วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

วช. เปิด “พื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้พลังงานชุมชน นวัตกรรมเตาไบโอชาร์” ลดการเผา ดูแลสิ่งแวดล้อม สร้างมูลค่าจากเศษวัสดุ

วช. เปิด “พื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้พลังงานชุมชน นวัตกรรมเตาไบโอชาร์” ลดการเผา ดูแลสิ่งแวดล้อม สร้างมูลค่าจากเศษวัสดุ



วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดพิธีเปิด “พื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้พลังงานชุมชน นวัตกรรมเตาไบโอชาร์” โดยได้รับเกียรติจาก ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยผู้บริหารและผู้ทรงคุณวุฒิ วช. ณ ศูนย์เกษตรวิถีเมือง สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ


ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง กล่าวว่า ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 จากการเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของประเทศ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ ส่งผลให้ค่าฝุ่นละอองอยู่ในระดับที่กระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม วช. จึงสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตไบโอชาร์ (Biochar) เพื่อเป็นอีกทางเลือกในการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร ลดการเผาในที่โล่ง และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชนควบคู่กันไป “พื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้พลังงานชุมชน นวัตกรรมเตาไบโอชาร์” แห่งนี้ เพื่อพัฒนาให้เป็นพื้นที่การเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีพลังงานชีวมวลสำหรับประชาชน นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป โดยมุ่งให้เกิดการเรียนรู้จากนวัตกรรมต้นแบบ ทั้งการสาธิตกระบวนการผลิต การทดลองปฏิบัติจริง การต่อยอดแนวคิดเชิงนวัตกรรม และเป็นต้นแบบของการบูรณาการองค์ความรู้จากภาคการศึกษา ภาครัฐ และภาคชุมชน เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ พร้อมสร้างกลไกการขยายผลเทคโนโลยีที่เหมาะสมสู่สังคมในวงกว้าง โดยเชื่อมั่นว่าเมื่อองค์ความรู้ทางวิชาการได้รับการถ่ายทอดอย่างถูกต้อง เข้าถึงง่าย และสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ จะสามารถเปลี่ยน “ปัญหา” ให้เป็น “โอกาส” และเปลี่ยน “วัสดุเหลือทิ้ง” ให้กลายเป็น “ทรัพยากรที่มีคุณค่า” เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน



ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวสะท้อนบทบาทของ วช. ในการขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์เชิงพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างนักวิจัย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสม ถ่ายทอดองค์ความรู้อย่างเป็นระบบ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม โดย วช. มุ่งหวังให้ “พื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้พลังงานชุมชน นวัตกรรมเตาไบโอชาร์” เป็นต้นแบบของการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่สามารถขยายผลได้ในระดับพื้นที่ทั่วประเทศ อันจะนำไปสู่การลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 อย่างยั่งยืน เสริมสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนควบคู่กับการพัฒนาประเทศอย่างสมดุล 

วช. แถลงข่าวการส่งมอบ “ของขวัญปีใหม่ อว. 2569” นวัตกรรมเตาไบโอชาร์ BioCycle Kiln ลดปัญหา PM2.5 เสริมพลังงานชุมชน

วช. แถลงข่าวการส่งมอบ “ของขวัญปีใหม่ อว. 2569” นวัตกรรมเตาไบโอชาร์ BioCycle Kiln ลดปัญหา PM2.5 เสริมพลังงานชุมชน




วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดการแถลงข่าวการส่งมอบของขวัญปีใหม่ อว. 2569 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นวัตกรรมเตาไบโอชาร์ พลังงานชุมชน BioCycle Kiln โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.อนรรฆ ขันธะชวนะ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวรายงานการพัฒนานวัตกรรม ณ ศูนย์ส่งเสริมการวิจัยเพื่อมรดกทางวัฒนธรรม วช.











ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า นวัตกรรม “เตาไบโอชาร์พลังงานชุมชน BioCycle Kiln” ภายใต้โครงการของขวัญปีใหม่ อว. 2569 มุ่งนำนวัตกรรมวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพื้นที่ เพื่อแก้ไขปัญหา PM2.5 และส่งเสริมพลังงานชุมชน โดยได้ดำเนินการส่งมอบให้ 16 ชุมชนในภาคเหนือตอนบนและภาคกลาง นวัตกรรมดังกล่าวช่วยแปรรูปวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเป็นไบโอชาร์ เพื่อปรับปรุงดิน ลดต้นทุน และลดการเผาในที่โล่ง พร้อมทั้งจัดตั้งพื้นที่เรียนรู้เพื่อขยายผลเทคโนโลยีและบูรณาการความร่วมมือสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน


รองศาสตราจารย์ ดร.อนรรฆ ขันธะชวนะ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวว่า นวัตกรรม “เตาไบโอชาร์พลังงานชุมชน BioCycle Kiln” เป็นการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร อาทิ ฟางข้าวและชีวมวล เพื่อนำมาผลิตไบโอชาร์สำหรับฟื้นฟูและปรับปรุงคุณภาพดิน ช่วยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร พร้อมกันนี้ ยังช่วยลดการเผาในที่โล่งซึ่งเป็นสาเหตุของจุดความร้อนและมลพิษทางอากาศ อันส่งผลต่อการลดผลกระทบด้านสุขภาพของประชาชน


ทั้งนี้ การส่งมอบนวัตกรรม “เตาไบโอชาร์พลังงานชุมชน BioCycle Kiln” ในครั้งนี้ นับเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพื้นที่ สอดคล้องกับนโยบายกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและมลพิษทางอากาศอย่างยั่งยืน ผ่านความร่วมมือของภาคีเครือข่ายในทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนและประเทศ

วันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

สพป. กทม. ขับเคลื่อนกระบวนการคิด GPAS 5 Steps สร้าง “นวัตกร” ตั้งแต่วัยเรียน

สพป. กทม. ขับเคลื่อนกระบวนการคิด GPAS 5 Steps สร้าง “นวัตกร” ตั้งแต่วัยเรียน 



          เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ โรงเรียนราชวินิต สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร(สพป.กทม.)สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ร่วมกับ สมาคมผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาแห่งประเทศไทย จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการผู้บริหาร ครู และผู้เรียนสู่การสร้างนวัตกรรมเน้นกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ ผ่านการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning ตามแนวทางจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนตามมาตรฐานสากลของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีผู้บริหารสถานศึกษาและครู รวมประมาณ 300 คน จากทุกโรงเรียนในสังกัด สพป.กทม. และเครือข่ายสมาคมฯเข้าร่วม
 

          ดร.พิเชฐ โพธิภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) กล่าวภายหลังการเป็นประธานอบรมเชิงปฏิบัติการฯว่า กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) และโรงเรียน รวมถึงผู้บริหารสถานศึกษาและครูตระหนักดีว่าการจะให้เด็กเป็นคนเก่ง คนดี มีความสุขได้ นั้น เราจะต้องให้ความสำคัญในหลายมิติโดยเฉพาะการเรียนรู้ เราจะจัดการเรียนการสอนอย่างไรให้เด็กเรียนรู้อย่างมีความสุข ซึ่งการเรียนรู้แบบ Active Learning เป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้เด็กเรียนรู้อย่างมีความสุขและได้ลงมือปฏิบัติ และยังได้นำเสนอผลงานด้วยตนเอง ทำให้เด็กมีความรู้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ และสามารถเป็นผู้นำได้ในอนาคต ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของยูเนสโกที่ระบุว่าเด็กต้องได้เรียนรู้อย่างมีความสุข ต้องลงมือปฏิบัติได้ ต้องอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข คือสามารถทำงานเป็นกลุ่มได้ ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ รวมถึงเด็กต้องเลือกเส้นทางชีวิตของตนเองได้ ซึ่งทั้งหมดนี้มีอยู่ในการเรียนรู้แบบ Active Learning ที่ สพฐ.ส่งเสริมให้นำ Active Learning มาสู่การจัดการเรียนการสอน 
“หัวใจสำคัญของการศึกษาในวันนี้คือการเปลี่ยนจากการท่องจำ เป็น การสร้างนวัตกรรม ผ่านกระบวนการ Active Learning มาเป็นเครื่องมือให้ครูออกแบบการเรียนรู้ที่กระตุ้นให้ผู้เรียนรู้จักการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ ประยุกต์ใช้จนสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ได้ด้วยตนเอง ซึ่งการอบรมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่ผู้บริหารและครูจะร่วมกันปฏิรูปหลักสูตรให้ทันสมัยและตอบโจทย์อนาคตได้”เลขาธิการ กพฐ.กล่าว


           ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ อดีตกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ประธานกรรมการบริหาร สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) กล่าวว่า การเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เป็นการเปลี่ยนห้องเรียนในการพัฒนากระบวนการคิดของเด็กเป็นการสร้างผลผลิต สร้างนวัตกรรม ทำให้การเรียนรู้ของนักเรียนมีความสนุกสนาน กับการคิดและแสดงออกของตัวเอง และได้เห็นพัฒนาการของตัวเองได้ตลอดแนว ซึ่งจะสร้างความภาคภูมิใจให้ครูได้ถ้าครูสามารถนำพาผู้เรียนเป็นนวัตกรได้จากการสร้างนวัตกรรม จากเป้หมายที่วางไว้ GPAS 5 Steps ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เป็นเรื่องที่ใกล้ตัว เพียงแต่ครูต้องปรับเปลี่ยนวิธีการจากการอธิบายมาเป็นพัฒนาการคิดของนักเรียนเป็นหลัก ก็จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเบื้องต้นได้ 
ประธานกรรมการบริหาร พว. กล่าวว่า Active Learning ไม่ใช่การเรียนด้วยการคิดและการลงมือปฏิบัติเท่านั้น แต่ต้องมีกระบวนการมารองรับ เนื่องจากหลักสูตรกำหนดว่า เด็กต้องนำสาระการเรียนรู้ทั้ง 8 กลุ่มสาระไปสร้างเป็นความรู้ ซึ่งหนังสือเป็นเนื้อหาหรือข้อมูล คือ Content ที่เด็กต้องนำไปสร้างเป็นความรู้ คือ Knowledge โดยตัวเชื่อมระหว่าง Content กับ Knowledge ก็คือกระบวนการ นั่นก็คือ GPAS 5 Steps แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือประเทศไทยเรายังขาดเรื่องของกระบวนการอยู่ เพราะเราสอนแบบPassive Learning คือ บรรยายอย่างเดียว สอนเนื้อหา ทำให้คุณภาพการศึกษาไม่ขยับ เพราะฉะนั้นจึงต้องปรับความเข้าใจของครูและผู้บริหารในเรื่องการเรียนรู้ด้วยกระบวนการเพื่อไปสอนเด็กให้เข้าถึงกระบวนการอย่างแท้จริง  
“การที่ พว.มาจัดอบรมให้ความรู้ ไม่ใช่มาเพื่อบรรยาย แต่จะเป็นการชวนครูทำกิจกรรม เพื่อให้ครูเห็นภาพการจัดกิจกรรมสำหรับนักเรียน ว่า ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้เดินด้วยกระบวนการเดียวกัน สามารถสร้างกิจกรรมได้เหมือนกัน เป็นกระบวนการที่ไม่ได้ติดกับเนื้อหา ทำให้เด็กเกิดความจำระยะยาว สามารถนำไปใช้ได้ตลอดชีวิต ที่ผ่านมาคะแนนโอเน็ตและพิซาของเด็กไทยตกต่ำมาเป็นสิบปี เพราะการวิเคราะห์ข้อสอบเขาใช้กระบวนการนี้วิเคราะห์ และเนื้อหาข้อสอบก็ไม่ได้อยู่ในหนังสือ แต่เนื่องจากบ้านเราไม่ได้สอนกระบวนการ ทำให้เด็กไม่มีกระบวนการ ดังนั้นยิ่งติวหนังสือมากเท่าไหร่ก็ยิ่งตกมากเท่านั้น”ดร.ศักดิ์สินกล่าว


