วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569

กมธ.ท่องเที่ยว วุฒิสภา ห่วง นทท.ต่างชาติเข็นมอเตอร์ไซค์หาเติมน้ำมันทั่วสมุย บี้รัฐกู้ภาพลักษณ์ด่วน ผวาพิษสงครามตะวันออกกลางทำทัวร์หายครึ่งล้านเอกชนแนะฉวยจังหวะดึงเศรษฐีลี้ภัยลงทุน เตือนคุมเข้มกม.กันกระแสต่อต้าน

กมธ.ท่องเที่ยว วุฒิสภา ห่วง นทท.ต่างชาติเข็นมอเตอร์ไซค์หาเติมน้ำมันทั่วสมุย บี้รัฐกู้ภาพลักษณ์ด่วน ผวาพิษสงครามตะวันออกกลางทำทัวร์หายครึ่งล้านเอกชนแนะฉวยจังหวะดึงเศรษฐีลี้ภัยลงทุน เตือนคุมเข้มกม.กันกระแสต่อต้าน


วันที่ 17 มี.ค. 69 นายพิศูจน์ รัตนวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา เป็นประธานการประชุมเพื่อพิจารณาผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไทยจากเหตุความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมีนายชาคริต ปิตานุพงศ์ ผู้อำนวยการกองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา , นายชูวิทย์ ศิริเวชกุล รองผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย , นายธเนศ วรศรัณย์ กรรมการนายทะเบียนสภาหอการค้าไทยแห่งประเทศไทย นายรัชชพร พูลสวัสดิ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เข้าชี้แจง


นายชูวิทย์ กล่าวว่า สงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ด้านการบินและการท่องเที่ยวไทย โดยพบหลายสายการบินยังให้บริการเที่ยวบินจำกัดเพื่อระบายผู้โดยสารและมีการปรับตารางบินแบบวันต่อวัน อีกทั้งเที่ยวบินจากดูไบยังมีการยกเลิกและปรับตารางบินหลายเที่ยว นอกจากนี้ยังพบว่าราคาบัตรโดยสารเครื่องบินเพิ่มขึ้นประมาณ 20% มีการยกเลิกเที่ยวบินต่อเนื่องเฉลี่ยประมาณ 50 เที่ยวบินต่อวัน โดยข้อมูลเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569 พบจำนวนนักท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากเที่ยวบินทยอยกลับประเทศทำให้มีผู้ได้รับผลกระทบสะสม 58,876 คน 

หากสถานการณ์ยืดเยื้อออกไปอีก 3 เดือน จะส่งผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวจากตลาดตะวันออกกลางยุโรปและอเมริกาที่อาจลดลงถึงกว่า 5 แสนคน เนื่องจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้นักท่องเที่ยววิตกค่าครองชีพ ราคาน้ำมัน และวิตกเรื่องความปลอดภัยเพราะใช้เวลาเดินทางนานขึ้น จึงทำให้นักท่องเที่ยวเลิกเดินทางในประเทศหรือภูมิภาคอื่นแทน

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจึงต้องกระตุ้นการเดินทางของตลาดทดแทนในเอเชียโอเชียเนียและรักษาตลาดยุโรปและอเมริกาโดยจะผลักดันการบินเชื่อมโยงระหว่างร่วมกับสายการบินที่ข้ามฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก นอกจากนี้จะส่งเสริมประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางแห่งการเยียวยาระดับโลกเพื่อให้นักเดินทางได้ฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจท่ามกลางธรรมชาติและวัฒนธรรมไทยที่ทรงคุณค่า  รวมทั้งกลุ่มลองสเตย์กลุ่มรักษาพยาบาลและกลุ่มนักท่องเที่ยวรายได้สูง

นายรัชชพร กล่าวว่า หากประเทศไทยเตรียมตัวให้ดีจะสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยเฉพาะกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติ ซึ่งเริ่มมาหาพื้นที่ตามเมืองชายทะเลต่างๆ เช่น เกาะสมุยเกาะพะงันและเกาะอื่นๆในจังหวัดภูเก็ต จึงควรเปิดให้ชาวต่างชาติที่หนีภัยสู้รบเข้ามาลงทุนในประเทศไทยได้อย่างถูกต้อง

โดยรัฐ ต้องทำให้เกิดความชัดเจนในการบังคับใช้กฎหมายการลงทุน หรือมีสูตรการลงทุนที่นักลงทุนสามารถปรึกษาได้จริงๆ ซึ่งนอกจากอสังหาริมทรัพย์ยังมีเรื่องรถเช่าและธุรกิจต่างๆ ที่จะมีโอกาสเติบโตในพื้นที่

