วันอังคารที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569

จากนโยบายสู่แนวปฏิบัติ: การสร้างภูมิคุ้มกันนิโคตินในเยาวชนด้วยหัวใจของเวชศาสตร์ครอบครัวการเสพติด

จากนโยบายสู่แนวปฏิบัติ: การสร้างภูมิคุ้มกันนิโคตินในเยาวชนด้วยหัวใจของเวชศาสตร์ครอบครัวการเสพติด


การติดตามพฤติกรรมการใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบและนิโคตินในกลุ่มเยาวชนถือเป็นวาระสำคัญด้านสาธารณสุขระดับโลก โดยเฉพาะเมื่อเผชิญกับการแพร่หลายของผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ อาทิ บุหรี่ไฟฟ้า และนิโคตินถุง (Nicotine Pouch) ข้อมูลล่าสุดจาก ผลสำรวจการใช้ยาสูบในเยาวชนระดับชาติของสหรัฐอเมริกาปี 2568 (2025 National Youth Tobacco Survey: NYTS) ซึ่งครอบคลุมกลุ่มตัวอย่างนักเรียนกว่า 27 ล้านคนทั่วประเทศ พบแนวโน้มที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
ผลการสำรวจระบุว่า อัตราการใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบทุุกประเภทในกลุ่มเยาวชนลดลงเหลือเพียง 7.5% ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่มีการสำรวจ และลดลงอย่างก้าวกระโดดจาก 27.5% ในปี 2019 โดยเฉพาะอัตราการสูบบุหรี่มวนที่คงระดับต่ำเพียง 1.4% และการใช้บุหรี่ไฟฟ้าที่ลดลงจาก 5.9% เหลือ 5.2% แม้จะมีข้อจำกัดด้านอัตราการมีส่วนร่วม (Participation Rate) ที่ 29.7% แต่ตัวเลขนี้สะท้อนถึงความสำเร็จของมาตรการเชิงรุกที่น่าศึกษา
ถอดรหัสกลยุทธ์ "สมดุลและเข้มงวด" ของ FDA สหรัฐฯ
องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) ดำเนินนโยบายภายใต้แผน Youth Tobacco Prevention Plan โดยมุ่งเน้น 3 แนวทางหลักที่บูรณาการเข้าด้วยกัน ประการแรก การป้องกันการเข้าถึง (Preventing Access): บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังผ่านการตรวจร้านค้าปลีกกว่า 1 ล้านครั้ง และลงโทษผู้กระทำผิดซ้ำอย่างหนัก
ประการต่อมา การควบคุมการตลาด (Curbing Marketing): สกัดกั้นผลิตภัณฑ์ที่จูงใจเด็ก เช่น บุหรี่ไฟฟ้ารสชาติผลไม้ หรือบรรจุภัณฑ์ที่เลียนแบบขนมเด็ก และประการสุดท้าย การสร้างความรอบรู้ (Education): ผ่านแคมเปญ “The Real Cost” ที่ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความเสี่ยง และสร้างศูนย์ทรัพยากรเพื่อให้ครูและผู้ปกครองเป็นแนวร่วมในการเฝ้าระวัง
มุมมองเชิงเวชศาสตร์ป้องกันและเวชศาสตร์ครอบครัวการเสพติด (Preventive & Addiction Family Medicine)


ในมิติทางการแพทย์ การลดอุบัติการณ์ (Incidence) ของผู้เสพติดหน้าใหม่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการรักษาผู้ป่วยเดิม บทเรียนจากสหรัฐฯ สามารถนำมาประยุกต์สู่บริบทไทยผ่านเลนส์ของ เวชศาสตร์ครอบครัวการเสพติด เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่ยั่งยืนผ่าน 4 แกนสำคัญ:

1. การป้องกันปฐมภูมิ (Primary Prevention): จากการ "สั่งห้าม" สู่การสร้าง "ความรอบรู้" 
หัวใจสำคัญคือการสร้าง "ความรอบรู้" (Health Literacy) โดยปรับมาตรการที่มีประสิทธิภาพจากการใช้อำนาจสั่งการ มาเป็นการให้ข้อมูลความเสี่ยงต่อสมองและพัฒนาการอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้เยาวชนเกิด "การตัดสินใจเลือกสุขภาวะด้วยตนเอง" (Self-determination) ซึ่งเป็นเกราะป้องกันที่เข้มแข็งและยั่งยืนกว่ากฎหมายบังคับเพียงอย่างเดียว

2. บริบทครอบครัว: ปราการด่านแรกและด่านสุดท้าย
การเสพติดมักเริ่มจากช่องว่างทางจิตใจหรือปัจจัยแวดล้อม นโยบายสุขภาพจึงต้องใช้แนวทางยึดครอบครัวเป็นศูนย์กลาง (Family-centered Approach) โดยสนับสนุนให้พ่อแม่มีความรู้ในการสังเกตสัญญาณแรกเริ่ม และใช้ทักษะการสื่อสารเชิงบวก (Motivational Interviewing) แทนการตำหนิ เพื่อไม่ให้เยาวชนหันไปใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นที่พึ่งทางใจ