            ด้าน ดร.ปรพล แก้วชาติ นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การทำงานของสมาคมฯยุคนี้ จะทำงานเชิงวิชาการ ซึ่งการอบรมลักษณะนี้เป็นการอบรมครั้งที่ 3 เพื่อให้ผู้บริหารและครูมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการบริหารจัดการหลักสูตรเป็นผู้นำทางวิชาการ สามารถที่จะพาครูวิเคราะห์หลักสูตรได้ และสามารถกำหนดการสอนได้ เป็นการนำหลักสูตรแกนกลางลงสู่ห้องเรียน ซึ่งจะต้องผ่านการบริหารจัดการหลักสูตรและท้ายสุดก็จะมีการนิเทศกำกับติดตามคุณครูทุกคนให้เขียนแผนการเรียนรู้ที่ครบองค์ประกอบได้ และไฮไลท์สำคัญในการอบรมครั้งนี้คือ ครูและผู้บริหารจะต้องดำเนินการร่วมกันออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านกระบวนการคิดแบบ Active Learning ซึ่งจะมีหลายกิจกรรมให้เลือกใช้ตามความถนัด และครูก็สามารถนำเอาไปปรับใช้ในห้องเรียนได้เป็นอย่างดี
“ตอนนี้เรามุ่งเน้นงานวิชาการ เพราะงานวิชาการจะไปจบที่การสร้างนวัตกรรมของผู้บริหารและครู เมื่อนักเรียนได้เรียนรู้ผ่านกระบวนการคิดแบบ Active Learning ก็จะไม่ได้เนื้อหาสาระอย่างเดียว แต่จะได้กระบวนการคิดเพื่อนำไปออกแบบสุดท้ายก็จะเป็นนวัตกรรมของผู้เรียน ที่สำคัญผู้บริหารและครูสามารถต่อยอดนวัตกรรมนำไปขอเลื่อนและมีวิทยฐานะได้ด้วย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการก้าวหน้าทางวิชาชีพ แต่ที่สำคัญที่สุดคือผลลัพธ์ของผู้เรียนเป็นเป้าหมายหลัก”ดร.ปรพล กล่าวและว่า อย่างไรก็ตาม สพป.กทม.ได้นำร่องกระบวนการคิดแบบ Active Learningมาสองสามปีแล้ว ครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นการทบทวนกระบวนการคิดอีกครั้ง โดยกลุ่มเป้าหมายในวันนี้คือโรงเรียนทั้ง 37 โรงเรียนและเครือข่ายสมาคมฯ ประมาณ 300 คน อย่างไรก็ตาม การที่สมาคมฯได้เชิญวิทยากรเชี่ยวชาญด้านกระบวนการคิดจากสถาบัน พว.มาอบรม Active Learning ให้ครูมีความรู้ความเข้าใจ เนื่องจากทางสมาคมฯได้ไปศึกษาดูงานที่โรงเรียนดรุณาราชบุรี ซึ่งโรงเรียนได้ทำความร่วมมือกับ สพฐ.และ พว.ซึ่งตนก็เห็นว่าผู้บริหาร ครู และเด็ก Active จริง ๆ และคิดว่าจะมาทำให้เกิดประโยชน์กับโรงเรียนของพวกเราได้ อย่างไรก็ตาม ทางสมาคมฯก็เปิดกว้างให้ทุกหน่วยงานที่ทำคุณประโยชน์ให้กับการการศึกษา



วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

☕🎤 รีวิวน่าลอง | Relaunch “มุมสบาย”ร้านกาแฟ–คาราโอเกะ–ดนตรีสด จุดนัดพบคนหลายวัย ย่านโพธิ์แก้ว–ลาดพร้าว 101

☕🎤 รีวิวน่าลอง | Relaunch “มุมสบาย”
ร้านกาแฟ–คาราโอเกะ–ดนตรีสด จุดนัดพบคนหลายวัย ย่านโพธิ์แก้ว–ลาดพร้าว 101




ถ้าคุณกำลังมองหาร้านนั่งสบาย ๆ ที่ไปได้ทั้งกับเพื่อน รุ่นพี่ หรือพ่อแม่ และยังได้ร้องเพลง ฟังดนตรีสด จิบกาแฟ กินข้าวอร่อย ๆ ในที่เดียว
ต้องลองแวะ มุมสบาย โฉมใหม่ หลังรีลอนช์และรีโนเวตแบบจริงจัง ✨
ร้านนี้ตั้งอยู่ในย่าน ถนนโพธิ์แก้ว จุดเชื่อมต่อกับ ลาดพร้าว 101 ซึ่งกำลังกลายเป็นแหล่งแฮงเอาต์คลื่นลูกใหม่ของกรุงเทพฯ
ได้เปรียบตรงที่เดินทางง่าย ใกล้แหล่งที่อยู่อาศัย และรวมคนได้หลายเจเนอเรชันจริง ๆ


🌿 บรรยากาศ: สบายสมชื่อ
“มุมสบาย” ยังคงคอนเซ็ปต์ร้านที่เข้าแล้วรู้สึกผ่อนคลาย
มีโซนร้านกาแฟนั่งชิล โซนคาราโอเกะ และโซนดนตรีสด
จัดพื้นที่ให้คนแต่ละวัยมีมุมของตัวเอง แต่ก็ไม่รู้สึกแยกขาด
🎶 เพลงที่ใช่ สำหรับทุกวัย
ไฮไลต์ของร้านคือ “ดนตรี” ที่ครอบคลุมแบบไม่ต้องฝืนใคร
สายคลาสสิก ลูกกรุง สุนทราภรณ์ เพลงยุค 60–70 มีคีย์บอร์ดและดนตรีสดรองรับ
รุ่นกลาง รุ่นใหม่ ก็ร้องคาราโอเกะได้ยาว ๆ
เพลงสากล Oldies อย่าง Elvis, Cliff, Beatles ก็มีให้หายคิดถึง
เรียกได้ว่า มาเป็นแก๊งไหน อายุเท่าไหร่ ก็หาเพลงที่ร้องแล้วอินได้แน่นอน 🎤


