทย และการท่าเรือแห่งประเทศไทย ได้กล่าวว่า “โครงการนี้ได้เริ่มขึ้นจากความตระหนักและเห็นความสำคัญของการปลูกฝังจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อันเป็นหน้าที่ร่วมกันของทุกภาคส่วนในการดูแลรักษาประเทศชาติและโลก” ดร.ศิรินา ยังกล่าวอีกว่า “เป็ฯการเปิดพื้นที่ให้กับเด็ก เยาวชนและประชาชน ร่วมถ่ายทอดความคิดผ่านทางสื่อหนังสั้น และมีความร่วมมือกันของภาคศาสนา ภาครัฐ และภาคสังคม ตลอดระยะเวลาของงานจัดกิจกรรมนี้จนถึงปัจจุบันเกิดผลงานอันทรงคุณค่ากว่า 1300 ชิ้นงาน “
       
   
  อาร์คบิชอปฟรังซิสเซเวียร์วีระ อาภรณ์รัตน์ ประธานสภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย ได้อธิบายถึงที่มาที่ไปของคำว่า Laudato Si’ อันเป็นชื่อของสมณสาส์นของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส ที่ว่าด้วยการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และเป็นชื่อของการจัดการประกวดในระดับเอเชีย โดยได้กล่าวว่า “สมณสาส์นนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเอกสารคำสอน แต่เป็นเสียงเรียก ที่เชิญชวนให้เราทุกคน หันกลับมาทบทวนความสัมพันธ์ของเรา กับพระผู้สร้าง กับเพื่อนมนุษย์ และกับโลกที่พระองค์ทรงสร้าง พระองค์ทรงบอกว่า โลกนี้คือ บ้านส่วนรวมของเรา การดูและสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่เพียงหน้าที่ต่อสิ่งแวดล้อม แต่เป็นหน้าที่ทางศีลธรรม เป็นเรื่องของจิตวิญญาณ มโนธรรม เป็นการแสดงออกถึงความรักต่อพระเจ้า ฝ่านทางการดูแลสิ่งสร้างของพระองค์”
           
 ในส่วนของผู้จัดคือ Radio Veritas Asia ซึ่งเป็นงานด้านสื่อมวลชนในสหพัน์สภาพระสังฆราชแห่งเอเชีย โดยมี บาทหลวง John Mi Chen ผู้อำนวยการฯ เลขาธิการงานด้านสื่อสารสังคมในสหพันธ์สภาพระสังฆราชแห่งเอเชีย ได้ให้เกียรติเป็นผู้นำรางวัลอันประกอบไปด้วยโลห์รางวัล ใบปรกาศเกียติคุณ และเงินรางวัล 1000 ดอลล่าร์ มามอบให้กับผู้ได้รับรางวัล คือ ครอบครัวพิค คุณอรุณกร คุณพัชราวดี ด.ช.เนโฮวา และด.ญ.เซเรโซ พิค ในผลงานที่ชื่อ “รัก = ลงมือทำ”(Love in Action”
            บาทหลวง John Mi Chen ได้กล่าว ถึงการตัดสินใจมอบรางวัลให้กับทีมผู้ได้รับรางวัลในวันนี้ว่า “เป็นผลงานที่ชัดเจนในการให้ความหมายและแบบอย่าง ในหนังสั้นเรื่องนี้ยังให้แนวทางการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมง่ายๆ ใกล้ตัว ภายในบ้าน ในครอบครัว งานมีความเป็นสากล ในบรรดาผู้ส่งงานเข้ามาประกวด จำนวน88 ชิ้นงานจากทั่วเอเซียก็ถือว่าทุกงานมีคุณค่าใกล้เคียงกัน เพราะจากเนื้อหาที่สอดแทรกในการนำเสนอ ล้วนมีหัวใจห่วงใยสิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น“
            หลังจากนั้นตัวแทนผู้ได้รับรางวัลได้กล่าวให้สัมภาษณ์ว่า “ ตอนแรกที่ได้รับรางวัลรู้สึกประหลาดใจ เพราะเป็นเรื่องที่ดูเรียบง่าย ส่วนไอเดียเบื้องหลังมาจาก เราควรดูแลบ้านของเราก่อน สิ่งใกล้ตัวและถึงจะไปสู่โลกของเราได้” ส่วนเด็กชายเนโฮวา ผู้รับบทนำในหนังสั้นที่ได้รับรางวัลได้ตอบคำถามว่า“การมารับบทนี้ทำให้เขาสนใจเรื่องการรักโลก และอยากชวนให้ทุกคนร่วมกันรักษ์โลกด้วย”
 