"จะทำอย่างไรไม่ให้เกิดกระแสต่อต้านชาวอิสราเอล เหมือนที่เกิดขึ้นในบางพื้นที่ ซึ่งการที่พวกเขาเข้าไปอยู่อาศัยเป็นสิ่งที่ดี แต่ปัญหาคือเมื่อมาทำธุรกิจไม่สามารถสื่อสารให้เข้าใจตรงกัน จึงเกิดความขัดแย้งขึ้น ถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดายสำหรับกลุ่มตลาดเหล่านี้

ทำอย่างไรให้ การมาท่องเที่ยวเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การมาอยู่อาศัยและลงทุนจะต้องมีความเข้าใจ ที่ตรงกันรวมทั้งปฏิบัติภายใต้กฎหมายไทย เพื่อให้การใช้ทรัพยากรไทยมีความคุ้มค่ากับการจัดเก็บภาษีเข้ารัฐอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย" นายรัชชพร กล่าว.


ด้านนายพิศูจน์ กล่าวว่า ขณะนี้นักท่องเที่ยวเกิดความวิตกเรื่องน้ำมันไม่มีเติม จะขับรถไปเองก็กลัวจะกลับไม่ได้ โดยตอนนี้ยังไม่เห็นภาครัฐพูดถึงการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้เลย จึงต้องเร่งให้ความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยว จึงฝากททท.ประชาสัมพันธ์ทำความเข้า เนื่องจากพบนักท่องเที่ยวบนเกาะสมุย ขี่มอเตอร์ไซค์ไปนอนรอเติมน้ำมัน แต่ไม่มีน้ำมันให้เติมและต้องเข็นรถกลับมาคืนร้านเช่า ภาพแบบนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นในประเทศเรา โเยปัญหาที่เข้าใจว่าน้ำมันหมด แต่แท้จริงแล้วน้ำมันไม่ขาดแน่นอน เพียงแต่ไม่มีเติม จึงฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไข

วันจันทร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569

งานวิจัยบุหรี่ไฟฟ้ายังเสียงแตก ผู้เชี่ยวชาญย้ำ “การเลิกสูบ” ยังเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

งานวิจัยบุหรี่ไฟฟ้ายังเสียงแตก ผู้เชี่ยวชาญย้ำ “การเลิกสูบ” ยังเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด


ประเด็นความอันตรายของการใช้บุหรี่ไฟฟ้ายังคงเป็นหัวข้อที่มีการถกเถียงในวงการสาธารณสุขอย่างมาก โดยเฉพาะในประเทศไทยที่ผลิตภัณฑ์นี้เป็นสินค้าผิดกฎหมาย ศ.เกียรติคุณ นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เคยให้ความเห็นว่า “เท่าที่มีหลักฐานถึงขณะนี้ บุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายน้อยกว่าบุหรี่ธรรมดา แต่ผลกระทบต่อสุขภาพระยะยาวยังไม่ทราบ และไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดการสูบบุหรี่ได้เพราะยังมีนิโคตินซึ่งเป็นสารเสพติดที่มีอานุภาพรุนแรง” ด้านกรมควบคุมโรคเผยว่าผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ สหรัฐอเมริกา ตรวจพบสารพิษกลุ่มโลหะหนักในน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าและละอองไอจากการสูบ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก พร้อมย้ำเตือนประชาชน ลด ละ เลิก การใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบทุกชนิด


ในขณะที่การศึกษาล่าสุดที่เผยแพร่ในวารสารวิชาการด้านโรคหัวใจและหลอดเลือดระดับนานาชาติ European Heart Journal (EHJ) ซึ่งเป็นงานวิจัยจากประเทศเกาหลีใต้ที่ศึกษาพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจหลังได้รับการรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและใส่ขดลวด  (Percutaneous Coronary Intervention : PCI) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “การทำบอลลูน” พบว่าการปรับพฤติกรรมการสูบบุหรี่สัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคหัวใจที่ลดลง 


การศึกษาครั้งนี้ใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูล Korean National Health Insurance โดยติดตามผู้ป่วยจำนวน 17,973 ราย ที่เคยสูบบุหรี่และได้รับการทำ PCI แล้วติดตามพฤติกรรมการสูบหลังการรักษา ผู้ป่วยถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ที่ยังคงสูบบุหรี่แบบเผาไหม้ ผู้ที่เลิกสูบบุหรี่ได้สำเร็จและผู้ที่เปลี่ยนไปใช้บุหรี่ไฟฟ้า