☕🍽 กาแฟดี อาหารถึง
ไม่ได้เด่นแค่เสียงเพลง
ที่นี่มีกาแฟรสชาติดี และอาหารที่ตั้งใจทำให้ “กินง่าย ถูกปาก”
เหมาะทั้งนั่งยาว ๆ หลังเลิกงาน หรือแวะมาพักใจในวันสบาย ๆ
👥 จุดนัดพบของ “คนรู้ใจ”


คุณ กิตติพันธ์ ขันติศิลป์ชัย ผู้บริหารร้าน เล่าว่า
ตั้งใจให้ “มุมสบาย” เป็นพื้นที่กลางของคนต่างวัย
ที่สามารถใช้เวลาร่วมกันได้ โดยไม่ต้องเปลี่ยนตัวเองให้เหมือนใคร
ในอนาคตยังมีแผนจัดกิจกรรม
ทั้งประกวดร้องเพลง งานเทศกาล และอีเวนต์พิเศษ
ที่อาจจะแยกวัย หรือรวมวัยก็ได้ แล้วแต่จังหวะของช่วงเวลา



⭐ สรุปสั้น ๆ
ถ้าคุณอยากได้ร้านที่
✔ นั่งสบาย
✔ เพลงดี
✔ ร้องคาราโอเกะได้
✔ มีดนตรีสด
✔ กาแฟและอาหารครบ
✔ ไปได้ทั้งกับเพื่อน รุ่นพี่ หรือครอบครัว
“มุมสบาย” คืออีกหนึ่งร้านที่ควรปักหมุดไว้
ในย่านโพธิ์แก้ว–ลาดพร้าว 101 ที่กำลังคึกคักขึ้นเรื่อย ๆ 🌙✨

วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

คุณ”จิรภรณ์ กาญจนเสถียร” ประธานผู้ก่อตั้งโครงการทูตวัฒนธรรมไทย - นานาชาติ ๒๕๖๘ร่วมกับสมาพันธ์สื่อสร้างสรรค์ (ส.ส.ส.) เครือข่ายวัฒนธรรม สภาวัฒนธรรมแห่งประเทศไทยเปิดตัวทูตวัฒนธรรมไทย-นานาชาติ ในงานพิธีการมอบใบแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ

คุณ”จิรภรณ์ กาญจนเสถียร” ประธานผู้ก่อตั้งโครงการทูตวัฒนธรรมไทย - นานาชาติ ๒๕๖๘
ร่วมกับสมาพันธ์สื่อสร้างสรรค์ (ส.ส.ส.) เครือข่ายวัฒนธรรม สภาวัฒนธรรมแห่งประเทศไทยเปิดตัวทูตวัฒนธรรมไทย-นานาชาติ ในงานพิธีการมอบใบแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ


เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา โครงการทูตวัฒนธรรมไทย-นานาชาติ ร่วมกับสมาพันธ์สื่อสร้างสรรค์ (ส.ส.ส.) เครือข่ายวัฒนธรรม สภาวัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ได้จัดให้มีพิธีการมอบใบแต่งตั้งและเปิดตัวทูตวัฒนธรรมไทย-นานาชาติโดยมี คุณ”จิรภรณ์ กาญจนเสถียร” ประธานผู้ก่อตั้งโครงการทูตวัฒนธรรมไทย - นานาชาติ ๒๕๖๘ และ “ดร.สมมารถ พึ่งจันดุม”รองประธานสมาพันธ์สื่อสร้างสรรค์ (ส.ส.ส.) เครือข่ายวัฒนธรรม สภาวัฒนธรรมแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยตัวแทนทูตวัฒนธรรมไทย-นานาชาติ ซึ่งเป็นทูตฯลฯตัวแทนจากจังหวัดต่างๆในประเทศไทย และเป็นทูตฯลฯตัวแทนจากต่างประเทศหลายประเทศ รวมถึงยุวทูต ที่ได้เดินทางร่วมงานในพิธีการมอบใบแต่งตั้ง มงกุฎ,สายสะพายในครั้งนี้ เป็นจำนวนทั้งสิ้น 78 คน


