วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2569

วช. จัดเสวนา “การเตรียมพร้อมและเสริมทักษะการเผชิญเหตุการณ์รุนแรงในสถานศึกษา”

วช. จัดเสวนา “การเตรียมพร้อมและเสริมทักษะการเผชิญเหตุการณ์รุนแรงในสถานศึกษา” มุ่งใช้วิจัยและนวัตกรรม เสริมความรู้ การรับมือสถานการณ์ เพื่อความปลอดภัยของเยาวชนและประชาชน

วันที่ 4 กันยายน 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดเสวนาเรื่อง “การเตรียมพร้อมและเสริมทักษะการเผชิญเหตุการณ์รุนแรงในสถานศึกษา ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” โดยมี 
.com/img/a/

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวเปิดงาน พร้อมด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิจัย และสื่อมวลชน เข้าร่วมงาน ณ ศูนย์ส่งเสริมการวิจัยเพื่อมรดกทางวัฒนธรรม อาคาร วช. 8 

.com/img/a/

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ได้ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาสังคม โดยเฉพาะการสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้ เครื่องมือ และนวัตกรรมที่ช่วยให้ครู นักเรียน และบุคลากรสามารถเตรียมพร้อมและรับมือกับสถานการณ์รุนแรงได้อย่างเหมาะสม การจัดเสวนาในครั้งนี้จึงเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวทางการปฏิบัติจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเสริมสร้างทักษะการเผชิญเหตุและลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์รุนแรงในสถานศึกษา ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการนำองค์ความรู้และนวัตกรรมไปประยุกต์ใช้ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการเรียนรู้ของเยาวชนอย่างเป็นระบบ โดย วช. เป็นผู้สนับสนุนนวัตกรรมดังกล่าว อันจะนำไปสู่การยกระดับระบบความปลอดภัยในสถานศึกษาและสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ที่มั่นคงอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อลดความรุนแรงในสังคมไทยด้วยวิจัยและนวัตกรรม

.com/img/a/

การเสวนาครั้งนี้มีผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในหลากหลายมิติ อาทิ “รู้ทัน เตรียมพร้อม รับมือ: นวัตกรรมเสริมทักษะเผชิญเหตุรุนแรงในสถานศึกษา” โดย รศ.พ.ต.อ.ดร.ธิติ มหาเจริญ รองคณบดีคณะนิติวิทยาศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ และ “ความพร้อมสร้างความปลอดภัย: ทักษะการรับมือเมื่อเกิดสถานการณ์รุนแรง” โดย 

.com/img/a/

พ.ต.ต.นเรศฐ์ นาแพง สารวัตรกลุ่มงานการฝึกยุทธวิธี 1 ศูนย์ฝึกตำรวจ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ

.com/img/a/

นอกจากนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนในหัวข้อ “จากการรับรู้สู่การรับมือ: ทักษะเพื่อความปลอดภัยเมื่อเกิดเหตุ” โดย นางสาวปุณณัฐรา กลุจิตร์ธนพันธ์ ตำรวจรัฐสภา กลุ่มงานเทคโนโลยีรักษาความปลอดภัย สำนักรักษาความปลอดภัย สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและตอบข้อซักถาม เพื่อร่วมกันหาแนวทางยกระดับการเตรียมพร้อมและการรับมือเหตุการณ์รุนแรงในสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ

ทั้งนี้ วช. มุ่งส่งเสริมการนำองค์ความรู้จากการวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ในการสร้างความปลอดภัยและลดความรุนแรงในสังคม พร้อมสนับสนุนการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สถานศึกษามีแนวทางและทักษะในการป้องกัน เฝ้าระวัง และรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่การสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาต่อไป

“Shaanxi Saiyang Food” จีนรุกตลาดวัตถุดิบอาหารจากธรรมชาติ ชูมัทฉะ–ผงผลไม้–ชาสำเร็จรูป ตอบโจทย์อุตสาหกรรมอาหารยุคใหม่


Shaanxi Saiyang Food Co., Ltd. ผู้ผลิตวัตถุดิบอาหารจากประเทศจีน เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์จากพืชและวัตถุดิบธรรมชาติ รองรับความต้องการของอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม เบเกอรี่ และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ โดยมีผลิตภัณฑ์เด่นตั้งแต่ ผงมัทฉะ ผงชา ผงผักและผลไม้ ไปจนถึงผลไม้และผักแบบฟรีซดราย รวมถึงสารสกัดจากธรรมชาติ