จากการติดตามผลเฉลี่ยประมาณ 2.4 ปี พบว่า 49.8% ยังคงสูบบุหรี่แบบเดิม 40.7% สามารถเลิกสูบบุหรี่ได้ ส่วน 9.4% เปลี่ยนไปใช้บุหรี่ไฟฟ้า เมื่อวิเคราะห์เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ทางหัวใจและหลอดเลือดรุนแรง (Major Adverse Cardiac Events : MACE) พบว่ากลุ่มที่ยังสูบบุหรี่แบบเดิมมีอัตราเกิดเหตุการณ์ 17% กลุ่มที่เลิกสูบบุหรี่ 13.4% ส่วนกลุ่มที่เปลี่ยนไปใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวลดลงเหลือประมาณ 10%
ผลการศึกษาชี้ว่า การเลิกสูบบุหรี่หรือการเปลี่ยนพฤติกรรมโดยการใช้บุหรี่ไฟฟ้าทดแทนมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจที่ลดลง เมื่อเทียบกับการสูบบุหรี่แบบเผาไหม้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเน้นย้ำว่า แนวทางที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจยังคงเป็น การเลิกสูบบุหรี่โดยสิ้นเชิง

นักวิจัยยังระบุเพิ่มเติมว่า การศึกษานี้เป็น การศึกษาประเภทสังเกตการณ์ (observational study) จึงยังไม่สามารถสรุปความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลได้อย่างเด็ดขาด และยังต้องมีการศึกษาทางคลินิกเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลลัพธ์ในระยะยาว นอกจากนี้ ผู้วิจัยยังย้ำว่า ผลการศึกษานี้ ไม่ได้หมายความว่าบุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัย โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่มาก่อน

สุดท้ายแล้ว เรื่องของบุหรี่ไฟฟ้าก็คงยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน สังคมจึงจำเป็นที่จะต้องพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน แต่สิ่งที่ทราบกันแน่นอนคือ การสูบบุหรี่ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคหัวใจและหลอดเลือด แนวทางที่ดีที่สุดสำหรับสุขภาพยังคงเป็น การเลิกสูบบุหรี่ทุกประเภท

วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569

พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือการพัฒนาฝีมือแรงงานให้แก่กลุ่มเปราะบางทุกช่วงวัย และผู้สบปัญหาความเดือดร้อน ระหว่าง กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กับ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์และพิธีปิดฝึกอบรมหลักสูตรการทำดอกไม้ประดิษฐ์ให้มีมูลค่าเพิ่มเชิงวัฒนธรรมไทยวันศุกร์ที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๖๙ ณ ห้องประชุม ชั้น ๓ ตึกนวมหาราช สภาสังคมสงเคราะห์ฯ


     สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (MOU)  เพื่อพัฒนาฝีมือแรงงานให้แก่กลุ่มเปราะบาง
ทุกช่วงวัย ได้แก่ เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ยากไร้ ผู้ประสบภัยพิบัติ และผู้ประสบปัญหาความเดือดร้อน เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนกลุ่มดังกล่าวได้รับการพัฒนาทักษะอาชีพที่สอดคล้องกับเทคโนโลยี
และความต้องการของตลาดแรงงาน สามารถนำไปประกอบอาชีพสร้างรายได้ และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน 
อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำ และเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในระดับครัวเรือนและชุมชน


ร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ 
กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการบูรณาการ  การทำงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐและองค์กรเพื่อสังคม เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาศักยภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางในสังคม ให้มีโอกาสในการเข้าถึงการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานและสามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคง ทั้งยังเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับครอบครัวชุมชน และเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว 


ด้านนายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ 
อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวว่า กรมพัฒนาฝีมือแรงงานมีภารกิจสำคัญในการพัฒนาศักยภาพกำลังแรงงานของประเทศให้มีทักษะที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและความต้องการของตลาดแรงงาน 


โดยความร่วมมือกับสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ ในครั้งนี้ จะช่วยขยายโอกาสให้กลุ่มเปราะบาง
ได้รับการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะอาชีพอย่างทั่วถึง อันจะนำไปสู่การมีงานทำและการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน
ในโอกาสเดียวกัน สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ และกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จัดทำ “โครงการพัฒนาฝีมือแรงงานสตรีเพื่อถวายพระราชกุศลและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมุ่งส่งเสริมการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานให้แก่สตรี
อายุระหว่าง 18 – 59 ปี  ให้สามารถประกอบอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของตนเอง ครอบครัว และชุมชนได้อย่างมั่นคง ซึ่งจัดการฝึกอบรมหลักสูตร “การทำดอกไม้ประดิษฐ์ให้มีมูลค่าเพิ่มเชิงวัฒนธรรมไทย” ระหว่างวันที่ 9 – 13 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุม 207 ตึกมหิดล สภาสังคมสงเคราะห์ฯ โดยกรุงเทพมหานคร เป็นจังหวัดนำร่อง เพื่อพัฒนาทักษะอาชีพและสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพให้แก่ผู้เข้ารับการฝึกอบรม และจะดำเนินงานไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ครอบคลุม 35 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนสามารถนำความรู้ไปต่อยอดสร้างรายได้และพัฒนาอาชีพได้อย่างยั่งยืน


พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือจัดขึ้นเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุม ชั้น 3 ตึกนวมหาราช  สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยมีร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นประธานลงนาม และ รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ดร.ธิดารักษ์ สัจจพงษ์ เลขาธิการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธี ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทุกภาคส่วน
ในการพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ สร้างโอกาสในการประกอบอาชีพ  เพิ่มรายได้ และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่สังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569

มหาวิทยาลัยนเรศวร เชิญร่วมงาน “มะปรางหวาน–มะยงชิด ครั้งที่ 21” ชมฟรี 22 มี.ค. นี้ ที่พิษณุโลก

มหาวิทยาลัยนเรศวร เชิญร่วมงาน “มะปรางหวาน–มะยงชิด ครั้งที่ 21” ชมฟรี 22 มี.ค. นี้ ที่พิษณุโลก



รศ.ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท หัวหน้าศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลไม้ มหาวิทยาลัยนเรศวร ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ขอเชิญประชาชนและผู้สนใจเข้าร่วมงาน “มะปรางหวาน–มะยงชิด ครั้งที่ 21”
โดยงานจะจัดขึ้นในวันที่ 22 มีนาคม 2569 ณ คณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก เพื่อส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการผลิต การพัฒนาคุณภาพผลผลิต และสร้างเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของเกษตรกรผู้ปลูกมะปรางหวานและมะยงชิด


ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจ ได้แก่ การเสวนาวิชาการหัวข้อ “การปรับตัวของเกษตรกรผู้ปลูกมะปรางหวานและมะยงชิดภายใต้สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง” ระหว่างเวลา 09.00–12.00 น. โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ คุณทะวาย ปิ่นทอง อาจารย์ประทุม ทองคำ และ รศ.ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท


นอกจากนี้ยังมี การประกวดมะปรางหวานและมะยงชิด ประจำปี 2569 เพื่อคัดเลือกผลผลิตคุณภาพดีจากเกษตรกรในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมชมงานได้ ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ตลอดกิจกรรม

อว. ผนึก 5 หน่วยงาน ยกระดับอาหารพื้นถิ่นด้วยเทคโนโลยีฉายรังสี พร้อมเปิดศูนย์บ่มเพาะฯ ปั้นผู้ประกอบการ “Food Ray Genius” สู่เวทีโลก

อว. ผนึก 5 หน่วยงาน ยกระดับอาหารพื้นถิ่นด้วยเทคโนโลยีฉายรังสี พร้อมเปิดศูนย์บ่มเพาะฯ ปั้นผู้ประกอบการ “Food Ray Genius” สู่เวทีโลก