3. กลไกการลดอันตรายและความยืดหยุ่น (Harm Reduction & Balance)
การออกแบบนโยบายต้องสร้างความสมดุลระหว่างการปกป้องเด็กและการให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้ใหญ่ การ "ห้ามแบบเบ็ดเสร็จ" โดยขาดการสื่อสารที่โปร่งใสอาจผลักดันให้เกิดการใช้แบบหลบซ่อนและเข้าสู่ตลาดมืด ซึ่งยากต่อการควบคุมและนำไปสู่พฤติกรรมเสี่ยงอื่นที่รุนแรงกว่า การสร้างความน่าเชื่อถือ (Trust) ระหว่างรัฐและประชาชนจึงเป็นปัจจัยสำคัญในงานเวชศาสตร์ป้องกัน

4. บทสรุป: การรักษาที่ดีที่สุดคือการไม่ต้องรักษา
ความสำเร็จในการยับยั้งการเสพติดตั้งแต่ต้นน้ำต้องอาศัย 3 เสาหลัก ได้แก่ Access Control: ควบคุมการเข้าถึงเชิงกายภาพอย่างเข้มงวด Cognitive Shield: สร้างเกราะกำบังทางปัญญาด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง และ Family Support: เสริมสร้างสายสัมพันธ์และพลังของครอบครัวในการเฝ้าระวัง

การขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพไทยในอนาคต จึงควรเป็นการบูรณาการระหว่าง “กฎหมายที่เข้มงวด” กับ “การสาธารณสุขที่เข้าถึงใจ” เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการซ่อมสุขภาพ (Treatment) ไปสู่การสร้างเสริมสุขภาพ (Health Promotion) ที่มั่นคงในระยะยาว


นพ.จักร์ชัย ติตตะบุตร 
แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวการเสพติด

วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569

ฟาร์มเอ็กซ์โป ผนึกกำลังพันธมิตร ลงนาม MOUยกระดับธุรกิจ–เทคโนโลยี–การตลาด ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเกษตรไทยสู่เวทีโลก

ฟาร์มเอ็กซ์โป ผนึกกำลังพันธมิตร ลงนาม MOU ยกระดับธุรกิจ–เทคโนโลยี–การตลาด ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเกษตรไทยสู่เวทีโลก



ฟาร์มเอ็กซ์โป ผนึกกำลังภาคีเครือข่ายด้านการเกษตรจากภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงสถาบันการศึกษา ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ครั้งสำคัญ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาธุรกิจ เทคโนโลยี ตลอดจนการตลาดในอุตสาหกรรมเกษตรไทยอย่างครบวงจร มุ่งเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย ต่อยอดสู่นวัตกรรมเพื่อการใช้งานจริง ครอบคลุมในเชิงพาณิชย์ พร้อมยกระดับศักยภาพเกษตรกรไทย ควบคู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลกอย่างยั่งยืน


นายนรบดี ผดุงเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟาร์มเอ็กซ์โป จำกัด ผู้ประสานและเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กล่าวถึงความสำคัญของการลงนามในครั้งนี้ว่า “ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการเชื่อมโยงทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมการเกษตรไทยเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ เราเชื่อว่าการบูรณาการองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเครือข่ายจากพันธมิตรที่แข็งแกร่ง จะช่วยเร่งการพัฒนาและยกระดับภาคการเกษตรไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล”

โดยความร่วมมือนี้เกิดขึ้นจากเจตนารมณ์ร่วมกันในการยกระดับภาคการเกษตรไทย ผ่านการบูรณาการองค์ความรู้ งานวิจัย ต่อยอดสู่นวัตกรรม จากหน่วยงานชั้นนำ ซึ่งตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ได้สร้างผลลัพธ์เชิงบวกในหลากหลายมิติ ทั้งการผลักดันผลงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้งานจริงในภาคการเกษตร การสร้างเวทีเชื่อมโยงเครือข่าย ตลอดจนการสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพเกษตรกรไทยให้ก้าวสู่การแข่งขันได้ในระดับสากล


สำหรับการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในครั้งนี้ ประกอบด้วยทั้งหน่วยงานที่ร่วมต่ออายุความร่วมมือ และหน่วยงานที่เข้าร่วมลงนามใหม่ เพื่อขยายเครือข่ายความร่วมมือให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยหน่วยงานที่ร่วมต่ออายุความร่วมมือ ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน), สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล, สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน), สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, บริษัท ฟาร์มเอ็กซ์โป จำกัด และบริษัท เทคซอส มีเดีย จำกัด ส่วนหน่วยงานที่เข้าร่วมลงนามความร่วมมือใหม่ ได้แก่ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม, กรมพัฒนาที่ดิน, กรมวิชาการเกษตร, สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, บริษัท โพสต์ทูเดย์ จำกัด และ Marketeer ทั้งนี้ ยังมีหน่วยงานภาคีเดิม ได้แก่ กรมส่งเสริมการเกษตร, การยางแห่งประเทศไทย และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ซึ่งบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเดิมยังมีผลบังคับใช้ เข้าร่วมในพิธีครั้งนี้ด้วย เพื่อสะท้อนพลังของเครือข่ายความร่วมมือที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม


ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ มีการกำหนดวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อส่งเสริมการเกื้อหนุนระหว่างภาครัฐและเอกชน ในการพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรไทย ถ่ายทอดองค์ความรู้ ผสานเทคโนโลยีสู่เกษตรกรอย่างทั่วถึง รวมถึงผลักดันการพัฒนาธุรกิจ ตลอดจนการตลาดสินค้าเกษตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมีขอบเขตความร่วมมือครอบคลุม 5 มิติหลัก ได้แก่ การแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงองค์ความรู้ระดับมหภาค การสนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ การพัฒนาธุรกิจเพื่อยกระดับสินค้าเกษตรสู่ตลาดโลก การสร้างโอกาสทางการตลาดผ่านเครื่องมือประชาสัมพันธ์ ตลอดจนการขับเคลื่อนการเกษตรเพื่อสิ่งแวดล้อมสู่เป้าหมาย Net Zero

ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวมีกำหนดระยะเวลา 3 ปี โดยทุกฝ่ายสามารถร่วมกันพิจารณาขยายระยะเวลาเพิ่มเติมได้ในอนาคต พร้อมเปิดโอกาสให้จัดทำแผนปฏิบัติการเฉพาะด้าน เพื่อให้การดำเนินงานเกิดประสิทธิภาพสูงสุด สอดคล้องกับกฎหมาย และระเบียบของแต่ละหน่วยงาน การผนึกกำลังครั้งนี้จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมการเกษตรไทย ผ่านการเชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมผลักดันองค์ความรู้ ต่อยอดสู่นวัตกรรมเชิงพาณิชย์ เสริมความแข็งแกร่งให้ภาคเกษตรไทยก้าวสู่เวทีโลกอย่างมั่นคง

“ฟาร์มเอ็กซ์โป มีบทบาทในฐานะตัวกลางที่เชื่อมโยงงานวิจัยสู่การใช้งานจริง พร้อมเปิดโอกาสทางธุรกิจ ตลอดจนเปิดโอกาสทางธุรกิจและการตลาดใหม่ ๆ ให้กับเกษตรกร ผู้ประกอบการ รวมถึงนักนวัตกรรมไทย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ อีกทั้งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการเกษตรให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว เรามุ่งหวังให้ความร่วมมือครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเชิงระบบ ช่วยให้ภาคการเกษตรไทยเดินหน้าอย่างมีทิศทางชัดเจน ครอบคลุมการเพิ่มมูลค่าสินค้า การขยายตลาดใหม่ ตลอดจนการยกระดับศักยภาพของเกษตรกรและผู้ประกอบการ โดยฟาร์มเอ็กซ์โปพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุน ขับเคลื่อนความร่วมมือนี้ให้เกิดผลลัพธ์อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน” นายนรบดี กล่าวปิดท้าย


ติดต่อกิจกรรมของ ฟาร์มเอ็กซ์โป หรือสอบถามข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: FarmExpothailand, LINE OA: @farmexpo หรือ www.farmexpo.co.th

#FarmExpo2026 #ฟาร์มเอ็กซ์โป #farmexpothailand #เกษตรกรรุ่นใหม่ #เกษตรกรไทยเกษตรกรไทย #farmexpo #นวัตกรรมเกษตร

"DAI Voice Thailand และ DAI Voice ASEAN 2026" ประสบความสำเร็จ ช่วยขับเคลื่อนศิลปวัฒนธรรมด้านอนาชีดและดนตรีกวีศิลป์

"DAI Voice Thailand และ DAI Voice ASEAN 2026" ประสบความสำเร็จ 
ช่วยขับเคลื่อนศิลปวัฒนธรรมด้านอนาชีดและดนตรีกวีศิลป์


มหกรรมการแข่งขันอานาซีด ดนตรีกวีศิลป์ "DAI Voice Thailand และ DAI Voice ASEAN 2026" ได้เสร็จสิ้นลงอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางความสนใจจากประชาชนและนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศและภูมิภาคอาเซียน ขับเคลื่อนโครงการโดย นางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ,นางปุณณานันท์ ทองหยู ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดปัตตานี รวมทั้งชมรม DAI Voice ปัตตานี และได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกลุ่มจังหวัดภาคใต้ชายแดน กระทรวงมหาดไทย


โดยเวทีการแข่งขัน DAI Voice Thailand-ASEAN 2026 นับเป็นการแข่งขันซีซั่นที่ 8 การจัดงานมุ่งเน้นการส่งเสริมศักยภาพเยาวชนและศิลปินด้านดนตรีกวีศิลป์ ควบคู่กับการสืบสานอัตลักษณ์และคุณค่าทางวัฒนธรรมอย่างสร้างสรรค์ และการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดปัตตานีและจังหวัดชายแดนภาคใต้ ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและการกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่ 
ผลการแข่งขันปรากฏว่า LASYKAR KHALEEFA คว้ารางวัลชนะเลิศรายการ DAI Voice ASEAN 2026 ขณะที่การแข่งขันในระดับประเทศ รายการ DAI Voice Thailand 2026 ทีม ZAEEM ได้รับรางวัลชนะเลิศประเภททีมชาย และทีม PAC PIRAYA ANASYID CLUB ได้รับรางวัลชนะเลิศประเภททีมหญิง
ส่วนการแข่งขัน DAI Voice Kids 2026 ซึ่งเป็นเวทีสำหรับเยาวชน ทีม PEMAS JALA ได้รับรางวัลชนะเลิศประเภททีมชาย และทีม HULNUN ได้รับรางวัลชนะเลิศประเภททีมหญิง แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความสามารถของเยาวชนรุ่นใหม่ที่พร้อมเติบโตสู่เวทีคุณภาพในอนาคต
การแข่งขัน DAI Voice 2026 ในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนศิลปวัฒนธรรมด้านอนาชีดและดนตรีกวีศิลป์ ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง เสริมสร้างความเข้าใจอันดี และเชื่อมโยงเครือข่ายทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศไทยและประเทศในภูมิภาคอาเซียนอย่างยั่งยืน 

