วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569

มหิดล–จุฬาฯ –เชียงใหม่ พลิกโฉมอุดมศึกษาไทย เริ่มให้นิสิตนักศึกษาเรียนร่วม “MC² GenEd” สร้างระบบเรียนรู้ข้ามมหาวิทยาลัย เตรียมบัณฑิตพร้อมโลก AI และอนาคต

มหิดล–จุฬาฯ –เชียงใหม่ พลิกโฉมอุดมศึกษาไทย 
เริ่มให้นิสิตนักศึกษาเรียนร่วม “MC² GenEd” 
สร้างระบบเรียนรู้ข้ามมหาวิทยาลัย เตรียมบัณฑิตพร้อมโลก AI และอนาคต


มหาวิทยาลัยมหิดล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผนึกกำลังครั้งสำคัญ เดินหน้าสร้างปรากฏการณ์ใหม่ของระบบอุดมศึกษาไทย แถลงความคืบหน้าโครงการ MC² GenEd (Mahidol–Chula–Chiang Mai General Education) ภายใต้งาน “MC²: Beyond Boundaries, Building Future: มหิดล จุฬาฯ เชียงใหม่ ผสานพลังสู่การเรียนรู้แห่งอนาคต” เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ณ เรือนจุฬานฤมิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
งาน“MC²: Beyond Boundaries, Building Future: มหิดล จุฬาฯ เชียงใหม่ ผสานพลังสู่การเรียนรู้        แห่งอนาคต” ในครั้งนี้ ไม่เพียงนำเสนอความคืบหน้าของโครงการความร่วมมือทางวิชาการครั้งสำคัญระหว่าง         สามมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ แต่ยังสะท้อนวิสัยทัศน์ร่วมในการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ใหม่ที่ก้าวข้ามข้อจำกัดเดิมของระบบมหาวิทยาลัย ภายใต้แนวคิด “Beyond Boundaries, Building Future” หรือการ      

ก้าวข้ามพรมแดนทางการศึกษา เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตแห่งการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ โดยโครงการจะประเดิมปีการศึกษา 2569 และคาดว่าจะมีนิสิตนักศึกษาลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการไม่ต่ำกว่า 1,000 ราย 
ความร่วมมือระหว่างสามมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาระดับอุดมศึกษาไทย มุ่งสร้าง “ระบบนิเวศการเรียนรู้ร่วม” (Shared Learning Ecosystem) เปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาสามารถเรียนรายวิชาศึกษาทั่วไป (General Education) ข้ามมหาวิทยาลัย สะสมผลการเรียนรู้ และเทียบโอนหน่วยกิตได้อย่างไร้รอยต่อ พร้อมเปิดโลกการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง ผู้เชี่ยวชาญตัวจริง และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับเพื่อนต่างสถาบัน เพื่อเตรียมความพร้อมสู่โลกแห่งอนาคตที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
โครงการ MC² GenEd เกิดขึ้นภายใต้เครือข่ายความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ MC² (Mahidol–Chula–Chiang Mai)  ที่มีเป้าหมายร่วมกันในการยกระดับคุณภาพการศึกษา วิจัย และนวัตกรรม เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมไทยและสังคมโลก ผ่านการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้เรียนยุคดิจิทัล นับเป็นหนึ่งในโมเดลต้นแบบของการพัฒนาการศึกษาในรูปแบบ Flexible Education และ Credit Mobility ของประเทศไทย โดยเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาสามารถออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ของตนเองได้อย่างยืดหยุ่น ไม่จำกัดอยู่เพียงรายวิชาที่เปิดสอนภายในมหาวิทยาลัยต้นสังกัด แต่สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ อาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญ และประสบการณ์การเรียนรู้จากอีกสองมหาวิทยาลัยพันธมิตรได้โดยตรง
ในระยะแรกของโครงการ มีการเปิดรายวิชาศึกษาทั่วไปนำร่องจำนวน 24 รายวิชาจากทั้งสามมหาวิทยาลัย ครอบคลุมองค์ความรู้หลากหลายมิติ ทั้งด้านมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม ความยั่งยืน และทักษะแห่งอนาคต โดยเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรีของทั้งสามสถาบันสามารถเลือกเรียนได้ทั้งในรูปแบบออนไลน์และออนไซต์ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทการเรียนรู้ที่หลากหลายของผู้เรียนในยุคปัจจุบัน
นอกจากนี้ อีกหนึ่งจุดเด่นของโครงการนี้คือ การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถสะสมผลการเรียนรู้ล่วงหน้า (Advance Learning Accumulation) และเทียบโอนหน่วยกิตข้ามมหาวิทยาลัยตามเงื่อนไขที่แต่ละสถาบันกำหนด นับเป็นการลดข้อจำกัดด้านโครงสร้างการศึกษาแบบเดิม และเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนในสิ่งที่สอดคล้องกับความสนใจความถนัด และเป้าหมายวิชาชีพของตนเองได้มากยิ่งขึ้น
นอกเหนือจากการเรียนรู้ในห้องเรียน MC² GenEd ยังให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ร่วม (Shared Learning Experience) ระหว่างนิสิตนักศึกษาจากหลากหลายสาขาวิชาและต่างสถาบัน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แลกเปลี่ยนมุมมอง เรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่น และสร้างเครือข่ายแห่งการเรียนรู้ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของโลกการทำงานในอนาคตที่ต้องอาศัยความร่วมมือข้ามศาสตร์ ข้ามวัฒนธรรม และข้ามความเชี่ยวชาญ



ความร่วมมือดังกล่าวตั้งอยู่บนหลักการสำคัญด้าน Experiential Learning หรือ “การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง” ที่เชื่อว่าความรู้ที่มีคุณค่าไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจากการรับฟังในห้องเรียน แต่เกิดจากการลงมือปฏิบัติ การเรียนรู้จากสถานการณ์จริง การเผชิญโจทย์จริงของสังคม และการทำงานร่วมกับผู้คนที่มีความหลากหลาย


ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้กำหนด          ทิศทางการเรียนรู้ภายใต้แนวคิด “Learning for the AI and Digital Era” โดยมุ่งเตรียมผู้เรียนให้พร้อมรับมือกับโลกแห่งปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล ผ่านรายวิชาที่เปิดโอกาสให้นิสิตได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญตัวจริงด้าน AI เทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรม และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในวิชาชีพต่าง ๆ
 โลกในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากอิทธิพลของเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) การศึกษาไม่อาจจำกัดอยู่เพียงการถ่ายทอดองค์ความรู้แบบเดิมในห้องเรียนได้อีกต่อไป แต่ต้องสร้างพื้นที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง เป็นการเรียนรู้ร่วมกับผู้คนที่มีภูมิหลัง ความคิด และประสบการณ์ที่แตกต่างกัน พร้อมเข้าใจวิธีคิด รู้เท่าทันเทคโนโลยี สามารถใช้ AI อย่างมีวิจารณญาณและจริยธรรม” 
“เราไม่ได้ต้องการเพียงให้ผู้เรียนใช้ AI เป็น แต่ต้องการให้สามารถสร้างคุณค่าใหม่ให้แก่สังคม และใช้เทคโนโลยีเพื่อขับเคลื่อนอนาคตได้อย่างมีความรับผิดชอบ ผมเชื่อมั่นว่าเมื่อศักยภาพด้าน AI และดิจิทัลของจุฬาฯ ผนวกกับความเชี่ยวชาญด้านชุมชนของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และความเข้มแข็งด้านการเรียนรู้จากภาคปฏิบัติของมหาวิทยาลัยมหิดล นิสิตนักศึกษาจะได้รับประสบการณ์การเรียนรู้ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น พร้อมเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงในอนาคต” อธิการบดีจุฬาฯ กล่าว


ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “โครงการ MC² GenEd สะท้อนถึงพลังความร่วมมือของสามมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศในการสร้างรูปแบบการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ มหาวิทยาลัยมหิดล มุ่งขับเคลื่อนการเรียนรู้ภายใต้แนวคิด “Learning with Industry and Society” โดยให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงการศึกษาเข้ากับภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และภาคสังคม เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริง ผ่านการทำงานร่วมกับองค์กรพันธมิตรและผู้เชี่ยวชาญภายนอก ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างทักษะวิชาชีพและความเข้าใจบริบทการทำงานจริง” 
“การศึกษาในศตวรรษที่ 21 ต้องเป็นการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงหรือ Experiential Learning เป็นการเรียนรู้ร่วมกับผู้คนที่มีความแตกต่างหลากหลาย MC² GenEd จากความร่วมมือของทั้งสามมหาวิทยาลัยจึงเป็นโครงการที่ตอบโจทย์การเรียนรู้ยุคใหม่ได้อย่างดียิ่ง ซึ่งจะเป็นต้นแบบระบบการเรียนรู้ข้ามมหาวิทยาลัยของไทย” อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลกล่าว


ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า “ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มุ่งเน้นแนวคิด Learning from Communities and Sustainability โดยเชื่อว่าห้องเรียนที่ดีที่สุดไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในมหาวิทยาลัย   แต่รวมถึงชุมชน ธรรมชาติ และพื้นที่จริงรอบตัว ผู้เรียนจะได้เรียนรู้จากโจทย์จริงของสังคม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ความหลากหลายทางวัฒนธรรม ตลอดจนประเด็นสิ่งแวดล้อมที่ท้าทายและความยั่งยืนที่กำลังเกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้งต่อสังคม ประเทศ และโลกที่อาศัยอยู่ร่วมกัน ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเปิดให้เรียนข้ามมหาวิทยาลัย แต่เป็นการร่วมกันวางรากฐานระบบการศึกษารูปแบบใหม่ของประเทศไทยที่เปิดกว้าง ยืดหยุ่น และตอบโจทย์ผู้เรียนมากขึ้น พร้อมขยายโอกาสการเข้าถึงองค์ความรู้ที่ดีที่สุดจากหลากหลายสถาบัน และเป็นต้นแบบของการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ระดับประเทศในอนาคต” 
“MC² GenEd จึงเป็นมากกว่าการเรียนข้ามมหาวิทยาลัย แต่คือการเปิดโลกการเรียนรู้ให้กว้างกว่ารั้วมหาวิทยาลัย เชื่อมโยงผู้เรียน อาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญ และองค์ความรู้จากสามมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ เพื่อร่วมกันสร้างบัณฑิตที่พร้อมรับมือกับความท้าทายในโลกอนาคต และพร้อมเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน” อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่กล่าว
“MC² GenEd” จึงนับเป็นก้าวสำคัญของการเปิดโลกการเรียนรู้ให้กว้างไกล ผ่านการผนึกกำลังของสามมหาวิทยาลัยชั้นนำ “มหาวิทยาลัยมหิดล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่” ซึ่งจะช่วยเปิดมุมมองที่หลากหลายเพิ่มโอกาสการเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญและเพื่อนต่างสถาบัน พร้อมเผชิญความท้าทายในโลกอนาคต ความสำเร็จของความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นต้นแบบสำคัญที่สามารถขยายผลสู่สถาบันอุดมศึกษาอื่น ๆ เพื่อร่วมกันยกระดับการศึกษาของประเทศและพัฒนาบัณฑิตให้มีศักยภาพตอบโจทย์สังคมและโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ศึกษารายละเอียดรายวิชาและติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ MC² GenEd ได้ที่

พระอาจารย์เอกนัช อริยธัมโม นำสิ่งของจากแรงศรัทธาส่งต่อผู้สูงอายุ แจกกว่า 300 ชุด เตรียมจัดใหญ่ 799 ชุดถวายพระราชกุศลแด่ในหลวง รัชกาลที่ 10ที่สำนักสงฆ์พุปะหัง ตำบลยางหัก อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี

พระอาจารย์เอกนัช อริยธัมโม นำสิ่งของจากแรงศรัทธาส่งต่อผู้สูงอายุ แจกกว่า 300 ชุด เตรียมจัดใหญ่ 799 ชุดถวายพระราชกุศลแด่ในหลวง รัชกาลที่ 10
ที่สำนักสงฆ์พุปะหัง ตำบลยางหัก อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี 