สำหรับงานพิธีการมอบใบแต่งตั้งทูตฯลฯ ครั้งนี้ทางคณะผู้จัดงานได้รับความเมตตาจาก ท่านพลตรีหม่อมราชวงค์วัยวัฒน์ จักรพันธ์ โอรสในพระวรวงค์เธอพระองค์เจ้าดรุณวัยวัยวัฒน์ ปนัดดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าจาตุรมต์รัศมีกรมพระจักรพรรดิพงษ์ ประธานสภาประชาชนแห่งชาติ เป็นผู้มอบใบแต่งตั้งทูตวัฒนธรรมไทย-นานาชาติ ร่วมกับสมาพันธ์สื่อสร้างสรรค์(ส.ส.ส.)เครือข่ายวัฒนธรรม สภาวัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ณ.วังสวนสุนันทา


โครงการทูตวัฒนธรรมไทย – นานาชาติ
โดย คุณ"จิรภรณ์ กาญจนเสถียร" ประธานผู้ก่อตั้งโครงการทูตวัฒนธรรมไทย - นานาชาติ ๒๕๖๘
ร่วมกับ ดร.สมมารถ พึ่งจันดุม รองประธานสมาพันธ์สื่อสร้างสรรค์ (ส.ส.ส.)เครือข่ายวัฒนธรรม สภาวัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกันแถลงข่าว พร้อมกันนี้ได้กล่าวว่า เกียรติภาคภูมิในบทบาทตัวแทนคนไทย “ทูตวัฒนธรรมไทย” และ “ยุวทูตวัฒนธรรมไทย“
หน้าที่ของทูตวัฒนธรรมไทย – นานาชาติ คือ การดำเนินงานเพื่อเผยแพร่และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของชาติไทยผ่านกิจกรรมต่างๆสู่ระดับนานาชาติ เช่น ศิลปะ ดนตรี ภาษา และประเพณี เพื่อส่งเสริมความเข้าใจที่ดี ความร่วมมือระหว่างประเทศ และสนับสนุนผลประโยชน์ด้านนโยบายต่างประเทศของชาติ
#โครงการทูตวัฒนธรรมไทยนานาชาติ
#ทูตวัฒนธรรมไทย #ทูตวัฒนธรรม #วัฒนธรรม
#ศิลปวัฒนธรรมไทย

วันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

เติมเต็มประวัติศาสตร์อันลึกซึ้งในคอนเสิร์ต“Mozart · Requiem: Concert in Memoriam 1925–2025”ฟื้นคืนบทเพลงโมซาร์ทที่ขาดหายไปให้น่าจดจำ

เติมเต็มประวัติศาสตร์อันลึกซึ้งในคอนเสิร์ต“Mozart · Requiem: Concert in Memoriam 1925–2025”
ฟื้นคืนบทเพลงโมซาร์ทที่ขาดหายไปให้น่าจดจำ
 

“Mozart · Requiem: Concert in Memoriam 1925–2025” การแสดงดนตรีคลาสสิกเพื่อถ่ายทอดบทเพลงอมตะ “เรควีม” (Requiem) ของ ว็อล์ฟกัง อมาเดอุส โมซาร์ท ผ่านการตีความใหม่อย่างลึกซึ้งและทรงพลัง โดย สยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ 

จัดขึ้นเนื่องในวาระครบรอบ 100 ปี วันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า รัชกาลที่ 6 และครบรอบ 100 ปี วันคล้ายวันประสูติสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของทั้ง 2 พระองค์  
 

คุณวรปรัชญ์ วงศ์สถาพรพัฒน์ วาทยกร นักประพันธ์เพลงเจ้าของรางวัล Best Original Score จากดนตรีภาพยนตร์เรื่อง Dream! และ Grand Prize Winner จาก SCG Young Thai Artist in Composition และผู้ช่วยวาทยกร ณ Bangkok Opera ในฐานะวาทยกรประจำการแสดงเรควีมของโมซาร์ทครั้งนี้ จะบรรเลงบทเพลงฉบับผสมที่เรียบเรียงขึ้นใหม่ ผ่านการรวบรวมและขัดเกลาแนวคิดทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของบทเพลงนี้หลายฉบับ มุ่งแสวงหาความสมดุลและความเป็นเอกภาพ โดยให้ความสำคัญการเรียบเรียงเครื่องดนตรี เพื่อให้บทเพลงบรรเลงได้ใกล้เคียงกับสำนวนดนตรีช่วงปลายชีวิตของโมซาร์ทมากที่สุด และเป็นการฟื้นคืนบทเพลงที่โมซาร์ทร่างไว้แต่ยังแต่งไม่เสร็จสมบูรณ์ให้ยิ่งลึกซึ้งและน่าจดจำ 