            ในช่วงท้ายของงานเชิดชูเกียรติ รางวัลหนังสั้น รักษ์สิ่งแวดล้อม นางเอมอร ศรีกงพาน ประธานคณะกรรมาธิการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา คนปัจจุบัน ได้ยืนยันหนักแน่นถึง การสานต่อพันธกิจรักษ์โลก ให้ดำเนินต่อไปในคณะกรรมาธิการ พร้อมยกระดับ และขยายผลให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ผ่านกลไกทางศาสนา วัฒนธรรมและเครือข่ายพลังเยาวชนทั่วประเทศ เพื่อให้รัฐสภา เป็นศูนย์กลางในการส่งต่อแรงบันดาลใจของ”วัฒนธรรมสีเขียว” เพื่อต่อยอดเมล็ดพันธ์แห่งความดีให้เกติบโตยั่งยืน ให้โลกและลูกหลานสืบไป
 
            คณะผู้จัดงานในวันนี้ ผู้มอบรางวัล ผู้รับรางวัล และแขกผู้มาร่วมงานกว่า 80 ท่าน ได้สัมผัสและได้ตระหนักถึงสิ่งแวดล้อม อันเป็นบ้านที่เราอาศัยร่วมกัน นอกจากแรงบันดาลใจที่ได้รับแล้ว ยังตระหนักถึงการแปรเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้เป็นวิถีชีวิต การกระทำ และเป็นความรักเพื่อร่วมกันดูแลโลกของเราให้งดงามต่อไป
            


Bangkok honors Catholic Association of Thailand as first prize winner of RVA Laudato Si’ short film contest

The Archdiocese of Bangkok honored the Catholic Association of Thailand and the Pik family for winning the first prize in the RVA-hosted Laudato Si’ Short Film Contest on March 3, 2026.
The Archdiocese of Bangkok held a ceremony at The Pud English Garden, eastern Bangkok, on March 3 to honor the Catholic Association of Thailand, which won first prize in the Laudato Si’ Short Film Contest organized by Radio Veritas Asia (RVA), recognizing its contribution to promoting ecological awareness through creative media.

Among those present at the event were Archbishop Francis Xavier Vira Arpondratana of Bangkok and president of the Catholic Bishops’ Conference of Thailand; Fr. John Mi Shen, Executive Secretary of the FABC Office of Social Communication and Program Director of Radio Veritas Asia; Dr. Sirina Pawarolarvithaya, former vice-chairperson of the Senate Committee on Religion, Morality, Ethics, Arts and Culture; and other Church and civic leaders.

The Catholic Association of Thailand’s short film, “Love in Action,” was declared the top winner in the RVA-hosted international contest commemorating the 10th anniversary of Laudato Si’, Pope Francis’ landmark encyclical on care for our common home. The winning entry received a cash prize of US$1,000, along with a certificate and trophy.

The contest, organized by RVA as part of its yearlong Laudato Si’ campaign, drew more than 80 entries from various communities and countries across Asia and beyond. Organizers described the strong participation as a concrete expression of commitment from filmmakers, families, and young communicators who used storytelling to highlight ecological responsibility.

The winners were first announced during an online ceremony on January 25.

The film “Love in Action” was directed and produced by the Pik family on behalf of the Catholic Association of Thailand, with Arunakorn Pik portraying the son, Nehowa Pik as the father, and Patcharawadee Pik as the mother. The short film centers on a simple family conversation about rising temperatures. What begins as a child’s question about the hot weather gradually unfolds into a reflection on environmental responsibility and the role of families in caring for creation.