พระอาจารย์เอกนัช อริยธัมโม พร้อมคณะศิษยานุศิษย์และจิตอาสา ได้ร่วมกันนำสิ่งของอุปโภคบริโภคจากแรงศรัทธาของประชาชนที่นำมาถวายและร่วมทำบุญกับทางสำนักสงฆ์ มาจัดเป็นชุดเพื่อแจกจ่ายให้แก่ผู้สูงอายุในพื้นที่อำเภอปากท่อ ช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพและสร้างกำลังใจให้กับผู้สูงวัยในชุมชน


กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นบริเวณหน้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สาขาปากท่อ โดยมีผู้สูงอายุที่ลงทะเบียนไว้ล่วงหน้าเดินทางมารับสิ่งของกันอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นไปด้วยความอบอุ่นและรอยยิ้มแห่งการแบ่งปัน


สำหรับสิ่งของที่นำมาแจกจ่ายประกอบด้วย ข้าวสาร ไข่ไก่ น้ำดื่ม น้ำมันพืช บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง และเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต รวมกว่า 300 ชุด โดยสิ่งของส่วนใหญ่เป็นผลบุญจากผู้มีจิตศรัทธาที่นำมาถวายและแก้บนกับทางสำนักสงฆ์ ก่อนจะถูกส่งต่อกลับคืนสู่สังคมในรูปแบบของการช่วยเหลือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ


พระอาจารย์เอกนัช อริยธัมโม กล่าวว่า ทางสำนักสงฆ์มีความตั้งใจที่จะนำสิ่งของจากแรงศรัทธาของญาติโยมมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการแบ่งปันให้กับผู้สูงอายุ ผู้ยากไร้ และผู้ด้อยโอกาสในพื้นที่ เพื่อให้ทุกคนได้รับประโยชน์จากการทำบุญร่วมกัน และสร้างสังคมแห่งการให้และการแบ่งปัน


นอกจากนี้ กิจกรรมยังได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และอาสาสมัครจิตอาสา ที่เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกและดูแลความเรียบร้อยตลอดการแจกจ่ายสิ่งของ  


พระอาจารย์เอกนัช อริยธัมโม เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ในวันที่ 28 กรกฎาคมนี้ ทางสำนักสงฆ์พุปะหังเตรียมจัดกิจกรรมมอบเครื่องอุปโภคบริโภคครั้งใหญ่อีกครั้ง ที่สำนักสงฆ์พุปะหัง อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี จำนวน 799 ชุด เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา โดยเปิดให้ผู้สูงอายุและประชาชนที่ลงทะเบียนล่วงหน้าเข้ารับสิ่งของตามวันและเวลาที่กำหนด 
   

กิจกรรมดังกล่าวนับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการนำพลังแห่งศรัทธามาต่อยอดเป็นการช่วยเหลือสังคมอย่างเป็นรูปธรรม สร้างทั้งรอยยิ้ม กำลังใจ และคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดราชบุรีอย่างต่อเนื่อง

ทีเส็บ ภาคใต้ ปักหมุดขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดัน ‘หาดใหญ่-สงขลา’ สู่ศูนย์กลางไมซ์ระดับสากล ในงาน "The Southern MICE Economic Forum 2026"

ทีเส็บ ภาคใต้ ปักหมุดขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดัน ‘หาดใหญ่-สงขลา’ สู่ศูนย์กลางไมซ์ระดับสากล ในงาน "The Southern MICE Economic Forum 2026"

สำนักส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการภาคใต้ (ทีเส็บ) ประกาศความพร้อมจัดงานครั้งยิ่งใหญ่ "The Southern MICE Economic Forum 2026"ภายใต้แนวคิด "ผนึกกำลังไมซ์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใต้สู่สากล" ในวันที่ 16 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี (ICC Hat Yai) อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มุ่งเป้าพลิกโฉมภาคใต้สู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) ในระดับนานาชาติอย่างยั่งยืน
งานในครั้งนี้ถือเป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่ตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อนักลงทุน ผู้ประกอบการ และบุคลากรในอุตสาหกรรมไมซ์ พื้นที่ภาคใต้ โดยไม่ได้เป็นเพียงแค่เวทีสัมมนาทั่วไป แต่คือพื้นที่แห่งการจุดประกายโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ และการเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรแบบครบวงจร เพื่อแสดงศักยภาพของ "หาดใหญ่-สงขลา" เมืองแห่งวัฒนธรรมที่เป็นฟันเฟืองสำคัญทางเศรษฐกิจ และพร้อมเป็นต้นแบบ "MICE City" ของประเทศไทย
เจาะลึก 5 ไฮไลต์ พลิกฟื้นเศรษฐกิจและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ท้องถิ่น
ภายในงานอัดแน่นด้วยกิจกรรมเชิงกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์ทั้งการให้องค์ความรู้และการสร้างคอนเนกชัน ประกอบด้วย:
The Southern MICE Economic Forum [Stage]: เวทีเจาะลึกอุตสาหกรรมไมซ์ทุกมิติ ผ่าน 6 หัวข้อเสวนาพิเศษ จาก 16 วิทยากรผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าที่จะมาถอดบทเรียนและแชร์ประสบการณ์เพื่อก้าวทันกระแสโลก
The Southern MICE Economic Forum [Networking]: พื้นที่เจรจาธุรกิจเพื่อสร้างคอมมูนิตี้สำหรับคนรุ่นใหม่และผู้ประกอบการที่พร้อมต่อยอดพาร์ตเนอร์ชิปและขับเคลื่อนวงการไมซ์ภาคใต้
South Serve [Chef’s Table & Short Course]: เปิดประสบการณ์รสชาติสไตล์ ‘Southern Twist’ โดยเชฟท้องถิ่นที่จะมาถ่ายทอดเทคนิคการยกระดับอาหารพื้นบ้านสงขลาสู่อาหารจัดเลี้ยงระดับสากลเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ
Walk with The Old Town of Hat Yai: กิจกรรมลงพื้นที่สำรวจย่านเก่าในมุมมองใหม่ 'Old Town in a New City' ร่วมพูดคุยกับคนในพื้นที่เพื่อค้นหาความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนอัตลักษณ์ชุมชนให้เป็นอีเวนต์ระดับโลก
Photo Essay [Exhibition]: นิทรรศการภาพถ่าย 50 ผลงานที่สะท้อนเรื่องราวอาหาร การเดินทาง และวิถีชีวิตของสงขลา พร้อมกิจกรรม Interactive ‘แช-แช : Chair-Share’ พื้นที่เปิดรับฟังเสียงและไอเดียจากคนในวงการไมซ์