วันนี้ (10 มีนาคม 2569) นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธาน พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เรื่อง “ความร่วมมือในการบูรณาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านงานวิจัย พัฒนานวัตกรรมและการใช้ประโยชน์” ระหว่าง 5 หน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. สถาบันอาหาร มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด และมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร โดยมีผู้บริหารจากหน่วยงานพันธมิตรเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมจัดแถลงข่าวเปิดศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาหารฉายรังสีเชิงลึก ภายใต้กิจกรรม “Food Ray Genius” ณ ห้องแถลงข่าว อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าวว่า อาหารไทยถือเป็นหนึ่งใน Soft Power ที่สำคัญของประเทศ การยกระดับอาหารพื้นถิ่นด้วยวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม ไม่เพียงช่วยเพิ่มความปลอดภัยและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ แต่ยังช่วยเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับผู้ประกอบการรายย่อย วิสาหกิจชุมชน และผู้ผลิตในภูมิภาคให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดที่กว้างขึ้น หนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่ถูกนำมาใช้คือ “เทคโนโลยีการฉายรังสีอาหาร” ซึ่งช่วยลดการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ ยืดอายุการเก็บรักษา และช่วยให้ผลิตภัณฑ์อาหารของไทยสามารถส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น โดยเทคโนโลยีดังกล่าวได้รับการรับรองด้านความปลอดภัยจากองค์การระหว่างประเทศ และมีการใช้แพร่หลายในหลายประเทศทั่วโลกรองศาสตราจารย์ ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ กล่าวว่าการยกระดับอาหารพื้นถิ่นและอาหารฟังก์ชันด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เป็นแนวทางสำคัญในการเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจฐานราก ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารไทย ที่ผ่านมา สทน. ได้ดำเนินโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการฉายรังสีอาหารร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏในภูมิภาคต่างๆ มาตั้งแต่ปี 2564 มีผู้ประกอบการสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการฯ รวม 934 ผลิตภัณฑ์ และสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ จนเกิด “Product Champion” ในแต่ละภูมิภาค ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในการพัฒนาสินค้าด้วยเทคโนโลยีฉายรังสี ให้มีมาตรฐานความปลอดภัยและมีศักยภาพในการแข่งขันในตลาดที่กว้างขึ้น ในปี 2569 นี้ สทน. จึงได้ต่อยอดความสำเร็จของโครงการฯ สู่การจัดตั้ง “ศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาหารฉายรังสีเชิงลึก เพื่อการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน” ภายใต้กิจกรรม “Food Ray Genius” ซึ่งจะเป็นเวทีค้นหาและพัฒนาผู้ประกอบการอาหารพื้นถิ่นที่มีศักยภาพ ให้มีความพร้อมทั้งด้านเทคโนโลยี มาตรฐานผลิตภัณฑ์ และการบริหารจัดการธุรกิจ เพื่อให้สามารถนำองค์ความรู้จากงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง โดย สถาบันอาหาร จะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนองค์ความรู้ด้านอุตสาหกรรมอาหาร มาตรฐานความปลอดภัย การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการต่อยอดสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศ ขณะที่ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด และมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาในภูมิภาค จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่พื้นที่ และทำงานร่วมกับผู้ประกอบการ วิสาหกิจชุมชน และ SME โดยมีผลิตภัณฑ์อาหารพื้นถิ่นที่โดดเด่นจากแต่ละจังหวัดเข้าร่วมพัฒนา อาทิ เนื้อโคขุนโพนยางคำ ไก่ย่างพังโคน และหม่ำเนื้อจากจังหวัดสกลนคร หม่ำ ปลาส้ม และแจ่วบอง/แจ่วมะกอก จากจังหวัดร้อยเอ็ด รวมถึงไส้กรอกปลา ข้าวเหนียวเขาวงและน้ำปลาร้าแม่บุญล้ำ จากจังหวัดกาฬสินธุ์ความร่วมมือระหว่าง สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ สถาบันอาหาร และมหาวิทยาลัยทั้ง 3 แห่ง ในครั้งนี้ จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญของการบูรณาการความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อยกระดับอาหารพื้นถิ่นของไทยให้มีมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล พร้อมทั้งสร้างผู้ประกอบการนวัตกรรมอาหารรุ่นใหม่ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป

วช. ผนึกกำลัง มธ. เดินหน้าหลักสูตร RUSH ระยะที่ 2 มุ่งสร้างเครือข่ายนักวิจัย – ยกระดับสู่การใช้งานจริง

วช. ผนึกกำลัง มธ. เดินหน้าหลักสูตร RUSH ระยะที่ 2 มุ่งสร้างเครือข่ายนักวิจัย – ยกระดับสู่การใช้งานจริง


วันที่ 12 มีนาคม 2569 – โครงการการพัฒนาหลักสูตรเสริมศักยภาพและจรรยาบรรณด้านการวิจัยในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดการอบรมหลักสูตร "เสริมศักยภาพและจรรยาบรรณด้านการวิจัยในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ (RUSH)" ระยะที่ 2 โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมและขยายผลงานวิจัยให้สอดคล้องกับบริบทเชิงพื้นที่ของแต่ละภูมิภาค พร้อมทั้งสนับสนุนการผลักดันข้อเสนอโครงการที่มีศักยภาพ เพื่อนำไปสู่การใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม


รองศาสตราจารย์ ดร.สุนิดา อรุณพิพัฒน์ จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะหัวหน้าโครงการฯ ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการอบรมหลักสูตร RUSH ว่า “โครงการนี้ถือเป็นความริเริ่มอันดีของ วช. ที่ต้องการเห็นบุคลากรในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มีเครือข่ายที่เข้มแข็งและได้รับการเสริมศักยภาพอย่างต่อเนื่อง ซึ่งความสำเร็จนี้ได้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปีแรก สำหรับในระยะที่ 2 เราได้ยกระดับการดำเนินงานให้เข้มข้นยิ่งขึ้น โดยมุ่งเป้าไปที่การนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้จริง ท้ายที่สุดนี้ จากความสำเร็จในระยะแรกที่นักวิจัยสามารถยื่นขอรับทุนสนับสนุนในลักษณะงานวิจัยเพื่อการนำไปใช้ประโยชน์ได้ตามเป้าหมาย ทำให้เรามั่นใจว่าเครือข่ายที่เรามุ่งมั่นสร้างสรรค์ขึ้นในปีนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยความพยายาม ความหวัง และความห่วงใย จะนำพาทุกท่านไปสู่การนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง ตลอดจนร่วมกันยกระดับการพัฒนาประเทศไปสู่อีกขั้นหนึ่ง”


การอบรมในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก คุณศิรินทร์พร เดียวตระกูล รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน 

โดยมี ดร.เตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย ร่วมกล่าวแสดงความยินดี โดยระบุว่า “ประเทศไทยกำลังอยู่ในจุดที่ต้องเข้าใจตนเองและเข้าใจโลกไปพร้อมกัน เรามีความหลากหลายทางวัฒนธรรม มีภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ลึกซึ้ง และมีทุนทางสังคมที่ทรงคุณค่า ทว่าการจะนำทุนเหล่านี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างแท้จริงนั้น จำเป็นต้องอาศัยนักวิจัยที่เข้าใจทั้งทฤษฎีและสภาพความเป็นจริง สามารถทำงานบูรณาการร่วมกับชุมชน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรด้านมนุษยธรรมได้ และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องสามารถสื่อสารองค์ความรู้เหล่านั้นให้ผู้กำหนดนโยบายและสาธารณชนเข้าใจ ตลอดจนนำไปปฏิบัติได้จริง ผมขอแสดงความยินดีกับผู้เข้าอบรมทุกท่านที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมหลักสูตรนี้ ท่านคือกำลังสำคัญของชาติทั้งในมิติขององค์ความรู้และความรับผิดชอบต่อสังคม ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเวลา 3 วันหลังจากนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์งานวิจัยและเครือข่ายความร่วมมือ ที่ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์ทางวิชาการ แต่ยังสามารถตอบสนองความต้องการของสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นที่พึ่งพิงให้แก่กลุ่มคนเปราะบางได้อย่างแท้จริง”


นอกจากนี้ คุณแก้วเกศร์ ถาวรพันธ์ รองเลขาธิการวุฒิสภา ได้ร่วมกล่าวแสดงความยินดี โดยระบุว่า “การอบรมในครั้งนี้ถือเป็นก้าวย่างสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนให้งานวิจัยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง และเป็นเป้าหมายในการร่วมกันผลักดันการพัฒนาประเทศในมิติต่าง ๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม หลายคนมักตั้งคำถามว่า งานวิจัยที่ดีนั้นอยู่ที่ไหน อาจจะอยู่ในห้องสมุดหรืออยู่บนหิ้ง ความท้าทายที่สำคัญคือ เราจะนำงานวิจัยที่ดีเหล่านั้นลงจากหิ้งมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมได้อย่างไร ดิฉันขอชื่นชมหลักสูตรนี้ที่มีความมุ่งมั่นในการนำงานวิจัยมาใช้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นด้านนโยบายสาธารณะ ด้านสังคมและชุมชน หรือด้านพาณิชย์ก็ตาม สำหรับสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจหลักในการสนับสนุนงานของวุฒิสภา ทั้งด้านการประชุม ด้านกฎหมาย และด้านวิชาการ เราได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการนำผลงานวิจัยและองค์ความรู้ต่าง ๆ มาใช้ประโยชน์ จึงได้สนับสนุนให้มีการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับหน่วยงานต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อนำผลงานทางวิชาการและงานวิจัยมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการนิติบัญญัติต่อไป”


พร้อมกันนี้ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้ให้เกียรติขึ้นกล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ในบริบทไทย: จากรากฐานตะวันตกสู่การสร้างสรรค์ทฤษฎีของเราเอง” 

โดยระบุว่า “เราจะต้องสร้างสังคมศาสตร์ของเราให้เป็นสังคมศาสตร์อีกรูปแบบหนึ่งที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัว เป็นการศึกษาที่ไม่ได้ลอกเลียนแบบชาติตะวันตกทั้งหมด แต่เป็นการเรียนรู้จากตะวันตกโดยไม่ได้ตั้งข้อรังเกียจ พร้อมทั้งนำมาประยุกต์ให้เป็นแม่แบบสำหรับประเทศที่มีบริบทหรือต้นทุนทางสังคมคล้ายคลึงกับไทย เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม แม้กระทั่งในเรื่องของการทูต สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างแนวทางการทูตแบบไทยขึ้นมา เพื่อให้เป็นอีกหนึ่งวิถีทาง (Approach) ที่น่าสนใจ อาจไม่ใช่รูปแบบประเทศมหาอำนาจระดับกลาง (Middle Power) ในความหมายเดิมเสียทีเดียว แต่เป็นการรวมตัวกันเพื่อไม่ให้ตกเป็นเบี้ยล่างของใคร ซึ่งถือเป็นประเด็นที่น่าสนใจมาก อย่างไรก็ตาม การเรียนการสอนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (International Relations) ในปัจจุบัน มักถูกมองว่าเป็นความเป็นสากล (Universal Science) แต่แท้จริงแล้วอาจไม่ใช่ความเป็นสากลเสมอไป ทว่าขึ้นอยู่กับความหลากหลายทางวัฒนธรรม และความสามารถในการสร้างสรรค์เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ของแต่ละพื้นที่มากกว่า”