In his address, Archbishop Francis Xavier Vira Arpondratana said the gathering was “not merely about presenting awards” but “a sign of hope.”

“It is a symbol that many people have not ignored the cry of the Earth, but have chosen to listen and respond with love and responsibility,” the archbishop said.

Quoting the message of Laudato Si’, he reminded participants that the Earth is “our common home,” not a possession to exploit, but a gift to protect and pass on.


“True change does not begin with policy; it begins with a change of heart,” he said. “When our hearts change, our actions change. And when many of our actions change, our world begins to change.”

Fr. John Mi Shen highlighted the importance of communication in promoting ecological conversion.

“Behind every film, there was a story. Behind every story, there was a voice. And behind every voice, there was hope,” he said.

Referring to the winning entry, he noted that “Love in Action” embodied the spirit of Laudato Si’.

“Ecological conversion does not always begin with major global conferences; sometimes it begins at the dining table, in daily life, in the questions of a child,” he said.

Fr. Mi Shen added that communicators in Asia are called not only to transmit information but to be “builders of awareness, storytellers of hope, and bridges of dialogue.”

During the ceremony, Dr. Sirina Pawarolarvithaya expressed pride in initiatives that link morality, ethics, and environmental stewardship. She said projects promoting conservation are “an important starting point for cultivating awareness and inspiration within society” and form “the essential foundation for sustainable national development.”

The event also featured recognition of the broader “World Conservation Innovation Project,” which has encouraged youth and public participation in environmental advocacy through creative media. Over the years, the initiative has received more than 1,300 submissions nationwide, demonstrating growing engagement in ecological issues.

Organizers said the ceremony underscored the role of families, youth, and Church institutions in advancing Pope Francis’ call to care for creation.

As Fr. Mi Shen concluded, the title of the winning film captured the Christian vocation itself: “Love for creation must become action. Love for humanity must become responsibility. Love for God must become care for our common home.”

กองทุน ววน. บพข.-สกสว.และมหาวิทยาลัยรามคำแหง ร่วมกับองค์กรสากล UN Tourism, The Travel Foundation ขยายผลการวิจัย Net Zero Tourism ในงาน ITB Berlin 2026

กองทุน ววน. บพข.-สกสว.และมหาวิทยาลัยรามคำแหง ร่วมกับองค์กรสากล UN Tourism, The Travel Foundation ขยายผลการวิจัย Net Zero Tourism ในงาน ITB Berlin 2026

องค์กรสากลด้านการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลกให้ความสำคัญกับแนวทางการดำเนินการวิจัยของนักวิชาการไทยที่ร่วมมือกับภาคเอกชนและหน่วยงานสำคัญของภาครัฐในการขยับฐานงาน Carbon Neutral Tourism: CNT มุ่งสู่ Net Zero Tourism Pathway เพื่อประกาศศักยภาพด้านการวิจัยชั้นนำของไทยเพื่อสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในเวทีโลกครั้งสำคัญในงาน ITB Berlin 2026 มหกรรมท่องเที่ยวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกผ่านการนำวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.)

โดย ผศ.สุภาวดี โพธิยะราช ที่ปรึกษา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สกสว. (ด้านการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน) และประธานคณะทำงานกลั่นกรอง แผนงานการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์กรมหาชน), รองศาสตราจารย์ ดร. ธรรมศักดิ์ ยีมิน  คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง หัวหน้าโครงการวิจัยการพัฒนาแนวทางแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นพื้นฐาน (Nature - based Solutions) เพื่อขับเคลื่อน Net Zero Tourism สนับสนุนโดย บพข. และโครงการ “Policy Advisory and Technical Support to enhance Thailand’s Coastal and Marine Biodiversity Conversation and Promote Synergies with Climate Change and Sustainable Tourism” สนับสนุนโดยองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทย, คุณนิพัทธ์พงษ์ ชวนชื่น อุปนายกสมาคมการค้าการท่องเที่ยวเครือข่ายเชิงนิเวศเอเชีย (AEN) และ Mr. Peter Richards สถาบันการท่องเที่ยวโดยชุมชนในฐานะนักวิจัย โครงการการยกระดับการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์สู่การปล่อยก๊าซเรือกระจกเป็นศูนย์ในระดับสากล ระยะที่ 2 ได้เข้าร่วมงาน ITB Berlin 2026 ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 60 ระหว่างวันที่ 3-5 มีนาคม 2569 ณ Berlin ExpoCenter City กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