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ใน วันอังคารที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569 เวลา 09.00 - 18.00 น. ที่ ICC Hat Yai ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และเปิดให้ผู้ที่สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมงานล่วงหน้าได้แล้ววันนี้ (ไม่มีค่าใช้จ่าย) ที่ bizconnect.tceb.or.th/e/812/the-southern-mice-economic-forum-2026 หรือสามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Page: The Southern MICE

วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยส่งเสริมความรู้การเงินการลงทุนแก่เยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยส่งเสริมความรู้การเงินการลงทุนแก่เยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง 


  ตลาดหลักทรัพย์ต่อยอดโมเดล มุ่งพัฒนา “ครูกระบวนกร” ให้สามารถออกแบบการเรียนการสอนด้านการเงินการลงทุนได้อย่างสร้างสรรค์และนำไปใช้ได้จริง ผ่านโครงการ INVESTORY Investment Learning Design Bootcamp ล่าสุดจัดกิจกรรม “Show&Share” พร้อมจัดทำ “Handbook โมเดลห้องเรียนลงทุนต้นแบบระดับมัธยม” เพื่อขยายผลความรู้สู่โรงเรียนทั่วประเทศ
 

นางพรรณวดี ลดาวัลย์ ณ อยุธยา รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานทรัพยากรบุคคลและพัฒนาองค์กร ตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า “การเงินและการลงทุนเป็นทักษะชีวิตที่เยาวชนไทยในทุกภูมิภาคควรเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมและเหมาะสมกับบริบทของแต่ละห้องเรียน ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงมุ่งสร้างครูกระบวนกรสอนการลงทุน เพื่อส่งต่อองค์ความรู้การเงินและการลงทุนในวงกว้าง พร้อมเดินหน้าต่อยอดและขยายผลองค์ความรู้สู่ครู ทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรมผ่านเวที “Show&Share” เปิดโอกาสให้ครูกระบวนกรเสนอผลงานและแลกเปลี่ยนประสบการณ์สู่สาธารณชน อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมบทบาทครูกระบวนกรในโครงการที่สามารถออกแบบห้องเรียนการลงทุนและนำไปใช้ได้เป็นตัวอย่างแก่ครูที่สนใจ จึงได้จัดทำ “Handbook โมเดลห้องเรียนลงทุนต้นแบบระดับมัธยม” คู่มือดิจิทัลที่รวบรวมองค์ความรู้จากผลงานของครูในโครงการ เพื่อเป็นคลังความรู้สำหรับครูนำไปประยุกต์ใช้และออกแบบห้องเรียนการลงทุนได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องพันธกิจของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการยกระดับความรู้และทักษะแก่ผู้เกี่ยวข้องทั้งในตลาดทุนและกลุ่มที่กว้างออกไป โดยเฉพาะด้านการเงินการลงทุน (Purposeful People Who Transform) ภายใต้วิสัยทัศน์ “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” เพื่อโอกาสที่เท่าเทียมสำหรับทุกคน”  


กิจกรรม Show&Share #ห้องเรียนลงทุนสำหรับนักเรียนมัธยม ในโครงการ INVESTORY Investment Learning Design Bootcamp ประจำปี 2569 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยมีครู อาจารย์ นักเรียน และผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานกว่า 300 คน ภายในงานมีการสาธิตห้องเรียนลงทุน 7 ห้องเรียน จากครูที่ผ่านการอบรมในโครงการได้ออกแบบการเรียนรู้ขึ้นเองและทดลองสอนจริงแล้ว ซึ่งเนื้อหาดังกล่าวจะถูกนำมาจัดทำเป็น "Handbook โมเดลห้องเรียนลงทุนต้นแบบระดับมัธยม" เพื่อให้ครูและผู้ที่สนใจนำไปต่อยอดและปรับใช้ในการเรียนการสอนของตนเองต่อไป ปัจจุบันมี Handbook โมเดลห้องเรียนลงทุนแล้ว 30 ห้องเรียน และภายในปีนี้จะจัดทำเพิ่มอีก 7 ห้องเรียน รวมเป็น 37 ห้องเรียน ดาวน์โหลดได้ฟรีที่ https://investory.setgroup.or.th/knowledges   


โครงการ INVESTORY Investment Learning Design Bootcamp ดำเนินการตั้งแต่ปี 2566 ปัจจุบันมีครูกระบวนกร 237 คน ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังคงเดินหน้าสร้างครูกระบวนกรสอนการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยมีกำหนดจัดรุ่นที่ 8 ในเดือนตุลาคม 2569 



วิพุธ ศรีวะอุไร สยบดราม่า ส.ก.ที่ดี ต้องทำงานได้กับผู้ว่าฯ ทุกคน

วิพุธ ศรีวะอุไร สยบดราม่า ส.ก.ที่ดี ต้องทำงานได้กับผู้ว่าฯ ทุกคน 


10 มิ.ย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวิพุธ ศรีวะอุไร หรือไม้ อดีต ส.ก.เขตบางรัก และอดีตประธานสภากรุงเทพมหานคร ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้สมัคร ส.ก.เขตบางรัก ในนามอิสระ โพสต์ผ่าน facebook ส่วนตัวว่า หลายคนเห็นภาพผมทำงานร่วมกับอาจารย์ชัชชาติอยู่บ่อยๆ เลยมีคำถามเข้ามาเสมอว่า “เป็นทีมเดียวกับผู้ว่าฯ หรือเปล่า” หรือ “กำลังโหนกระแสผู้ว่าฯ อยู่หรือไม่” วันนี้ผมอยากตอบเรื่องนี้แบบตรงไปตรงมาครับ

