วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569

มหาวิทยาลัยนเรศวร เชิญร่วมงาน “มะปรางหวาน–มะยงชิด ครั้งที่ 21” ชมฟรี 22 มี.ค. นี้ ที่พิษณุโลก

มหาวิทยาลัยนเรศวร เชิญร่วมงาน “มะปรางหวาน–มะยงชิด ครั้งที่ 21” ชมฟรี 22 มี.ค. นี้ ที่พิษณุโลก



รศ.ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท หัวหน้าศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลไม้ มหาวิทยาลัยนเรศวร ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ขอเชิญประชาชนและผู้สนใจเข้าร่วมงาน “มะปรางหวาน–มะยงชิด ครั้งที่ 21”
โดยงานจะจัดขึ้นในวันที่ 22 มีนาคม 2569 ณ คณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก เพื่อส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการผลิต การพัฒนาคุณภาพผลผลิต และสร้างเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของเกษตรกรผู้ปลูกมะปรางหวานและมะยงชิด


ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจ ได้แก่ การเสวนาวิชาการหัวข้อ “การปรับตัวของเกษตรกรผู้ปลูกมะปรางหวานและมะยงชิดภายใต้สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง” ระหว่างเวลา 09.00–12.00 น. โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ คุณทะวาย ปิ่นทอง อาจารย์ประทุม ทองคำ และ รศ.ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท


นอกจากนี้ยังมี การประกวดมะปรางหวานและมะยงชิด ประจำปี 2569 เพื่อคัดเลือกผลผลิตคุณภาพดีจากเกษตรกรในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมชมงานได้ ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ตลอดกิจกรรม

อว. ผนึก 5 หน่วยงาน ยกระดับอาหารพื้นถิ่นด้วยเทคโนโลยีฉายรังสี พร้อมเปิดศูนย์บ่มเพาะฯ ปั้นผู้ประกอบการ “Food Ray Genius” สู่เวทีโลก

อว. ผนึก 5 หน่วยงาน ยกระดับอาหารพื้นถิ่นด้วยเทคโนโลยีฉายรังสี พร้อมเปิดศูนย์บ่มเพาะฯ ปั้นผู้ประกอบการ “Food Ray Genius” สู่เวทีโลก

วันนี้ (10 มีนาคม 2569) นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธาน พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เรื่อง “ความร่วมมือในการบูรณาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านงานวิจัย พัฒนานวัตกรรมและการใช้ประโยชน์” ระหว่าง 5 หน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. สถาบันอาหาร มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด และมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร โดยมีผู้บริหารจากหน่วยงานพันธมิตรเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมจัดแถลงข่าวเปิดศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาหารฉายรังสีเชิงลึก ภายใต้กิจกรรม “Food Ray Genius” ณ ห้องแถลงข่าว อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าวว่า อาหารไทยถือเป็นหนึ่งใน Soft Power ที่สำคัญของประเทศ การยกระดับอาหารพื้นถิ่นด้วยวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม ไม่เพียงช่วยเพิ่มความปลอดภัยและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ แต่ยังช่วยเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับผู้ประกอบการรายย่อย วิสาหกิจชุมชน และผู้ผลิตในภูมิภาคให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดที่กว้างขึ้น หนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่ถูกนำมาใช้คือ “เทคโนโลยีการฉายรังสีอาหาร” ซึ่งช่วยลดการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ ยืดอายุการเก็บรักษา และช่วยให้ผลิตภัณฑ์อาหารของไทยสามารถส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น โดยเทคโนโลยีดังกล่าวได้รับการรับรองด้านความปลอดภัยจากองค์การระหว่างประเทศ และมีการใช้แพร่หลายในหลายประเทศทั่วโลกรองศาสตราจารย์ ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ กล่าวว่าการยกระดับอาหารพื้นถิ่นและอาหารฟังก์ชันด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เป็นแนวทางสำคัญในการเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจฐานราก ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารไทย ที่ผ่านมา สทน. ได้ดำเนินโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการฉายรังสีอาหารร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏในภูมิภาคต่างๆ มาตั้งแต่ปี 2564 มีผู้ประกอบการสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการฯ รวม 934 ผลิตภัณฑ์ และสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ จนเกิด “Product Champion” ในแต่ละภูมิภาค ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในการพัฒนาสินค้าด้วยเทคโนโลยีฉายรังสี ให้มีมาตรฐานความปลอดภัยและมีศักยภาพในการแข่งขันในตลาดที่กว้างขึ้น ในปี 2569 นี้ สทน. จึงได้ต่อยอดความสำเร็จของโครงการฯ สู่การจัดตั้ง “ศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาหารฉายรังสีเชิงลึก เพื่อการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน” ภายใต้กิจกรรม “Food Ray Genius” ซึ่งจะเป็นเวทีค้นหาและพัฒนาผู้ประกอบการอาหารพื้นถิ่นที่มีศักยภาพ ให้มีความพร้อมทั้งด้านเทคโนโลยี มาตรฐานผลิตภัณฑ์ และการบริหารจัดการธุรกิจ เพื่อให้สามารถนำองค์ความรู้จากงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง โดย สถาบันอาหาร จะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนองค์ความรู้ด้านอุตสาหกรรมอาหาร มาตรฐานความปลอดภัย การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการต่อยอดสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศ ขณะที่ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด และมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาในภูมิภาค จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่พื้นที่ และทำงานร่วมกับผู้ประกอบการ วิสาหกิจชุมชน และ SME โดยมีผลิตภัณฑ์อาหารพื้นถิ่นที่โดดเด่นจากแต่ละจังหวัดเข้าร่วมพัฒนา อาทิ เนื้อโคขุนโพนยางคำ ไก่ย่างพังโคน และหม่ำเนื้อจากจังหวัดสกลนคร หม่ำ ปลาส้ม และแจ่วบอง/แจ่วมะกอก จากจังหวัดร้อยเอ็ด รวมถึงไส้กรอกปลา ข้าวเหนียวเขาวงและน้ำปลาร้าแม่บุญล้ำ จากจังหวัดกาฬสินธุ์ความร่วมมือระหว่าง สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ สถาบันอาหาร และมหาวิทยาลัยทั้ง 3 แห่ง ในครั้งนี้ จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญของการบูรณาการความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อยกระดับอาหารพื้นถิ่นของไทยให้มีมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล พร้อมทั้งสร้างผู้ประกอบการนวัตกรรมอาหารรุ่นใหม่ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป

วช. ผนึกกำลัง มธ. เดินหน้าหลักสูตร RUSH ระยะที่ 2 มุ่งสร้างเครือข่ายนักวิจัย – ยกระดับสู่การใช้งานจริง

วช. ผนึกกำลัง มธ. เดินหน้าหลักสูตร RUSH ระยะที่ 2 มุ่งสร้างเครือข่ายนักวิจัย – ยกระดับสู่การใช้งานจริง


วันที่ 12 มีนาคม 2569 – โครงการการพัฒนาหลักสูตรเสริมศักยภาพและจรรยาบรรณด้านการวิจัยในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดการอบรมหลักสูตร "เสริมศักยภาพและจรรยาบรรณด้านการวิจัยในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ (RUSH)" ระยะที่ 2 โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมและขยายผลงานวิจัยให้สอดคล้องกับบริบทเชิงพื้นที่ของแต่ละภูมิภาค พร้อมทั้งสนับสนุนการผลักดันข้อเสนอโครงการที่มีศักยภาพ เพื่อนำไปสู่การใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม


รองศาสตราจารย์ ดร.สุนิดา อรุณพิพัฒน์ จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะหัวหน้าโครงการฯ ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการอบรมหลักสูตร RUSH ว่า “โครงการนี้ถือเป็นความริเริ่มอันดีของ วช. ที่ต้องการเห็นบุคลากรในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มีเครือข่ายที่เข้มแข็งและได้รับการเสริมศักยภาพอย่างต่อเนื่อง ซึ่งความสำเร็จนี้ได้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปีแรก สำหรับในระยะที่ 2 เราได้ยกระดับการดำเนินงานให้เข้มข้นยิ่งขึ้น โดยมุ่งเป้าไปที่การนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้จริง ท้ายที่สุดนี้ จากความสำเร็จในระยะแรกที่นักวิจัยสามารถยื่นขอรับทุนสนับสนุนในลักษณะงานวิจัยเพื่อการนำไปใช้ประโยชน์ได้ตามเป้าหมาย ทำให้เรามั่นใจว่าเครือข่ายที่เรามุ่งมั่นสร้างสรรค์ขึ้นในปีนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยความพยายาม ความหวัง และความห่วงใย จะนำพาทุกท่านไปสู่การนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง ตลอดจนร่วมกันยกระดับการพัฒนาประเทศไปสู่อีกขั้นหนึ่ง”


การอบรมในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก คุณศิรินทร์พร เดียวตระกูล รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน 

โดยมี ดร.เตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย ร่วมกล่าวแสดงความยินดี โดยระบุว่า “ประเทศไทยกำลังอยู่ในจุดที่ต้องเข้าใจตนเองและเข้าใจโลกไปพร้อมกัน เรามีความหลากหลายทางวัฒนธรรม มีภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ลึกซึ้ง และมีทุนทางสังคมที่ทรงคุณค่า ทว่าการจะนำทุนเหล่านี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างแท้จริงนั้น จำเป็นต้องอาศัยนักวิจัยที่เข้าใจทั้งทฤษฎีและสภาพความเป็นจริง สามารถทำงานบูรณาการร่วมกับชุมชน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรด้านมนุษยธรรมได้ และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องสามารถสื่อสารองค์ความรู้เหล่านั้นให้ผู้กำหนดนโยบายและสาธารณชนเข้าใจ ตลอดจนนำไปปฏิบัติได้จริง ผมขอแสดงความยินดีกับผู้เข้าอบรมทุกท่านที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมหลักสูตรนี้ ท่านคือกำลังสำคัญของชาติทั้งในมิติขององค์ความรู้และความรับผิดชอบต่อสังคม ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเวลา 3 วันหลังจากนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์งานวิจัยและเครือข่ายความร่วมมือ ที่ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์ทางวิชาการ แต่ยังสามารถตอบสนองความต้องการของสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นที่พึ่งพิงให้แก่กลุ่มคนเปราะบางได้อย่างแท้จริง”


นอกจากนี้ คุณแก้วเกศร์ ถาวรพันธ์ รองเลขาธิการวุฒิสภา ได้ร่วมกล่าวแสดงความยินดี โดยระบุว่า “การอบรมในครั้งนี้ถือเป็นก้าวย่างสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนให้งานวิจัยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง และเป็นเป้าหมายในการร่วมกันผลักดันการพัฒนาประเทศในมิติต่าง ๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม หลายคนมักตั้งคำถามว่า งานวิจัยที่ดีนั้นอยู่ที่ไหน อาจจะอยู่ในห้องสมุดหรืออยู่บนหิ้ง ความท้าทายที่สำคัญคือ เราจะนำงานวิจัยที่ดีเหล่านั้นลงจากหิ้งมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมได้อย่างไร ดิฉันขอชื่นชมหลักสูตรนี้ที่มีความมุ่งมั่นในการนำงานวิจัยมาใช้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นด้านนโยบายสาธารณะ ด้านสังคมและชุมชน หรือด้านพาณิชย์ก็ตาม สำหรับสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจหลักในการสนับสนุนงานของวุฒิสภา ทั้งด้านการประชุม ด้านกฎหมาย และด้านวิชาการ เราได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการนำผลงานวิจัยและองค์ความรู้ต่าง ๆ มาใช้ประโยชน์ จึงได้สนับสนุนให้มีการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับหน่วยงานต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อนำผลงานทางวิชาการและงานวิจัยมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการนิติบัญญัติต่อไป”


พร้อมกันนี้ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้ให้เกียรติขึ้นกล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ในบริบทไทย: จากรากฐานตะวันตกสู่การสร้างสรรค์ทฤษฎีของเราเอง” 