บริษัทตั้งอยู่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีเมืองซีอาน มณฑลส่านซี ประเทศจีน ดำเนินธุรกิจด้านการวิจัยและพัฒนา การผลิต และการจำหน่ายวัตถุดิบอาหาร โดยบริษัทระบุว่ามีกำลังการผลิตประมาณ 3,000–5,000 ตันต่อปี และมีห้องผลิตแบบ Cleanroom Class 100,000 เพื่อควบคุมสภาพแวดล้อมในการผลิต
เปิดไลน์สินค้าหลากหลาย ตอบโจทย์อาหารและเครื่องดื่ม
ผลิตภัณฑ์ของ Shaanxi Saiyang Food แบ่งออกเป็นกลุ่มสำคัญ ได้แก่
1. Matcha Series – ผลิตภัณฑ์มัทฉะ
มีทั้งผงมัทฉะเกรดต่าง ๆ รวมถึง Ceremonial Grade และผลิตภัณฑ์มัทฉะออร์แกนิกที่บริษัทระบุว่ามีการรับรองมาตรฐาน USDA และ EU Organic นอกจากนี้ยังมีรูปแบบบรรจุกระป๋องและถุง รองรับการทำแบรนด์ของลูกค้า หรือ Private Label/OEM
2. Instant Tea Powder – ผงชาสำเร็จรูป
วัตถุดิบชาชนิดผงที่สามารถนำไปใช้ในเครื่องดื่มสำเร็จรูป เครื่องดื่มชนิดผง และผลิตภัณฑ์อาหารต่าง ๆ
3. Instant Fruit & Vegetable Powder – ผงผักและผลไม้
ครอบคลุมวัตถุดิบจากผลไม้และผักหลายชนิด อาทิ สตรอว์เบอร์รี บลูเบอร์รี มะม่วง และแก้วมังกร ซึ่งสามารถนำไปใช้เพิ่มรสชาติ สี และเอกลักษณ์ของผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม
4. Freeze-Dried Fruits & Vegetables – ผักและผลไม้ฟรีซดราย


บริษัทมีผลิตภัณฑ์แบบ Freeze-Dried เช่น สตรอว์เบอร์รี แบล็กเบอร์รี บลูเบอร์รี และแก้วมังกรแดง ในรูปแบบผง เหมาะสำหรับนำไปเป็นส่วนผสมในอาหาร เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์แปรรูป
5. Natural Health Ingredients – ส่วนผสมจากธรรมชาติ

รวมถึงวัตถุดิบจากพืชและสารสกัดธรรมชาติ โดยข้อมูลจากสมาคมอุตสาหกรรมอาหารของจีนระบุว่าบริษัทมีผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม High-end Tea Powder, Edible Mushroom Powder และ Fruit & Vegetable Powder


นอกจากนี้ ข้อมูลผู้ประกอบการบน Alibaba ระบุหมวดสินค้าหลักของบริษัทเพิ่มเติม เช่น Matcha Powder, Blue Spirulina, Butterfly Pea Powder, Mushroom Powder และ Instant Tea Powder
ชูระบบควบคุมคุณภาพและมาตรฐานสากล

Shaanxi Saiyang Food ระบุว่ามีระบบควบคุมคุณภาพตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบจนถึงการจัดส่งสินค้า พร้อมห้องปฏิบัติการและอุปกรณ์ตรวจสอบ เช่น Chromatograph และ Mass Spectrometer


บริษัทระบุว่ามีมาตรฐานและการรับรองหลายรายการ ได้แก่ USDA Organic, EU Organic, HACCP, HALAL, FDA และ SGS/TÜV โดยการรับรองแต่ละรายการครอบคลุมผลิตภัณฑ์หรือขอบเขตที่แตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบใบรับรองของสินค้าแต่ละรายการก่อนนำเข้าและจำหน่ายในแต่ละประเทศ
รองรับ OEM–ODM และ Private Label


อีกจุดเด่นของบริษัทคือบริการผลิตและปรับแต่งสินค้าให้กับลูกค้า ทั้ง บรรจุภัณฑ์แบบถุง กระป๋อง เครื่องดื่มชนิดผง ลูกอมอัดเม็ด แคปซูลกาแฟ และการพัฒนาสูตรเฉพาะ ทำให้ผู้ประกอบการสามารถนำวัตถุดิบไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ของตนเองได้


บริษัทระบุว่าผลิตภัณฑ์ของตนถูกนำไปประยุกต์ใช้ในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะ เครื่องดื่ม เบเกอรี่ ธุรกิจบริการอาหาร และอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร เนื่องจากวัตถุดิบในรูปแบบผงมีความสะดวกต่อการนำไปผสมในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ


ปัจจุบัน Shaanxi Saiyang Food ระบุว่ามีการส่งออกสินค้าไปยัง มากกว่า 50 ประเทศ และมีลูกค้าที่ร่วมงานมากกว่า 10,000 ราย สะท้อนแนวโน้มของตลาดวัตถุดิบอาหารจากธรรมชาติที่มีความต้องการเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำไปต่อยอดเป็นเครื่องดื่ม อาหารเพื่อสุขภาพ และสินค้าแบรนด์ใหม่ในรูปแบบ OEM/ODM
ทั้งนี้ สำหรับผู้ประกอบการไทยที่สนใจนำเข้าสินค้าของ Shaanxi Saiyang Food ควรตรวจสอบข้อกำหนดของ อย.ไทย มาตรฐานอาหาร การขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ และใบรับรองของสินค้าแต่ละชนิดก่อนนำเข้าเชิงพาณิชย์