คุณพิจาริน วิริยะศักดากุล นักร้องเดี่ยวเสียงโซปราโน เปิดเผยว่า การได้นำประสบการณ์จากเวียนนาเพื่อกลับมาถ่ายทอดบทเพลงชิ้นเอกของโมซาร์ทในประเทศไทย ร่วมกับนักดนตรีมากความสามารถท่านอื่น ๆ รวมถึงการได้ร่วมงานกับสยามสมาคมฯ ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับเธอ และเธอตั้งใจเป็นอย่างมากให้การแสดงครั้งนี้เป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำสำหรับทุกคน
 
          ขณะที่ คุณดวงอมร ฟู่ นักร้องเดี่ยวเสียงอัลโต กล่าวว่า ดนตรีของโมซาร์ทหล่อหลอมตัวตนของเธอ ในฐานะนักร้องมาโดยตลอด เธอรู้สึกสนุกสนาน ท้าทาย และได้รับแรงบันดาลใจอย่างไม่รู้จบ โดยบทเพลงเรควีมผลักดันให้เธอทุ่มเทอย่างเต็มที่ และรู้สึกถึงทุกตัวโน้ตอย่างลึกซึ้ง เธอตั้งตารอที่จะแบ่งปันพลังและอารมณ์ของบทเพลงนี้กับเพื่อนร่วมงานและผู้ชมเป็นอย่างยิ่ง
 
การแสดงครั้งร่วมด้วยศิลปินชาวไทยรุ่นใหม่อย่าง คุณกฤติน สุชาโต นักร้องเดี่ยวเสียงเทเนอร์ ผู้มีน้ำเสียงอบอุ่น ได้รับการยอมรับในวงการโอเปรา คอนเสิร์ต ละครเพลง และโทรทัศน์ จากการขับร้องที่สื่ออารมณ์ แสดงให้เห็นถึงความสามารถที่หลากหลายในแนวเพลงและสไตล์ต่างๆ

 ด้าน คุณดลหทัย อินทวงศ์ ผู้ฝึกสอนวงนักร้องประสานเสียง กล่าวด้วยว่า การเตรียมการแสดง เรควีมของโมซาร์ทครั้งนี้ เป็นประสบการณ์ที่มีความหมายอย่างยิ่งต่อทั้งนักร้องและทีมงานศิลปะ สำหรับคณะนักร้องประสานเสียง การขับร้องผลงานชิ้นนี้ไม่เพียงแต่เป็นความท้าทายทางเทคนิคเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสที่จะได้สัมผัสความลึกซึ้งและมนุษยธรรมในดนตรีของโมซาร์ท 

คอนเสิร์ตพิเศษ “Mozart · Requiem: Concert in Memoriam 1925-2025” จัดแสดงในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2569 และ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569 เวลา 18.00 น. ณ พระที่นั่งเทวราชสภารมย์ พระราชวังพญาไท บัตรเข้าชมการแสดง ได้แก่ 
ชั้นทับทิม: ที่นั่งสำหรับวีไอพี 2 ที่นั่ง ราคา 30,000 บาท ได้รับหนังสือ “พิพิธพญาไท: สมุดภาพศิลปกรรมของพระราชวังพญาไท” จำนวน 1 เล่ม
ชั้นมรกต: ที่นั่งวีไอพี 2 ที่นั่ง ราคา 20,000 บาท และที่นั่งสำหรับบุคคลทั่วไป ราคา 1,500 บาท 2,000 บาท และ 2,500 บาท

ผู้สนใจเข้าชมติดต่อได้ที่ คุณ ชุลีพร ไพรีรัก โทร : 02-661-6470-3 ต่อ 201 (วันอังคาร - วันเสาร์ เวลา 9:00 - 17:00) E-mail: chuleeporn@thesiamsociety.org ทั้งนี้ รายได้จากการจัดการแสดง นำไปสนับสนุนกิจกรรมของสยามสมาคมฯ เพื่อส่งเสริมการศึกษา และแลกเปลี่ยนความรู้ทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ศิลปะ และการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมของไทย และของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Facebook: The Siam Society Under Royal Patronage

Instagram: The Siam Society

Line Official Account: The Siam Society

Website: thesiamsociety.org


สถานเอกอัครราชทูตอิหร่านจัดสื่อมวลชนพบ “อเรซู เอสกันดารี” นักปั่นหญิงผู้กล้า ส่งสารสันติภาพผ่านภารกิจ 18,000 กม. ทั่วเอเชีย