ผมรู้จักอาจารย์ชัชชาติ ตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งกรุงเทพมหานครปี 2565 และหลังจากนั้นก็มีโอกาสทำงานร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในฐานะสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร รองประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่หนึ่ง และประธานสภากรุงเทพมหานคร ภาพที่ทุกท่านเห็น จึงไม่ใช่ภาพที่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงเลือกตั้ง แต่เป็นภาพจากการทำงานร่วมกันจริงตลอดหลายปีที่ผ่านมา

แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็ยืนยันมาตลอดว่าผมลงสมัครในฐานะผู้สมัครอิสระ อิสระจริงๆ ไม่สังกัดพรรคการเมืองใด และไม่เคยอ้างตัวว่าเป็นตัวแทนของผู้สมัครผู้ว่าฯ คนใดสิ่งที่ผมอยากให้ประชาชนพิจารณา จึงไม่ใช่ว่าผมมีรูปถ่ายกับใคร แต่อยากให้ดูวิธีคิด วิธีการทำงาน และสิ่งที่ผมนำเสนอมาโดยตลอด ว่าตอบโจทย์กรุงเทพมหานครและความคาดหวังของประชาชนหรือไม่

เพราะสุดท้ายแล้ว คนที่ประชาชนเลือกเข้ามา ไม่ใช่ตัวแทนของนักการเมืองคนอื่น แต่คือผู้แทนของประชาชนในพื้นที่นั้นสำหรับผม ส.ก. ที่ดี ไม่ใช่คนที่มีหน้าที่เห็นด้วยกับผู้ว่าฯ ทุกเรื่อง และก็ไม่ใช่คนที่คัดค้านทุกเรื่องเพียงเพราะมาจากคนละฝ่าย หน้าที่ของ ส.ก. คือการใช้เหตุผล ข้อเท็จจริง และประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง โครงการไหนดีและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ก็ควรสนับสนุน โครงการไหนไม่คุ้มค่า ไม่ตอบโจทย์ หรือไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ก็ต้องกล้าตรวจสอบไม่ว่าผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจะเป็นใครก็ตาม เพราะสุดท้ายแล้ว หน้าที่ของ ส.ก. คือการทำงานเพื่อประชาชน

โดยหลังจาก นายวิพุธ โพสต์ข้อความดังกล่าวได้ไม่ถึง 20 ชั่วโมง ก็มีชาวบ้านในพื้นที่สำนักงานเขตบางรัก พร้อมด้วยแฟนคลับเข้ามากดไลค์ชื่นชมและให้กำลังใจกันจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม นายวิพุธ ไม่ได้แจ้งสาเหตุที่ทำให้เจ้าตัวต้องโพสต์ออกมาในลักษณะนี้ ซึ่งผู้ที่รู้จักคุ้นเคยส่วนใหญ่ ล้วนอวยพรให้ นายวิพุธ เอาชนะการเลือกตั้ง วาระ 2569 เพื่อกลับมาทำหน้าที่ ส.ก.เขตบางรัก สานต่องานให้ชาวบ้านอย่างต่อเนื่องต่อไป.

วันอังคารที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ASIA DigiCommerce Services Xpo 2026 ชู AI และดิจิทัลคอมเมิร์ซ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่เตรียมเปิดเวทีใหญ่แห่งเอเชีย 24-26 มิ.ย. 69

ASIA DigiCommerce Services Xpo 2026 ชู AI และดิจิทัลคอมเมิร์ซ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่
เตรียมเปิดเวทีใหญ่แห่งเอเชีย 24-26 มิ.ย. 69


ยูนิเอ็กซ์ เอ็กซ์โป ประกาศความพร้อมจัดงาน ASIA DigiCommerce Services Xpo 2026 (ADSX 2026) มหกรรมด้านดิจิทัลคอมเมิร์ซ เทคโนโลยี และบริการแห่งอนาคต ภายใต้แนวคิด “AI in Action – From Innovation to Implementation” หรือ “จากนวัตกรรมสู่การนำไปใช้จริง: อนาคตของอีคอมเมิร์ซและบริการ” ระหว่างวันที่ 24-26 มิถุนายน 2569 ณ ฮอลล์ 8 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์  โดยมุ่งเป็นเวทีเชื่อมโยงผู้ประกอบการ แพลตฟอร์มดิจิทัล ผู้พัฒนาเทคโนโลยี นักลงทุน และผู้ให้บริการด้านอีคอมเมิร์ซจากหลายประเทศในเอเชีย


นางสาวอาบี ลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูนิเอ็กซ์ เอ็กซ์โป จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันดิจิทัลคอมเมิร์ซได้พัฒนาไปไกลกว่าการเป็นช่องทางซื้อขายออนไลน์ และกลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เศรษฐกิจดิจิทัลยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ประเทศไทยมีบทบาทเพิ่มขึ้นในฐานะศูนย์กลางด้านอีคอมเมิร์ซ บริการดิจิทัล โลจิสติกส์ ฟินเทค และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์
"มูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซของไทยในปัจจุบันมีขนาดมากกว่าหนึ่งล้านล้านบาท โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการเติบโตของ Mobile Commerce, Social Commerce และระบบการชำระเงินดิจิทัล ขณะเดียวกันภาคธุรกิจก็เริ่มนำ AI มาใช้ในด้านการตลาด การวิเคราะห์ข้อมูล และระบบอัตโนมัติมากขึ้น" นางสาวอาบี กล่าว

สำหรับการจัดงาน ADSX 2026 มีเป้าหมายในการรวบรวมผู้ประกอบการในระบบนิเวศดิจิทัลคอมเมิร์ซ ทั้งผู้ให้บริการเทคโนโลยี แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ผู้ค้าปลีก ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ ฟินเทค สตาร์ทอัพ และผู้พัฒนา AI เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจในระดับภูมิภาค


ด้านนายมนตรี คงมั่นกิจการ ผู้อำนวยการกองพัฒนาดิจิทัลอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ "ดิจิทัลและ AI เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่แห่งอนาคต" โดยระบุว่า เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI กำลังเข้ามามีบทบาทในทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ ทั้งการผลิต การค้า การบริการ และโลจิสติกส์ ส่งผลให้เทคโนโลยีดังกล่าวกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
 
"AI และเทคโนโลยีดิจิทัลไม่ใช่เพียงเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน แต่กำลังก้าวขึ้นเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่จะกำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมในอนาคต" นายมนตรีกล่าว
ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมยังคงเดินหน้าสนับสนุนการยกระดับผู้ประกอบการไทยสู่ Smart Industry และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SME และ Startup เข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มมูลค่าและขยายโอกาสทางธุรกิจ


ภายในงานแถลงข่าวยังมีการเสวนาในหัวข้อ "The Rise of Digital Commerce" โดยผู้แทนจากภาควิชาการ ภาคธุรกิจ และองค์กรด้านเทคโนโลยี อาทิ ดร.อัสลาน บุตรจำลอง ผู้จัดการฝ่ายฝึกอบรม สมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (เอไอเอที) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) / ดร.ทัชนันท์      กังวานตระกูล อุปนายกสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทยและผู้ก่อตั้ง Institute of Software Engineering Improvement and Quality Management (ISEM) /คุณไชยพงศ์ ลาภเลี้ยงตระกูล นายกสมาคมเทคโนโลยีเพื่อการตลาด และคุณอนันต์ ธีรบูรณพงศ์ รองผู้อำนวยการบริหารฝ่าย Data & Innovation บริษัท Data First จำกัด  ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวโน้มการเติบโตของดิจิทัลคอมเมิร์ซ การประยุกต์ใช้ AI ในภาคธุรกิจ การใช้ข้อมูลเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน รวมถึงบทบาทของ Social Commerce ที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่
ผู้ร่วมเสวนามองว่า AI จะมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างความแตกต่างให้กับธุรกิจ ขณะที่ความท้าทายสำคัญขององค์กรในปัจจุบันอยู่ที่การนำข้อมูลมาใช้ให้เกิดประโยชน์เชิงกลยุทธ์มากกว่าการเก็บรวบรวมข้อมูลเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ยังมีการแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับศักยภาพของประเทศไทยในการพัฒนาเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัลคอมเมิร์ซของภูมิภาค จากปัจจัยสนับสนุนทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ระบบการชำระเงิน และการเติบโตของผู้บริโภคออนไลน์

งาน ASIA DigiCommerce Services Xpo 2026 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-26 มิถุนายน 2569 ณ ฮอลล์ 8 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยภายในงานประกอบด้วยนิทรรศการด้านอีคอมเมิร์ซ เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ การประชุมสัมมนา เวิร์กชอป และกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ ซึ่งมีผู้ประกอบการและผู้ให้บริการจากหลายประเทศในเอเชียเข้าร่วมจัดแสดง
 

ภายในงานจะมีผู้ให้บริการและแพลตฟอร์มด้านดิจิทัลคอมเมิร์ซเข้าร่วม อาทิ Alibaba.com, Kalodata, PingPong, LianLian Global, Ksher และ J&T Express รวมถึงผู้ให้บริการด้านการค้าข้ามพรมแดน โลจิสติกส์ และเทคโนโลยีการตลาดดิจิทัล ขณะที่โซนนวัตกรรมจะนำเสนอเทคโนโลยี AI และ Smart Living จากแบรนด์ต่างประเทศ เช่น EcoFlow, Bambu Lab, PanoX by Labpano และ AiMOGA Robotics

นอกจากนี้ ยังมีการเข้าร่วมของหน่วยงานและสมาคมอุตสาหกรรมจากประเทศไทยและต่างประเทศ ทั้งด้าน       อีคอมเมิร์ซ ปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีการตลาด และโลจิสติกส์ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้พัฒนาเทคโนโลยีในระดับภูมิภาค
งานดังกล่าวสะท้อนแนวโน้มการเติบโตของ AI และดิจิทัลคอมเมิร์ซที่กำลังมีบทบาทมากขึ้นต่อภาคธุรกิจ ตั้งแต่การตลาด การบริหารจัดการข้อมูล การชำระเงินดิจิทัล การค้าข้ามพรมแดน ไปจนถึงระบบโลจิสติกส์สมัยใหม่ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569

Change Music เปิดตัว “Young Talents Thailand Competition 2026” เวทีแห่งโอกาสเพื่อเยาวชนไทยสู่มาตรฐานสากล

Change Music เปิดตัว “Young Talents Thailand Competition 2026” เวทีแห่งโอกาสเพื่อเยาวชนไทยสู่มาตรฐานสากล

กรุงเทพฯ – บริษัท Change Music Co., Ltd. ผู้ดำเนินงานด้านการศึกษา ดนตรี ศิลปะ และการพัฒนาศักยภาพเยาวชน ประกาศเปิดตัวโครงการ Young Talents Thailand Competition 2026 เวทีการแข่งขันและแสดงศักยภาพสำหรับเยาวชนด้านดนตรี ศิลปะ และการเต้น ที่มุ่งส่งเสริมความเป็นเลิศทางวิชาชีพ ควบคู่กับการสร้างโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพสู่ระดับนานาชาติ
โครงการดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้แนวคิด
“A Stage for Dreams, A Journey to Excellence เวทีแห่งความฝัน เส้นทางสู่ความเป็นเลิศ”

โดยมีเป้าหมายในการสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การแสดงออก และการพัฒนาศักยภาพของเยาวชน ผ่านการประเมินโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศ รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา สถาบันดนตรี ศิลปะ และองค์กรพันธมิตรจากหลากหลายประเทศ