วันเสาร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569

สาวลูกครึ่งวัย 19 โปรไฟล์เด่น คว้ามง “นางสงกรานต์พระประแดง 2569” ตั้งเป้าทำจิตอาสาช่วยผู้ป่วยมะเร็ง

สาวลูกครึ่งวัย 19 โปรไฟล์เด่น คว้ามง “นางสงกรานต์พระประแดง 2569” ตั้งเป้าทำจิตอาสาช่วยผู้ป่วยมะเร็ง



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569 ที่เวทีประกวดบริเวณหน้าโรงเรียนเทศบาลป้อมแผงไฟฟ้า อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ มีการจัดงานประเพณีสงกรานต์พระประแดง ประจำปี 2569 พร้อมการประกวด “นางสงกรานต์” และ “หนุ่มลอยชาย” ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักจากประชาชนที่เดินทางมาร่วมชมและให้กำลังใจผู้เข้าประกวดอย่างเนืองแน่น

โดยมี นายสุนทร ปานแสงทอง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน ขณะที่ นางจิระพร วชิรเขื่อนขันธ์ นายกเทศมนตรีเมืองพระประแดง กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงาน ซึ่งมุ่งสืบสานวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นให้คงอยู่สืบไป

สำหรับการประกวดในปีนี้ มีผู้ให้ความสนใจสมัครเข้าร่วมจำนวนมาก รวมทั้งสิ้น 135 คน แบ่งเป็นผู้เข้าประกวดนางสงกรานต์ 91 คน และหนุ่มลอยชาย 44 คน สะท้อนถึงความนิยมและความคึกคักของเวทีการประกวดที่เป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่

ผลการตัดสินปรากฏว่า ผู้คว้าตำแหน่งนางสงกรานต์พระประแดง ประจำปี 2569 ได้แก่ น.ส.เฟเนล่า ศิระประภา เกรโกรี่ อายุ 19 ปี ผู้เข้าประกวดหมายเลข 76 ซึ่งมีจุดเด่นด้านบุคลิกภาพและความสามารถด้านภาษา สามารถสื่อสารได้หลากหลายภาษา คว้ารางวัลเงินสด 50,000 บาท พร้อมถ้วยเกียรติยศและสายสะพาย

ภายหลังได้รับตำแหน่ง น.ส.เฟเนล่า เปิดเผยว่า มีความตั้งใจจะทำงานจิตอาสาช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็ง พร้อมศึกษาแนวทางในการสนับสนุนและให้ความช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากเคยสูญเสียบิดาจากโรคดังกล่าว จึงตระหนักถึงความรุนแรงของโรคที่คร่าชีวิตประชาชนจำนวนมาก และต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความตระหนักรู้ รวมถึงส่งเสริมการป้องกันเพื่อให้คนไทยมีสุขภาพที่แข็งแรงต่อไป

ทั้งนี้ เจ้าตัวยังเปิดรับคำแนะนำและแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับโรคมะเร็งจากผู้เชี่ยวชาญและประชาชน เพื่อร่วมกันหาแนวทางลดความสูญเสียในอนาคต.

“อ.เชน” โชว์วิสัยทัศน์เปิดเวที STS Forum ไทย – ญี่ปุ่น 2026 ผนึกกำลังภาควิชาการ - ภาคธุรกิจ - นักลงทุนร่วมผลักดันงานวิจัยให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง เริ่มจากงานวิจัยด้านสาธารณสุขสู่ ”เศรษฐกิจสุขภาพ” เชื่อมถึงภาคเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว

“อ.เชน” โชว์วิสัยทัศน์เปิดเวที STS Forum ไทย – ญี่ปุ่น 2026 ผนึกกำลังภาควิชาการ - ภาคธุรกิจ - นักลงทุนร่วมผลักดันงานวิจัยให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง เริ่มจากงานวิจัยด้านสาธารณสุขสู่ "เศรษฐกิจสุขภาพ" เชื่อมถึงภาคเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว เตรียมจับมือญี่ปุ่นพัฒนา "อุปกรณ์การแพทย์" และ "อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์" 



เมื่อวันที่ 24 เม.ย.69 ศ.ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดงานและกล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “ความท้าทายระดับโลกและแนวโน้มใหม่ด้านการวิจัยและการศึกษาในศตวรรษที่ 21” ในการประชุม STS forum Japan-Thailand Symposium 2026 ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “The Great Convergence” ที่มุ่งเน้นการบูรณาการองค์ความรู้เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลกในทุกมิติ โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) โดยมี ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.กระทรวง อว. นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการ รมว.กระทรวง อว. ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ผู้บริหารกระทรวง อว. และพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เข้าร่วมอย่างคับคั่ง ณ ห้องเวิลด์บอลรูม ชั้น 23โรงแรม Centara Grand & Bangkok Convention Centre at CentralWorld กรุงเทพมหานคร 


ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ กล่าวว่า STS Forum Japan-Thailand Symposium 2026 เป็นเวทีที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญจากทุกศาสตร์ ทุกสาขา มาร่วมแลกเปลี่ยนและพัฒนาแนวทางเพื่อแก้ปัญหาระดับโลก เปรียบเสมือน “เวทีระดับโนเบลของเอเชีย” การที่ญี่ปุ่นเป็นผู้นำในการเชื่อมโยงความรู้ระดับโลก สะท้อนมาถึงนโยบายของตนที่ต้องการนำกระทรวง อว. เดินไปสู่ World Class University ที่อาจารย์และนักวิจัยจะมุ่งสู่ระดับโลก ซึ่งต้องแสวงหาความร่วมมือข้ามศาสตร์ ข้ามสาขาและเชื่อมโยงกับทั้งผู้ปฏิบัติ ภาคอุตสาหกรรม และหน่วยงานภาครัฐ 


รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าวต่อว่า การประชุมครั้งนี้ ได้ชูโมเดลการพัฒนามหาวิทยาลัยระดับโลกที่เน้นความสมดุลระหว่างการศึกษา การวิจัย และนวัตกรรม โดยงานวิจัยต้องไม่หยุดอยู่แค่ในสถาบันการศึกษา แต่ต้องก้าวไปสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง หัวใจสำคัญคือการดึงกลุ่มนักลงทุนและผู้ประกอบการ เข้ามาเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญเพื่อสนับสนุนเงินทุน ผลักดันงานวิจัยให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและตอบโจทย์ตลาดโลกได้

“กระทรวง อว.ตั้งเป้าหมายขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะ "เศรษฐกิจสุขภาพ" (Wellness Economy) ที่บูรณาการภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และบริการเพื่อต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมูลค่าสูง รวมถึงการพัฒนา "อุปกรณ์การแพทย์" ที่เตรียมร่วมมือกับบริษัทจากประเทศญี่ปุ่นในการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาประยุกต์ใช้ ตลอดจนการผลักดันงานวิจัยด้านสาธารณสุขให้ก้าวข้ามจากเครื่องต้นแบบไปสู่กระบวนการทดสอบทางคลินิก (Clinical Trials) อย่างจริงจัง นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับ "อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์" โดยเร่งดึงนักวิจัยไทยเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่การผลิตร่วมกับฐานโรงงานผลิตชิปของญี่ปุ่นในประเทศไทย เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งมุ่งสร้างแรงบันดาลใจและสนับสนุน "นักวิจัยรุ่นใหม่" โดยได้รับการสนับสนุนจาก วช. เพื่อเปิดโอกาสให้นักวิจัยไทยได้เข้าร่วมเวทีระดับโลกและแลกเปลี่ยนมุมมองกับเจ้าของรางวัลโนเบล ซึ่งจะเป็นแรงกระตุ้นสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงานที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวและว่า

“การผนึกกำลังระหว่างภาควิชาการ ภาคธุรกิจ และนักลงทุน ไม่เพียงแต่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและสังคมผู้สูงอายุ แต่ยังครอบคลุมถึงการนำเทคโนโลยีระดับสูงอย่างเทคโนโลยีฝาแฝดดิจิทัล (Digital Twin) มาใช้จำลองและรับมือกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืนในทุกมิติ” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว


ด้าน ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล กล่าวว่า งาน STS forum Japan-Thailand Symposium 2026 เน้นบทบาทของ AI ในฐานะกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศและแก้ไขวิกฤตโลก ด้วยแนวคิด “The Great Convergence” ที่มุ่งบูรณาการ AI กับด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจชีวภาพ กระทรวง อว. เดินหน้าสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม ส่งเสริมวิจัยข้ามศาสตร์ และผลักดันการใช้ประโยชน์จริง ซึ่งความร่วมมือระดับนานาชาติเป็นสิ่งจำเป็น ขณะที่ก็ประเทศไทยมีความพร้อมทั้งด้านสาธารณสุขและเศรษฐกิจชีวภาพในการร่วมขับเคลื่อน เวทีนี้จึงเป็นพื้นที่สำคัญในการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ นักวิจัย และภาคเอกชน เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาในอนาคต


ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง วช. และ STS forum เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายของโลกที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันมากขึ้น ทั้งด้านสาธารณสุข การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สิ่งแวดล้อม พลังงาน และการแข่งขันระดับโลก ทั้งนี้ ประเทศไทยโดย วช. ได้มีส่วนร่วมกับ STS forum อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2560 ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของนักวิจัยไทยในเวทีนานาชาติ และนำไปสู่การจัดการประชุมครั้งนี้ ซึ่งผสานการหารือเชิงนโยบายและการแลกเปลี่ยนทางวิชาการผ่านการบรรยาย เสวนา และการประชุมย่อย อันเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่าง วช. และ STS forum ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นในอนาคต

ถัดมาเป็น Congratulatory Messages การร่วมแสดงความยินดีต่อการจัดงาน STS forum Japan–Thailand Symposium 2026 ได้รับเกียรติจากบุคคลสำคัญ ได้แก่ Masato Otaka (H.E. Mr. Masato Otaka, Ambassador Extraordinary and Plenipotentiary of Japan to the Kingdom of Thailand), Hiroshi Komiyama (Prof. Hiroshi Komiyama, Chairman, Science and Technology in Society forum) และ Sadayuki Tsuchiya (Prof. Sadayuki Tsuchiya, Executive Director, Science and Technology in Society forum) ซึ่งได้ร่วมส่งสารแสดงความยินดีต่อการจัดงานในครั้งนี้ และสะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างไทยและนานาชาติในการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมร่วมกัน