สนใจผลิตภัณฑ์ 

วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2569

☆ จอมทรนง*สยายปีกสร้างสตูดิโอทั้งแผ่นดิน "แม่เลี้ยงทิพย์สิริ"ประกาศหนุนเต็มกำลัง


เมื่อบ่ายเสาร์ 5 ที่ผ่านมา จอมทรนง*ได้ร่วมกับ"แม่เลี้ยงทิพย์สิริ"เจ้าแม่โครงการอสังหาริมทรัพย์ออกแถลงต่อสื่อมวลชนที่โครงการมินิสตูดิโอ คลอง 12 ธัญบุรี-นครนายก ท่ามกลางทีมงานและนักแสดง 2122 เข้าร่วมหลายคน



จอมทรนง*เผยว่าเมื่อ 20 ปีก่อนเขาเคยสร้างโรงถ่ายภาพยนตร์ที่แก่งกระจาน เพชรบุรีบนพื้นที่ 545 ไร่ แต่โครงการนี้ได้ดำเนินการอยู่ 7 ปีก็ต้องปิดตัวไปเพราะสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองในขณะนั้นไม่เอื้อต่อการทำอุตสาหกรรมภาพยนตร์

แต่เขาก็ไม่เคยล้มเลิกโปรเจคสร้างโรงถ่ายภาพยนตร์แห่งอาเซี่ยนนี้แต่อย่างใด ได้พยายามรอช่วงจังหวะเวลาที่เหมาะสม จนกระทั่งเมื่อ 4 ปีที่ผ่านมาเขาได้รื้อฟื้นโปรเจคสร้างภาพยนตร์เรื่อง"กูนี่แหละอัจฉริยะ"หรือ 2122 ARMAGEDDON WAR ขึ้นมาทำต่ออีกครั้ง ควบคู่กับการสร้างโรงถ่ายภาพยนตร์แห่งอาเชี่ยนขึ้นที่ อ.ปากช่องบนพื้นที่ 2,500 ไร่ พร้อมกับแผนงานสร้างสตูดิโอทั้งแผ่นดิน เพื่อสร้างงาน สร้างคน ทำประเทศไทยให้เป็นโรงถ่ายภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยใช้ศักยภาพทั้งหมดของแผ่นดินเป็นจุดขายต่อโลกภาพยนตร์และนักท่องเที่ยวนานาชาติ


จากแผนงานเมกะโปรเจคดังกล่าวทำให้จอมทรนง*ได้พบกับแม่เลี้ยงทิพย์ หรือคุณทิพย์สิริ จำนงนิตย์ เจ้าของโครงการบ้านและที่ดินขนาดใหญ่หลายโครงการ และเห็นพ้องต้องกันว่า "แม่เลี้ยงทิพย์"พร้อมแบ่งปันที่ดินจำนวน 100 ไร่จาก 270 ไร่ที่คลอง 12 ธัญบุรี-นครนายกให้จอมทรนง*ใช้สร้างฉากเพื่อถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง 2122 ARMAGEDDON WAR ซึ่งเป็นมหากาพย์ไตรภาคภาพยนตร์ที่ลงทุนสร้างสูงโดยรวมมากกว่า 1,500 ล้านบาท



ทั้งนี้ในเบื้องต้นของโครงการมินิสตูดิโอที่คลอง 12 จะทำการสร้างทะเลทรายบนพื้นที่กว้างขนาด 100 ไร่และสร้างค่ายผู้อพยพลี้ภัยสงครามในโลกอนาคตอีก 100 ปี ซึ่งจะใช้งบประมาณการก่อสร้างมากกว่า 40 ล้านบาท
และมีแผนต่อยอดทำพื้นที่ทั้งโครงการคลอง 12 ให้เป็นสตูดิโอที่ทันสมัยรองรับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่กำลังจะฟื้นตัวภายใน 3 ปีข้างหน้านี้


จอมทรนง*ยังเผยอีกว่า เขากำลังจะสร้างโรงถ่ายขนาดใหญ่ที่เขาใหญ่
และมีแผนงานสร้างโรงถ่ายขนาดกลาง
ในทุกภูมิภาคของประเทศไทย เพื่อรองรับกองถ่ายภาพยนตร์จากต่างประเทศที่กำลังหลั่งไหลเข้ามา ทั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างงาน สร้างคน และทำให้ประเทศไทยเป็นโรงถ่ายภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกเต็มรูปแบบด้วยศักยภาพของประเทศไทยเอื้อและเหมาะสมที่จะสร้างเมกะโปรเจคนี้มากที่สุด

วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2569

วช. เปิดเวที “รู้ทัน รับมือ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” นำชุดความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม เตรียมความพร้อม เผชิญสถานการณ์ภัยพิบัติ

วช. เปิดเวที “รู้ทัน รับมือ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” นำชุดความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม เตรียมความพร้อม เผชิญสถานการณ์ภัยพิบัติ