การเข้าร่วม ITB Berlin 2026 ของนักวิชาการไทยครั้งนี้ เป็นการดำเนินการวิจัยภายใต้การสนับสนุนของกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม โดย สกสว. และ บพข. มุ่งเน้นการสร้างโอกาสด้านวิชาการโดยทีมงาน Thailand Together Net Zero Tourism: TNZT ได้นำผลงานเชิงวิชาการของ ววน. ตามแนวทางสากล อาทิ ระเบียบวิธี อบก., GSTC UN Tourism และ The Glasgow Declaration on Climate Action in Tourism มาร่วมแลกเปลี่ยนกับนานาประเทศชั้นนำที่สนใจเรื่องการท่องเที่ยวที่รองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ


ทั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนเพื่อต่อยอดผลการดำเนินงานในระดับต้นแบบของสากล อาทิ UN Tourism ให้ความสำคัญของการดำเนินงานต้นแบบของประเทศไทย ซึ่งจะเป็นโอกาสในการขยายผลไปยังประเทศอื่นๆที่สนใจ รวมทั้งเชิญชวนให้จัดตั้ง Working Group Climate Action Plan โดยในส่วนของ The Tourism Foundation ซึ่งได้ร่วมมือทำงานกับทีม Thailand Together Net Zero Tourism : TNZT ในพื้นที่เกาะสมุย ให้ความสนใจร่วมจัดทำ Tourism and Climate Summit ในเร็ว ๆ นี้

นอกจากนี้ ยังมีการโชว์เคส Thailand Best Practices Lesson Learned  in Development ที่กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) กระทรวงการต่างประเทศ คัดเลือกผลงานของกองทุน ววน. โดย สกสว.และ บพข. (แผนงานการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ) จำนวน 3 เรื่อง ในเวทีวิชาการ Seminar the best practices from Thailand , supporting tourism MSMEs and local community to deriver Carbon Neutral, Net Zero and Accessible Tourism ใน Hall 4.1 ของงาน ITB Berlin 2026  ประกอบด้วย
 1. Carbon Neutral Tourism พื้นที่ต้นแบบ คือ วิสาหกิจชุมชนเมืองเก่าภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต นำเสนอโดย ดร. ปาริชาต สุนทรารักษ์ อุปนานายกสมาคมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย TEATA 
 2. Net Zero Tourism Pathway พื้นที่ต้นแบบ คือ ที่พักขนาดเล็ก ประเภท Eco Lodge ฮาร์โมนี่@ ห้วยลาน จังหวัดเชียงใหม่ นำเสนอโดย คุณเปรมฤทัย โตเสริมกิจ ผู้ก่อตั้งและผู้จัดการฮาร์โมนี่@ห้วยลาน 
 3. Accessible Tourism พื้นที่ต้นแบบ คือ การท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นำเสนอโดย คุณนิธิ สืบพงษ์สังข์ นายกสมาคมไทยท่องเที่ยวเพื่อความทั่วถึงและเท่าเทียม (สททท.) 


วันพุธที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569

“พรพิมล มั่นฤทัย” หวนคืนจอใหญ่ในรอบ 30 ปี ปั้นโปรเจกต์แอ็คชั่นฟอร์มยักษ์ “ล่าคืนร่าง” ดึง “เคน ภูภูมิ” ประกบ “กชเบล” พร้อมนักแสดงอินเตอร์ร่วมทัพ

“พรพิมล มั่นฤทัย” หวนคืนจอใหญ่ในรอบ 30 ปี ปั้นโปรเจกต์แอ็คชั่นฟอร์มยักษ์ “ล่าคืนร่าง” ดึง “เคน ภูภูมิ” ประกบ “กชเบล” พร้อมนักแสดงอินเตอร์ร่วมทัพ