สำหรับการอบรมหลักสูตร RUSH ระยะที่ 2 มีกำหนดจัดการอบรมทั้งในกรุงเทพมหานครและในส่วนภูมิภาค รวมทั้งสิ้น 4 ครั้ง โดยการอบรมในครั้งนี้ถือเป็นการจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในกรุงเทพมหานคร เพื่อเปิดโอกาสให้บุคลากรที่ผ่านการคัดเลือกจากทั่วประเทศได้เข้าร่วม ตลอดระยะเวลาการอบรมรูปแบบผสมผสานทั้ง Online และ On-site รวม 4 วัน ผู้เข้าอบรมจะได้รับการบ่มเพาะความรู้และทักษะในด้านต่าง ๆ ผ่านการฝึกปฏิบัติการ (Workshop) และการให้คำปรึกษา (Coaching) อย่างครบถ้วนตามที่หลักสูตรกำหนด หลังจากนั้นจะมีระยะเวลาประมาณ 1 เดือน เพื่อให้ผู้เข้าอบรมได้พัฒนาข้อเสนอโครงการให้มีความสมบูรณ์ โดยทางโครงการฯ จะมีการติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง และกำหนดให้มีการนำเสนอผลงานรอบสุดท้ายต่อผู้เชี่ยวชาญในลำดับต่อไป

วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569

7 นวัตกรรมสู้ฝุ่น PM2.5หนุนแก้วิกฤตมลพิษอากาศไทยอย่างยั่งยืน

7 นวัตกรรมสู้ฝุ่น PM2.5
หนุนแก้วิกฤตมลพิษอากาศไทยอย่างยั่งยืน


วิกฤตฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ได้กลายเป็นวาระแห่งชาติที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของคนไทย
อย่างต่อเนื่อง การแก้ไขปัญหานี้จึงจำเป็นต้องก้าวข้ามมาตรการเฉพาะหน้า ไปสู่การใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นฐาน
ในการจัดการอย่างเป็นระบบและยั่งยืน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้วิจัยพัฒนาและนำเสนอ “7 นวัตกรรมสู้ฝุ่น PM2.5” ครอบคลุมการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การสืบหาต้นตอฝุ่นอย่างแม่นยำ การตรวจติดตามสถานการณ์
แบบเรียลไทม์ ไปจนถึงการลดและกำจัดฝุ่นในพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่เสี่ยงอย่างเป็นรูปธรรม นวัตกรรมชุดนี้สะท้อนบทบาทสำคัญของ สวทช. ในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาเป็นเครื่องมือหลักในการขับเคลื่อนการแก้ไขวิกฤตมลพิษทางอากาศของประเทศ ไม่เพียงเพื่อรับมือในระยะสั้น แต่เพื่อสร้างโซลูชันที่ยั่งยืนในระยะยาว

นวัตกรรมชุดแรกมุ่งเน้นการสืบหาต้นตอของฝุ่น PM2.5 เพื่อให้การแก้ปัญหามีความแม่นยำ โดยนาโนเทค สวทช. ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและกรมควบคุมมลพิษ ได้พัฒนา "เครื่องเก็บตัวอย่างฝุ่น NanoSampler" ภายใต้โครงการวิจัย 
"การตรวจวิเคราะห์หาการกระจายขนาดและองค์ประกอบทางเคมีของฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5)" 
ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งสามารถแยกและวิเคราะห์ฝุ่นได้ถึง 6 ระดับขนาด ผลการศึกษาพบว่า เกือบครึ่งหนึ่งของฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครมาจากไอเสียรถยนต์ และในกลุ่มฝุ่นจิ๋ว PM0.1 มีสัดส่วนจาก
ไอเสียรถยนต์สูงถึงร้อยละ 65 ข้อมูลดังกล่าวเป็นฐานสำคัญต่อการกำหนดมาตรการควบคุมมลพิษจากภาคคมนาคม
อย่างตรงจุด นอกจากนี้ นาโนเทคยังมีการพัฒนา “ระบบตรวจวัดและจำแนก PM2.5 ด้วยจมูกอิเล็กทรอนิกส์ (e-Nose)” 
ที่สามารถระบุแหล่งกำเนิดฝุ่นแบบเรียลไทม์ พร้อมแสดงผลผ่านแอปพลิเคชัน Air Detector เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมเชิงพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ


ขณะเดียวกัน เอ็นเทคและเนคเทค สวทช. ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) 
และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ได้พัฒนา "ระบบตรวจวัดควันดำแบบระยะไกล" โดยผสานเทคโนโลยี AI, Machine Learning และ Computer Vision เปลี่ยนกล้อง CCTV ให้สามารถตรวจจับรถที่ปล่อยมลพิษเกินมาตรฐานได้โดยไม่ต้องหยุดรถ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายโดยไม่กระทบการจราจร



นวัตกรรมชุดที่สองมุ่งลดและกำจัดฝุ่นในพื้นที่อยู่อาศัย โดยเนคเทค สวทช. พัฒนา “ION Fresh เครื่องกรองฝุ่น PM2.5 
และกำจัดเชื้อโรคในอากาศ” ที่ใช้เทคโนโลยีการตกตะกอนเชิงไฟฟ้าสถิตในการดักจับฝุ่น PM2.5 และกำจัดเชื้อโรคด้วยแสง UVC เครื่องนี้รองรับการใช้งานภายในห้องขนาด 250 ตารางเมตร และสามารถถอดล้างส่วนดักจับฝุ่นเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ตอบโจทย์ทั้งการลดความเสี่ยงโรคทางเดินหายใจและประหยัดค่าใช้จ่าย

ในยุคที่มลพิษทางอากาศไม่ได้อยู่แค่ภายนอกอาคาร แต่แฝงตัวอยู่ภายในอาคารด้วย เอ็มเทค สวทช. ร่วมกับการไฟฟ้า
ฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้พัฒนา "เพียวแอร์ ยิปซัมบอร์ด (Pure Air Gypsum Board)" ซึ่งเป็นวัสดุก่อสร้าง
ภายในอาคารที่สามารถดูดซับสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ด้วยพันธะเคมี และเคลือบสีพิเศษที่ช่วยให้ฝุ่น PM2.5 หนักขึ้นแล้วตกลงสู่พื้น ลดการฟุ้งกระจายในอากาศ สร้างสภาพแวดล้อมในที่อยู่อาศัยให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การใช้พลังจากธรรมชาติก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ยั่งยืน สถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงานต้นแบบ และ
คณะทรัพยากรชีวภาพและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ร่วมกับศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ 
ไบโอเทค สวทช. ได้วิจัยพัฒนา “กำแพงต้นไม้” เพื่อดักจับและดูดซับ PM2.5 โดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูงอย่างเมตาโบโลมิกส์ (Metabolomics) และการวิเคราะห์ด้วย LC-MS เพื่อค้นหาและระบุชนิดพืชที่เหมาะสมที่สุดในการจับฝุ่นบนพื้นฐาน
ทางวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง เช่น พืชที่มีลักษณะใบขรุขระ ใบเล็ก หรือมีขนบนใบ อาทิ โมก กัลปพฤกษ์ จามจุรี ประดู่ 
และพะยูง เพื่อนำไปออกแบบการปลูกกำแพงต้นไม้ที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยเพิ่มทางเลือกการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ปิดท้ายด้วย “อุตุน้อย (UtuNoi) สถานีตรวจวัดสภาพอากาศเพื่อการเรียนรู้” โดยเนคเทค สวทช. ได้ต่อยอดจาก
บอร์ด KidBright ด้วยการติดตั้งเซนเซอร์วัดสภาพอากาศต่าง ๆ แล้วส่งข้อมูลไปยังเว็บแอปพลิเคชันแบบเรียลไทม์ 
ซึ่งเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้การใช้ข้อมูลจริง ฝึกทักษะด้าน Big Data และ IoT เพื่อสร้างรากฐานนักพัฒนานวัตกรรมสิ่งแวดล้อมในอนาคต

นวัตกรรมทั้ง 7 นี้สะท้อนบทบาทของ สวทช. ในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขวิกฤต PM2.5 ของประเทศอย่างเป็นระบบ ไม่เพียงรับมือในระยะสั้น แต่สร้างโซลูชันที่ยั่งยืนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทย
ในระยะยาว

กมธ.ท่องเที่ยว วุฒิสภา ห่วง นทท.ต่างชาติเข็นมอเตอร์ไซค์หาเติมน้ำมันทั่วสมุย บี้รัฐกู้ภาพลักษณ์ด่วน ผวาพิษสงครามตะวันออกกลางทำทัวร์หายครึ่งล้านเอกชนแนะฉวยจังหวะดึงเศรษฐีลี้ภัยลงทุน เตือนคุมเข้มกม.กันกระแสต่อต้าน

กมธ.ท่องเที่ยว วุฒิสภา ห่วง นทท.ต่างชาติเข็นมอเตอร์ไซค์หาเติมน้ำมันทั่วสมุย บี้รัฐกู้ภาพลักษณ์ด่วน ผวาพิษสงครามตะวันออกกลางทำทัวร์หายครึ่งล้...