วันที่ 1 กันยายน 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดเวทีเสวนา “เตรียมพร้อม รู้ทัน รับมือ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานกล่าวเปิดการเสวนาและนำเสนอผลการดำเนินงานวิจัยและนวัตกรรมในการรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติ พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิจัย ผู้บริหาร ผู้เข้าร่วมกิจกรรม และสื่อมวลชน ณ ศูนย์ส่งเสริมการวิจัยเพื่อมรดกทางวัฒนธรรม อาคาร วช. 8 ชั้น 2 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง กล่าวว่า สถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ผ่านมา ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ อาทิ น้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่มในหลายพื้นที่ เหตุการณ์ธารน้ำแข็งจากเทือกเขาหิมาลัยถล่มลงมาอย่างรวดเร็ว และเหตุแผ่นดินไหวในหลายพื้นที่ ล้วนสะท้อนให้เห็นว่าภัยพิบัติทางธรรมชาติสามารถเกิดขึ้นได้อย่างฉับพลันและส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ดังนั้น ประชาชนจำเป็นต้องมีความรู้เท่าทันภัยพิบัติ มีความเข้าใจ ทักษะ และการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติ เพื่อลดความเสี่ยงและความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งเป็นที่มาของหัวข้อการเสวนา “เตรียมพร้อม รู้ทัน รับมือ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” ในวันนี้ โดย วช. มุ่งสื่อสารองค์ความรู้เพื่อสร้างความเข้าใจ รวมถึงสื่อสารถึงผลงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยและนวัตกรรมโดย วช. เพื่อให้องค์ความรู้จากงานวิจัยและนวัตกรรมเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความพร้อมของหน่วยงานและประชาชน ให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ภัยพิบัติได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ ซึ่งวันนี้มีผลงานวิจัยร่วมจัดแสดงทั้งสิ้น 12 ผลงาน ได้แก่ สถานีตรวจวัดน้ำท่าเพื่อการเฝ้าระวังและเตือนภัยน้ำท่วม จังหวัดน่าน, แพลตฟอร์มเสริมสร้างความพร้อมรับมืออุทกภัยจังหวัดน่าน, ผลิตภัณฑ์โมเสคฝนประมาณค่าจากเรดาร์ตรวจอากาศในพื้นที่ระดับลุ่มน้ำของประเทศไทยด้วยเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศรหัสเปิด, Every One Seeing Flood Zone, “Platform line@ “มดชนะภัย”,เครื่องมือพยากรณ์กลไกการกระแทกของเศษวัสดุธรณีไหลบนโครงสร้างเบี่ยงเบนทิศทางการไหล, Soil nails ที่มีการติดตั้ง Strain gauges เพื่อวัดพฤติกรรมที่แท้จริง, TUSHM ระบบตรวจสอบสุขภาพโครงสร้างและแจ้งเตือนอัจฉริยะ, ระบบตรวจติดตามการสั่นไหวของโครงสร้างแบบเวลาจริงและแจ้งเตือนแผ่นดินไหว, ระบบสนับสนุนการตัดสินใจรับมือภัยสึนามิ, PANJAPA MODEL: รูปแบบการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อเสริมศักยภาพประชาชนในการเตรียมพร้อมรับแผ่นดินไหว และ “Inno Smart safety: นวัตกรรมเตรียมพร้อมรับสาธารณภัย

ช่วงเสวนา รองศาสตราจารย์ ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผู้อำนวยการแผนงาน (Program Director) แผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. วช. ในหัวข้อ “เตือนก่อนท่วม ทางรอดของชุมชนต้นน้ำและพื้นที่ลุ่มน่าน” ได้กล่าวถึง ปัจจุบัน พิบัติภัยจะมีความรุนแรง และมีลักษณะเป็นภัยพิบัติที่มีความต่อเนื่องกัน อาทิ ฝนตกปริมาณมาก ก่อให้เกิดน้ำป่าไหลหลาก และเกิดดินถล่มตามมา หรือ แผ่นดินไหวก่อให้เกิดตึกถล่ม ส่งผลถึงอัคคีภัยจากท่อแก๊ส และการจัดการน้ำท่วมในเขตเมือง ประกอบด้วย สามส่วนคือ 1) ระบบเตือนภัย (ข้อมูลที่ใกล้ตัว และสภาพข้างเคียง การแจ้งข่าว แชร์ข้อมูล เกณฑ์อันตราย) โดยใช้นวัตกรรมสนับสนุนการเตือนภัยน้ำท่วม ร่วมกับแผนที่ความเสี่ยงเขตเมือง ชี้จุดที่จำเป็นจะต้องย้ายเมื่อมีการแจ้งเตือน 2) มาตรการล่วงหน้า (ทราบข้อจำกัด มาตรการปัจจุบัน อนาคต  ทางออกกรณีฉุกเฉิน) ในระยะสั้น ได้แก่ การซ้อมภัย มาตรการระยะยาว ซึ่งเป็นการเสริมในเชิงโครงสร้างเพื่อรับน้ำก่อนเข้าเมือง อาทิ ฝายชะลอน้ำ อาคารพักน้ำและตกตะกอน ซึ่งอาศัยงบประมาณ และเวลา และ 3) การตัดสินใจ (อยู่ ยก ย้าย)