วงการภาพยนตร์ไทยคึกคักอีกครั้ง เมื่อผู้สร้างหญิงแกร่งแห่งค่ายโคลีเซี่ยมฟิล์ม พรพิมล มั่นฤทัย ประกาศหวนคืนสู่จอภาพยนตร์ในรอบกว่า 30 ปี กับโปรเจกต์แอ็คชั่นฟอร์มใหญ่เรื่อง “ล่าคืนร่าง” หลังจากฝากผลงานภาพยนตร์ระดับตำนานไว้กับเรื่อง “ตะวันเพลิง” ก่อนจะหันไปสร้างละครโทรทัศน์เรตติ้งสูงให้กับช่อง 7 มายาวนานกว่า 25 ปี

การกลับมาครั้งนี้ พรพิมลจับมือร่วมทุนกับพระเอกและผู้กำกับคนดัง บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ เด็กปั้นในอดีต เพื่อสร้างภาพยนตร์แอ็คชั่น–ทริลเลอร์เข้มข้นแนวไล่ล่าสุดระทึก ระหว่างมนุษย์และสัตว์ ที่ต้องต่อสู้เพื่อชิงชีวิตและเอาตัวรอด ภายใต้ชื่อบริษัท โคลีเซี่ยม เม่าท์เท่น อาร์ต จำกัด ร่วมกับ บิณฑ์ บูม บิซิเนส จำกัด โดยได้ผู้กำกับมือเก๋า ธนิตย์ จิตนุกูล มารับหน้าที่โปรดิวเซอร์



ด้านทีมนักแสดงถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ เมื่อได้พระเอกชื่อดัง เคน–ภูภูมิ พงศ์ภาณุ มาประกบคู่กับนางเอกนางงามกระแสแรง กชเบล–ศรัณย์รัชต์ เผือกพิพัฒน์ เป็นครั้งแรกบนจอภาพยนตร์ พร้อมเสริมทัพด้วยนักแสดงรุ่นใหม่ที่น่าจับตา แดเนียล สร้อยฟ้า พระเอกลูกครึ่งจากสวิตเซอร์แลนด์ และ อลิศ–ธนัชศลักษณ์ ฮัดสัน นักร้องสาวเสียงดีที่ก้าวขึ้นสู่จอเงินเป็นครั้งแรก


นอกจากนี้ยังมีนักแสดงฝีมือคุณภาพร่วมสร้างสีสัน อาทิ หมู–สมภพ เบญจาธิกุล, ปราปต์ปฎล สุวรรณบาง, ก้อย–วาสนา สิทธิเวช และ อ้อย–จิระวดี อิศรางกูร ณ อยุธยา มาร่วมแสดงในบทบาทพิเศษ
ล่าสุดภาพยนตร์ “ล่าคืนร่าง” ได้จัดพิธีบวงสรวงเปิดกล้องอย่างเป็นทางการไปแล้ว เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ณ วัดจักรวรรดิราชาวาส มหาวรวิหาร (วัดสามปลื้ม) เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักของทีมผู้สร้างและนักแสดง


แฟนภาพยนตร์เตรียมสัมผัสความมันส์ของภาพยนตร์แอ็คชั่นไทยฟอร์มใหญ่ ที่ผสานความระทึกและดราม่าเข้มข้นใน “ล่าคืนร่าง” ซึ่งมีกำหนดเข้าฉายทั่วประเทศช่วงปลายปี 2569 อย่างแน่นอน

สสว. แถลงข่าวเปิดตัวโครงการ “Empowering SME ไทยก้าวสู่อนาคต” ปีแรก ผนึกกําลังเสริมศักยภาพ ผู้ประกอบการดาวรุ่ง ยกระดับจาก M สู่ L มุ่งเป้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลและนวัตกรรมสีเขียวสู่ตลาดโลก

สสว. แถลงข่าวเปิดตัวโครงการ “Empowering SME ไทยก้าวสู่อนาคต” ปีแรก ผนึกกําลังเสริมศักยภาพ ผู้ประกอบการดาวรุ่ง ยกระดับจาก M สู่ L มุ่งเป้าขับ...