ดร.วรนาฎ อินถารต Senior Advisor บริษัท Change Music Co., Ltd. กล่าวว่า
“เราเชื่อว่าความสามารถของเยาวชนควรได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสม Young Talents Thailand Competition ไม่ได้เป็นเพียงเวทีการแข่งขัน แต่เป็นพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ การเรียนรู้ และการสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับเยาวชนที่มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาตนเอง ในราคามิตรภาพแต่ยังคงมาตรฐานไว้ ผู้แข่งขันทุกคนจะได้รับถ้วยรางวัล รวมถึงได้รับความรู้ในช่วง Summary Session จากกรรมการระดับประเทศ เช่น อาจารย์วิสุทธิโสม รุ่งอินทร์ เจ้าของรางวัลผู้สอนยอดเยี่ยม 14 ปีซ้อน คุณฟิลิปส์ เปรมสิริกรณ์ อดีตมือกลองชื่อดังของวงการ และอีกหลายๆท่านที่ต่างก็เป็นกรรมการแนวหน้าระดับประเทศทั้งสิ้น”
ขณะที่ ผศ.ดร.เกษม ทิพยเมธากุล Senior Advisor กล่าวถึงความสำคัญของความร่วมมือทางวิชาการว่า
“ความสำเร็จของโครงการเกิดขึ้นจากความร่วมมือของเครือข่ายสถาบันพันธมิตร 13 แห่ง ซึ่งเป็นสถาบันและสตูดิโอสอนที่คัดมาแล้วว่ามากด้วยความสามารถและประสบการณ์ของประเทศไทย และเรายังมีเครือข่ายกับต่างประเทศ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการแข่งขันและสร้างโอกาสให้เยาวชนได้ก้าวสู่เวทีที่กว้างขึ้น”
Young Talents Thailand Competition 2026 ครอบคลุมการแข่งขันในหลากหลายสาขา อาทิ ดนตรีสากล ดนตรีคลาสสิก การขับร้อง การเต้น ศิลปะสร้างสรรค์ นอกจากการแข่งขันแล้ว โครงการยังมุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา ครูผู้สอน ผู้ปกครอง และผู้เชี่ยวชาญในวงการศิลปะ เพื่อร่วมกันพัฒนาเยาวชนให้เติบโตอย่างมีคุณภาพทั้งในด้านทักษะ ความคิดสร้างสรรค์ 

การแข่งขัน Young Talents Thailand Competition 2026 มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 5-6 กันยายน 2569 ปิดรับสมัครวันที่ 9 สิงหาคม 2569  โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมจากทั้งประเทศไทยและต่างประเทศ รวมถึงได้รับความร่วมมือจากสถาบันพันธมิตรจำนวนมากที่ร่วมขับเคลื่อนโครงการสู่การเป็นหนึ่งในเวทีเยาวชนที่สำคัญของภูมิภาค
เครือข่ายพันธมิตรสถาบันดนตรีคุณภาพ
Bell Music Academy เป็นสถาบันดนตรีรุ่นใหม่ที่มุ่งเน้นการเรียนการสอนแบบยืดหยุ่นตามความต้องการและศักยภาพของผู้เรียนแต่ละคน โดยใช้หลักสูตร Bastien New Traditions ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากล พร้อมส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านการฝึกปฏิบัติบนแกรนด์เปียโนจริง เพื่อสร้างพื้นฐานทางดนตรีที่แข็งแรงและยั่งยืน

Classy Music Studio ก่อตั้งโดย ครูแนท อารียา โตสุข ผู้สำเร็จการศึกษาด้านเปียโนและมีประสบการณ์สอนมากกว่า 10 ปี โดดเด่นด้วยการสอนแบบรายบุคคลที่ให้ความสำคัญกับการวางรากฐานทางดนตรีอย่างเป็นระบบ ทั้งการอ่านโน้ต เทคนิคการเล่น การฟัง และการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมศักยภาพของผู้เรียนอย่างรอบด้าน