รองศาสตราจารย์ ดร.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในหัวข้อ “ถอนตัวก่อนถล่ม กลไกการเฝ้าระวังเหตุดินถล่ม ในภาวะฝน” โดยยกตัวอย่าง เหตุธารน้ำแข็งจากเทือกเขาหิมาลัยถล่มลงมาอย่างรวดเร็วในเขตเทือกเขาหิมาลัย - เนปาล/ทิเบต  สันนิษฐานว่าเนื่องภาวะโลกร้อนทำให้ Active Layer เกิด cycle ในการแข็งและละลายเกิดถี่ขึ้น ทำให้  Permafrost ภูเขาที่มีน้ำใต้ดินเยือกแข็งซึ่งเป็นฐานของฐานน้ำแข็ง มีสภาพแย่ลง ความเสี่ยงจะสูงขึ้นตามความลาดชันของภูเขา ซึ่งเนปาลเป็นพื้นที่มีทะเลสาบที่เกิดจากการกระบวนการดินสไลด์ หินถล่มตามธรรมชาติ ที่จำเป็นต้องมีการออกแบบการระบายน้ำเพื่อป้องกันการพังทลายอยู่เดิม ถูกกระตุ้นให้เกิดการแตกต่อเนื่อง กรณีการจัดการภัยพื้นที่ซึ่งมีการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่บริเวณตีนเขา ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงสูง คือการใช้ความรู้จากการวิจัยและนวัตกรรมในการประเมินความเสี่ยง และประกาศแจ้งเตือน รวมถึงการพัฒนากระบวนการทางชุมชนและปรับตัวในระดับบุคคล การตระหนักรู้ถึงความเสี่ยง และปรับตัวในลักษณะที่ใช้โครงการตามหลักวิชาการ รวมถึงการบรรจุในมาตรฐานการก่อสร้าง

ศาสตราจารย์ ดร.อมร พิมานมาศ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในหัวข้อ “เตรียมเมือง เตรียมคน อย่างไรในวันที่แผ่นดินไหวไม่ใช่เรื่องไกลตัว” ในการวิเคราะห์สาเหตุการถล่มของตึกจากแผ่นดินไหวและถ่ายทอดการใช้การวิจัยและนวัตกรรมตรวจติดตามการสั่นไหวของโครงสร้างแบบเวลาจริงและแจ้งเตือนแผ่นดินไหว ระบบโครงข่ายเซนเซอร์ที่ติดกระจายทั้งอาคารที่ตรวจวัดการสั่นของอาคารเพื่อประเมินความเสียหายของโครงสร้างจากการสั่นไหวที่กระทบกับโครงสร้าง  และระบบแจ้งเตือนต่อผู้ใช้งานอาคาร รวมถึงตัวอย่างการเสริมกำลังของอาคาร

สุดท้ายโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปัญจพาณ์ สุขโข สถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา สภากาชาดไทย ในหัวข้อ “การพัฒนาศักยภาพประชาชนเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ” กล่าวถึงการถ่ายทอด นวัตกรรม “PANJAPA MODEL: รูปแบบการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อเสริมศักยภาพประชาชนในการเตรียมพร้อมรับแผ่นดินไหว” พัฒนาประชาชนให้มีความรู้เกี่ยวกับความเสี่ยง การรับรู้สมรรถนะของตนเอง และทักษะปฏิบัติที่จำเป็นต่อการเอาตัวรอด การช่วยเหลือผู้อื่น และการบริหารจัดการสถานการณ์แผ่นดินไหวได้อย่างเหมาะสมกับวัยและบริบทของพื้นที่ ร่วมกับ นวัตกรรม “Inno Smart safety: นวัตกรรมเตรียมพร้อมรับสาธารณภัย” สื่อและอุปกรณ์ที่เชื่อมโยงกระบวนการเรียนรู้ 3 ขั้น ได้แก่ “เรียนรู้ผ่านเกม–ฝึกจากอุปกรณ์จริง–ประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน” ประกอบด้วยSurvival Bag Challenge: การ์ดเกมเตรียมพร้อมก่อนแผ่นดินไหว, กระเป๋า SMART SAFETY GO BAG : กระเป๋าพร้อมรับสาธารณภัย, ผ้า Smart Safety: Education for Emergency and Disaster Survival ช่วยให้ผู้เรียนเกิดทั้งความรู้ ความตระหนัก การรับรู้ความสามารถของตนเอง และทักษะในการเตรียมพร้อมรับสาธารณภัย

ภายในงานมีการจัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรม ได้แก่ “สถานีตรวจวัดน้ำท่าเพื่อการเฝ้าระวังและเตือนภัยน้ำท่วม จังหวัดน่าน” จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, “แพลตฟอร์มเสริมสร้างความพร้อมรับมืออุทกภัยจังหวัดน่าน” จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, “ผลิตภัณฑ์โมเสคฝนประมาณค่าจากเรดาร์ตรวจอากาศในพื้นที่ระดับลุ่มน้ำของประเทศไทยด้วยเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศรหัสเปิด” จาก มหาวิทยาลัยนเรศวร, “Every One Seeing Flood Zone” จาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, “Plateform line@ “มดชนะภัย”” จาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, “เครื่องมือพยากรณ์กลไกการกระแทกของเศษวัสดุธรณีไหลบนโครงสร้างเบี่ยงเบนทิศทางการไหล” จาก มหาวิทยาลัยพะเยา, “Soil nails ที่มีการติดตั้ง Strain gauges เพื่อวัดพฤติกรรมที่แท้จริง” จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย, “TUSHM ระบบตรวจสอบสุขภาพโครงสร้างและแจ้งเตือนอัจฉริยะ” จาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, “ระบบตรวจติดตามการสั่นไหวของโครงสร้างแบบเวลาจริงและแจ้งเตือนแผ่นดินไหว” จาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, “ระบบสนับสนุนการตัดสินใจรับมือภัยสึนามิ” จาก มหาวิทยาลัยมหิดล, “PANJAPA MODEL: รูปแบบการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อเสริมศักยภาพประชาชนในการเตรียมพร้อมรับแผ่นดินไหว” จาก สถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา สภากาชาดไทย และ “Inno Smart safety: นวัตกรรมเตรียมพร้อมรับสาธารณภัย” จาก สถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา สภากาชาดไทย โดยผลงานดังกล่าวครอบคลุมการใช้วิจัยและนวัตกรรมในการเฝ้าระวัง คาดการณ์ แจ้งเตือน ประเมินความเสี่ยง และเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติ เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้สู่สาธารณะ และสนับสนุนการนำผลงานวิจัยไปประยุกต์ใช้ในการลดความเสี่ยงและผลกระทบจากภัยพิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม

คะแนนดัชนีภาษีบุหรี่โลกฉบับล่าสุด: ความจำเป็นในการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่เป็นอัตราเดียว


รองศาสตราจารย์ ดร.ภัทรกิตติ์ เนตินิยม นักวิชาการอิสระ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน 

เมื่อ 2 ปีก่อน ผมได้เคยเขียนถึงดัชนีภาษีบุหรี่โลก (Cigarette Tax Scorecard) ที่ให้คะแนนประเทศไทยเพียง 1.88 จากคะแนนเต็ม 5 อยู่ในอันดับที่ 100 จาก 174 ประเทศ และชี้ว่าปัญหาสำคัญคือ โครงสร้างภาษีตามมูลค่าแบบ 2 อัตรา ซึ่งได้เพียง 1 คะแนนจาก 5 ล่าสุด รายงานฉบับที่ 4 ได้เผยแพร่ออกมาเมื่อเดือนธันวาคม 2568 จัดทำโดย Economics for Health ของ Johns Hopkins Bloomberg School of Public Health 

รายงานฉบับใหม่ให้คะแนนรวมประเทศไทยที่ 2.25 อยู่ลำดับที่ 79–85 จาก 170 ประเทศที่มีข้อมูลเพียงพอต่อการจัดอันดับ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 2.01 เล็กน้อย เมื่อแยกดูองค์ประกอบทั้ง 4 ด้าน ประเทศไทยได้ 2 คะแนนด้านระดับราคาบุหรี่ 2 คะแนนด้านการเปลี่ยนแปลงความสามารถในการซื้อ 4 คะแนนด้านสัดส่วนภาษีในราคาขายปลีก และเพียง 1 คะแนนด้านโครงสร้างภาษี 

นั่นคือด้านที่ไทยทำได้แย่ที่สุดคือด้านเดียวกับเมื่อ 6 ปีก่อนคือด้านโครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่ แม้เก็บภาษีบุหรี่ในสัดส่วนที่สูงมากจนได้ถึง 4 คะแนน แต่ออกแบบโครงสร้างภาษีได้ไม่ดีจนได้คะแนนต่ำสุดในระบบ แม้ค่าเฉลี่ยโลกด้านโครงสร้างภาษีอยู่ที่ 2.95 ค่าเฉลี่ยภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ที่ 1.30 ส่วนประเทศไทยอยู่ที่ 1.00 ต่ำกว่าแม้กระทั่งค่าเฉลี่ยของภูมิภาคที่ได้คะแนนต่ำที่สุดในโลก 

รายงานระบุว่าในรอบ 10 ปี ระหว่างปี 2557 ถึง 2567 มีเพียง 13 ประเทศทั่วโลกที่คะแนนด้านโครงสร้างภาษีลดลงและประเทศไทยเป็นหนึ่งในนั้น โดยถูกกล่าวถึงควบคู่ไปกับเคนยา ซึ่งกลับไปใช้ภาษีตามปริมาณแบบหลายขั้นในปี 2558 ส่วนกลุ่มที่คะแนนตกหนักที่สุดคือแซมเบีย เลบานอน และตูนิเซีย 

รายงานระบุว่า ประเทศไทยได้แทนที่ภาษีตามมูลค่าอัตราเดียว ด้วยภาษีตามมูลค่าที่เป็นแบบหลายขั้น ซึ่งอิงกับราคาขายปลีกเป็นหลักกล่าวอีกอย่างคือ ในขณะที่ประเทศ ส่วนใหญ่ของโลกเดินไปข้างหน้าด้วยการเลิกระบบหลายอัตรา ประเทศไทยเดินสวนทางด้วยการสร้างขึ้นมาใหม่ และได้ใช้โครงสร้างนี้มาเป็นปีที่ 9 แล้ว แม้ปัจจุบันเหลือเพียง 30 ประเทศจากราว 170 ประเทศทั่วโลกที่ยังใช้โครงสร้างภาษีแบบหลายอัตราอยู่เท่านั้น 

