วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

“4 เมืองเหนือไต้หวัน มหัศจรรย์ไม่รู้จบ”บุกกรุงเทพ!ผู้บริหารการท่องเที่ยวร่วมมือโปรโมตเสน่ห์ไต้หวันตอนเหนือ เดินหน้ากระชับความสัมพันธ์การท่องเที่ยวไทย-ไต้หวัน

“4 เมืองเหนือไต้หวัน มหัศจรรย์ไม่รู้จบ”บุกกรุงเทพ!ผู้บริหารการท่องเที่ยวร่วมมือโปรโมตเสน่ห์ไต้หวันตอนเหนือ เดินหน้ากระชับความสัมพันธ์การท่องเที่ยวไทย-ไต้หวัน

เพื่อหยั่งลึกในตลาดการท่องเที่ยวไทย และทำให้การท่องเที่ยวภาคเหนือไต้หวันได้มีความโดดเด่นขึ้น คณะจากนครไทเป นิวไทเป จีหลงและเถาหยวน จัดงานกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว 4 เมืองภาคเหนือไต้หวันและประเทศไทย ประจำปี 2026 เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม โดยสมาคมแนะนำการท่องเที่ยวและสื่อมวลชน ได้นำเสนอเสน่ห์ของเมืองทางเหนือของไต้หวัน ให้แก่สื่อทางประเทศไทย ผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ประกอบกับอุปกรณ์เชิงปฏิสัมพันธ์ และรถตุ๊กโฆษณาธีมท่องเที่ยวภาคเหนือไต้หวัน 20 คัน ซึ่งขับขี่ไปตามตรอกซอกซอยต่างๆในกรุงเทพมหานคร เพื่อส่งภาพพจน์ทางท่องเที่ยวท่ามชีวิตประจำวันของชาวกรุง 

งานส่งเสริมการท่องเที่ยวในครั้งนี้สามารถดึงดูดผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวในท้องถิ่นของไทยกว่า 60  ราย และตัวแทนจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของ 4 เมืองภาคเหนือไต้หวันอีกกว่า 40 รายมาเข้าร่วมงาน นอกจากกลุ่มเมืองจีหลง-นิวไทเป-ไทเป-เถาหยวน จะได้ร่วมนำเสนอไฮไลต์ทางการท่องเที่ยว อันเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละเมืองแล้ว ยังได้แนะนำเทศกาลท่องเที่ยวสุดยิ่งใหญ่ที่จะจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลังนี้ รวมถึงเทศกาลเฉลิมฉลอง กิจกรรมสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่น และเทศกาลท่องเที่ยวตามฤดูกาล โดยมุ่งเน้นการใช้เทศกาลท่องเที่ยว เพื่อเป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงเอกลักษณ์ของแต่ละเมือง เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงเสน่ห์ของไต้หวันตอนเหนือ ที่เที่ยวได้ตลอดทั้งปีและมีไฮไลต์ให้ค้นหาในทุกพื้นที่ ซึ่งช่วยจุดประกายไอเดียและเพิ่มทางเลือกใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการท่องเที่ยวชาวไทยในการนำไปออกแบบโปรแกรมท่องเที่ยว นอกจากนี้ ภายในงานยังได้รับเกียรติจากอินฟลูเอนเซอร์สายท่องเที่ยวชื่อดังของไทยอย่าง "Ratto" และ "Mim Like This" มาร่วมแชร์ประสบการณ์ตรงจากการเดินทางท่องเที่ยวใน 4 เมืองภาคเหนือของไต้หวัน โดยถ่ายทอดเรื่องราวผ่านมุมมองส่วนตัว ตั้งแต่การตะลุยชิมของอร่อย การเดินเล่นชมเมือง ไปจนถึงการท่องเที่ยวธรรมชาติและร่วมกิจกรรมสุดพิเศษ ซึ่งการบอกเล่าจากประสบการณ์จริงในครั้งนี้ ช่วยให้ผู้ร่วมงานได้เห็นภาพรวมการท่องเที่ยวที่หลากหลายและมีสีสันของไต้หวันตอนเหนืออย่างชัดเจน พร้อมทั้งช่วยกระตุ้นความต้องการที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวในเมืองไต้หวัน

นายอวี๋ เสียง ผู้อำนวยการสำนักท่องเที่ยวและประชาสัมพันธ์กรุงไทเป ได้เปิดเผยว่า ไทเปและกรุงเทพฯ ต่างเป็นเมืองระดับสากลที่เปี่ยมด้วยความมีชีวิตชีวาและสร้างสรรค์ การเดินทางระหว่างก็สะดวกสบายโดยใช้เวลาในการบินไม่ถึง 4 ชั่วโมง ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวชาวไทยเลือกเดินทางมาท่องเที่ยวในกรุงไทเปทั้งด้วยตัวเอง และเดินทางพร้อมครอบครัวเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง กรุงไทเปโดดเด่นด้วยการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมดั้งเดิม และแฟชั่นที่ทันสมัยอย่างลงตัว ไม่เพียงแต่มีสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ เช่น ย่านต้าเต้าเฉิง และวัดหลงซานเท่านั้น แต่ยังมีแลนด์มาร์กสำหรับไลฟ์สไตล์คนเมืองอย่างย่านช้อปปิ้งซิ่นอี้ และตึกไทเป 101  นอกจากนี้ ไทเปยังขึ้นชื่อในเรื่องความหลากหลายของอาหาร ตั้งแต่สตรีทฟู้ดในตลาดกลางคืนไปจนถึงภัตตาคารระดับมิชลินสตาร์ นายอวี๋ เสียง กล่าวเพิ่มเติมว่า กรุงไทเปมีกิจกรรมและเทศกาลท่องเที่ยวตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็น เทศกาลโคมไฟไทเป เทศกาลฤดูร้อนต้าเต้าเฉิง  เทศกาลเทรนด์และดนตรีไทเป และงานเคาท์ดาวน์ปีใหม่อันยิ่งใหญ่ตระการตา ดังนั้น ไม่ว่าจะมาเยือนไทเปในช่วงเวลาใด นักท่องเที่ยวก็สามารถสัมผัสได้ถึงทัศนียภาพของเมืองและเสน่ห์ของเทศกาลต่างๆในแต่ละช่วงเวลา จึงขอเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางมาสัมผัสวิถีชีวิต ค้นพบเสน่ห์ทางวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวตามตรอกซอกซอยต่างๆ ของกรุงไทเป 