Harmon Music School ก่อตั้งโดย ครูจ๊อบ กฤตพงศ์ สกุลนามอเนก ศิลปินและนักดนตรีจากวง 25 Hours เจ้าของรางวัล FAT Awards, SEED Awards และ The Guitar Mag Awards โรงเรียนมุ่งสร้างแรงบันดาลใจและความสุขผ่านการเรียนดนตรี ควบคู่กับการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ การทำงานเป็นทีม และการแสดงออกบนเวที โดยมีนักเรียนประสบความสำเร็จจากการแข่งขันดนตรีในเวที Battle of the Band หลายรายการ
Jinta Music Academy ภายใต้การบริหารของ อาจารย์ชัยรัชต์ พรอำนวย และทีมอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรี มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะการแสดงบนเวทีจริง การเล่นดนตรีเดี่ยวและรวมวง พร้อมส่งเสริมการสอบวัดระดับและการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง โดยมีนักเรียนประสบความสำเร็จทั้งในเวทีการแข่งขันระดับประเทศ การสอบ Trinity College London และการก้าวสู่เส้นทางศิลปินอาชีพ
K.F. Music School ก่อตั้งโดย ครูฝน ศกลวรรณ วงษ์แจ้ง ผู้คร่ำหวอดในวงการการศึกษาและการพัฒนาเยาวชนมายาวนานกว่า 40 ปี สถาบันมุ่งสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ด้านดนตรีและศิลปะการแสดงที่มีคุณภาพ ผ่านการเรียนการสอนแบบตัวต่อตัวโดยครูผู้มีประสบการณ์ พร้อมเปิดสอนทั้งดนตรีและการเต้นในบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง อีกทั้งยังส่งเสริมการสอบวัดระดับมาตรฐานสากล Trinity College London และ ABRSM เพื่อพัฒนาทักษะ ความมั่นใจ และความกล้าแสดงออกของผู้เรียนอย่างรอบด้าน
Kru Dao Private Voice Studio นำโดย ครูดาว นรัฏฐา กรีพานิช อาจารย์พิเศษด้าน Voice Jazz และ Vocal Coach ของศิลปินชั้นนำมากมาย อาทิ แก้ม The Star, ดิม Tattoo Colour, กานต์ Parkinson และ แบมแบม ด้วยประสบการณ์กว่า 20 ปีในวงการดนตรี ครูดาวมุ่งพัฒนาทักษะการร้องเพลง การสื่อสารอารมณ์ และการแสดงบนเวทีอย่างมืออาชีพ พร้อมผลักดันผู้เรียนสู่เส้นทางศิลปินคุณภาพ
Kru.Kie & Kru.Ging Music House ก่อตั้งโดย ครูกี้และครูกิ๊ง ผู้เชี่ยวชาญด้านเปียโนและไวโอลิน ซึ่งมีผลงานส่งนักเรียนติดอันดับประเทศของ Trinity College London ติดต่อกันหลายปี สถาบันให้ความสำคัญกับความสุขของผู้เรียนเป็นหัวใจหลักของการเรียนรู้ พร้อมพัฒนาทักษะดนตรีควบคู่กับการสร้างความมั่นใจและการกล้าแสดงออกบนเวที
Kru Mae Piano Studio ดูแลการสอนโดย ครูเม ขวัญณภัทร นาคะนาท ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนเปียโนสำหรับผู้เรียนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะเด็กเล็ก ด้วยประสบการณ์การสอนมากกว่า 20 ปี สถาบันมุ่งเน้นการวางรากฐานทางดนตรีอย่างถูกต้อง ควบคู่กับการสร้างความสุข และความรักในเสียงดนตรีให้กับผู้เรียน ครูเมมีผลงานโดดเด่นจากการส่งนักเรียนเข้าร่วมการแข่งขันและคว้ารางวัลจากเวทีดนตรีทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงคุณภาพการสอนได้เป็นอย่างดี
New Entry Studio สตูดิโอสอนร้องเพลงและพัฒนาศิลปิน ก่อตั้งโดย คุณชมพู ฟรุตตี้ และปัจจุบันบริหารโดย ครูจังโก้ The Voice Thailand Season 1 มุ่งเน้นการพัฒนาผู้เรียนในรูปแบบศิลปิน สร้างอัตลักษณ์และเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเปิดโอกาสสู่เส้นทางอาชีพในวงการบันเทิงอย่างเป็นระบบ
Pearl Vocal Studio ก่อตั้งและดำเนินการสอนโดย ครูเพิร์ล รพีพร ประทุมอานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการขับร้อง สถาบันมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะการร้องเพลงควบคู่กับความเข้าใจเชิงลึกในบทเพลง การอ่านโน้ต และการสื่อสารทางดนตรี รองรับทั้งการสอบวัดระดับมาตรฐานสากล การแข่งขัน และการศึกษาต่อในสายดนตรีและศิลปะการแสดง
Premuse Music Studio ก่อตั้งโดย ครูพรีม พลอยพัชชา ณษฐาคุณานนท์ ศิษย์เก่าคณะดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล สถาบันให้ความสำคัญกับการเรียนการสอนที่มีมาตรฐานสูง โดยผสานองค์ความรู้ด้านดนตรีเข้ากับจิตวิทยาการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาทั้งทักษะ ความคิดสร้างสรรค์ ความมั่นใจ และศักยภาพเฉพาะบุคคล พร้อมผลักดันผู้เรียนสู่เวทีการแข่งขันและการศึกษาต่อด้านดนตรี โดยมีผลงานของผู้เรียนอย่างโดดเด่น 

The Piano Room NP ก่อตั้งโดย ครูณชนกจันทร์ ศิรินนุตธันยชัย และ ครูปอย รุ่งทิพย์ สุธรรมวิรัช ผู้ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติจากรางวัลด้านการศึกษาดนตรี อาทิ Top 100 Educator Award, Excellent Music Teaching Award และ Asia Pacific International Book of Records สถาบันยึดแนวคิดว่าดนตรีสามารถพัฒนาชีวิตได้มากกว่าทักษะการเล่นเพลง มุ่งเสริมสร้างวินัย ความรับผิดชอบ และความมั่นใจ พร้อมส่งเสริมให้นักเรียนก้าวสู่เวทีการแข่งขันและการแสดงระดับประเทศและนานาชาติ
Voice Studio Baitong ก่อตั้งโดย ครูใบตอง จุฑาทิพย์ เพ็งหนุน Vocal Coach ผู้มีประสบการณ์สอนมากกว่า 14 ปี และได้รับรางวัล Outstanding Music Education Award 2025, Outstanding Teacher – Stars of Asia International Music Competition 2025 และ Outstanding Teacher – Singapore International Preliminary Competition 2025 สตูดิโอเน้นการพัฒนาศักยภาพเฉพาะบุคคลผ่านการฝึกเทคนิคการร้องเพลง การสื่อสารอารมณ์ และการแสดงบนเวที โดยมีนักเรียนประสบความสำเร็จในเวทีการแข่งขันระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง
สถาบันพันธมิตรเหล่านี้ล้วนมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเยาวชนไทยด้านดนตรีและศิลปะการแสดง พร้อมร่วมกันยกระดับมาตรฐานการศึกษาดนตรีและสร้างโอกาสให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพบนเวทีระดับประเทศและนานาชาติ ผ่านความร่วมมือในโครงการ Young Talents Thailand Competition 2026 ภายใต้การดำเนินงานของ Change Music Co., Ltd.
เกี่ยวกับ Change Music Co., Ltd.
Change Music Co., Ltd. เป็นองค์กรที่มุ่งส่งเสริมการศึกษา ศิลปะ ดนตรี และการพัฒนาศักยภาพเยาวชน ผ่านโครงการทางวิชาการ การแข่งขัน การอบรม และกิจกรรมสร้างสรรค์ต่าง ๆ โดยมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ และเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
Change Music Co., Ltd.
Line: @changemusic
Facebook: Young Talents Thailand Competition

มหิดล–จุฬาฯ –เชียงใหม่ พลิกโฉมอุดมศึกษาไทย เริ่มให้นิสิตนักศึกษาเรียนร่วม “MC² GenEd” สร้างระบบเรียนรู้ข้ามมหาวิทยาลัย เตรียมบัณฑิตพร้อมโลก AI และอนาคต

มหิดล–จุฬาฯ –เชียงใหม่ พลิกโฉมอุดมศึกษาไทย  เริ่มให้นิสิตนักศึกษาเรียนร่วม “MC² GenEd”  สร้างระบบเรียนรู้ข้ามมหาวิทยาลัย เตรียมบัณฑิตพร้อมโล...