ขณะที่ประเทศในอาเซียนนั้น ฟิลิปปินส์ได้คะแนนรวม 3.75 สูงเป็นอันดับที่ 3 ของโลก รองจากฟินแลนด์และเบลเยียม และได้คะแนนด้านโครงสร้างภาษีเต็ม 5 ด้านสิงคโปร์ได้ 3.25 มาเลเซียได้ 3.13 โดยทั้งสองประเทศได้ 4 คะแนนในด้านโครงสร้างภาษี ขณะที่อินโดนีเซียได้ 2.13 

ทั้งนี้ ในบรรดาประเทศอาเซียนที่มีข้อมูล มีเพียงไทยและอินโดนีเซียเท่านั้นที่ได้ 1 คะแนนด้านโครงสร้างภาษี เนื่องจากทั้งสองประเทศยังคงใช้ระบบหลายอัตรา ต่างกันตรงที่อินโดนีเซียกำลังทยอยลดขั้นภาษีลงจากเดิม 19 ขั้น เหลือ 8 ขั้น ส่วนฟิลิปปินส์ตัดสินใจยกเลิกระบบหลายอัตราไปตั้งแต่การปฏิรูป Sin Tax ปี 2555 ทั้งที่เมื่อ 10 กว่าปีก่อนใช้ระบบภาษีที่ซับซ้อนไม่ต่างจากไทย 

ต้นทุนของการยังใช้โครงสร้างภาษี 2 อัตรานี้ไม่ได้อยู่แค่ในตารางคะแนนประเมิน แต่คะแนนที่ได้คือสิ่งที่สะท้อนถึงความไม่มีประสิทธิภาพของโครงร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่ไทย โดยสอดคล้องกับผลการศึกษาของหลายหน่วยงานที่ระบุว่า ความสามารถในการจัดเก็บภาษียาสูบของรัฐลดลงกว่า 21,000 ล้านบาทต่อปีเมื่อเทียบกับปี 2560 ขณะที่งานวิจัยของ Schneider และ Asllani ที่เผยแพร่เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 ประเมินว่าสัดส่วนบุหรี่ผิดกฎหมายในไทยอยู่ที่ร้อยละ 28 ของตลาด คิดเป็นความสูญเสียทางตรงและทางอ้อมปีละประมาณ 1.8–3.0 หมื่นล้านบาท 

ตัวเลขเหล่านี้เกิดขึ้นทั้งที่ไทยได้ถึง 4 คะแนนในด้านสัดส่วนภาษีที่อยู่ระดับที่สูง เราไม่ได้เก็บภาษีน้อย เราเก็บผิดวิธี และผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดกลับเป็นผู้ผลิตในประเทศที่โครงสร้างนี้ถูกสร้างมาเพื่อปกป้อง 

หากประเทศไทยยกเลิกภาษีตามมูลค่าแบบ 2 อัตรา และเปลี่ยนมาใช้อัตราเดียวในระดับที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ คะแนนด้านโครงสร้างจะขยับจาก 1 เป็น 4 ทันที เท่ากับสิงคโปร์และมาเลเซีย และจะดึงคะแนนรวมของไทยขึ้นไปอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีระบบภาษีบุหรี่ที่บริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพจริง นอกจากนี้ การเพิ่มน้ำหนักของภาษีตามปริมาณซึ่งโปร่งใสและคาดการณ์ได้มากกว่าก็เป็นทิศทางเดียวกับที่เวียดนามกำลังพิจารณาดำเนินการอยู่ และเป็นทิศทางที่รายงานฉบับนี้ให้คะแนนสูง 

อธิบดีกรมสรรพสามิตได้ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการงบประมาณเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาว่า กรมสรรพสามิตได้ศึกษาเรื่องนี้เสร็จแล้วและอยู่ระหว่างรอรับฟังความเห็นทางวิชาการก่อนเสนอกระทรวงการคลัง อย่างไรก็ดี ความเห็นทางวิชาการที่รอกันอยู่นั้นมีความครบถ้วนแล้ว ทั้งผลการศึกษาของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ข้อแนะนำขององค์การ อนามัยโลก ธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และล่าสุดคือดัชนีภาษีบุหรี่โลกฉบับที่ 4 ซึ่งระบุชื่อประเทศไทย ไว้ในกลุ่ม 13 ประเทศที่โครงสร้างภาษีถอยหลังในรอบ 10 ปี สิ่งที่ยังขาดจึงไม่ใช่ข้อมูล ไม่ใช่ผลการศึกษา แต่คือการตัดสินใจเดินหน้าสู่โครงสร้างภาษีบุหรี่อัตราเดียวหากเราต้องการให้ทศวรรษหน้าให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างไปจากทศวรรษที่ผ่านมา

วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2569

กรมการค้าภายในชู “เนื้อไทย FESTIVAL” ขยายตลาดเนื้อโคไทย เชื่อมกลุ่มธุรกิจ–กระตุ้นบริโภค


นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ
รองอธิบดีกรมการค้าภายใน
 เปิดเผยภายหลังเปิดกิจกรรมเชื่อมโยงและรณรงค์บริโภคเนื้อโคไทย ภายใต้ชื่องาน “เนื้อไทย FESTIVAL” ระหว่างวันที่ 28–30 สิงหาคม 2569 ณ ลานกิจกรรมด้านหน้าศูนย์การค้า เดอะ สตรีท รัชดา กรุงเทพมหานคร เพื่อเชื่อมโยงเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตเนื้อโคไทยคุณภาพกับผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ ควบคู่กับการรณรงค์ให้ประชาชนรู้จักและเลือกบริโภคเนื้อโคไทยมากขึ้น มุ่งขยายช่องทางจำหน่าย เพิ่มมูลค่าผลผลิต และสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ


กิจกรรมสำคัญประกอบด้วยการเจรจาจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ผลิตเนื้อโคไทยคุณภาพจำนวน 20 รายจากทั่วประเทศ กับผู้ประกอบการจาก 8 กลุ่มธุรกิจชั้นนำ ได้แก่ สายการบิน โรงแรม ร้านอาหาร/ภัตตาคาร ห้างค้าส่ง-ค้าปลีก โรงงานแปรรูปอาหาร โรงเรียนสอนทำอาหาร กลุ่มจัดจำหน่ายวัตถุดิบอาหาร และ
ร้านจำหน่ายเนื้อโค เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางทางการตลาดให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ อันเป็นการสร้างโอกาส
ทางการตลาดและยกระดับภาพลักษณ์ของเนื้อโคไทยให้เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง


ขณะเดียวกัน ภายในงาน “เนื้อไทย FESTIVAL” เปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้เลือกซื้อและทดลองชิมผลิตภัณฑ์เนื้อโคไทยคุณภาพหลากหลายสายพันธุ์ เช่น ไทยวากิว ลูกผสมแองกัส หรือชาโรเลส์ ผลิตภัณฑ์จากเนื้อโคไทย เช่น เนื้อแดดเดียว ไส้กรอกเนื้อ ไส้อั่วเนื้อ และอาหารที่รังสรรค์จากเนื้อโคเลิศรส พร้อมกิจกรรมพิเศษ เช่น ชิมเนื้อฟรี โปรโมชั่นส่วนลดที่มีตลอดทั้งงาน และช่วง “นาทีทอง” ที่จะมีเป็นช่วงๆ ตลอดงาน


โดยกิจกรรมดังกล่าวจะจัดขึ้นในช่วงระหว่างวันที่ 28 -30 สิงหาคม 2569 ณ ลานกิจกรรมด้านหน้าศูนย์การค้า เดอะ สตรีท รัชดา ตั้งแต่เวลา 16.00 น. – 22.00 น. 


นายจิรวุฒิ กล่าวว่า ปัจจุบันเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยได้พัฒนาสายพันธุ์ อาหารสัตว์ และกระบวนการเลี้ยงอย่างต่อเนื่อง ทำให้เนื้อโคไทยมีคุณภาพสูงขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งด้านความนุ่ม ไขมันแทรก กลิ่นหอม และรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ รวมถึงมีมาตรฐานการผลิตและการจัดการฟาร์มที่ดี สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้หลายระดับ ตั้งแต่ตลาดทั่วไป ร้านอาหาร ไปจนถึงตลาดเนื้อโคคุณภาพระดับพรีเมียม


สำหรับปี 2569 คาดว่าจะมีผลผลิตโคเนื้อประมาณ 1.14 ล้านตัว เพิ่มขึ้น 3% จากปีก่อน หรือคิดเป็นเนื้อโคประมาณ 0.192 ล้านตัน กรมการค้าภายในจึงให้ความสำคัญกับการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศและเพิ่มช่องทางด้านการตลาด เพื่อให้ผลผลิตได้รับการรองรับอย่างเหมาะสม พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคเห็นว่าเนื้อโคไทยมีคุณภาพ สามารถใช้ประกอบอาหารได้หลากหลาย และแข่งขันกับสินค้านำเข้าได้


“งานปีนี้ต่อยอดจากความสำเร็จของปีก่อน โดยมุ่งเชื่อมโยงตลาดเนื้อโคไทยตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ สร้างโอกาสทางการตลาด ยกระดับภาพลักษณ์ และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ กรมฯ เชื่อมั่นว่า คุณภาพ ความนุ่ม กลิ่นหอม และรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของเนื้อไทย จะช่วยกระตุ้นการบริโภค ลดการพึ่งพาการนำเข้า และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน จึงขอเชิญชวนประชาชนมาสัมผัส ‘รสชาติที่แท้จริงของเนื้อไทย’ ภายในงาน เนื้อไทย FESTIVAL” นายจิรวุฒิ กล่าว




วช. จัดเสวนา “การเตรียมพร้อมและเสริมทักษะการเผชิญเหตุการณ์รุนแรงในสถานศึกษา”

วช. จัดเสวนา “การเตรียมพร้อมและเสริมทักษะการเผชิญเหตุการณ์รุนแรงในสถานศึกษา” มุ่งใช้วิจัยและนวัตกรรม เสริมความรู้ การรับมือสถานการณ์ เพื่อคว...