การประชุมครั้งนี้ประกอบด้วยกิจกรรมสำคัญดังนี้ การบรรยายพิเศษ (Plenary Sessions) การเสวนา (Panel Discussions) และการประชุมย่อย ครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ อนาคตของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี พลังงานยั่งยืน สุขภาพอัจฉริยะ และบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพและสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิด “The Great Convergence” ที่มุ่งเน้นการบูรณาการองค์ความรู้เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลกในทุกมิติ 


ทั้งนี้ การประชุม STS Forum Japan–Thailand Symposium 2026 จึงถือเป็นเวทีสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในระดับนานาชาติ พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือเชิงลึก และต่อยอดสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อทั้งสองประเทศและประชาคมโลก และตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะหนึ่งในศูนย์กลางนวัตกรรมของภูมิภาค ที่พร้อมก้าวสู่อนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน


วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569

ไม่ต้องขึ้น VAT ก็เพิ่มรายได้รัฐได้: ถึงเวลาปฏิรูป ‘ภาษี’ ให้มีประสิทธิภาพ”

ไม่ต้องขึ้น VAT ก็เพิ่มรายได้รัฐได้: ถึงเวลาปฏิรูป ‘ภาษี’ ให้มีประสิทธิภาพ”


สว.ถอย ปรับ VAT ร้อยละ 10 นักวิชาการชี้ยังไม่มีความชัดเจนในเชิงนโยบาย ซ้ำเติมความเดือดร้อนประชาชนในช่วงนี้ แนะทางเลือกที่แม่นยำและมีประสิทธิภาพกว่าด้วยการปรับปรุงโครงสร้างภาษีให้ตรงเป้ามากกว่าการเก็บภาษีแบบวงกว้างที่กระทบคนทุกคน 

ต่อแนวคิดนี้ แม้จะเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับประเทศแต่ในภาวะฝืดเคืองและความไม่แน่นอนของพลังงานที่กระทบในทุกๆ มิติของประเทศ การเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม จะเป็นการถาโถมภาระให้กับผู้บริโภคจนมากเกินไป โดยเฉพาะคนที่มีรายได้น้อย เพราะถึงแม้ว่า VAT จะเป็นการเก็บภาษีตามการบริโภค ใช้มาก กินมาก ก็เสียภาษีมาก แต่เมื่อเทียบกับสัดส่วนรายได้ เท่ากับว่าผู้มีรายได้น้อยเสีย VAT ในสัดส่วนที่มากกว่า


แต่หากไม่ขึ้น VAT แล้ว รัฐจะเพิ่มประสิทธิภาพรายได้ได้อย่างไร คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ “การเก็บเพิ่ม” หรือ “เพิ่มอัตรา” แต่คือ “การเก็บให้มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมมากขึ้น” หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ “ภาษีบุหรี่” ปัญหาไม่ใช่แค่ “อัตรา” แต่คือ “โครงสร้าง”
โครงสร้างภาษีบุหรี่แบบ 2 อัตรา (2 Tier) ของไทย ถูกออกแบบมาด้วยเจตนาที่ดี แต่ในทางปฏิบัติกลับสร้างผลลัพธ์ที่ไม่สอดคล้องกับเป้าหมาย เพราะการมีภาษี 2 อัตราทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคา ผู้ผลิตหรือเจ้าของผลิตภัณฑ์บุหรี่ต่างพากันใช้กลยุทธ์ราคาต่ำเพื่อเลี่ยงการเสียภาษีในอัตราสูง ผลลัพธ์คือ การบริโภคไม่ได้ลดลงจริง รายได้รัฐไม่เพิ่มตามศักยภาพ ตลาดบิดเบือน


การปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่เป็น “อัตราเดียว” (Single Tier) ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนตัวเลข
แต่คือการเปลี่ยนความเป็นเหตุเป็นผลของระบบ ที่จะส่งผลให้ลดแรงจูงใจในการ down-trade เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ ทำให้รายได้รัฐมีเสถียรภาพมากขึ้น สนับสนุนเป้าหมายด้านสุขภาพ
อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องบุหรี่เถื่อน จะต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ปิดช่องโหว่ระบบติดตามสินค้าและหยุดเครือข่ายการค้าผิดกฎหมาย
นักวิชาการสนับสนุนแนวคิดของ รมว.คลังและรองนายกฯ เรื่องการปรับภาษีบุหรี่ซึ่งเป็นนโยบายที่ถูกต้องทั้งเหตุผลและจังหวะ เป็นทางเลือกที่แม่นยำและมีประสิทธิภาพกว่าด้วยการปรับปรุงโครงสร้างภาษีให้ตรงเป้ามากกว่าการเก็บภาษีแบบวงกว้างที่กระทบคนทุกคน
นักวิชาการระบุ “ภาษีที่ดีไม่ใช่แค่เก็บได้มากขึ้น แต่ต้องออกแบบให้ ‘เปลี่ยนพฤติกรรม’ ได้ด้วย การทำโครงสร้างให้เรียบง่ายขึ้น จะทำให้ทั้งการจัดเก็บมีประสิทธิภาพ และผลลัพธ์ด้านสุขภาพดีขึ้นพร้อมกัน”

การปฏิรูปภาษีบุหรี่ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ “ขึ้นภาษี” แต่คือ “การออกแบบระบบภาษีใหม่ให้ทำงานได้จริง”