โดยระบุว่า “เราจะต้องสร้างสังคมศาสตร์ของเราให้เป็นสังคมศาสตร์อีกรูปแบบหนึ่งที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัว เป็นการศึกษาที่ไม่ได้ลอกเลียนแบบชาติตะวันตกทั้งหมด แต่เป็นการเรียนรู้จากตะวันตกโดยไม่ได้ตั้งข้อรังเกียจ พร้อมทั้งนำมาประยุกต์ให้เป็นแม่แบบสำหรับประเทศที่มีบริบทหรือต้นทุนทางสังคมคล้ายคลึงกับไทย เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม แม้กระทั่งในเรื่องของการทูต สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างแนวทางการทูตแบบไทยขึ้นมา เพื่อให้เป็นอีกหนึ่งวิถีทาง (Approach) ที่น่าสนใจ อาจไม่ใช่รูปแบบประเทศมหาอำนาจระดับกลาง (Middle Power) ในความหมายเดิมเสียทีเดียว แต่เป็นการรวมตัวกันเพื่อไม่ให้ตกเป็นเบี้ยล่างของใคร ซึ่งถือเป็นประเด็นที่น่าสนใจมาก อย่างไรก็ตาม การเรียนการสอนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (International Relations) ในปัจจุบัน มักถูกมองว่าเป็นความเป็นสากล (Universal Science) แต่แท้จริงแล้วอาจไม่ใช่ความเป็นสากลเสมอไป ทว่าขึ้นอยู่กับความหลากหลายทางวัฒนธรรม และความสามารถในการสร้างสรรค์เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ของแต่ละพื้นที่มากกว่า”

สำหรับการอบรมหลักสูตร RUSH ระยะที่ 2 มีกำหนดจัดการอบรมทั้งในกรุงเทพมหานครและในส่วนภูมิภาค รวมทั้งสิ้น 4 ครั้ง โดยการอบรมในครั้งนี้ถือเป็นการจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในกรุงเทพมหานคร เพื่อเปิดโอกาสให้บุคลากรที่ผ่านการคัดเลือกจากทั่วประเทศได้เข้าร่วม ตลอดระยะเวลาการอบรมรูปแบบผสมผสานทั้ง Online และ On-site รวม 4 วัน ผู้เข้าอบรมจะได้รับการบ่มเพาะความรู้และทักษะในด้านต่าง ๆ ผ่านการฝึกปฏิบัติการ (Workshop) และการให้คำปรึกษา (Coaching) อย่างครบถ้วนตามที่หลักสูตรกำหนด หลังจากนั้นจะมีระยะเวลาประมาณ 1 เดือน เพื่อให้ผู้เข้าอบรมได้พัฒนาข้อเสนอโครงการให้มีความสมบูรณ์ โดยทางโครงการฯ จะมีการติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง และกำหนดให้มีการนำเสนอผลงานรอบสุดท้ายต่อผู้เชี่ยวชาญในลำดับต่อไป

วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569

7 นวัตกรรมสู้ฝุ่น PM2.5หนุนแก้วิกฤตมลพิษอากาศไทยอย่างยั่งยืน

7 นวัตกรรมสู้ฝุ่น PM2.5
หนุนแก้วิกฤตมลพิษอากาศไทยอย่างยั่งยืน


วิกฤตฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ได้กลายเป็นวาระแห่งชาติที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของคนไทย
อย่างต่อเนื่อง การแก้ไขปัญหานี้จึงจำเป็นต้องก้าวข้ามมาตรการเฉพาะหน้า ไปสู่การใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นฐาน
ในการจัดการอย่างเป็นระบบและยั่งยืน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้วิจัยพัฒนาและนำเสนอ “7 นวัตกรรมสู้ฝุ่น PM2.5” ครอบคลุมการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การสืบหาต้นตอฝุ่นอย่างแม่นยำ การตรวจติดตามสถานการณ์
แบบเรียลไทม์ ไปจนถึงการลดและกำจัดฝุ่นในพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่เสี่ยงอย่างเป็นรูปธรรม นวัตกรรมชุดนี้สะท้อนบทบาทสำคัญของ สวทช. ในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาเป็นเครื่องมือหลักในการขับเคลื่อนการแก้ไขวิกฤตมลพิษทางอากาศของประเทศ ไม่เพียงเพื่อรับมือในระยะสั้น แต่เพื่อสร้างโซลูชันที่ยั่งยืนในระยะยาว

นวัตกรรมชุดแรกมุ่งเน้นการสืบหาต้นตอของฝุ่น PM2.5 เพื่อให้การแก้ปัญหามีความแม่นยำ โดยนาโนเทค สวทช. ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและกรมควบคุมมลพิษ ได้พัฒนา "เครื่องเก็บตัวอย่างฝุ่น NanoSampler" ภายใต้โครงการวิจัย 
"การตรวจวิเคราะห์หาการกระจายขนาดและองค์ประกอบทางเคมีของฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5)" 
ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งสามารถแยกและวิเคราะห์ฝุ่นได้ถึง 6 ระดับขนาด ผลการศึกษาพบว่า เกือบครึ่งหนึ่งของฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครมาจากไอเสียรถยนต์ และในกลุ่มฝุ่นจิ๋ว PM0.1 มีสัดส่วนจาก
ไอเสียรถยนต์สูงถึงร้อยละ 65 ข้อมูลดังกล่าวเป็นฐานสำคัญต่อการกำหนดมาตรการควบคุมมลพิษจากภาคคมนาคม
อย่างตรงจุด นอกจากนี้ นาโนเทคยังมีการพัฒนา “ระบบตรวจวัดและจำแนก PM2.5 ด้วยจมูกอิเล็กทรอนิกส์ (e-Nose)” 
ที่สามารถระบุแหล่งกำเนิดฝุ่นแบบเรียลไทม์ พร้อมแสดงผลผ่านแอปพลิเคชัน Air Detector เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมเชิงพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ


ขณะเดียวกัน เอ็นเทคและเนคเทค สวทช. ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) 
และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ได้พัฒนา "ระบบตรวจวัดควันดำแบบระยะไกล" โดยผสานเทคโนโลยี AI, Machine Learning และ Computer Vision เปลี่ยนกล้อง CCTV ให้สามารถตรวจจับรถที่ปล่อยมลพิษเกินมาตรฐานได้โดยไม่ต้องหยุดรถ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายโดยไม่กระทบการจราจร



นวัตกรรมชุดที่สองมุ่งลดและกำจัดฝุ่นในพื้นที่อยู่อาศัย โดยเนคเทค สวทช. พัฒนา “ION Fresh เครื่องกรองฝุ่น PM2.5 
และกำจัดเชื้อโรคในอากาศ” ที่ใช้เทคโนโลยีการตกตะกอนเชิงไฟฟ้าสถิตในการดักจับฝุ่น PM2.5 และกำจัดเชื้อโรคด้วยแสง UVC เครื่องนี้รองรับการใช้งานภายในห้องขนาด 250 ตารางเมตร และสามารถถอดล้างส่วนดักจับฝุ่นเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ตอบโจทย์ทั้งการลดความเสี่ยงโรคทางเดินหายใจและประหยัดค่าใช้จ่าย

ในยุคที่มลพิษทางอากาศไม่ได้อยู่แค่ภายนอกอาคาร แต่แฝงตัวอยู่ภายในอาคารด้วย เอ็มเทค สวทช. ร่วมกับการไฟฟ้า
ฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้พัฒนา "เพียวแอร์ ยิปซัมบอร์ด (Pure Air Gypsum Board)" ซึ่งเป็นวัสดุก่อสร้าง
ภายในอาคารที่สามารถดูดซับสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ด้วยพันธะเคมี และเคลือบสีพิเศษที่ช่วยให้ฝุ่น PM2.5 หนักขึ้นแล้วตกลงสู่พื้น ลดการฟุ้งกระจายในอากาศ สร้างสภาพแวดล้อมในที่อยู่อาศัยให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การใช้พลังจากธรรมชาติก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ยั่งยืน สถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงานต้นแบบ และ
คณะทรัพยากรชีวภาพและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ร่วมกับศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ 
ไบโอเทค สวทช. ได้วิจัยพัฒนา “กำแพงต้นไม้” เพื่อดักจับและดูดซับ PM2.5 โดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูงอย่างเมตาโบโลมิกส์ (Metabolomics) และการวิเคราะห์ด้วย LC-MS เพื่อค้นหาและระบุชนิดพืชที่เหมาะสมที่สุดในการจับฝุ่นบนพื้นฐาน
ทางวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง เช่น พืชที่มีลักษณะใบขรุขระ ใบเล็ก หรือมีขนบนใบ อาทิ โมก กัลปพฤกษ์ จามจุรี ประดู่ 
และพะยูง เพื่อนำไปออกแบบการปลูกกำแพงต้นไม้ที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยเพิ่มทางเลือกการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ปิดท้ายด้วย “อุตุน้อย (UtuNoi) สถานีตรวจวัดสภาพอากาศเพื่อการเรียนรู้” โดยเนคเทค สวทช. ได้ต่อยอดจาก
บอร์ด KidBright ด้วยการติดตั้งเซนเซอร์วัดสภาพอากาศต่าง ๆ แล้วส่งข้อมูลไปยังเว็บแอปพลิเคชันแบบเรียลไทม์ 
ซึ่งเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้การใช้ข้อมูลจริง ฝึกทักษะด้าน Big Data และ IoT เพื่อสร้างรากฐานนักพัฒนานวัตกรรมสิ่งแวดล้อมในอนาคต

นวัตกรรมทั้ง 7 นี้สะท้อนบทบาทของ สวทช. ในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขวิกฤต PM2.5 ของประเทศอย่างเป็นระบบ ไม่เพียงรับมือในระยะสั้น แต่สร้างโซลูชันที่ยั่งยืนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทย
ในระยะยาว

อปท.เหนือสานพลังลดอุบัติเหตุเน้น “4 สร้าง ทางรอด” เพื่อถนนปลอดภัย

อปท.เหนือสานพลังลดอุบัติเหตุ
เน้น “4 สร้าง ทางรอด” เพื่อถนนปลอดภัย


องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภาคเหนือ เปิดเวที "4 สร้างทางรอด" สร้างกลไก สร้างสภาพแวดล้อม สร้างระบบสร้างคน สู่ถนนปลอดภัย ยกระดับความปลอดภัยทางถนน ชี้การจัดการที่ยั่งยืน ต้องอาศัยทั้งนวัตกรรมทางสังคม กติกาชุมชน และการทำงานเชิงรุกที่เชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อในทุกมิติ


เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 ศูนย์ประสานงานเครือข่ายเฉพาะประเด็นอำเภอขับขี่ปลอดภัย (ศปง.) และเครือข่ายประกอบด้วย เทศบาลตำบลวังทอง อ.วังทอง จ.พิษณุโลก, เทศบาลตำบลน้ำซึม อ.เมือง จ.อุทัยธานี และ อบต.หนองหนาม อ.เมือง จ.ลำพูน พร้อมด้วยภาคีเครือข่าย ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเวทีบูรณาการสานพลังสร้างความปลอดภัยทางถนน ภายใต้หัวข้อ "4 สร้าง ทางรอด : สร้างกลไก สร้างสภาพแวดล้อม สร้างระบบสร้างคน สู่ถนนปลอดภัย" โดยมี นายบุญเหลือ บารมี รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานในพิธี  ณ โรงแรมอิมพีเรียล โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ จังหวัดพิษณุโลก


ในงานครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมทั้งสิ้นกว่า 450 คน จากหลากหลายภาคส่วน ทั้งหัวหน้าส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา ภาคประชาสังคม และอาสาสมัคร ครอบคลุมพื้นที่ 8 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก ลำพูน อุทัยธานี เชียงใหม่ เชียงราย แพร่ ตาก และเพชรบูรณ์ โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้การพัฒนากลไกการจัดการและสร้างความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับการปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยทางถนนในพื้นที่อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

ร.ต.ต.สุชาติ กลิ่นสังข์ นายกเทศมนตรีตำบลวังทอง ในฐานะตัวแทนศูนย์ประสานงานเครือข่ายเฉพาะประเด็นอำเภอขับขี่ปลอดภัย (ศปง.) 3 พื้นที่ กล่าวรายงานว่า เวทีนี้เป็นการต่อยอดความสำเร็จจากการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เมื่อปี พ.ศ. 2566 ระหว่างเทศบาลตำบลวังทอง เทศบาลตำบลน้ำซึม และองค์การบริหารส่วนตำบลหนองหนาม ร่วมกับ สำนัก 3 สสส. เพื่อจัดการความปลอดภัยทางถนนในระดับท้องถิ่น ผ่านยุทธศาสตร์ "4 สร้างทางรอด"  ที่มุ่งเน้นการสร้างกลไกข้อมูล สร้างสภาพแวดล้อมและคน สร้างนวัตกรรม และสร้างนโยบายสาธารณะ
" ปัจจุบันเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ได้ดำเนินการบรรลุเป้าหมายทั้ง 4 ด้านแล้ว ดังนั้นการจัดเวที “4 ทางรอด” นี้ จึงเป็นการสร้างความร่วมมือของเครือข่ายอย่างเป็นรูปธรรม และสามารถยกระดับการปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยทางถนนในพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง" นายกเทศมนตรีตำบลวังทอง กล่าว
จากความสำเร็จในระดับท้องถิ่นดังกล่าว ได้รับการตอบรับและสนับสนุนอย่างเต็มที่จากระดับจังหวัด โดย นายบุญเหลือ บารมี รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ประธานในพิธี กล่าวว่า จังหวัดพิษณุโลกเป็นศูนย์กลางด้านการศึกษา การคมนาคม การค้า และการลงทุน ทำให้มีผู้คนจากภายนอกเข้ามาเป็นจำนวนมาก ปัญหาอุบัติเหตุทางถนนจึงเป็นภารกิจสำคัญที่ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อทั้งบุคคล ครอบครัว และชุมชน โดยเฉพาะในกรณีที่เกิดการพิการหรือทุพพลภาพ ซึ่งส่งผลต่อสถานะทางการเงินและคุณภาพชีวิตในระยะยาว
รองผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ยังได้กล่าวชื่นชมการจัดเวทีครั้งนี้ว่า เป็นการนำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้นแบบทั้ง 3 แห่ง จากพิษณุโลก อุทัยธานี และลำพูน มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์และแนวทางการดำเนินงานที่ดี พร้อมเน้นย้ำว่าการป้องกันอุบัติเหตุคือวิธีที่ดีที่สุดในการลดความสูญเสีย และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ภายใต้แนวคิด "นโยบายนำ กลไกหนุน สานพลังภาคีสู่ปฏิบัติการเพื่อความปลอดภัยทางถนน" พร้อมขอบคุณกองทุน สสส. คณะผู้บริหาร ภาคีเครือข่าย และทุกภาคส่วนที่ให้การสนับสนุน

จากนั้น รองผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ได้มอบแนวทาง 4 ประเด็นหลักสู่การปฏิบัติ ได้แก่ การกำหนดนโยบายที่ชัดเจนโดยใช้ข้อมูลสถิติวิเคราะห์จุดเสี่ยง การขับเคลื่อนผ่านกลไกศูนย์อำนวยความปลอดภัยทางถนนทุกระดับ การสานพลังจากทุกภาคส่วนเพื่อปลูกฝังวัฒนธรรมความปลอดภัยตั้งแต่เยาวชน และการลงพื้นที่ปฏิบัติจริงเพื่อให้เห็นผลเป็นรูปธรรม
" ผมเชื่อมั่นว่าหากเราร่วมมือกันอย่างจริงจัง เดินหน้าด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ และมีความรับผิดชอบร่วมกัน จะสามารถลดความสูญเสีย และก้าวสู่การทำงานบูรณาการต้นแบบด้านความปลอดภัยทางถนนได้อย่างยั่งยืน ภายใต้เป้าหมายเดียวกันคือ ถนนปลอดภัย คนไทยปลอดภัย" รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลกกล่าว
แนวทางดังกล่าวสอดรับกับกรอบการทำงานของ สสส. ที่ให้การสนับสนุนเครือข่ายนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดย ดร.นิสา รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สสส. ได้กล่าวถึงที่มาที่ไปของการขับเคลื่อนงานของเครือข่ายตั้งแต่ปี 2566 ว่า สสส.เน้นการจุดประกายและดึงขีดความสามารถของชุมชนมาสร้างระบบที่เอื้อต่อสุขภาวะของประชาชน โดยมีประเด็นการจัดการความปลอดภัยทางถนนเป็นหนึ่งในแกนสำคัญ ผ่านการดึง 4 องค์กรหลัก ได้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แกนนำชุมชน และหน่วยงานภาครัฐในระดับจังหวัด อำเภอ และตำบล
ดร.นิสา ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของสถิติการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนที่ยังห่างไกลจากเป้าหมายในแผนแม่บท โดยอุบัติเหตุทางถนนเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งในเพศชาย และอยู่ในอันดับต้นๆ ของเพศหญิง ซึ่งทุกคนล้วนมีบทบาทในการร่วมแก้ไขปัญหาดังกล่าว
สำหรับการขับเคลื่อนงานในระดับพื้นที่ ดร.นิสาได้อธิบายแนวทางผ่านกรอบ "3 เหลี่ยมเขยื้อนภูเขา" ที่ต้องบูรณาการทั้งนโยบายจากส่วนต่างๆ องค์ความรู้จากหน่วยงานสนับสนุน และการลงมือปฏิบัติของภาคีในพื้นที่ โดยใช้กลไกศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ศปถ.อปท.) เป็นแกนหลักในการบูรณาการงบประมาณและแผนงาน ควบคู่กับระบบข้อมูลเฝ้าระวังความเสี่ยง เช่น ระบบติดตามสถิติรายวันในช่วงเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์ เพื่อให้สามารถวิเคราะห์และจัดการปัญหาได้อย่างแม่นยำ
นอกจากนี้ ดร.นิสา ยังได้นำเสนอแนวทางการขับเคลื่อนระยะยาว ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ "4 สร้าง ทางรอด สู่ถนนปลอดภัย" โดยเน้นการปลูกฝังวินัยจราจรตั้งแต่ปฐมวัยผ่านศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและโรงเรียนในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยใช้งบประมาณจากกองทุน สปสช. และยกตัวอย่างความยืดหยุ่นของระบบที่ได้สร้างขึ้น เช่น ที่อำเภอวังทองที่สามารถนำโครงสร้างเดิมไปรับมือกับปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว
"การจัดการความปลอดภัยทางถนนที่ยั่งยืน ต้องอาศัยทั้งนวัตกรรมทางสังคม กติกาชุมชน และการทำงานเชิงรุกที่เชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อในทุกมิติ" ดร.นิสากล่าวสรุป

ด้าน นายสืบศักดิ์ เอี่ยมวิจารณ์ ประธานกรรมการกำกับทิศทางของแผนสุขภาวะชุมชน พื้นที่ภาคเหนือ กล่าวชื่นชมและให้กำลังใจเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ว่า ความยั่งยืนทางถนนไม่ได้เกิดจากการทำกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่พื้นที่สามารถร้อยเรียงองค์ประกอบทั้งหมดเข้าด้วยกัน คือ มีกลไกขับเคลื่อนที่เข้มแข็ง จัดการสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัย มีระบบบริการและสวัสดิการคอยดูแล และมีชุมชนที่ตระหนักรู้ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงกิจกรรม แต่คือ "วิถีชุมชน" ที่ต้องบ่มเพาะและรักษาไว้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ถนนปลอดภัยกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนในพื้นที่ภาคเหนืออย่างแท้จริง

วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569

สมัชชาส่งเสริมวัฒนธรรมและศักยภาพแห่งประเทศไทย (สส.ศท.) องค์กรแห่งการต่อยอดวัฒนธรรมไทย ด้วยพลังความร่วมมือทุกภาคส่วน..จัด การประชุมครั้งที่ 1

สมัชชาส่งเสริมวัฒนธรรมและศักยภาพแห่งประเทศไทย (สส.ศท.) องค์กรแห่งการต่อยอดวัฒนธรรมไทย ด้วยพลังความร่วมมือทุกภาคส่วน..จัด การประชุมครั้งที่ 1

สมัชชาส่งเสริมวัฒนธรรมและศักยภาพแห่งประเทศไทย (สส.ศท.) จัดพิธีการประชุมคณะกรรมการ ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569 ณ ห้องประชุมหัสดิน ชั้น 3 อาคารสำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคลรัตนโกสินทร์ ศาลายา เพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินงานและขับเคลื่อนภารกิจสำคัญขององค์กรอย่างเป็นรูปธรรม
 
การประชุมครั้งนี้ สะท้อนบทบาทของ สส.ศท. ในฐานะศูนย์กลางเครือข่ายพลังสร้างสรรค์ของสังคมไทย ที่มุ่ง ส่งเสริมคุณค่าทางวัฒนธรรมควบคู่การพัฒนาศักยภาพมนุษย์อย่างยั่งยืน เชื่อมโยงภาคการศึกษา ภาคสังคม ภาคประชาชน และภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันผลักดันความดี ความสามารถ และอัตลักษณ์ไทยให้เติบโตอย่างสง่างามทั้งในระดับชาติและนานาชาติ
ภารกิจสำคัญของ สส.ศท. ครอบคลุมทั้งการ สืบสาน อนุรักษ์ และต่อยอดวัฒนธรรมไทยให้ร่วมสมัย การส่งเสริมการเรียนรู้ด้านคุณธรรม ความรู้ ความสามารถ และภาวะผู้นำ การสนับสนุนบุคคลและชุมชนต้นแบบ ตลอดจนการดำเนินกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์และการสร้างความภาคภูมิใจในความเป็นไทย
 
อีกหนึ่งภารกิจเด่น คือการ คัดสรรและยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลผู้มีผลงานโดดเด่น ด้านวัฒนธรรมและการทำคุณประโยชน์ต่อสังคม เพื่อเป็นต้นแบบและสร้างแรงบันดาลใจแก่คนไทยทุกช่วงวัย
 
ในการประชุมครั้งนี้ องค์กรได้ตอกย้ำแนวทางการบริหารภายใต้คณะกรรมการและภาคีเครือข่าย ที่เข้มแข็ง โดยมี พลเอกชนาธิป บุนนาค เป็นประธานอำนวยโครงการ, พลเอกนิพนต์ สีตบุตร ประธานฝ่ายวางแผนวิสัยทัศน์ กลยุทธ์ และองค์กร, ดร.พัชรินทร์ พูลสวัสดิ์ ประธานกรรมการ และ นายพัชรวัฒน์ 
พุฒิชัยธนาสิริ รองประธานกรรมการ และ รศ.ดร.สมชัย ศรีนอก ดร.สายรุ้ง บุบผาพันธ์  ดร.วีนัส  ชูรัตนอรุณ ดร.วรพล ภูธนกฤตกัมพล นางสาวณัฏฐ์กานดา เทวรุ่งสัจจา 
พร้อมด้วยคณะที่ปรึกษาและคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายภาคส่วน
นายวิริทธิ์พล  อินทรศิริ นายปุรเชษฐุ์ มธุรส พ.จ.อ.ธีรยุทธ  เป้าพานิช นายกฤษณะ อินทรศิริ นางสาวชนนิศา  สาวิสา 
นางสาวน้องนุช  แม่กรอง นางสาวณัฏฐ์กานดา  เทวรุ่งสัจจา 
และว่าที่ ร้อยตรีหญิง นิตญา ศรีเทพ กรรมการและเลขานุการ
 
นอกจากนี้ การประชุมยังได้รับความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายสำคัญ อาทิ ดร.อัครวิทย์ รอบรู้ ประธานโครงการ ALL Smart Sustainable Lifestyle Thailand, นายหมวดตรี ดร. สันติ พิมพ์ใจใส นายกสมาคมส่งเสริมการศึกษาทางไกล (ประเทศไทย), ดร.สาวิกา สาวิสา รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท มหาจักร อิเล็คทริค (ประเทศไทย) จำกัด, นายไพรัช วิถี ประธานเครือข่ายกองทุนแม่ของแผ่นดินจังหวัดชลบุรี และ นางสาวพัศญา เพชระพรรณ ผู้จัดการรายการเดอะพิเพิลโชว์ ทาง ททบ.5 และรายการบันเทิงสตอรี่ ทางช่องยูทูบ
 
สำหรับกรอบยุทธศาสตร์การดำเนินงาน สส.ศท. ได้วางเป้าหมายอย่างชัดเจน เริ่มจาก ระยะสั้น 1 ปี ภายใต้แนวคิด “สร้างการรับรู้ – วางรากฐาน – รวมพลังเครือข่าย” โดยมุ่งจัดระบบองค์กร พัฒนาฐานข้อมูลบุคคลต้นแบบ สร้างสื่อกลางข้อมูล และขยายความร่วมมือกับภาครัฐ เอกชน และสถานศึกษา
 
ใน ระยะกลาง 3 ปี จะเน้น “ขยายผล – สร้างต้นแบบ – เชื่อมโยงระดับประเทศ” ผ่านการจัดโครงการวัฒนธรรมสำหรับคนรุ่นใหม่ การจัดตั้งศูนย์เครือข่ายบุคคลต้นแบบ และการพัฒนารางวัลของ สส.ศท. ให้ได้รับการยอมรับในระดับประเทศ
 
ส่วน ระยะยาว 5 ปี องค์กรตั้งเป้าสู่ “ยั่งยืน – เป็นต้นแบบระดับชาติ – ก้าวสู่สากล” โดยมุ่งยกระดับ สส.ศท. ให้เป็นต้นแบบระดับประเทศด้านการส่งเสริมวัฒนธรรมและศักยภาพประชาชน เชื่อมโยงวัฒนธรรมไทยสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และขยายความร่วมมือสู่ระดับอาเซียนและนานาชาติ
 
การประชุมคณะกรรมการครั้งนี้จึงถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ สส.ศท. ในการรวมพลังเครือข่าย เพื่อสร้างสังคมไทยที่เข้มแข็ง มีคุณธรรม มีอัตลักษณ์ และเติบโตอย่างยั่งยืนบนฐานวัฒนธรรมไทย

“ช้าง-บางจากฯ-ดิทโต้-จีพีพี” ผนึกกำลังเปิดฤดูกาล 2026 ก้าวสู่ปีที่ 5 “Chang-GENZ Golf Tour” รุกแผนสร้างทางลัดปั้นนักกอล์ฟเยาวชนไทยสู่ทำเนียบโปรระดับโลก

“ช้าง-บางจากฯ-ดิทโต้-จีพีพี” ผนึกกำลังเปิดฤดูกาล 2026 ก้าวสู่ปีที่ 5 “Chang-GENZ Golf Tour” รุกแผนสร้างทางลัดปั้นนักกอล์ฟเยาวชนไทยสู่ทำเนียบโปรระดับโลก


บริษัท เดอะ เจ็นซ์ จำกัด ร่วมกับพันธมิตรหลัก นำโดยบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) โดยน้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง , บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) , บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และบริษัท จี พี พี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด พร้อมเดินหน้ายกระดับการพัฒนานักกอล์ฟเยาวชนอย่างเต็มรูปแบบ เปิดฉากดวลสวิงฤดูกาลใหม่ “ช้าง-เจ็นซ์ กอล์ฟ ทัวร์ 2026” (Chang-GENZ Golf Tour 2026) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างระบบนิเวศการแข่งขันที่ยั่งยืน และเปิดเส้นทางลัดเพื่อช่วยผลักดันเยาวชนไทยให้ประสบความสำเร็จทั้งในระดับชาติและก้าวไกลสู่ระดับนานาชาติได้อย่างมืออาชีพในอนาคต
นายทศพล ศรีวรกุล ผู้จัดการวางแผนเชิงกลยุทธ์ บริษัท เดอะ เจ็นซ์ จำกัด พร้อมด้วย นายภัทริศร์ ถนอมสิงห์ ผู้จัดการงานบริหารกิจกรรมโครงการ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) โดยน้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง, นางกลอยตา ณ ถลาง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นายประสงค์ สุดอำพัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการตลาด บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ร่วมแถลงข่าวจัด ศึกกอล์ฟเยาวชน “ช้าง - เจ็นซ์ กอล์ฟ ทัวร์ 2026” ที่ราชพฤกษ์ คลับ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569

นายทศพล ศรีวรกุล ผู้จัดการวางแผนเชิงกลยุทธ์ บริษัท เดอะ เจ็นซ์ จำกัด เปิดเผยว่า สำหรับปี 2026 GENZ มุ่งขับเคลื่อนความยั่งยืนตามเป้าหมาย SDGs โดยเน้นสองยุทธศาสตร์หลัก คือ การพัฒนาคนและการดูแลสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิดว่า “สนามกอล์ฟคือห้องเรียน” เพื่อปลูกฝังทักษะกีฬา Sportsmanship และ Community ที่เข้มแข็ง ควบคู่กับกิจกรรม Green Activities และเป้าหมายการยกระดับทัวร์นาเมนต์สู่มาตรฐาน Carbon Neutral อย่างเต็มรูปแบบ ด้วยความเชื่อว่า ความสำเร็จในสนามต้องมาพร้อมความรับผิดชอบต่อโลก รวมทั้งการดำเนินงานของ GENZ ถูกออกแบบเป็น Ecosystem ที่ครบวงจรสำหรับนักกอล์ฟเยาวชน ครอบคลุม Tournament, Mind Training Camp, โอกาสแข่งขันต่างประเทศ และการสนับสนุนเยาวชน เพื่อพัฒนาอย่างรอบด้านทั้งทักษะและทัศนคติ พร้อมมาตรฐานระดับสากลผ่านการรับรองคะแนน World Amateur Golf Ranking (WAGR) และ Junior Golf Scoreboard (JGS)
นายภัทริศร์ ถนอมสิงห์ ผู้จัดการงานบริหารกิจกรรมโครงการ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) โดยน้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง เปิดเผยว่า “กว่า 19 ปีที่ช้างมุ่งมั่นพัฒนากีฬากอล์ฟไทยแบบทั้งระบบ เพื่อสร้างความยั่งยืนและพัฒนาเยาวชนไทยสู่การแข่งขันระดับโลก สำหรับโครงการ Chang-GENZ Golf Tour ในปีที่ 5 นี้ ช้างยังคงให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างรากฐานที่มั่นคงบนมาตรฐานระดับอาชีพ เพื่อเตรียมความพร้อมให้น้อง ๆ ก่อนก้าวสู่การเป็นโปรกอล์ฟอาชีพที่มีคุณภาพ ดังเช่นความสำเร็จของ ‘โปรกัญจน์ เจริญกุล’ และ ‘โปรฟีเวอร์ นิติธร ทิพย์พงษ์’ ซึ่งล้วนเป็นผลผลิตจากการมุ่งมั่นพัฒนานักกอล์ฟตั้งแต่ระดับเยาวชนมาอย่างต่อเนื่อง”
ด้าน นางกลอยตา ณ ถลาง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “บางจากฯ ดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสร้างสมดุลแห่งความยั่งยืน มุ่งพัฒนาเยาวชนผ่านหลากหลายโครงการอย่างต่อเนื่อง สำหรับกีฬากอล์ฟเป็นกีฬาที่สร้างสมดุลระหว่างการใช้ชีวิตในโลกดิจิทัลและการทำกิจกรรมกลางแจ้ง เสริมสร้างสมาธิ การคิด การตัดสินใจ และการควบคุมอารมณ์ของตนเอง ซึ่งเป็นทักษะที่เทคโนโลยีทดแทนไม่ได้ โดยบางจากฯ ได้สนับสนุนการแข่งขัน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 โดยในปีนี้ บางจากฯ ได้เพิ่มบทบาทการขับเคลื่อนด้าน climate action ผ่านการมอบทุนพัฒนาทักษะให้นักกอล์ฟเยาวชนรวม 12 ทุน และสนับสนุนให้ทุกการแข่งขันของ The GENZ เป็น Carbon Neutral Event หรือกิจกรรมที่มีการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ โดย Carbon Markets Club ต่อยอดด้วยการชดเชยคาร์บอนฟุตพริ้นท์จากการเดินทางและใช้ชีวิตประจำวันของ ‘โปรเปียโน-อาภิชญา ยุบล’ ให้เป็นนักกีฬาไร้คาร์บอนของไทย เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกรักษ์โลกให้กับนักกีฬารุ่นใหม่อีกด้วย”
นายประสงค์ สุดอำพัน จากดิทโต้ หนึ่งในผู้สนับสนุนหลักได้นำแนวคิดการบริหารจัดการข้อมูล (Data Management) มาร่วมปรับใช้เพื่อสร้าง Growth Mindset ให้นักกีฬา ขณะที่ นายวินัย รอดจ่าย จาก จี พี พี อินเตอร์เนชั่นแนล พร้อมเป็น ‘ลมใต้ปีก’ สนับสนุนประสบการณ์การแข่งขันในต่างประเทศเพื่อยกระดับทักษะชีวิตและฝีมือสู่สากล


สำหรับปี 2026 “Chang-GENZ Golf Tour” ยังผนึกกำลังร่วมกันกับพาร์ทเนอร์ด้านนวัตกรรม ได้แก่ อุดมพานิช, อะเบ้าท์ กราส, อาดิดาส กอล์ฟ, Golfing Ground รวมถึงการนำนวัตกรรมฝึกจิตระดับโลกอย่าง “FlowCode” เข้ามาเสริมแกร่งด้านจิตใจอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพื่อให้เยาวชนไทยมีความพร้อมรอบด้านทั้งร่างกายและจิตใจในการก้าวสู่เวทีสากลอย่าง PGA และ LPGA Tour
การแข่งขัน “Chang-GENZ Golf Tour 2026” ในฤดูกาลนี้จะจัดขึ้นรวมทั้งสิ้น 5 รายการ บน 5 สนามชั้นนำของประเทศไทย โดยนักกีฬาที่ทำคะแนนสะสมยอดเยี่ยมจะได้รับสิทธิ์เข้าร่วมโครงการพัฒนาฝีมือและโอกาสแข่งขันในระดับนานาชาติ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศญี่ปุ่น ต่อไป
รายการที่ 1 “บางจาก โอเพ่น” วันที่ 27-29 มี.ค.2569 สนามเขาใหญ่ คันทรีคลับ จ.นครราชสีมา รายการที่ 2 “บางจาก มาสเตอร์” วันที่ 18-19 เม.ย.2569 สนามกบินทร์บุรี สปอร์ต คลับ จ.ปราจีนบุรี รายการที่ 3 “ดิทโต้ แชมเปี้ยนชิพ” วันที่ 16-17 พ.ค.2569 สนามเทรเชอร์ ฮิลล์ กอล์ฟ คลับ จ.ชลบุรี รายการที่ 4 “ช้าง แชมเปี้ยนชิพ” วันที่ 14-16 ส.ค.2569 สนามเลควิว รีสอร์ท แอนด์ กอล์ฟ คลับ จ.เพชรบุรี รายการที่ 5 “บางจาก แชมเปี้ยน คัพ” วันที่ 11-13 ก.ย.2569 สนามแรนโช ชาญวีร์ รีสอร์ท แอนด์ คันทรีคลับ จ.นครราชสีมา
ผู้ปกครองและนักกอล์ฟที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรม สามารถติดตามรายละเอียดและสมัครเข้าร่วมการแข่งขันได้ที่ LINE Official: @genzgolf หรือ โทร.065-6962229

มหาวิทยาลัยนเรศวร เชิญร่วมงาน “มะปรางหวาน–มะยงชิด ครั้งที่ 21” ชมฟรี 22 มี.ค. นี้ ที่พิษณุโลก

มหาวิทยาลัยนเรศวร เชิญร่วมงาน “มะปรางหวาน–มะยงชิด ครั้งที่ 21” ชมฟรี 22 มี.ค. นี้ ที่พิษณุโลก รศ.ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท หัวหน้าศูนย์รวมผู้เ...