สำนักท่องเที่ยวและประชาสัมพันธ์กรุงไทเป เปิดเผยว่า นอกจากการจัดงานส่งเสริมการท่องเที่ยวและงานแถลงข่าวในครั้งนี้แล้ว ทั้ง 4 เมืองยังได้ร่วมกันเนรมิตพื้นที่ให้กับนวัตกรรมศิลปะจัดวางเชิงปฏิสัมพันธ์แบบpop-up ขึ้น ณ เซ็นทรัลเวิลด์  ศูนย์การค้าแลนด์มาร์กใจกลางกรุงเทพฯ ซึ่งบรรยากาศในงานเป็นไปอย่างคึกคักและมีผู้ให้ความสนใจเข้าร่วมงานอย่างล้นหลาม โดยในวันที่ 2–3 กรกฎาคมนี้ ผู้ร่วมงานสามารถร่วมสนุกได้ง่ายๆ เพียงถ่ายภาพคู่กับกำแพงเช็กอิน ในธีมของทั้ง 4 เมือง พร้อมอัปโหลดรูปภาพลงบนโซเชียลมีเดียและติดแฮชแท็ก #FantasticNorthernTaiwan ก็จะได้รับสิทธิ์ร่วมลุ้นรางวัลจากตู้ไข่กาชาปอง ซึ่งภายในมีทั้งของที่ระลึกสุดน่ารักแนวครีเอทีฟจำนวนจำกัด รวมถึงของขวัญสุดพิเศษ ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละเมือง ที่ส่งตรงจากใจของท่านผู้บริหารการท่องเที่ยวทั้ง 4 เมือง เพื่อส่งมอบเสน่ห์อันน่าประทับใจของไต้หวันตอนเหนือให้แก่ชาวไทยผ่านกิจกรรมสุดสนุกในครั้งนี้ ยิ่งไปกว่านั้น ทั้ง 4 เมืองยังได้จับมือกันจัดแคมเปญโฆษณาเคลื่อนที่สุดสร้างสรรค โดยนำรถตุ๊กตุ๊ก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์การเดินทางที่มีชื่อเสียงของไทยจำนวน 20 คัน มาตกแต่งด้วยลวดลายกราฟิกสดใสบรรยายเรื่องราวของสถานที่ท่องเที่ยวไฮไลต์ในกลุ่มเมืองจีหลง-นิวไทเป-ไทเป-เถาหยวน โดยรถตุ๊กตุ๊กเหล่านี้จะออกวิ่งอวดสายตาชาวกรุงทั่วท้องถนนกรุงเทพ ตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 30 กรกฎาคมนี้ เพื่อหลอมรวมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไต้หวันให้เข้ากับวิถีชีวิตประจำวันของคนท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด 

เพื่อสร้างความร่วมมือและยกระดับการแลกเปลี่ยนด้านการท่องเที่ยวระหว่าง 4 เมืองภาคเหนือไต้หวันและประเทศไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ในการเดินทางเยือนครั้งนี้ทางคณะยังได้เข้าพบสมาคมไทยบริการท่องเที่ยวและหน่วยงานสำคัญในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย เพื่อร่วมหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ อาทิ กลยุทธ์การประชาสัมพันธ์ เทรนด์ พฤติกรรมและความต้องการของนักเดินทาง รวมถึงมาตรการสนับสนุนการท่องเที่ยวต่างๆ ซึ่งการพบปะในครั้งนี้ช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น พร้อมทั้งวางรากฐานอันมั่นคงเพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือและการท่องเที่ยวทั้งสองประเทศในระยะยาว ทั้งนี้ 4 เมืองภาคเหนือของไต้หวันมีเครือข่ายระบบคมนาคมที่สะดวกรวดเร็ว ทำให้สามารถเชื่อมโยงทรัพยากรทางการท่องเที่ยวที่หลากหลาย ตั้งแต่ความทันสมัยของไลฟ์สไตล์คนเมือง ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า ทัศนียภาพอันงดงามของอ่าวและท่าเรือ ธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ของขุนเขาและท้องทะเล ตลอดจนอาหารเลิศรสที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งจะช่วยให้นักท่องเที่ยวสามารถออกเดินทางสำรวจความมหัศจรรย์รอบด้านของไต้หวันตอนเหนือได้อย่างสะดวกสบายและง่ายดายยิ่งขึ้นขอเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางมาสัมผัสด้วยตนเอง เพื่อร่วมค้นพบเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ภายใต้แนวคิด "4 เมืองเหนือไต้หวัน มหัศจรรย์ไม่รู้จบ"

“ล่าม The Thai Interpreter” จากแรงบันดาลใจของชีวิตจริง สู่หนังสือ บทเพลง และภาพยนตร์

"เมื่อคำพูดกลายเป็นกำแพง ล่ามจึงกลายเป็นสะพาน" เปิดตัวภาพยนตร์สร้างจากเรื่องจริง "ล่าม (LAAM : The Thai Interpreter)" เตรียมเข้าฉาย 12 สิงหาคมนี้



เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับภาพยนตร์สร้างจากเรื่องจริง "ล่าม (LAAM : The Thai Interpreter)" ภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตและการต่อสู้ของ เบญจวรรณ ภูมิแสน หรือ "ครูเอ๋" ล่ามไทยผู้ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้กับคนไทยและแรงงานไทยในประเทศสหรัฐอเมริกามาอย่างยาวนาน ภายใต้แนวคิดที่ว่า "เมื่อคำพูดกลายเป็นกำแพง ล่ามจึงกลายเป็นสะพาน" สะท้อนบทบาทของล่ามที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแปลภาษา แต่ยังเป็นผู้แปลความหวัง ความรู้สึก และช่วยนำพาผู้คนไปสู่ความยุติธรรมและโอกาสในชีวิต



การแถลงข่าวเปิดตัวภาพยนตร์ครั้งนี้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ The Bazaar Hotel Bangkok โดยได้รับเกียรติจาก วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมด้วย อรุณศักดิ์ อ่อนละออ ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ ร่วมเปิดตัวโปรเจกต์สำคัญที่ถูกจับตามองในวงการภาพยนตร์ไทยประจำปี 2569


บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่นและได้รับเกียรติจากบุคคลในแวดวงบันเทิงร่วมแสดงความยินดีอย่างคับคั่ง อาทิ ฤทธิ์ ลือชา, ไอศูรย์ ไมดาน หรือ "เล็ก ไอศูรย์" รวมถึง จอห์น นูโว ที่มาร่วมเป็นสักขีพยานและร่วมส่งกำลังใจให้กับทีมผู้สร้างภาพยนตร์ในครั้งนี้




นอกจากการเปิดตัวภาพยนตร์แล้ว ภายในงานยังมีการเปิดตัวหนังสือ "ล่าม The Thai Interpreter : เบญจวรรณ ภูมิแสน เสียงในโลกต่างภาษา" ผลงานการเขียนของ นิธินันท์ ออแสงวัตน์ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของเรื่องราวทั้งหมด ก่อนจะถูกต่อยอดสู่บทเพลงและภาพยนตร์ เพื่อส่งต่อเรื่องราวแห่งแรงบันดาลใจให้เข้าถึงผู้คนในวงกว้างมากยิ่งขึ้น



หนังสือดังกล่าวจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ปาปาอินดี้ ภายใต้ความร่วมมือของ "FLIXFE Co., Ltd." (https://reference-url-citation.invalid/8), THE UNBOUND VOICE Co., Ltd. และ Film Works TUV Co., Ltd. ร่วมกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ในการผลักดันโครงการนี้ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในรูปแบบหนังสือ บทเพลง และภาพยนตร์ เพื่อบันทึกเรื่องราวชีวิตจริงของผู้หญิงไทยคนหนึ่งที่ใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้คนจำนวนมาก



สำหรับภาพยนตร์ "ล่าม (LAAM : The Thai Interpreter)" มีกำหนดเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศในวันที่ 12 สิงหาคม 2569 และนับเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ไทยที่น่าจับตามอง ด้วยเนื้อหาที่สร้างจากเรื่องจริง ถ่ายทอดทั้งความหวัง ความเสียสละ และพลังของการสื่อสารที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนได้อย่างแท้จริง


วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569

พนักงานสอบสวนประสานกองพิสูจน์หลักฐานลงพื้นที่ตรวจห้องชุด หลังผู้ซื้อทรัพย์จากกรมบังคับคดีร้องถูกถอดอุปกรณ์ประจำห้องหลายรายการ

พนักงานสอบสวนประสานกองพิสูจน์หลักฐานลงพื้นที่ตรวจห้องชุด หลังผู้ซื้อทรัพย์จากกรมบังคับคดีร้องถูกถอดอุปกรณ์ประจำห้องหลายรายการ


กรุงเทพมหานคร : เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ พร้อมเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบห้องชุดภายในโครงการคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งย่านสุขุมวิท 40 ตามคำร้องของผู้เสียหาย ซึ่งเป็นผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี หลังเข้าแจ้งความว่าพบอุปกรณ์ที่ติดตั้งประจำห้องหลายรายการถูกถอดและขนย้ายออกไป



การเข้าตรวจสอบในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตรวจสภาพสถานที่เกิดเหตุอย่างละเอียด พร้อมเก็บรวบรวมพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ตรวจสอบร่องรอยการรื้อถอน การตัดสายไฟ การตัดท่อน้ำยาเครื่องปรับอากาศ ร่องรอยการถอดอุปกรณ์ที่ติดตั้งอยู่กับห้อง ตลอดจนบันทึกสภาพความเสียหายทั้งหมด เพื่อใช้ประกอบสำนวนคดีและเป็นพยานหลักฐานในการดำเนินคดีตามกฎหมาย


ก่อนหน้านี้ ผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ โดยระบุว่าภายหลังได้รับสิทธิในห้องชุดจากการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี และเข้าตรวจรับห้อง พบว่าอุปกรณ์สำคัญที่ติดตั้งใช้งานประจำกับห้องได้สูญหายหลายรายการ ได้แก่ เครื่องปรับอากาศ 2 เครื่อง เครื่องทำน้ำอุ่น เตาแม่เหล็กไฟฟ้าแบบบิลต์อิน เครื่องดูดควัน ม่านจีบ กระจกกั้นห้องอาบน้ำ สายไฟ ท่อน้ำยาแอร์ และอุปกรณ์ประกอบอื่นๆ รวมถึงทรัพย์สินที่อาจตรวจพบเพิ่มเติมจากการตรวจสอบ


ผู้เสียหายระบุว่า ได้ร้องขอให้พนักงานสอบสวนประสานกองพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ เพื่อพิสูจน์ร่องรอยการรื้อถอนและรวบรวมพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ รวมถึงขอให้ตรวจสอบกล้องวงจรปิด บันทึกการเข้าออกอาคาร รายชื่อผู้รับเหมา และเอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ติดตามเส้นทางของทรัพย์สินและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการขนย้ายทรัพย์ดังกล่าว

ทั้งนี้ คดีอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานและรอผลการตรวจพิสูจน์จากกองพิสูจน์หลักฐาน ซึ่งผลการตรวจจะเป็นพยานหลักฐานสำคัญประกอบการพิจารณาของพนักงานสอบสวน หากพบว่ามีการกระทำความผิดตามกฎหมาย จะมีการดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคนตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป

เบดร็อค อนาไลติกส์ ปักหมุดหาดใหญ่ จัดเวทีสัมมนาชู 'เทคโนโลยีจัดการภัยพิบัติ' ติดอาวุธท้องถิ่นรับมือวิกฤติภัยธรรมชาติครบวงจร

เบดร็อค อนาไลติกส์ ปักหมุดหาดใหญ่ จัดเวทีสัมมนาชู 'เทคโนโลยีจัดการภัยพิบัติ' ติดอาวุธท้องถิ่นรับมือวิกฤติภัยธรรมชาติครบวงจร

ภัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงและคาดเดาได้ยากขึ้นในทุก ๆ ปี นับเป็นโจทย์ท้าทายสำคัญขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการเตรียมรับมือและดูแลความปลอดภัยของประชาชน

บริษัท เบดร็อค อนาไลติกส์ จำกัด หรือ เบดร็อค อนาไลติกส์ (Bedrock Analytics) ผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดการข้อมูลประกอบกับการให้บริการแพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์ และข้อมูลเชิงพื้นที่ (Location Intelligence) หนึ่งในกลุ่ม บริษัท เอไอ แอนด์ โรโบติกส์ เวนเจอร์ส จำกัด หรือ เออาร์วี (ARV) ได้เดินหน้าจัดงานสัมมนาใหญ่ในหัวข้อ "สร้างท้องถิ่นที่พร้อมรับมือทุกภัยพิบัติด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี" ณ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เพิ่งประสบเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ เมื่อปลายปี 2568 ที่ผ่านมา


การสัมมนาครั้งนี้มุ่งเปิดเวทีแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ระดับนโยบาย พร้อมทั้งถ่ายทอดแนวทางปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ในการนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์ต่าง ๆ เพื่อให้ผู้นำท้องถิ่นสามารถนำไปประยุกต์ใช้อย่างเป็นรูปธรรม

เวทีสัมมนาครั้งนี้ อัดแน่นด้วยเนื้อหา 4 หัวข้อหลัก ที่ไล่เรียงมิติการบริหารจัดการตั้งแต่ภาพใหญ่ ระดับนโยบายไปจนถึงระดับปฏิบัติการ

เริ่มต้นจากการเจาะลึกแนวคิดการออกแบบเมืองยืดหยุ่น (Resilient City) เพื่อหาทางรอดให้ท้องถิ่น โดย รศ.ดร. พนิต ภู่จินดา จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย การปรับวิธีคิด (Mindset) สู่การรับมืออย่างยั่งยืน โดย ผศ.ดร. สิตางศุ์ พิลัยหล้า จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ การถอดบทเรียนจากประสบการณ์จริงของเทศบาลนครยะลา โดยคุณพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา และปิดท้ายด้วยการนำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการบริหารจัดการภัยพิบัติ จาก เบดร็อค อนาไลติกส์ โดย คุณสมพัสตร์ สุวพิศ และ ดร.จักรพันธ์ จุลละโพธิ

คุณสมพัสตร์ สุวพิศ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เบดร็อค อนาไลติกส์ จำกัด เปิดเผยว่า "ที่ผ่านมา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายแห่งมีข้อจำกัดด้านเครื่องมือและการบูรณาการข้อมูล ส่งผลให้การรับมือภัยพิบัติ สามารถทำได้เพียงรอตั้งรับเท่านั้น เบดร็อค อนาไลติกส์ จึงพัฒนา 'Disaster Management Platform' หรือ โซลูชันบริหาร จัดการภัยพิบัติอัจฉริยะแบบครบวงจรสำหรับท้องถิ่น เพื่อเข้ามาแก้ปัญหาดังกล่าว โดยบูรณาการเทคโนโลยีศูนย์บัญชาการ (War Room) อุปกรณ์ไอโอที (IoT) และระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support System) เข้าด้วยกัน ช่วยให้ผู้นำท้องถิ่นประเมินภาพรวมของวิกฤตได้ล่วงหน้า ตลอดจนตัดสินใจรับมือสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ"

จุดเด่นของ 'Disaster Management Platform' โซลูชันบริหารจัดการภัยพิบัติอัจฉริยะครบวงจรสำหรับท้องถิ่น คือการออกแบบระบบที่ครอบคลุมการรับมือภัยพิบัติในทุกมิติ ได้แก่

● คาดการณ์และวางแผนรับมือก่อนเกิดเหตุ: ระบบจะรวบรวมข้อมูลแบบเรียลไทม์จากอุปกรณ์เซนเซอร์ IoT และกล้องวงจรปิด (CCTV) มาประมวลผลร่วมกับแบบจำลองพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม เพื่อคาดการณ์ทิศทางของ มวลน้ำได้อย่างแม่นยำ พร้อมทั้งมีระบบแจ้งเตือนภัยที่สามารถส่งข้อความแจ้งสถานการณ์ตรงถึงประชาชน ในพื้นที่เสี่ยงผ่านทาง SMS และ LINE OA ได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที
● ระยะรับมือและป้องกันขณะเกิดภัยพิบัติ: ระบบจะประมวลผลหาเส้นทางที่เหมาะสมที่สุด เพื่อจัดส่งทีมแพทย์และกระจายทรัพยากรเข้าช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางตลอดจนผู้ป่วยติดเตียง พร้อมทั้งเฝ้าระวังระดับน้ำ ซึ่งสามารถสั่งการทำงานของเครื่องสูบน้ำหรือเปิดปิดประตูระบายน้ำได้ทันที
● ระยะฟื้นฟูหลังภัยพิบัติ: ระบบจะช่วยวางแผนจัดสรรทรัพยากรเพื่อเยียวยาผู้ประสบภัยอย่างแม่นยำ พร้อมแสดงข้อมูลสรุปความเสียหายทั้งต่อชีวิตและโครงสร้างพื้นฐานผ่านหน้าจอแสดงผล (Dashboard) เพื่อเป็นแนวทางประกอบการฟื้นฟูพื้นที่ ตลอดจนนำข้อมูลทั้งหมดมาถอดบทเรียนเพื่อยกระดับแผนรับมือภัยพิบัติในอนาคต
ทั้งนี้ภายในงานสัมมนาดังกล่าว เบดร็อค อนาไลติกส์ ยังได้จัดเตรียมบูธสาธิตเทคโนโลยี เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสการทำงานจริงของ Disaster Management Platform อย่างใกล้ชิด ซึ่งตอกย้ำถึงความตั้งใจในการขับเคลื่อนการทำงานของท้องถิ่นยุคใหม่  

โดย ดร.จักรพันธ์ จุลละโพธิ ผู้อำนวยการฝ่ายการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ บริษัท เบดร็อค อนาไลติกส์ จำกัด กล่าวทิ้งท้ายว่า "เป้าหมายสูงสุดของเราคือการยกระดับการทำงานของท้องถิ่น จากการตั้งรับสู่การบริหารจัดการเชิงรุก เพื่อรับมือกับวิกฤตธรรมชาติที่มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น Digital twin ที่ควบรวมเทคโนโลยี ข้อมูล และแบบจำลองเข้าด้วยกัน จะนำไปสู่การสร้างระบบสนับสนุนการตัดสินใจ ที่เป็นรากฐานสำคัญในการปกป้องชีวิต ลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ตลอดจนฟื้นตัวจากภัยพิบัติได้อย่างรวดเร็วและยั่งยืน"

สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานที่สนใจยกระดับการบริหารจัดการภัยพิบัติและการพัฒนาเมืองอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและติดต่อขอรับคำปรึกษาจากทีมผู้เชี่ยวชาญของ เบดร็อค อนาไลติกส์ ได้ที่ https://bedrockanalytics.ai/th#contact-us

 

ศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโลหะ (MIRDC) เดินหน้ายกระดับความร่วมมือกับสมาคมศัลยกรรมและเวชศาสตร์เพื่อการเสริมสวยประเทศไทย (TACS) ร่วมกันเปิดพื้นที่และสร้างโอกาสใหม่ให้กับอุตสาหกรรมเวชศาสตร์ความงามไต้หวัน–ไทย เพื่อผลักดันผู้ประกอบการไต้หวันขยายตลาดเข้าสู่อาเซียน

ศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโลหะ (MIRDC) เดินหน้ายกระดับความร่วมมือกับสมาคมศัลยกรรมและเวชศาสตร์เพื่อการเสริมสวยประเทศไทย (TACS) ร่วมกันเปิดพื้นที่และสร้างโอกาสใหม่ให้กับอุตสาหกรรมเวชศาสตร์ความงามไต้หวัน–ไทย เพื่อผลักดันผู้ประกอบการไต้หวันขยายตลาดเข้าสู่อาเซียน


เพื่อสนับสนุนและผลักดันการขยายตัวของอุตสาหกรรมเวชศาสตร์ความงามและการดูแลสุขภาพของไต้หวันเข้าสู่ตลาดสากล ศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโลหะ (Metal Industries Research & Development Centre, MIRDC) และ สมาคมศัลยกรรมและเวชศาสตร์เพื่อการเสริมสวยประเทศไทย (The Association of Thai Cosmetic and Aesthetic Surgery, TACS) ได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 โดยมี Vision Thai ทำหน้าทีเป็นผู้ดำเนินงานและ พันธมิตรด้านสือ ภายในพิธี คุณอู่ เวยหง (Mr. Wei-Hung Wu) รองประธานกรรมการศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโลหะ (MIRDC) เป็นผู้แทนลงนามร่วมกับ นายแพทย์ธนวรรฒน์ โชติมา นายกสมาคมศัลยกรรมและเวชศาสตร์เพื่อการเสริมสวยประเทศไทย (TACS) โอกาสนี้ได้รับเกียรติจากคุณปีเตอร์ หลัน (Ambassador Peter Sha-li Lan) ผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย ร่วมเป็นสักขีพยานในอีกหนึ่งก้าวสำคัญของความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมเวชศาสตร์ความงามระหว่างไต้หวันและไทย ถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของการสร้างเครือข่ายพันธมิตรในระยะยาวอย่างเป็นทางการ


ในอนาคต ทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าหมายในการสร้างกลไกความร่วมมือที่มั่นคงและยั่งยืน ครอบคลุมทั้งการแลกเปลี่ยนในอุตสาหกรรมเวชศาสตร์ความงาม การพัฒนาและฝึกอบรมบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ การแบ่งปันองค์ความรู้ด้านเทคนิคทางคลินิก ตลอดจนความร่วมมือด้านการตลาด เพื่อร่วมกันผลักดันการพัฒนาอุตสาหกรรมเวชศาสตร์ความงามของทั้งไต้หวันและไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

คุณปีเตอร์ หลัน ได้กล่าวในพิธีเปิดงานว่า ไต้หวันและไทยได้รักษาสัมพันธไมตรีอันใกล้ชิดมาอย่างยาวนาน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การค้า เทคโนโลยี ตลอดจนด้านการแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งอุตสาหกรรมเวชศาสตร์ความงามและการดูแลสุขภาพ ได้แสดงถึงศักยภาพการเติบโตที่โดดเด่นเป็นอย่างมากในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

การลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโลหะ  (MIRDC) และสมาคมศัลยกรรมและเวชศาสตร์เพื่อการเสริมสวยประเทศไทย (TACS) ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาชีพและการพัฒนาบุคลากรของทั้งสองฝ่ายเท่านั้น แต่ยังช่วยยกระดับความร่วมมือ และเชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรมของไต้หวันและไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น พร้อมทั้งสร้างโอกาสความร่วมมือและการพัฒนาใหม่ แก่ภาคธุรกิจของทั้งสองฝ่าย

สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย (TECO) จะยังคงเดินหน้าสนับสนุนอุตสาหกรรมของไต้หวันในการขยายตลาดในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งเสริมผู้ประกอบการไต้หวันในการต่อยอดโอกาสทางธุรกิจสู่ภูมิภาคอาเซียน และร่วมกันกระชับความร่วมมือระหว่างไต้หวันและไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นต่อไป


คุณอู่ เวยหง (Mr. Wei-Hung Wu) ประธานกรรมการศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโลหะ (MIRDC) กล่าวว่า ไต้หวันมีความโดดเด่นด้านอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ เทคโนโลยีชีวภาพทางการแพทย์ และการผลิตที่มีความแม่นยำสูง โดยมีห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่ครบวงจร พร้อมด้วยศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนาที่แข็งแกร่ง ขณะที่ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญด้านการแพทย์และเวชศาสตร์ความงามของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งยังมีความพร้อมด้านทรัพยากรทางคลินิกที่ทรงอิทธิพลต่อตลาดในระดับภูมิภาคเป็นอย่างมาก

ความร่วมมือในครั้งนี้จึงคาดว่าจะช่วยเชื่อมโยงทรัพยากรทางอุตสาหกรรมของไต้หวันและไทย พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการไต้หวันในการขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดอาเซียน และขยายโอกาสทางความร่วมมือระหว่างประเทศให้มากยิ่งขึ้น

ความสำเร็จครั้งสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการภายใต้การสนับสนุนจากกรมพัฒนาอุตสาหกรรม (IDA) กระทรวงเศรษฐการไต้หวัน (MOEA) คือการที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมโลหะ (MIRDC) ได้ดำเนินการโครงการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์และการบูรณาการข้ามสาขา ปี 2026” พร้อมทั้งจัดงาน "2026 Taiwan-Thailand Workshop on Innovative Applications in Medical Aesthetics and Wound Care" เพื่อเชิญชวนผู้ประกอบการไต้หวันและบุคลากรทางการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของไทยมาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ร่วมกัน โดยได้รับเกียรติจากบริษัทชั้นนำจากไต้หวันเข้าร่วมงาน ได้แก่ Smedtrum Medical Technology Co., Ltd. บริษัท RELEE SCISSORS COMPANY., LTD., TAICEND TECHNOLOGY CO., LTD., ACRO BIOMEDICAL CO., LTD., WE-WIN BIO-MEDICAL CO., LTD, EPED INC. และบริษัท DENTAMERICA ASIA INC.


นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดแสดงนวัตกรรมทางเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ต่าง ครอบคลุมตั้งแต่ อุปกรณ์ทางเวชศาสตร์ความงามระบบโฟโตอิเล็กทริก การดูแลบาดแผล วัสดุชีวภาพ การฟื้นฟูเส้นผม สุขภาพช่องปากอัจฉริยะ และทันตกรรมเพื่อความงาม สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพด้านนวัตกรรมอันแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์และเวชศาสตร์ความงามของไต้หวัน

นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโลหะ (MIRDC) ยังคงเดินหน้าบทบาทสำคัญในการเป็นกลไกขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อส่งเสริมการเชื่อมโยงทางทรัพยากรระหว่างภาคอุตสาหกรรม ภาควิชาการ และภาคการวิจัย โดยโอกาสเดียวกันนี้ คุณอู่ เวยหง (Mr. Wei-Hung Wu) รองประธานกรรมการศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโลหะ (MIRDC) ได้ให้เกียรติร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง บริษัท WE-WIN BIO-MEDICAL CO., LTD. จากไต้หวัน และ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (Faculty of Pharmacy, Mahidol University) ของไทย

โดยในอนาคตอันใกล้ ทั้งสองฝ่ายจะสร้างความร่วมมือกันในหลากหลายมิติ ได้แก่ ด้านเวชศาสตร์ความงาม การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ การตรวจสอบและรับรองผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการพัฒนาบุคลากร ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับและกระชับความสัมพันธ์ด้านความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมและภาควิชาการของไต้หวันและไทย

ศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโลหะ (MIRDC) เผยว่า การจัดงานในครั้งนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่งในการเชื่อมโยงทรัพยากรจากทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาควิชาการ และกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้ในอุตสาหกรรมเวชศาสตร์ความงามและการดูแลสุขภาพระหว่างไต้หวันและไทย แต่ยังสะท้อนถึงผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมของโครงการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์และการบูรณาการข้ามสาขา ปี 2026” ในการสนับสนุนและขับเคลื่อนผู้ประกอบการให้สามารถขยายตลาดสู่สากลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในอนาคต ศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโลหะ (MIRDC) จะยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายของกรมพัฒนาอุตสาหกรรม (IDA) กระทรวงเศรษฐการไต้หวัน (MOEA) อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับเครือข่ายความร่วมมือกับกลุ่มประเทศอาเซียนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น พร้อมมุ่งมั่นสนับสนุนอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์และเวชศาสตร์ความงามของไต้หวันในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในระดับสากล เพื่อร่วมกันสร้างโอกาสทางธุรกิจในตลาดโลกต่อไป

Article: "Living Will สำคัญอย่างไร และทำไมคนไทยควรเริ่มวางแผนการรักษาล่วงหน้า"

Article: "Living Will สำคัญอย่างไร และทำไมคนไทยควรเริ่มวางแผนการรักษาล่วงหน้า" 

กรมอนามัย จับมือ โรงพยาบาลวันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล ลงนามความร่วมมือ “บันทึกวันเวลา (Living Will)” ส่งเสริมการวางแผนการดูแลรักษาล่วงหน้า เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกช่วงเวลา 


กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และ โรงพยาบาลวันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านการแพทย์ ภายใต้โครงการ “บันทึกวันเวลา (Living Will)” เพื่อส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ และการเข้าถึงการวางแผนการดูแลรักษาล่วงหน้า (Advance Care Planning) ให้แก่ประชาชนไทย โดยมีเป้าหมายสำคัญในการสนับสนุนให้ประชาชนสามารถสื่อสารความต้องการด้านการรักษาพยาบาลของตนเองได้อย่างชัดเจน และได้รับการดูแลที่สอดคล้องกับคุณค่าและความต้องการของชีวิต 


พิธีลงนามจัดขึ้นเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 ณ โรงพยาบาลวันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล กรุงเทพมหานคร โดยมี แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และ นายอัครพล เอื้ออารักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโรงพยาบาลวันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล พร้อมด้วยผู้บริหารจากทั้งสองหน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยาน และแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต ความเป็นมนุษย์ และสิทธิการตัดสินใจของผู้ป่วย 


โครงการ “บันทึกวันเวลา (Living Will)” มุ่งส่งเสริมให้ประชาชนได้มีโอกาสวางแผนการรักษาล่วงหน้าในกรณีที่ไม่สามารถสื่อสารความต้องการของตนเองได้ในอนาคต โดยอาศัยหลักการของ Living Will หรือหนังสือแสดงเจตนาเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลในช่วงท้ายของชีวิต ซึ่งได้รับการรับรองตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 

ความร่วมมือครั้งนี้จะครอบคลุมการเผยแพร่ความรู้ การจัดกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้ การพัฒนาสื่อและองค์ความรู้ด้านการวางแผนการดูแลล่วงหน้า รวมถึงการสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนให้สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและเหมาะสม เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสกำหนดแนวทางการดูแลรักษาที่สอดคล้องกับความต้องการของตนเอง 

“เมื่อถึงวันที่การสื่อสารอาจเป็นเรื่องยาก บันทึกวันเวลา (Living Will) คือหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสะท้อนความต้องการของผู้ป่วย เพื่อให้ทุกการดูแลเป็นไปตามเจตนารมณ์ของเจ้าของชีวิตอย่างแท้จริง” 


โรงพยาบาลวันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล เชื่อมั่นว่าการดูแลสุขภาพที่ดี ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการรักษาโรค แต่ยังรวมถึงการเคารพในคุณค่า ความเชื่อ และการตัดสินใจของแต่ละบุคคล เพื่อให้ทุกช่วงเวลาของชีวิตมีความหมายและได้รับการดูแลอย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์


 

นักวิชาการหนุนรัฐปรับภาษีบุหรี่อัตราเดียว เร่งปรับให้ทันปีงบประมาณใหม่ ดึงรายได้เข้ารัฐ ปรับวิถีชีวิตประชาชน

นักวิชาการหนุนรัฐปรับภาษีบุหรี่อัตราเดียว เร่งปรับให้ทันปีงบประมาณใหม่ ดึงรายได้เข้ารัฐ ปรับวิถีชีวิตประชาชน 


นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์เสนอแนะรัฐบาล เริ่มใช้ภาษีบุหรี่อัตราเดียวในปีงบประมาณใหม่  โดยชี้ว่าการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่กลับมาเป็น อัตราเดียว (Single Rate) เป็นมาตรการที่เหมาะสมและควรดำเนินการมานานแล้ว เนื่องจากมีบทเรียนและผลลัพธ์เชิงประจักษ์ในต่างประเทศรองรับอย่างชัดเจน พร้อมเสนอให้เริ่มบังคับใช้ทันทีในช่วงต้นปีงบประมาณถัดไปเพื่อประสิทธิภาพในการบริหารจัดการข้อมูล  