สถานเอกอัครราชทูตอิหร่านจัดสื่อมวลชนพบ “อเรซู เอสกันดารี” นักปั่นหญิงผู้กล้า ส่งสารสันติภาพผ่านภารกิจ 18,000 กม. ทั่วเอเชีย



สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ประจำประเทศไทย จัดงาน สื่อมวลชนพบคุณ อเรซู เอสกันดารี (Ms. Arezoo Eskandari) นักปั่นจักรยานหญิงชาวอิหร่าน และทูตการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ เนื่องในโอกาสที่เธอเดินทางถึงประเทศไทย ระหว่างภารกิจปั่นจักรยานระยะทางกว่า 18,000 กิโลเมตร ครอบคลุมทวีปเอเชีย เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรม สันติภาพ และความยั่งยืน
งานจัดขึ้นเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ณ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ประจำประเทศไทย ถนนสุขุมวิท 39


ภายในงาน Mr. Mehdi Zare Biaib ทูตวัฒนธรรมประจำสถานเอกอัครราชทูตฯ กล่าวถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านที่ยืนยาวกว่า 420 ปี ในทุกระดับ โดยโครงการปั่นจักรยานของคุณอเรซูถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญของมิตรภาพ ความเข้าใจทางวัฒนธรรม และการส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศ ธงชาติไทย–อิหร่านที่ติดบนจักรยานของเธอ เป็นประจักษ์พยานแห่งความใกล้ชิดและความหวังร่วมกันด้านความเสมอภาคและสันติภาพ


ด้านคุณอเรซู เอสกันดารี เปิดใจขอบคุณประชาชนชาวไทยสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่น เธอมาจากเมือง Esfahan เมืองท่องเที่ยวสำคัญของอิหร่าน และเริ่มปั่นจักรยานมาแล้วกว่า 8 ปี จุดประกายเป้าหมายปั่นจักรยานรอบเอเชียภายใน 1 ปี หลังเริ่มต้นจากอิหร่าน ระยะทางกว่า 8,400 กิโลเมตร ใช้เวลา 5 เดือน ก่อนออกเดินทางในเอเชียเมื่อราว 3 เดือนที่ผ่านมา ผ่านจีน เวียดนาม สปป.ลาว เข้าประเทศไทยทางจังหวัดอุดรธานี สู่กรุงเทพมหานคร และมีแผนเดินทางต่อสู่ภาคใต้ ก่อนข้ามไปมาเลเซีย อินโดนีเซีย อินเดีย และประเทศในเอเชียใต้ กลับสู่อิหร่าน โดยตั้งใจเป็นนักปั่นหญิงที่ใช้เวลาเดินทางสั้นที่สุด



เธอเล่าถึงประสบการณ์ “สโลว์ไลฟ์” จากการเดินทางด้วยจักรยาน แม้ต้องแบกสัมภาระกว่า 60 กิโลกรัม และเผชิญความท้าทาย แต่กลับได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม พบมิตรภาพ และพลังบวกจากผู้คนตลอดเส้นทาง โดยเฉพาะการต้อนรับอย่างจริงใจในประเทศไทยที่สร้างความประทับใจไม่รู้ลืม
คติประจำใจของคุณอเรซูคือ ไม่ยึดติดกับอดีต ใช้ชีวิตให้เต็มที่ตามเป้าหมาย ด้วยพื้นฐานการเรียนด้านจิตวิทยาและมานุษยวิทยา ทำให้เธอจัดการตนเองได้ดี ความท้อไม่เคยหยุดยั้ง มีแต่แรงผลักดันสู่จุดหมาย หลังเสร็จภารกิจเอเชียในปีนี้ เธอมีแผนต่อยอดเส้นทางในทวีปยุโรป พร้อมบันทึกการเดินทางเพื่อเผยแพร่และอาจถ่ายทอดเป็นพ็อกเก็ตบุ๊กในอนาคต
ติดตามและส่งกำลังใจการเดินทางแบบเรียลไทม์ ได้ที่


ท้ายนี้ งานได้รับความร่วมมือจาก คุณ Marina เลขานุการเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ผู้ประสานงาน และ คุณอาลี สุขสำราญ เจ้าหน้าที่ล่าม

วช. เปิด “พื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้พลังงานชุมชน นวัตกรรมเตาไบโอชาร์” ลดการเผา ดูแลสิ่งแวดล้อม สร้างมูลค่าจากเศษวัสดุ

วช. เปิด “พื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้พลังงานชุมชน นวัตกรรมเตาไบโอชาร์” ลดการเผา ดูแลสิ่งแวดล้อม สร้างมูลค่าจากเศษวัสดุ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2...