วันพุธที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569

TDAC กับการสนับสนุน New S-Curve: ความหวังของชนชั้นกลางไทย

TDAC กับการสนับสนุน New S-Curve: ความหวังของชนชั้นกลางไทย


รองศาสตราจารย์ ดร.ภัทรกิตติ์ เนตินิยม ประธานมูลนิธิห้วยข้องพัฒนา และอุปนายกสมาคมนวัตกรรมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์อย่างยั่งยืน เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยที่ซบเซาต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้คำว่า New S-Curve หรือเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม กลายเป็นวาระสำคัญในนโยบายของรัฐบาลแทบทุกยุค อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของแนวคิดนี้ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการผลักดันตัวเลข GDP ให้สูงขึ้น แต่ต้องหมายถึงการพาประเทศไทยหลุดพ้นจากการเติบโตแบบมูลค่าต่ำ ไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่สร้างรายได้สูงขึ้นจากความรู้ เทคโนโลยี และบริการมูลค่าสูง
ความจำเป็นของการสร้าง New S-Curve ยิ่งชัดเจนมากขึ้น เมื่อโลกกำลังเผชิญทั้งความก้าวหน้าของ AI และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ขณะที่ไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ ประเทศจึงจำเป็นต้องมองหาอุตสาหกรรมที่ใช้ “ทักษะมนุษย์” และ “ทุนทางวัฒนธรรม” เป็นฐานในการสร้างมูลค่าเพิ่ม อุตสาหกรรม wellness จึงเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่โดดเด่นที่สุด เพราะไทยมีทั้งทรัพยากร องค์ความรู้ และโครงสร้างบริการที่พร้อมต่อยอด ไม่ว่าจะเป็นอาหารไทย สมุนไพรไทย การนวดไทย การแพทย์แผนไทย การแพทย์ทางเลือก โรงพยาบาลเอกชนคุณภาพสูง โรงแรม รีสอร์ต และระบบการท่องเที่ยวที่รองรับชาวต่างชาติได้ดี
จุดแข็งสำคัญของอุตสาหกรรมนี้อยู่ที่การเชื่อมโยงห่วงโซ่มูลค่าอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่บริการสุขภาพเชิงป้องกัน ธุรกิจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ธุรกิจที่พัก สปา คลินิก ไปจนถึงผู้ผลิตสมุนไพร เครื่องหอม และอาหารเพื่อสุขภาพ การเติบโตของภาคธุรกิจเหล่านี้ไม่ได้สร้างประโยชน์เฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่เท่านั้น แต่ยังสามารถยกระดับรายได้ของชนชั้นกลางไทยผ่านการจ้างงานที่ต้องใช้ทักษะและมาตรฐานการบริการที่สูงขึ้น เมื่อรายได้ชนชั้นกลางเพิ่มขึ้น การบริโภคภายในประเทศก็มีแนวโน้มขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพมากกว่าการพึ่งพามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นแบบประชานิยม
ข้อมูลล่าสุดจาก Global Wellness Institute ระบุว่า มูลค่า wellness economy ของไทยอยู่ที่ 42.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ(1.45 ล้านล้านบาท) ในปี 2024 ซึ่งสะท้อนว่า wellness ไม่ใช่เพียงแนวคิดเชิงภาพลักษณ์ แต่เป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่และมีนัยสำคัญต่อประเทศอย่างแท้จริง โดยการเติบโตดังกล่าวเกิดจากความเชื่อมโยงของหลายภาคส่วน ทั้ง wellness tourism, medical wellness, wellness real estate, mental wellness และบริการสุขภาพเชิงป้องกันในรูปแบบต่าง ๆ
แม้การท่องเที่ยวจะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยมาโดยตลอด แต่ที่ผ่านมา จุดขายสำคัญของไทยในสายตานักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงอยู่ที่ “ความคุ้มค่าด้านราคา” หรือภาพของการเป็นประเทศที่ “เที่ยวถูกและดี” หากไทยยังแข่งขันด้วยราคาเป็นหลัก ก็ย่อมยากที่จะยกระดับรายได้เฉลี่ยต่อหัวของนักท่องเที่ยวและยกระดับคุณภาพของการจ้างงานได้อย่างแท้จริง แต่หากไทยสามารถปรับยุทธศาสตร์จากการขายประสบการณ์ท่องเที่ยวราคาคุ้มค่า ไปสู่การขายประสบการณ์ “พักผ่อนพร้อมดูแลสุขภาพและป้องกันโรค” ได้อย่างเป็นระบบ ไทยก็จะสามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อคนได้มากขึ้น และสร้างงานที่มีค่าตอบแทนสูงขึ้นตามระดับทักษะของแรงงานไทย