หนุนเริ่มต้นปีงบประมาณใหม่สกัดกลยุทธ์เลี่ยงภาษี 

ผศ.ดร.ถิรภาพ ฟักทอง คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้คำแนะนำว่า การกลับมาใช้ภาษีบุหรี่อัตราเดียวนั้นเป็นการปรับนโยบายที่ดีที่สุดและควรทำมานานแล้ว และช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในเปลี่ยนโครงสร้างคือช่วงก่อนเริ่มปีงบประมาณใหม่ ซึ่งใกล้เข้ามาแล้ว เพื่อเริ่มบังคับใช้ได้ทันตุลาคมนี้ เนื่องจากจะช่วยให้กลไกการจัดเก็บข้อมูลของหน่วยงานรัฐมีความเป็นระบบ สามารถตรวจสอบปัญหาตามข้อมูลที่ได้รับได้ชัดเจน 

นอกจากนี้ การใช้ภาษีบุหรี่อัตราเดียวยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหา Down Trading หรือพฤติกรรมการเล่นแร่แปรธาตุในตลาดปัจจุบัน ที่ผู้บริโภคหันไปหาบุหรี่ราคาถูกกว่า หรือผู้ประกอบการปรับราคาสินค้าเพื่อหลบเลี่ยงขั้นภาษี (Tax Tier) ซึ่งส่งผลให้รัฐจัดเก็บภาษีได้ยาก การปรับมาใช้อัตราเดียวจึงช่วยให้ระบบภาษีมีความโปร่งใสและตรวจสอบง่ายขึ้น 

25 เปอร์เซ็นต์ เหมาะสมที่สุดในมิติเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน 

ในส่วนของตัวเลขโครงสร้างภาษีที่เหมาะสม ผศ.ดร.ถิรภาพ เปิดเผยว่า จากการคำนวณผ่านเครื่องมือแบบจำลอง และข้อมูลที่ได้รับเพิ่มเติมหลังการเปิดตัวเครื่องมือนี้เมื่อต้นปีที่ผ่านมา และอัปเดตผ่านระบบเว็บไซต์ล่าสุด พบว่าการจัดเก็บภาษีบุหรี่อัตราเดียวที่ 25 เปอร์เซ็นต์ คือตัวเลขที่ดีที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบัน  

ตัวเลนี้ได้มาจากการพิจารณาและคำนวณร่วมกับมิติต่างๆ รอบด้าน เช่น ปัญหาบุหรี่เถื่อน โดยจำเป็นต้องดำเนินมาตรการปราบปรามบุหรี่เถื่อนควบคู่ไปกับมาตรการทางภาษี ซึ่งปัจจุบันทางภาครัฐได้ดำเนินการปราบปรามอย่างต่อเนื่อง และปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสงครามและปัญหาระหว่างประเทศ ที่กำลังส่งผลกระทบและสร้างความรุนแรง ต่อระบบเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศไทย และสำคัญที่สุดก็คือสภาพเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ โดยไม่ควรให้เกิดภาระต่อกำลังซื้อของประชาชนมากจนเกินไปในช่วงเวลานี้ 

ภาษีบุหรี่ ควรครอบคลุม "ยาสูบ-ยาเส้น" ทุกประเภท 

นอกจากนี้ ผศ.ดร.ถิรภาพ ยังได้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สำคัญคือ รัฐบาลควรจัดเก็บภาษีในอัตราดังกล่าวกับสินค้าผลิตภัณฑ์ยาสูบทุกรูปแบบ โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ No Discrimination ตามหลักเศรษฐศาสตร์ ซึ่งหมายความรวมถึงสินค้าประเภทยาเส้นด้วย เนื่องจากในความเป็นจริง สินค้าเหล่านี้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ให้คุณและโทษต่อสุขภาพไม่แตกต่างกัน มีเพียงรูปแบบภายนอกเท่านั้นที่ต่างกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เป้าหมายที่รัฐบาลต้องการให้ลดการสูบบุหรี่หันไปสูบยาเส้นที่มีราคาถูกกว่า แต่เป็นอันตรายต่อสุขภาพไม่ต่างกัน   

ควรประกาศล่วงหน้าและให้เวลาประชาชนปรับตัว                                                                                                                                                                                                                                                                                                              

สำหรับข้อกังวลเรื่องการปักป้ายกักตุนสินค้าของกลไกตลาดก่อนภาษีใหม่มีผลบังคับใช้เป็นเหตุให้การปรับโครงสร้างภาษีต้องเลื่อนออกไปเพราะยังไม่พร้อมนั้น นักวิชาการระบุว่าในงานวิจัยได้มีการเสนอทางออกด้วยระบบ ปฏิทินภาษี (Tax Calendar) ไว้แล้วระบบปฏิทินภาษีจะทำหน้าที่เป็นแผนที่นำทาง (Roadmap) ให้ภาคธุรกิจและผู้ประกอบการสามารถคาดการณ์ทิศทาง และปรับกลยุทธ์ในการบริหารจัดการสต็อกสินค้า และการขายได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยไม่เกิดการชะงักงันหรือการกักตุนสินค้าในลักษณะที่ส่งผลเสียต่อระบบตลาด ผศ.ดร.ถิรภาพ กล่าว 

“4 เมืองเหนือไต้หวัน มหัศจรรย์ไม่รู้จบ”บุกกรุงเทพ!ผู้บริหารการท่องเที่ยวร่วมมือโปรโมตเสน่ห์ไต้หวันตอนเหนือ เดินหน้ากระชับความสัมพันธ์การท่องเที่ยวไทย-ไต้หวัน

“4 เมืองเหนือไต้หวัน มหัศจรรย์ไม่รู้จบ”บุกกรุงเทพ!ผู้บริหารการท่องเที่ยวร่วมมือโปรโมตเสน่ห์ไต้หวันตอนเหนือ เดินหน้ากระชับความสัมพันธ์การท่อง...