วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569

วช. แถลงข่าวความสำเร็จนักประดิษฐ์ไทย คว้ารางวัลจากเวที The 51st International Exhibition of Inventions Geneva จุดพลังนวัตกรรมสู่สากล

วช. แถลงข่าวความสำเร็จนักประดิษฐ์ไทย คว้ารางวัลจากเวที  The 51st International Exhibition of Inventions Geneva  จุดพลังนวัตกรรมสู่สากล


วันที่ 23 มีนาคม 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดงานแถลงข่าวผลงานสิ่งประดิษฐ์ไทยที่ได้รับรางวัลจากเวทีการประกวดระดับนานาชาติ “The 51st International Exhibition of Inventions Geneva” โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนักประดิษฐ์ นักวิจัย และคณะผู้บริหาร วช. เข้าร่วมงาน ณ ศูนย์ส่งเสริมการวิจัยเพื่อมรดกทางวัฒนธรรม อาคาร วช.8 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ


ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า การจัดงานแถลงข่าวในวันนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อเผยแพร่ความสำเร็จของนักประดิษฐ์ไทยที่เข้าร่วมประกวดในเวที “The 51st International Exhibition of Inventions Geneva” ให้สาธารณชนได้รับรู้และเกิดความภาคภูมิใจ พร้อมทั้งจุดประกายแรงบันดาลใจแก่เยาวชน นักประดิษฐ์ และนักวิจัยรุ่นใหม่ ให้มุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลงานที่สามารถยกระดับประเทศด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสู่ระดับสากล โดย วช. ภายใต้กระทรวง อว. มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริม สนับสนุน และเปิดโอกาสให้นักประดิษฐ์ไทยได้แสดงศักยภาพบนเวทีนานาชาติอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปีนี้ เวทีดังกล่าวที่จัดขึ้น ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส มีผลงานเข้าร่วมกว่า 1,000 ผลงาน จากกว่า 30 ประเทศ และประเทศไทยได้นำผลงานเข้าร่วมมากกว่า 130 ผลงาน จาก 55 หน่วยงาน โดย วช. ทำหน้าที่คัดเลือกและผลักดันผลงานในนามประเทศไทยอย่างเป็นระบบ อันสะท้อนถึงความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และศักยภาพของนักประดิษฐ์ไทยอย่างแท้จริง ทั้งนี้ ผลงานของไทยสามารถคว้ารางวัลเหรียญทองเกียรติยศ 9 รางวัล เหรียญทอง 33 รางวัล เหรียญเงิน 43 รางวัล และเหรียญทองแดง 35 รางวัล และรางวัลพิเศษจากหน่วยงาน/องค์กรนานาชาติต่างๆ อีกหลายรางวัล นับเป็นความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจยิ่ง การเข้าร่วมประกวดในเวทีเจนีวา ซึ่งเป็นเวทีสิ่งประดิษฐ์ระดับโลกที่มีความเก่าแก่ที่ได้รับการยอมรับอย่างสูง และสร้างโอกาสในการขยายผลเชิงพาณิชย์ให้กับผลงานสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมของไทย



สำหรับเวทีเสวนา “Power of Innovation: จากงานวิจัยสู่นวัตกรรมเวทีโลก” ได้จุดประกายความคิดและสร้างแรงบันดาลใจอย่างเข้มข้น โดยนักประดิษฐ์และนักวิจัยเจ้าของผลงานรางวัลเหรียญทองเกียรติยศและรางวัลพิเศษจากองค์กรนานาชาติได้ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์จริง ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของงานวิจัย การฝ่าฟันอุปสรรค ไปจนถึงการต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ในเวทีระดับนานาชาติ โดยนักประดิษฐ์นักวิจัยได้ร่วมถ่ายทอดในประเด็นต่างๆ ดังนี้

นวัตกรรมเพื่อการจัดการน้ำและพลังงานอย่างยั่งยืน โดย 
- ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พลพัฒน์ นิลอุบล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
ผลงาน: “ระบบกักเก็บน้ำฝนใต้ดิน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ และการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ”

- นายกฤตติวิทย์ คงประดิษฐ์ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
ผลงาน: “แท่นยึดตัดเสาคอนกรีต”

นวัตกรรมเพื่อเกษตรและโภชนาการแห่งอนาคต โดย
- นายอาทิตย์ ประทุมพวง บริษัท ซัสเทน อินโนเทค จำกัด
ผลงาน: “เกษตรพรีเนอร์ (ประเทศไทย): ผู้นำเกษตรนวัตกรรม สร้างธุรกิจจากฟาร์มสู่ตลาดโลก”

- นายจิรพนธ์ เส็งหนองแบน บริษัท สมาร์ทเมดกรุ๊ป 2019 จำกัด
ผลงาน: “Moment of Motherhood: ซุปฟังก์ชัน เสริมการให้นมและฟื้นฟูหลังคลอด”

- นายพัศพงศ์ ชมเชย บริษัท อินโนโซลเทค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
ผลงาน: “บลูซอลท์พลัส: นวัตกรรมเกลือโซเดียมต่ำ ช่วยกระตุ้นการรับรู้รสชาติ และเสริมโภชนาการสำหรับผู้สูงอายุและผู้ป่วย NCDs” 

นวัตกรรมเพื่อสุขภาพและความงามแห่งอนาคต โดย 
- เภสัชกรหญิง พุทธิมน ศรีบนฟ้า บริษัท ดอกเตอร์พงศ์ สกิน รีเสิร์ช แล็บ จำกัด
ผลงาน: “ACTIVEIN™: นาโนเจลระบบนำส่งอัตโนมัติ เพิ่มประสิทธิภาพและความคงตัวของสารออกฤทธิ์”

- ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปัญจพร วงศ์วิทยากูล สมาคมวิศวกรรมชีวการแพทย์ไทย
ผลงาน: “เทคโนโลยีลิพิดนาโนของเจนิสทีน เพื่อฟื้นฟูผิวชั้นลึก”


ทั้งนี้ วช. พร้อมเดินหน้าผลักดันและต่อยอดความสำเร็จของนักประดิษฐ์ไทยในเวทีนานาชาติครั้งนี้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น เพื่อศักยภาพด้านวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมฐานความรู้ เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความเชื่อมั่นในเวทีระดับโลก

ขอแสดงความยินดีกับทีมเยาวชนไทย ที่ได้รับรางวัลการแข่งขันโดรนในเวที ‘หนูน้อยจ้าวเวหา’ ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สนามคัดเลือก สนามที่ 1


วันที่ 22 มีนาคม 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับ สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ และสถานีโทรทัศน์ Thai PBS จัดการแข่งขันเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ รายการ “หนูน้อยจ้าวเวหา” ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประจําปี 2569 สนามคัดเลือก สนามที่ 1 โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ให้เกียรติมอบรางวัลแก่เยาวชนผู้ชนะการแข่งขัน พร้อมด้วย นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ คณะผู้บริหาร และผู้ทรงคุณวุฒิ วช. เข้าร่วมรับชมการแข่งขัน ณ ศูนย์การค้าเซียร์รังสิต


ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ให้การสนับสนุนเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมให้แก่เยาวชนไทย ผ่านกระบวนการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริงด้านการออกแบบอากาศยาน การควบคุม การเขียนโปรแกรม ควบคู่กับการเสริมสร้างทักษะความคิดสร้างสรรค์และการทำงานเป็นทีม อันเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนากำลังคนด้านเทคโนโลยีของประเทศ นอกจากนี้ การแข่งขันยังมีบทบาทในการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีอากาศยานสมัยใหม่ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้รับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคดิจิทัล

การแข่งขันเครื่องบินจำลองวิทยุบังคับ “หนูน้อยจ้าวเวหา” ชิงถ้วยพระราชทานฯ สนามคัดเลือก สนามที่ 1 ได้ผู้ชนะเลิศใน 3 ประเภทการแข่งขัน ดังนี้


ประเภทปีกหมุนประลองปัญญา

- รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม DW จากโรงเรียนดงหลวงวิทยา

- รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้แก่ ทีมตะโกราย จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน

- รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ได้แก่ ทีม BSP Drone T เดียว จากโรงเรียนบึงศรีราชาพิทยาคม


ประเภทยุทธวิธี

- รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีมอัสสัมชัญโคราช จากโรงเรียนอัสสัมชัญนครราชสีมา

- รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้แก่ ทีมครั้งแรกคับพี่ จากโรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม)

- รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ได้แก่ ทีมคนหัวใจสิงห์ ทีม1 จากโรงเรียนมัธยมวัดสิงห์


ประเภทปีกหมุนประลองทักษะ

- รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีมน้องฟาฟา&น้องพราวพราว IP นารีนุกูล จากโรงเรียนนารีนุกูล

- รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้แก่ ทีมน้องพาขวัญ&น้องภูมิ IP นารีนุกูล จากโรงเรียนนารีนุกูล

- รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ได้แก่ ทีมโรงเรียนมุกดาหาร จากโรงเรียนมุกดาหาร



ทั้งนี้ วช. และสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ พร้อม ThaiPBS มุ่งหวังให้เวที “หนูน้อยจ้าวเวหา” เป็นพื้นที่ในการจุดประกายความสนใจด้านอากาศยานและเทคโนโลยีสมัยใหม่ให้แก่เยาวชน เปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้กระบวนการคิดและการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ และพัฒนาศักยภาพสู่การเป็นนักประดิษฐ์และนวัตกรในอนาคต

วันเสาร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569

อว. นำ วช. - สวทช. มอบรางวัลสุดยอดผลงาน “LLM สัญชาติไทย” ดัน 24 ต้นแบบยกระดับงานวิจัยสู่การใช้งานจริง

อว. นำ วช. - สวทช. มอบรางวัลสุดยอดผลงาน “LLM สัญชาติไทย” ดัน 24 ต้นแบบยกระดับงานวิจัยสู่การใช้งานจริง



เมื่อวันที่ 20 มี.ค. ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลผลงานดีเด่น (Best Practice) จากการประกวดโครงการ Bootcamp: LLM Research Challenge Thailand 2026 “จุดไฟนวัตกรรมวิจัยด้วย LLM สัญชาติไทย” โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ พร้อมด้วยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้เข้าร่วมประกวดโครงการ เข้าร่วม ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 สำนักงานปลัดกระทรวง อว. 


ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล กล่าวว่า การประกวดโครงการ Bootcamp: LLM Research Challenge Thailand 2026 จุดไฟนวัตกรรมวิจัยด้วย LLM สัญชาติไทย มุ่งเน้นการขับเคลื่อนระบบ ววน. ซึ่งทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงงนโยบาย นักวิจัย และผู้ใช้ประโยชน์ โดยนำ AI มาประยุกต์ใช้กับข้อมูลวิจัยและนวัตกรรม เพื่อทำให้งานวิจัย “เข้าถึงได้ง่าย ใช้งานได้จริง” ผ่านการพัฒนาระบบสืบค้นและถามตอบด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย ช่วยให้ประชาชน นักวิจัย และหน่วยงานต่าง ๆ สามารถเข้าถึงองค์ความรู้และนำไปใช้ประโยชน์ โดย วช. ได้ประสานความร่วมมือกับ สวทช. ที่มีความเข้มแข็งทางด้านเทคโนโลยี และนำเครื่องมือที่พัฒนามาจากผลงานวิจัยของนักพัฒนาคนไทยมาใช้ประโยชน์ในโครงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสนับสนุนระบบนิเวศของ อว. โครงการนี้จึงเป็นกลไกสำคัญในการบูรณาการและเชื่อมโยงข้อมูล ผ่านการใช้ AI ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพบุคลากร และการสร้างผลงานต้นแบบที่สามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริงในระดับองค์กรและระดับประเทศ 

“ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านทั้ง 24 ผลงาน ที่ผ่านการคัดเลือก ผ่านการบ่มเพาะองค์ความรู้ และพัฒนาทักษะ โดยในระยะต่อไป ขอให้ทุกผลงานในวันนี้ เป็นต้นแบบไปสู่การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในหน่วยงานของท่าน และนำร่องเชื่อมโยงองค์ความรู้งานวิจัย พัฒนา และนวัตกรรมขยายผลการบูรณาการงานวิจัยภายใต้นโยบายบูรณาการงานวิจัยและนวัตกรรม ซึ่งในส่วนนี้ อว. ยินดีสนับสนุนการยกระดับให้มีความสามารถในการบริการงานวิจัยและนวัตกรรม รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เข้ามาอย่างรวดเร็ว” ปลัดกระทรวง อว. กล่าว


ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง กล่าวว่า โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศต่อยอดจากการพัฒนาระบบสืบค้น ถามตอบข้อมูลวิจัยและนวัตกรรมด้วย LLM สัญชาติไทย ซึ่งสอดคล้องตามนโยบายของกระทรวง อว. ในการส่งเสริมการใช้ AI เพื่อยกระดับภาครัฐ ภาคการศึกษา รวมถึงภาคอุตสาหกรรม โดย วช. สนับสนุนทุนวิจัยและนวัตกรรม พร้อมขับเคลื่อนร่วมกับ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากร และผลักดันการนำเทคโนโลยี Large Language Model หรือ LLM ไปสู่การใช้งานจริงรวมถึงเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงข้อมูลในระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ตลอดการดำเนินโครงการที่ผ่านมา มีผู้เข้าร่วมจากหน่วยงานทั่วประเทศกว่า 110 คน และเกิดข้อเสนอการใช้งานจริงรวมทั้งสิ้น 24 ผลงาน ซึ่งหลายผลงานมีศักยภาพในการต่อยอดสู่บริการสาธารณะ และการตัดสินใจเชิงนโยบาย โดยในวันนี้ ทั้ง 24 ทีม ที่เป็นการรวมตัวจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และภาคการศึกษา เพื่อนำเสนอผลงานต่อคณะกรรมการและคัดเลือกผลงานที่เป็น Best Practice ของประเทศ วช. ในฐานะหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนระบบ ววน. ได้ทำหน้าที่เชื่อมโยงทั้งนักวิจัย ผู้ใช้ประโยชน์ และผู้กำหนดนโยบาย เพื่อให้ผลงานวิจัยสามารถนำไปใช้ได้จริง และเกิดประโยชน์ต่อประเทศอย่างเป็นรูปธรรม


ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ กล่าวว่า สวทช. เป็นขุมพลังทางเทคโนโลยี ที่มีบทบาทสำคัญในการเป็นฟันเฟืองด้านนวัตกรรมดิจิทัล (Technology Provider) ที่ช่วยสนับสนุนเครื่องมือและโครงสร้างพื้นฐานให้แก่เหล่านักพัฒนาในโครงการ เพื่อสร้างระบบนิเวศ AI สัญชาติไทยที่สมบูรณ์ โดยตลอดเวลาที่ผ่านมา สวทช. ทีมวิจัย เนคเทค มุ่งมั่นพัฒนาเครื่องมือ AI ที่มีความเข้าใจบริบทภาษาไทยอย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็น OpenThaiGPT หรือโมเดลเฉพาะทางอื่น ๆ ดังนั้นการวิจัยและพัฒนาของ สวทช. จึงไม่ได้มองแค่การพัฒนาโค้ด แต่เรากำลังสร้าง ‘Digital Ecosystem’ ที่เอื้อให้เกิดการนำงานวิจัยไปปรับใช้ในเชิงพาณิชย์และบริการภาครัฐ เพื่อลดช่องว่างทางเทคโนโลยีและสร้างอำนาจต่อรองให้ประเทศไทยในเวทีโลก



ทั้งนี้ ทีมที่ได้รับรางวัล ประกอบด้วย 
1.) รางวัลชนะเลิศ มูลค่า 60,000 บาท ได้แก่ “ทีม B05 ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร” 
2.) รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 มูลค่า 40,000 บาท ได้แก่ “ทีม B01 กรมประชาสัมพันธ์”
3.) รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 มูลค่า 20,000 บาท ได้แก่ “ทีม B12 มหาวิทยาลัยมหิดล งานสารสนเทศเพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลทางสุขภาพ ฝ่ายสารสนเทศ สำนักงานคณบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี”
4.) รางวัลพิเศษ NRCT Special Award มูลค่า 10,000 บาท ได้แก่ ทีม B18 มหาวิทยาลัยศิลปากร ภาควิชาคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ และทีม B13 มหาวิทยาลัยรังสิต
5.) รางวัลขวัญใจกรรมการ มูลค่า 5,000 บาท ได้แก่ ทีม B04 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และทีม B06 บริษัท IDS training
6.) รางวัลขวัญใจกรรมการ (ดาวรุ่ง) มูลค่า 5,000 บาท ได้แก่ ทีม B10 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย คณะเทคโนโลยีการจัดการ (สงขลา) 
7.) รางวัลชมเชย มูลค่า 5,000 บาท ได้แก่ ทีม B07 บริษัท Aircamp ทีม B11 มหาวิทยาลัยบูรพา คณะวิทยาการสารสนเทศ ทีม B14 มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ ทีม B15 มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี ทีม B16 มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทีม B17 มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล ทีม B19 มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ทีม B20 สถาบันเทคโนโลยีดิจิทัล มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม ทีม B21 สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ทีม B22 สำนักงานกิจการยุติธรรม ทีม B23 สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ทีม B24 สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ทีม B25 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ทีม B26 สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา และทีม B27 สำนักงานศาลปกครอง

วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569

กมธ.ท่องเที่ยว วุฒิสภา ห่วง นทท.ต่างชาติเข็นมอเตอร์ไซค์หาเติมน้ำมันทั่วสมุย บี้รัฐกู้ภาพลักษณ์ด่วน ผวาพิษสงครามตะวันออกกลางทำทัวร์หายครึ่งล้านเอกชนแนะฉวยจังหวะดึงเศรษฐีลี้ภัยลงทุน เตือนคุมเข้มกม.กันกระแสต่อต้าน

กมธ.ท่องเที่ยว วุฒิสภา ห่วง นทท.ต่างชาติเข็นมอเตอร์ไซค์หาเติมน้ำมันทั่วสมุย บี้รัฐกู้ภาพลักษณ์ด่วน ผวาพิษสงครามตะวันออกกลางทำทัวร์หายครึ่งล้านเอกชนแนะฉวยจังหวะดึงเศรษฐีลี้ภัยลงทุน เตือนคุมเข้มกม.กันกระแสต่อต้าน


วันที่ 17 มี.ค. 69 นายพิศูจน์ รัตนวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา เป็นประธานการประชุมเพื่อพิจารณาผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไทยจากเหตุความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมีนายชาคริต ปิตานุพงศ์ ผู้อำนวยการกองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา , นายชูวิทย์ ศิริเวชกุล รองผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย , นายธเนศ วรศรัณย์ กรรมการนายทะเบียนสภาหอการค้าไทยแห่งประเทศไทย นายรัชชพร พูลสวัสดิ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เข้าชี้แจง


นายชูวิทย์ กล่าวว่า สงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ด้านการบินและการท่องเที่ยวไทย โดยพบหลายสายการบินยังให้บริการเที่ยวบินจำกัดเพื่อระบายผู้โดยสารและมีการปรับตารางบินแบบวันต่อวัน อีกทั้งเที่ยวบินจากดูไบยังมีการยกเลิกและปรับตารางบินหลายเที่ยว นอกจากนี้ยังพบว่าราคาบัตรโดยสารเครื่องบินเพิ่มขึ้นประมาณ 20% มีการยกเลิกเที่ยวบินต่อเนื่องเฉลี่ยประมาณ 50 เที่ยวบินต่อวัน โดยข้อมูลเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569 พบจำนวนนักท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากเที่ยวบินทยอยกลับประเทศทำให้มีผู้ได้รับผลกระทบสะสม 58,876 คน 

หากสถานการณ์ยืดเยื้อออกไปอีก 3 เดือน จะส่งผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวจากตลาดตะวันออกกลางยุโรปและอเมริกาที่อาจลดลงถึงกว่า 5 แสนคน เนื่องจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้นักท่องเที่ยววิตกค่าครองชีพ ราคาน้ำมัน และวิตกเรื่องความปลอดภัยเพราะใช้เวลาเดินทางนานขึ้น จึงทำให้นักท่องเที่ยวเลิกเดินทางในประเทศหรือภูมิภาคอื่นแทน

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจึงต้องกระตุ้นการเดินทางของตลาดทดแทนในเอเชียโอเชียเนียและรักษาตลาดยุโรปและอเมริกาโดยจะผลักดันการบินเชื่อมโยงระหว่างร่วมกับสายการบินที่ข้ามฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก นอกจากนี้จะส่งเสริมประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางแห่งการเยียวยาระดับโลกเพื่อให้นักเดินทางได้ฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจท่ามกลางธรรมชาติและวัฒนธรรมไทยที่ทรงคุณค่า  รวมทั้งกลุ่มลองสเตย์กลุ่มรักษาพยาบาลและกลุ่มนักท่องเที่ยวรายได้สูง

นายรัชชพร กล่าวว่า หากประเทศไทยเตรียมตัวให้ดีจะสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยเฉพาะกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติ ซึ่งเริ่มมาหาพื้นที่ตามเมืองชายทะเลต่างๆ เช่น เกาะสมุยเกาะพะงันและเกาะอื่นๆในจังหวัดภูเก็ต จึงควรเปิดให้ชาวต่างชาติที่หนีภัยสู้รบเข้ามาลงทุนในประเทศไทยได้อย่างถูกต้อง

โดยรัฐ ต้องทำให้เกิดความชัดเจนในการบังคับใช้กฎหมายการลงทุน หรือมีสูตรการลงทุนที่นักลงทุนสามารถปรึกษาได้จริงๆ ซึ่งนอกจากอสังหาริมทรัพย์ยังมีเรื่องรถเช่าและธุรกิจต่างๆ ที่จะมีโอกาสเติบโตในพื้นที่

"จะทำอย่างไรไม่ให้เกิดกระแสต่อต้านชาวอิสราเอล เหมือนที่เกิดขึ้นในบางพื้นที่ ซึ่งการที่พวกเขาเข้าไปอยู่อาศัยเป็นสิ่งที่ดี แต่ปัญหาคือเมื่อมาทำธุรกิจไม่สามารถสื่อสารให้เข้าใจตรงกัน จึงเกิดความขัดแย้งขึ้น ถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดายสำหรับกลุ่มตลาดเหล่านี้

ทำอย่างไรให้ การมาท่องเที่ยวเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การมาอยู่อาศัยและลงทุนจะต้องมีความเข้าใจ ที่ตรงกันรวมทั้งปฏิบัติภายใต้กฎหมายไทย เพื่อให้การใช้ทรัพยากรไทยมีความคุ้มค่ากับการจัดเก็บภาษีเข้ารัฐอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย" นายรัชชพร กล่าว.


ด้านนายพิศูจน์ กล่าวว่า ขณะนี้นักท่องเที่ยวเกิดความวิตกเรื่องน้ำมันไม่มีเติม จะขับรถไปเองก็กลัวจะกลับไม่ได้ โดยตอนนี้ยังไม่เห็นภาครัฐพูดถึงการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้เลย จึงต้องเร่งให้ความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยว จึงฝากททท.ประชาสัมพันธ์ทำความเข้า เนื่องจากพบนักท่องเที่ยวบนเกาะสมุย ขี่มอเตอร์ไซค์ไปนอนรอเติมน้ำมัน แต่ไม่มีน้ำมันให้เติมและต้องเข็นรถกลับมาคืนร้านเช่า ภาพแบบนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นในประเทศเรา โเยปัญหาที่เข้าใจว่าน้ำมันหมด แต่แท้จริงแล้วน้ำมันไม่ขาดแน่นอน เพียงแต่ไม่มีเติม จึงฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไข

วันจันทร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569

งานวิจัยบุหรี่ไฟฟ้ายังเสียงแตก ผู้เชี่ยวชาญย้ำ “การเลิกสูบ” ยังเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

งานวิจัยบุหรี่ไฟฟ้ายังเสียงแตก ผู้เชี่ยวชาญย้ำ “การเลิกสูบ” ยังเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด


ประเด็นความอันตรายของการใช้บุหรี่ไฟฟ้ายังคงเป็นหัวข้อที่มีการถกเถียงในวงการสาธารณสุขอย่างมาก โดยเฉพาะในประเทศไทยที่ผลิตภัณฑ์นี้เป็นสินค้าผิดกฎหมาย ศ.เกียรติคุณ นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เคยให้ความเห็นว่า “เท่าที่มีหลักฐานถึงขณะนี้ บุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายน้อยกว่าบุหรี่ธรรมดา แต่ผลกระทบต่อสุขภาพระยะยาวยังไม่ทราบ และไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดการสูบบุหรี่ได้เพราะยังมีนิโคตินซึ่งเป็นสารเสพติดที่มีอานุภาพรุนแรง” ด้านกรมควบคุมโรคเผยว่าผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ สหรัฐอเมริกา ตรวจพบสารพิษกลุ่มโลหะหนักในน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าและละอองไอจากการสูบ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก พร้อมย้ำเตือนประชาชน ลด ละ เลิก การใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบทุกชนิด


ในขณะที่การศึกษาล่าสุดที่เผยแพร่ในวารสารวิชาการด้านโรคหัวใจและหลอดเลือดระดับนานาชาติ European Heart Journal (EHJ) ซึ่งเป็นงานวิจัยจากประเทศเกาหลีใต้ที่ศึกษาพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจหลังได้รับการรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและใส่ขดลวด  (Percutaneous Coronary Intervention : PCI) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “การทำบอลลูน” พบว่าการปรับพฤติกรรมการสูบบุหรี่สัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคหัวใจที่ลดลง 


การศึกษาครั้งนี้ใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูล Korean National Health Insurance โดยติดตามผู้ป่วยจำนวน 17,973 ราย ที่เคยสูบบุหรี่และได้รับการทำ PCI แล้วติดตามพฤติกรรมการสูบหลังการรักษา ผู้ป่วยถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ที่ยังคงสูบบุหรี่แบบเผาไหม้ ผู้ที่เลิกสูบบุหรี่ได้สำเร็จและผู้ที่เปลี่ยนไปใช้บุหรี่ไฟฟ้า

จากการติดตามผลเฉลี่ยประมาณ 2.4 ปี พบว่า 49.8% ยังคงสูบบุหรี่แบบเดิม 40.7% สามารถเลิกสูบบุหรี่ได้ ส่วน 9.4% เปลี่ยนไปใช้บุหรี่ไฟฟ้า เมื่อวิเคราะห์เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ทางหัวใจและหลอดเลือดรุนแรง (Major Adverse Cardiac Events : MACE) พบว่ากลุ่มที่ยังสูบบุหรี่แบบเดิมมีอัตราเกิดเหตุการณ์ 17% กลุ่มที่เลิกสูบบุหรี่ 13.4% ส่วนกลุ่มที่เปลี่ยนไปใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวลดลงเหลือประมาณ 10%
ผลการศึกษาชี้ว่า การเลิกสูบบุหรี่หรือการเปลี่ยนพฤติกรรมโดยการใช้บุหรี่ไฟฟ้าทดแทนมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจที่ลดลง เมื่อเทียบกับการสูบบุหรี่แบบเผาไหม้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเน้นย้ำว่า แนวทางที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจยังคงเป็น การเลิกสูบบุหรี่โดยสิ้นเชิง

นักวิจัยยังระบุเพิ่มเติมว่า การศึกษานี้เป็น การศึกษาประเภทสังเกตการณ์ (observational study) จึงยังไม่สามารถสรุปความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลได้อย่างเด็ดขาด และยังต้องมีการศึกษาทางคลินิกเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลลัพธ์ในระยะยาว นอกจากนี้ ผู้วิจัยยังย้ำว่า ผลการศึกษานี้ ไม่ได้หมายความว่าบุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัย โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่มาก่อน

สุดท้ายแล้ว เรื่องของบุหรี่ไฟฟ้าก็คงยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน สังคมจึงจำเป็นที่จะต้องพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน แต่สิ่งที่ทราบกันแน่นอนคือ การสูบบุหรี่ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคหัวใจและหลอดเลือด แนวทางที่ดีที่สุดสำหรับสุขภาพยังคงเป็น การเลิกสูบบุหรี่ทุกประเภท

วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569

พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือการพัฒนาฝีมือแรงงานให้แก่กลุ่มเปราะบางทุกช่วงวัย และผู้สบปัญหาความเดือดร้อน ระหว่าง กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กับ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์และพิธีปิดฝึกอบรมหลักสูตรการทำดอกไม้ประดิษฐ์ให้มีมูลค่าเพิ่มเชิงวัฒนธรรมไทยวันศุกร์ที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๖๙ ณ ห้องประชุม ชั้น ๓ ตึกนวมหาราช สภาสังคมสงเคราะห์ฯ


     สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (MOU)  เพื่อพัฒนาฝีมือแรงงานให้แก่กลุ่มเปราะบาง
ทุกช่วงวัย ได้แก่ เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ยากไร้ ผู้ประสบภัยพิบัติ และผู้ประสบปัญหาความเดือดร้อน เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนกลุ่มดังกล่าวได้รับการพัฒนาทักษะอาชีพที่สอดคล้องกับเทคโนโลยี
และความต้องการของตลาดแรงงาน สามารถนำไปประกอบอาชีพสร้างรายได้ และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน 
อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำ และเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในระดับครัวเรือนและชุมชน


ร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ 
กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการบูรณาการ  การทำงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐและองค์กรเพื่อสังคม เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาศักยภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางในสังคม ให้มีโอกาสในการเข้าถึงการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานและสามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคง ทั้งยังเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับครอบครัวชุมชน และเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว 


ด้านนายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ 
อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวว่า กรมพัฒนาฝีมือแรงงานมีภารกิจสำคัญในการพัฒนาศักยภาพกำลังแรงงานของประเทศให้มีทักษะที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและความต้องการของตลาดแรงงาน 


โดยความร่วมมือกับสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ ในครั้งนี้ จะช่วยขยายโอกาสให้กลุ่มเปราะบาง
ได้รับการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะอาชีพอย่างทั่วถึง อันจะนำไปสู่การมีงานทำและการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน
ในโอกาสเดียวกัน สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ และกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จัดทำ “โครงการพัฒนาฝีมือแรงงานสตรีเพื่อถวายพระราชกุศลและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมุ่งส่งเสริมการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานให้แก่สตรี
อายุระหว่าง 18 – 59 ปี  ให้สามารถประกอบอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของตนเอง ครอบครัว และชุมชนได้อย่างมั่นคง ซึ่งจัดการฝึกอบรมหลักสูตร “การทำดอกไม้ประดิษฐ์ให้มีมูลค่าเพิ่มเชิงวัฒนธรรมไทย” ระหว่างวันที่ 9 – 13 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุม 207 ตึกมหิดล สภาสังคมสงเคราะห์ฯ โดยกรุงเทพมหานคร เป็นจังหวัดนำร่อง เพื่อพัฒนาทักษะอาชีพและสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพให้แก่ผู้เข้ารับการฝึกอบรม และจะดำเนินงานไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ครอบคลุม 35 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนสามารถนำความรู้ไปต่อยอดสร้างรายได้และพัฒนาอาชีพได้อย่างยั่งยืน


พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือจัดขึ้นเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุม ชั้น 3 ตึกนวมหาราช  สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยมีร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นประธานลงนาม และ รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ดร.ธิดารักษ์ สัจจพงษ์ เลขาธิการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธี ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทุกภาคส่วน
ในการพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ สร้างโอกาสในการประกอบอาชีพ  เพิ่มรายได้ และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่สังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569

มหาวิทยาลัยนเรศวร เชิญร่วมงาน “มะปรางหวาน–มะยงชิด ครั้งที่ 21” ชมฟรี 22 มี.ค. นี้ ที่พิษณุโลก

มหาวิทยาลัยนเรศวร เชิญร่วมงาน “มะปรางหวาน–มะยงชิด ครั้งที่ 21” ชมฟรี 22 มี.ค. นี้ ที่พิษณุโลก



รศ.ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท หัวหน้าศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลไม้ มหาวิทยาลัยนเรศวร ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ขอเชิญประชาชนและผู้สนใจเข้าร่วมงาน “มะปรางหวาน–มะยงชิด ครั้งที่ 21”
โดยงานจะจัดขึ้นในวันที่ 22 มีนาคม 2569 ณ คณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก เพื่อส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการผลิต การพัฒนาคุณภาพผลผลิต และสร้างเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของเกษตรกรผู้ปลูกมะปรางหวานและมะยงชิด


ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจ ได้แก่ การเสวนาวิชาการหัวข้อ “การปรับตัวของเกษตรกรผู้ปลูกมะปรางหวานและมะยงชิดภายใต้สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง” ระหว่างเวลา 09.00–12.00 น. โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ คุณทะวาย ปิ่นทอง อาจารย์ประทุม ทองคำ และ รศ.ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท


นอกจากนี้ยังมี การประกวดมะปรางหวานและมะยงชิด ประจำปี 2569 เพื่อคัดเลือกผลผลิตคุณภาพดีจากเกษตรกรในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมชมงานได้ ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ตลอดกิจกรรม

วช. แถลงข่าวความสำเร็จนักประดิษฐ์ไทย คว้ารางวัลจากเวที The 51st International Exhibition of Inventions Geneva จุดพลังนวัตกรรมสู่สากล

วช. แถลงข่าวความสำเร็จนักประดิษฐ์ไทย คว้ารางวัลจากเวที  The 51st International Exhibition of Inventions Geneva  จุดพลังนวัตกรรมสู่สากล วันที...