ในบริบทนี้ Thailand Digital Arrival Card (TDAC) อาจเป็นเครื่องมือสำคัญที่ควรถูกมองให้ไกลกว่าการเป็นเพียงระบบลงทะเบียนข้อมูลขาเข้า ปัจจุบัน TDAC เริ่มใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2025 สำหรับชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทย และถูกออกแบบให้ใช้แทนแบบฟอร์มขาเข้าเดิมในรูปแบบดิจิทัล โดยข้อมูลที่เกี่ยวข้องครอบคลุมข้อมูลหนังสือเดินทาง ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลการเดินทาง ข้อมูลที่พัก และข้อมูลด้านสุขภาพตามที่หน่วยงานกำหนด
อย่างไรก็ดี หากมองในเชิงนโยบายสาธารณะ TDAC ยังมีศักยภาพที่จะพัฒนาไปได้มากกว่าการเป็นเพียงเครื่องมือด้านตรวจคนเข้าเมือง กล่าวคือ หากรัฐบาลเปิดโอกาสให้เอกชนไทยสามารถประชาสัมพันธ์ digital public infrastructure ภายใต้กรอบความยินยอมของผู้เดินทางและกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่เอื้อต่อการเชื่อมต่อบริการสุขภาพเชิงป้องกันอย่างสมัครใจ ก็อาจทำให้ TDAC กลายเป็น “จุดเชื่อมต่อ” สำคัญระหว่างนักท่องเที่ยวกับระบบเศรษฐกิจ wellness ของไทยได้ ไม่ว่าจะเป็นบริการ health monitoring, preventive screening, wellness concierge, telehealth follow-up หรือแพลตฟอร์มดูแลสุขภาพระหว่างพำนักในประเทศ แนวทางเช่นนี้ไม่เพียงเพิ่มทางเลือกให้ผู้เดินทาง แต่ยังเปิดพื้นที่ทางเศรษฐกิจใหม่ให้ผู้ประกอบการไทยด้วย
ประเด็นนี้ยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้น เมื่อพิจารณาควบคู่กับภาระด้านสุขภาพของประเทศในอนาคต ไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งย่อมนำไปสู่ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่สูงขึ้นในระยะยาว มีการอ้างอิงจาก TDRI ว่าค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของไทยอาจแตะระดับ 2.2 ล้านล้านบาทในปี 2032 หากประเทศยังไม่เร่งส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกันอย่างจริงจัง ขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยก็เคยจัดสรรงบประมาณ 50 ล้านบาทในปี 2024 เพื่อดูแลกรณีนักท่องเที่ยวต่างชาติได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตระหว่างท่องเที่ยวในไทย ซึ่งสะท้อนว่าเรื่องสุขภาพของนักท่องเที่ยวไม่ใช่ประเด็นปลายทาง แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและภาระของรัฐเช่นกัน
หากรัฐออกแบบระบบให้เหมาะสม ผลลัพธ์ที่ตามมาอาจเกิดขึ้นพร้อมกันหลายด้าน ประการแรก ผู้ประกอบการไทย ไม่ว่าจะเป็นstartup healthtech ผู้ให้บริการ preventive care ธุรกิจโรงแรม สปา คลินิก ผู้ผลิตสมุนไพรและเครื่องหอม หรือผู้ให้บริการดูแลผู้สูงอายุ จะมีโอกาสเข้าถึงตลาดนานาชาติได้มากขึ้น ประการที่สอง ประเทศไทยอาจเกิด economy of scale ในการพัฒนาระบบสุขภาพดิจิทัล เพราะมีฐานผู้ใช้ต่างชาติจำนวนมากเดินทางเข้ามาในประเทศอยู่แล้ว ประการที่สาม ไทยจะสามารถเปลี่ยนการท่องเที่ยวจากธุรกิจที่แข่งขันด้วยราคา ไปสู่เศรษฐกิจสุขภาพที่แข่งขันด้วยมูลค่าและคุณภาพ และประการสุดท้าย แนวทางดังกล่าวอาจช่วยลดแรงกดดันต่อระบบสาธารณสุขในระยะยาว ด้วยการเปลี่ยนจากการ “รักษาเมื่อป่วย” ไปสู่การ “ป้องกันก่อนป่วย” มากขึ้น
“กล่าวโดยสรุป ภายใต้แรงกดดันจากการแข่งขันระดับโลก เทคโนโลยี AI และภาระจากสังคมสูงวัย รัฐบาลไทยไม่ควรปล่อยให้คำว่า New S-Curve เป็นเพียงถ้อยคำในเอกสารนโยบายอีกต่อไป หากต้องการให้ชนชั้นกลางไทยมีงานที่ค่าตอบแทนสูงขึ้น มีทักษะที่ยากต่อการถูกแทนที่ และมีโอกาสเติบโตในเศรษฐกิจยุคใหม่ ประเทศไทยจำเป็นต้องเลือกอุตสาหกรรมที่มีรากฐานในประเทศและต่อยอดได้จริง และในบรรดาทางเลือกเหล่านั้น wellness คือหนึ่งในคำตอบที่ชัดเจนที่สุด เพราะไทยมีทั้งอุปสงค์จากนักท่องเที่ยว มีทุนทางวัฒนธรรม มีเครือข่ายผู้ประกอบการ และมีโจทย์ด้านสาธารณสุขที่ทำให้การลงทุนเชิงป้องกันคุ้มค่ากว่าการรอจ่ายเมื่อปัญหาปะทุแล้ว การผลักดัน wellness จึงไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย แต่คือยุทธศาสตร์เศรษฐกิจและสังคมที่ไทยควรเริ่มทำอย่างจริงจัง” รองศาสตราจารย์ ดร.ภัทรกิตติ์ กล่าวทิ้งท้าย

จากนโยบายสู่แนวปฏิบัติ: การสร้างภูมิคุ้มกันนิโคตินในเยาวชนด้วยหัวใจของเวชศาสตร์ครอบครัวการเสพติด

จากนโยบายสู่แนวปฏิบัติ: การสร้างภูมิคุ้มกันนิโคตินในเยาวชนด้วยหัวใจของเวชศาสตร์ครอบครัวการเสพติด การติดตามพฤติกรรมการใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบและนิโ...