วันพุธที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2569

ปัตตานีดินแดนพหุวัฒนธรรม ผนึกพลังการศึกษา! จัดอบรมสนามที่ 3 "พลิกโฉมห้องเรียน Active Learning" ระดมทัพครู 500 ชีวิต ขับเคลื่อนอนาคตเด็กใต้ด้วย GPAS 5 Steps


บนผืนแผ่นดินประวัติศาสตร์อันรุ่มด้วยความหลากหลายทางพหุวัฒนธรรมและอารยธรรมอันยาวนานของจังหวัดปัตตานี บรรยากาศการขับเคลื่อนการศึกษาครั้งประวัติศาสตร์กำลังเติบโตอย่างงดงาม หลังจากการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) และคณะกรรมการเครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ล่าสุด เดินหน้าจัดโครงการอบรม "พลิกโฉมห้องเรียน Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ผสานพลังสื่อดิจิทัลและการเรียนรู้ยุคใหม่เพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียน" ซึ่งสนามที่ 3 ณ จังหวัดปัตตานีนี้ ถือเป็นการหลอมรวมพลังทางปัญญาของครูในพื้นที่พหุวัฒนธรรมครั้งสำคัญ   สำหรับการอบรมกำหนดจัดขึ้นใน วันอังคารที่ 6 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรมเซาท์เทิร์นวิว ปัตตานี


 โดยมีความโดดเด่นสะท้อนผ่านพลังการมีส่วนร่วมของบุคลากรทางการศึกษาจำนวนหนาแน่นถึง 500 คน เปรียบเสมือนการผสานร้อยดวงใจของครูผู้สอนในพื้นที่ ในฐานะ "สะพานเชื่อม" นำนวัตกรรมการเรียนรู้สมัยใหม่และสื่อดิจิทัลมาบูรณาการเข้ากับบริบทท้องถิ่น เพื่อสร้างกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ให้เกิดขึ้นจริงในห้องเรียน ช่วยติดอาวุธทางปัญญาและพัฒนาสมรรถนะให้แก่เด็กๆ ตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงมัธยมศึกษา ให้พร้อมเติบโตอย่างมีคุณภาพท่ามกลางโลกยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยมี นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดงาน


หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบขึ้นมาคือ การวัดคุณภาพเด็กไทยผ่าน “การสอบ” ซึ่ง ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหาร พว. มองว่า ต้องจัดลำดับให้ถูกว่า การพัฒนาเด็กต้องมาก่อนการเตรียมเด็กเพื่อทำข้อสอบ เพราะหากครูพะวงกับคะแนนมากเกินไป การเรียนก็มีโอกาสย้อนกลับไปสู่ Passive Learning หรือการสอนให้เด็กจดจำข้อมูลเพื่อไปตอบข้อสอบ ซึ่งความรู้จำนวนมากอาจอยู่เพียงในความจำระยะสั้น สอบเสร็จแล้วก็ลืม แต่หากโรงเรียนจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรอย่างแท้จริง ให้เด็กได้คิด ลงมือปฏิบัติ สร้างความเข้าใจ และพัฒนากระบวนการคิดขั้นสูง เมื่อถึงเวลาต้องเจอกับ PISA, O-NET การสอบเข้า หรือการสอบในโรงเรียน เด็กก็สามารถนำความรู้ที่เข้าใจจริงมาวิเคราะห์โจทย์ได้ โดยไม่ต้องพึ่งการท่องจำเพียงอย่างเดียว
เป้าหมายจึงไม่ใช่แค่ทำให้เด็กสอบได้ แต่ต้องทำให้เด็ก “คิดเป็น” จนพร้อมรับมือกับทุกข้อสอบ และนำความรู้ไปแก้ปัญหาในชีวิตจริงได้เสียงจากพื้นที่ปัตตานีก็สะท้อนว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีความหมายมากกว่าการนำเทคนิคการสอนใหม่เข้าห้องเรียน


มูหัมมัดนาสีรูดดิน เล๊ะนุ๊ รองประธานเครือข่ายโรงเรียนเอกชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระบุว่า โรงเรียนในพื้นที่จัดการเรียนการสอนควบคู่ทั้งศาสนาและสามัญ การเรียนรู้ที่ทำให้เด็กคิด วิเคราะห์ และนำไปปฏิบัติ จึงสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่และแนวทางของศาสนาอิสลาม พร้อมเชื่อว่าครูกว่า 500 คนที่เข้าร่วม จะกลับไปเป็นแรงขับเคลื่อน Active Learning ในโรงเรียนของตนเอง


ขณะที่ ดร.มูฮัมมัด หะยีเต๊ะ นายกสมาคมโรงเรียนเอกชนในระบบ จังหวัดปัตตานี สะท้อนอีกด้านว่า แม้ Active Learning จะถูกพูดถึงมาระยะหนึ่ง แต่การเข้าถึงของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในพื้นที่ยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะโรงเรียนการกุศลที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณและอุปกรณ์ การที่ พว. ลงมาถ่ายทอดกระบวนการให้ครูถึงพื้นที่ จึงเป็นโอกาสที่จะช่วยลดช่องว่าง และต่อยอดให้เด็กชายแดนใต้มีศักยภาพทางวิชาการแข่งขันกับเด็กทั่วประเทศได้


ด้าน นายวิทยาศิลป์ สะอา ผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดปัตตานี ระบุว่า การศึกษาในชายแดนใต้มีความเฉพาะจากบริบทสังคมพหุวัฒนธรรม โดยโรงเรียนจำนวนมากต้องจัดทั้งหลักสูตรแกนกลางและหลักสูตรอิสลามศึกษา การพัฒนาครูจึงเป็นหัวใจสำคัญ แต่หลังจากนี้ต้องติดตามให้เห็นผลว่า เมื่อครูได้รับการพัฒนาแล้ว สามารถนำกลับไปเปลี่ยนการเรียนการสอน และยกระดับคุณภาพเด็กได้จริงเพียงใด เพื่อใช้เป็นต้นแบบขยายผลต่อไป


ขณะที่มุมมองจากเครือข่ายจังหวัดชายแดนใต้ไปไกลกว่าการยกระดับเด็กในประเทศ เมื่อ นายมะสุขรี ซีเดะ นายกสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม จังหวัดนราธิวาส มองว่า หากการใช้ GPAS 5 Steps เห็นผลเป็นรูปธรรมตามเป้าหมายในระยะ 3 ปี อาจช่วยยกระดับเครือข่ายโรงเรียนชายแดนใต้จนสามารถต่อยอดความร่วมมือทางการศึกษากับมาเลเซีย อินโดนีเซีย และประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีความเชื่อมโยงด้านการศึกษาศาสนากับพื้นที่อยู่แล้ว


การขับเคลื่อนที่ปัตตานีครั้งนี้จึงไม่ได้มีโจทย์เพียงว่า จะทำอย่างไรให้ครูเปลี่ยนวิธีสอน แต่กำลังโยนคำถามกลับไปถึงระบบการศึกษาไทยว่าระหว่างการสร้างเด็กให้ “จำคำตอบเก่ง” กับการสร้างเด็กที่ “คิดหาคำตอบเป็น” ห้องเรียนไทยควรเดินไปทางไหนเพราะหากเด็กคิดเป็น เข้าใจเป็น และใช้ความรู้เป็นไม่ว่าจะเจอ PISA, O-NET สอบเข้า หรือโจทย์ที่ไม่มีอยู่ในตำรา เด็กก็ควรพร้อมรับมือได้ด้วยตัวเอง

วันอังคารที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2569

‘เบบี้ สวิมมิ่ง ไทยแลนด์ (BABY SWIMMING THAILAND)’จับมือพันธมิตร ‘SAGINUMA (ซากินุมะ) SWIMMING CLUB’ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU) เพื่อยกระดับการเรียนการสอนว่ายน้ำตามมาตรฐานญี่ปุ่น


BABY SWIMMING THAILAND (เบบี้ สวิมมิ่ง ไทยแลนด์) สถาบันสอนว่ายน้ำสำหรับเด็กและทารกอันดับ 1 ของไทย ด้วยเครือข่าย 18 สาขาทั่วประเทศ และเป็นแบรนด์เดียวที่ได้รับการรับรองมาตรฐานคุณภาพ ISO 9001:2015 จับมือพันธมิตร SAGINUMA (ซากินุมะ) SWIMMING CLUB สโมสรว่ายน้ำเก่าแก่กว่า 50 ปี จากจังหวัดคานากาวะ ประเทศญี่ปุ่น เจ้าของรางวัล Best Club Award จากสมาคมสโมสรว่ายน้ำแห่งประเทศญี่ปุ่นติดต่อกัน 20 ปีซ้อน ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU) เพื่อยกระดับการเรียนการสอนว่ายน้ำตามมาตรฐานญี่ปุ่น มุ่งพัฒนาศักยภาพและยกระดับเด็กไทยเพื่อก้าวไปสู่การเป็นนักกีฬาแถวหน้าของเอเชีย


ดร.พลภัทร นิติธรรมยง ผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร บริษัท เบบี้ สวิมมิ่ง แฟมิลี่ จำกัด และบริษัทในเครือ ผู้ดำเนินธุรกิจสถาบันสอนว่ายน้ำเด็กและทารก เบบี้ สวิมมิ่ง ไทยแลนด์ (BABY SWIMMING THAILAND) ผู้นำตลาดอันดับ 1 ในประเทศไทย เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU) เชิงยุทธศาสตร์ กับ บริษัท เอส แอนด์ เอฟ จำกัด (S&F Co., Ltd.) ผู้บริหาร SAGINUMA (ซากินุมะ) SWIMMING CLUB สโมสรว่ายน้ำเก่าแก่กว่า 50 ปี จากจังหวัดคานากาวะ ประเทศญี่ปุ่น เพื่อร่วมมือพัฒนาและยกระดับศักยภาพการเรียนการสอนว่ายน้ำของ เบบี้ สวิมมิ่ง ให้มีมาตรฐานระดับสากล ซึ่งการผนึกกำลังครั้งนี้ เป็นการนำองค์ความรู้และมาตรฐานระเบียบวินัยแบบญี่ปุ่นมาถ่ายทอดให้กับเด็กไทย เพื่อยกระดับทักษะการว่ายน้ำของเด็กไทย วางรากฐานการเรียนการสอน ที่นำไปสู่การสร้างนักกีฬามืออาชีพสู่ระดับสากล
ดร.พลภัทร กล่าวว่า “แม้เราจะวางรากฐานการสอนด้วยหลักสูตรออสเตรเลียและมี Academy ของตัวเองที่ดูแลเด็กๆ มาแล้วกว่า 50,000 คน แต่จุดเด่นของญี่ปุ่นที่แตกต่างอย่างชัดเจนคือ ‘ความพิถีพิถันของเทคนิค ระบบการฝึกซ้อมที่มีระเบียบวินัยสูง และโปรโตคอลความปลอดภัยที่เข้มงวดทุกตารางนิ้ว’ การผนึกกำลังครั้งนี้จึงเป็นการนำระบบการเรียนแบบผ่อนคลายสไตล์ออสเตรเลียเดิมของเรา มาผสมผสานกับความเป๊ะระดับสากลของญี่ปุ่น เพื่อยกระดับจากการสอนว่ายน้ำทั่วไป ไปสู่การสร้างโครงสร้างพัฒนานักกีฬาเยาวชนอย่างเป็นระบบ โดยเราจะถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านระบบ Train the Trainer สไตล์ญี่ปุ่นเพื่อสร้าง Master Trainer และโค้ชคุณภาพสูง รองรับการต่อยอดสู่ ‘หลักสูตรพัฒนานักกีฬามืออาชีพ’ เพื่อปั้นผู้เรียนสู่เส้นทางนักกีฬาแข่งขันระดับประเทศและโอกาสในการแลกเปลี่ยน ณ ประเทศญี่ปุ่นในอนาคต พร้อมกันนี้ยังเตรียมขยายบริการสู่ ‘หลักสูตรการสอนว่ายน้ำผู้ใหญ่ และการออกกำลังกายในน้ำสำหรับผู้สูงอายุ’ ซึ่งประเทศญี่ปุ่นมีความเชี่ยวชาญอย่างลึกซึ้งในด้านนี้ เพื่อยกระดับสถาบันสู่การดูแลสุขภาพทางน้ำสำหรับทุกคนในครอบครัวอย่างครอบคลุมทุกช่วงวัย”


ด้าน นางณัฏฐ์วิภา นิติธรรมยง ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บริหารสถาบันสอนว่ายน้ำเด็กและทารก เบบี้ สวิมมิ่ง ไทยแลนด์ กล่าวเสริมว่า “ตลอดระยะเวลา 12 ปีที่ผ่านมา เบบี้ สวิมมิ่ง เติบโตอย่างมั่นคงจากความไว้วางใจของผู้ปกครองทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ จนสามารถขยายสาขาได้อย่างต่อเนื่อง แต่ก้าวสำคัญต่อไปคือการยกระดับสู่มาตรฐานระดับสากลเพื่อก้าวสู่การแข่งขันในเวทีโลก ซึ่งความร่วมมือกับพันธมิตรจากญี่ปุ่นในครั้งนี้ จะนำไปสู่การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์อย่างยั่งยืนในระยะยาว ทั้งการร่วมกันพัฒนาหลักสูตร การฝึกอบรมบุคลากรและโค้ช ตลอดจนการแลกเปลี่ยนนักกีฬาเพื่อพัฒนาไปสู่ระดับการแข่งขัน”
“สิ่งที่เราจะได้รับอย่างแท้จริง คือการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านความปลอดภัยทางน้ำระดับสูง ทั้งระบบประเมินความเสี่ยงรอบสระ การอบรมทักษะการดูแลความปลอดภัยและการปฐมพยาบาลตามโปรโตคอลของสถาบันสอนว่ายน้ำชั้นนำในญี่ปุ่น และอีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญคือการเปิดโอกาสให้เด็กไทยได้สัมผัสประสบการณ์การฝึกซ้อมและระบบการแข่งขันระดับสากล รวมถึงการถ่ายทอดเทคนิคการสอนว่ายน้ำผู้ใหญ่และการออกกำลังกายในน้ำสำหรับผู้สูงอายุ ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงแค่การสร้างความร่วมมือทางธุรกิจ แต่คือองค์ความรู้ ระบบ และโอกาสใหม่ๆ ที่จะนำมาพัฒนาเด็ก บุคลากร และตอบโจทย์สุขภาพของทุกคนในครอบครัวได้อย่างเป็นรูปธรรม”


หาดใหญ่ศูนย์กลางเศรษฐกิจและการศึกษาแดนใต้! "พว. พลิกโฉมห้องเรียน Active Learning" เชื่อมทักษะ–อาชีพ เปิดประตูสู่อนาคตการศึกษาภาคใต้


ปิดท้ายการเดินทางขับเคลื่อนการศึกษาครั้งประวัติศาสตร์ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อย่างยิ่งใหญ่ ณ ศูนย์กลางมหานครแห่งการค้า และการคมนาคมภาคใต้ หลังจากสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) และคณะกรรมการเครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือทางวิชาการ ล่าสุดจัดโครงการอบรมสนามสุดท้าย "พลิกโฉมห้องเรียน Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ผสานพลังสื่อดิจิทัลและการเรียนรู้ยุคใหม่เพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียน" ซึ่งสนามที่ 5 ณ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการเชื่อมโยงเครือข่ายความรู้ครั้งใหญ่เพื่อก้าวสู่มาตรฐานสากล  
   
                          
                                                                       สำหรับการอบรมได้จัดขึ้นใน วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรมเซาท์เทิร์นแอร์พอร์ต หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยมีครูและบุคลากรทางการศึกษาเข้าร่วมถึง 300 คน เปรียบเสมือนศูนย์กลางการหลอมรวมทิศทางและวิสัยทัศน์ทางการศึกษาที่ทันสมัย สอดรับกับความเจริญและบริบทของเมืองเศรษฐกิจ เพื่อติดอาวุธทางปัญญาแก่ผู้บริหาร ครู และบุคลากร ในการนำนวัตกรรมสื่อดิจิทัลและกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ไปขยายผลจริงในห้องเรียน ตั้งแต่ระดับปฐมวัย ประถมศึกษา จนถึงมัธยมศึกษา ส่งท้ายการอบรมภาพใหญ่ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้    ซึ่งจังหวัดสงขลา มีต้นทุนเรื่องของทำเล ประตูสู่มาเลเซีย–อาเซียนและมีด่านการค้าสำคัญ, ทุนภาษา เด็กสามารถต่อยอดทั้งไทย มลายู อาหรับ อังกฤษและจีน, ทุนสินค้า โดยเฉพาะอาหารทะเลและอาหารฮาลาล และ ทุนความรู้–วัฒนธรรม จากสถาบันอุดมศึกษา เมืองเก่าสงขลาและวิถีพหุวัฒนธรรม ซึ่งสามารถต่อยอดสู่การท่องเที่ยวและอาชีพได้ ซึ่งการนำ Active Learning GPAS 5 Steps มาสอนให้เด็กกล้าคิด กล้าลอง และค้าขายอย่างซื่อสัตย์ เช่น สำรวจสินค้าชุมชน ออกแบบบรรจุภัณฑ์ และทดลองขายออนไลน์เป็นภาษาต่างประเทศ เป็นต้น


 นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานผ่านระบบออนไลน์เปิดโครงการ “พลิกโฉมห้องเรียน Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ผสานพลังสื่อดิจิทัลและการเรียนรู้ยุคใหม่เพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียน” ในโลกยุค AI และเศรษฐกิจดิจิทัลทำให้การค้าและการทำงานไร้พรมแดน ซึ่ง ศธ.มีแนวคิดที่จะผลักดัน “การศึกษาเพื่อการมีงานทำ” วางแผนอาชีพตั้งแต่ในโรงเรียน ให้เด็กเรียนตรงกับทักษะที่ตลาดต้องการ ได้ฝึกประสบการณ์จริง และเชื่อมโยงการเรียนรู้กับศักยภาพเศรษฐกิจของพื้นที่ ซึ่งจังหวัดสงขลา มีต้นทุนเรื่องของทำเล ประตูสู่มาเลเซีย–อาเซียนและมีด่านการค้าสำคัญ, ทุนภาษา เด็กสามารถต่อยอดทั้งไทย มลายู อาหรับ อังกฤษและจีน, ทุนสินค้า โดยเฉพาะอาหารทะเลและอาหารฮาลาล และ ทุนความรู้–วัฒนธรรม จากสถาบันอุดมศึกษา เมืองเก่าสงขลาและวิถีพหุวัฒนธรรม ซึ่งสามารถต่อยอดสู่การท่องเที่ยวและอาชีพได้ ซึ่งการนำ Active Learning GPAS 5 Steps มาสอนให้เด็กกล้าคิด กล้าลอง และค้าขายอย่างซื่อสัตย์ เช่น สำรวจสินค้าชุมชน ออกแบบบรรจุภัณฑ์ และทดลองขายออนไลน์เป็นภาษาต่างประเทศ เป็นต้น


ดร.ศักดิ์สิน โรจนสราญรมย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ(พว.) กล่าวว่า การจัดกิจกรรมในช่วง 5 วันที่ผ่านมาประสบความสำเร็จและได้รับผลเป็นที่น่าพอใจอย่างมาก โดยได้รับความร่วมมืออย่างดีจากผู้บริหารและครูวิชาการเครือข่ายโรงเรียนมุสลิมในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้  ทุกฝ่ายมีเป้าหมายร่วมกันในการปฏิรูปและยกระดับคุณภาพการศึกษา เพื่อพัฒนาให้เป็นโรงเรียนต้นแบบของประเทศ และมุ่งสร้างความเข้มแข็งทางวิชาการให้สามารถเทียบเคียงหรือก้าวล้ำประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ได้ โดยสถาบัน พว. พร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่  และในระยะถัดไปจะขยายผลการฝึกอบรมการจัดกิจกรรมเรียนรู้ไปยังกลุ่มครูผู้สอนทุกคนด้วย 
“กระบวนการเรียนรู้ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps GPAS 5 Step ถือเป็นเครื่องมือและกระบวนการเรียนรู้มาตรฐานสากลที่มีพลังสูง ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการตกผลึกทางความคิดและติดตัวไปใช้ได้ตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเรียนผ่านหลักสูตรใด หรือใช้ AI เข้ามาช่วยในการเรียนรู้ก็ตาม ซึ่งขณะนี้งานวิจัยกระบวนการเรียนรู้ที่ผมเป็นหัวหน้าคณะวิจัยได้รับการยอมรับ ชื่นชมในระดับนานาชาติและพร้อมนำเสนอในระดับสากล”ดร.ศักดิ์สินกล่าวและว่า พว.มีแผนการขยายผลและเป้าหมายการใช้ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ในอนาคต ในระยะเวลาประมาณ 5 ปีข้างหน้า เพื่อให้ประเทศไทยเน้นการพัฒนาเชิงรุกในระดับองค์กรและเชิงระบบ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การขยายผลไปยังหลายประเทศทั้งในแถบเอเชียและระดับนานาชาติที่เริ่มให้ความสนใจ และต้องการให้นำโมเดลกระบวนการเรียนรู้นี้ไปช่วยพัฒนาเป็นต้นแบบในประเทศของตน


ดร.บุษรินทร์  นาคอุบล  ผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชน จ.สงขลา กล่าวว่า โรงเรียนเอกชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีบทบาทสำคัญในฐานะ “โรงเรียนทางเลือก” ดังนั้น คุณภาพการศึกษาต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ปกครองในการส่งบุตรหลานเข้าเรียน โดยเฉพาะการพัฒนาคุณภาพครูและกระบวนการจัดการเรียนรู้ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ซึ่งการนำ Active Learning มาใช้ถือเป็นกลไกสำคัญที่จะเปลี่ยนห้องเรียนจากการสอนแบบเดิม ไปสู่การเรียนรู้ที่ผู้เรียนมีส่วนร่วม ช่วยพัฒนาคุณภาพและศักยภาพของนักเรียนให้สูงขึ้น สามารถแข่งขันและก้าวทันการศึกษาในยุคปัจจุบันได้ อย่างไรก็ตามการอบรมครั้งนี้ได้รับ การตอบรับจากโรงเรียนเอกชนเป็นอย่างดี หลายโรงเรียนต้องการส่งครูเข้าร่วมมากกว่าที่กำหนด สะท้อนให้เห็นว่าโรงเรียนต้องการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงการจัดการเรียนการสอน พร้อมขอบคุณ สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ที่ให้การสนับสนุนการดำเนินงานและการอบรมโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
ผอ.สช.จังหวัดสงขลา กล่าวต่อไปว่า เป้าหมายสำคัญในระยะต่อไป คือทำให้การยกระดับคุณภาพการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เกิดความต่อเนื่องและยั่งยืน ควบคู่กับบริบทของ สังคมพหุวัฒนธรรม ไม่เพียงพัฒนาให้นักเรียนมีความรู้และคุณภาพ แต่ต้องทำให้เด็กต่างวัฒนธรรมสามารถเรียนรู้ เข้าใจกัน และ อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขในสังคมสันติสุขด้วย


นายรอเซ็ด  เบ็นแหละแหนะ นายกสมาคมตาดีกา จ.สงขลา รองประธานเครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า ครูในยุคปัจจุบันต้องพัฒนาตนเองให้มีทักษะที่หลากหลาย และปรับกระบวนการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง ไม่ควรเน้นการสอนภาคทฤษฎีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเปิดโอกาสให้นักเรียน ได้ลงมือปฏิบัติจริงและเรียนรู้จากประสบการณ์ การเรียนการสอนแบบ Active Learning GPAS 5 Steps สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกกลุ่มสาระ ทั้งวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ ภาษาอังกฤษ และวิชาสามัญต่าง ๆ โดยครูต้องสามารถออกแบบกิจกรรมที่เชื่อมโยงความรู้กับการปฏิบัติ พร้อมพัฒนาผู้เรียนในหลายมิติ ทั้ง ทักษะการคิด การปฏิบัติ และการสื่อสาร ซึ่งตนเชื่อว่าการอบรมครั้งนี้จะช่วยให้ครูในจังหวัดสงขลาได้รับความรู้และแนวทางใหม่ ๆ เพื่อนำกลับไป ปรับใช้ในห้องเรียนอย่างเป็นรูปธรรม และถ่ายทอดสู่ผู้เรียนได้อย่างเต็มศักยภาพ พร้อมขอบคุณ สถาบัน พว.ที่ให้โอกาสและสนับสนุนการพัฒนาครูในพื้นที่สงขลา


อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนเพื่อพลิกโฉมการศึกษาไทยในภูมิภาคนี้ไม่ได้สิ้นสุดเพียงเท่านี้ เพราะยังมีอีกหลากหลายพื้นที่และอีกหลายโรงเรียนในภาคใต้ ที่จะได้ก้าวเข้ามามีส่วนร่วมในโอกาสและจังหวะสำคัญของการยกระดับการเรียนการสอนด้วยกระบวนการ Active Learning (GPAS 5 Steps) ไปด้วยกันกับสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) เพื่อสร้างความเข้มแข็งและอนาคตที่ยั่งยืนให้กับเด็กๆ ในภูมิภาคต่อไปอย่างต่อเนื่อง


วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2569

พลิกโฉมห้องเรียนนราธิวาส ปั้นครูชายแดนใต้ รับโลก AI ด้วย Active Learning GPAS 5 Stepsเดินหน้าขยายผลสนามที่ 2 ระดมครู 500 ชีวิต รับมือความท้าทายยุคใหม่


บรรยากาศการขับเคลื่อนการศึกษาเดินหน้าอย่างคึกคัก กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) เดินหน้าพัฒนาครูเครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้จัดอบรมโครงการ "พลิกโฉมห้องเรียน Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ผสานพลังสื่อดิจิทัลและการเรียนรู้ยุคใหม่เพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียน" เมื่อวันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรมอิมพีเรียลนราธิวาส สําหรับสนามที่ 2 นี้ นับเป็นจุดที่มีความโดดเด่นในด้านความพร้อมและพลังขับเคลื่อนของบุคลากรขนาดใหญ่   สำหรับการอบรมของจังหวัดนราธิวาส โดยมีความพิเศษอยู่ที่จำนวนพลังขับเคลื่อนจากคุณครูและบุคลากรทางการศึกษาที่หลั่งไหลเข้าร่วมงานอย่างคับคั่งถึง 500 คน (นับเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีผู้เข้าร่วมหนาแน่นที่สุดในการอบรมครั้งนี้) สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวและความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าของครูใต้ในการพัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ให้สอดรับกับบริบทพื้นที่ เพื่อยกระดับสมรรถนะผู้เรียนในระดับปฐมวัยถึงมัธยมศึกษาให้ก้าวทันโลกยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง


นายอัครนันท์กัณณ์ กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ระบุว่า โลกนอกห้องเรียนเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการเข้าสู่ยุค AI ที่ความรู้จำนวนมหาศาลสามารถค้นหาได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที การศึกษาในวันนี้จึงไม่สามารถหยุดอยู่เพียงการ “บอกความรู้” เหมือนในอดีต แต่ต้องทำให้เด็กคิด วิเคราะห์ แก้ปัญหาซับซ้อน สื่อสาร ทำงานร่วมกับผู้อื่น และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ได้ หัวใจจึงอยู่ที่การพลิกโฉมห้องเรียน จากห้องเรียนที่ครูเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ฝ่ายเดียว ไปสู่ Active Learning ที่เด็กได้คิด ทดลอง ลงมือทำ และแก้ปัญหาด้วยตนเอง ขณะที่ครูเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้สอนเนื้อหา” เป็น “ผู้ออกแบบการเรียนรู้” และ Coach ที่ช่วยดึงศักยภาพของเด็กแต่ละคนออกมา


ด้าน ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหาร สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ชี้ว่า สิ่งที่การศึกษาไทยจำเป็นต้องปฏิรูป ไม่ใช่เพียงมุ่งไปปรับ “หลักสูตร” แต่ต้องลงไปถึงหัวใจสำคัญคือ “กระบวนการเรียนรู้” หรือ GPAAS Learning Process model : mixed methods หรือ GPAS 5 Stepe ที่ International Journal of Learning, Teaching and Educational Research ได้ประกาศรับรองและตีพิมพ์เผยแพร่ทั่วโลก คือกลไกที่มีพลังสำคัญใน ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ส่งผลให้ผู้ เรียนได้พัฒนาผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์ คุณธรรมจริยธรรม ค่านิยม และทักษะในระดับความคิด รวบยอด และหลักการ อีกทั้งสามารถสร้างผลผลิตได้ในระดับนวัตกรรมและพัฒนาไปสู่ AIได้ด้วยตนเอง อีกทั้งสามารถใช้ การประเมินตามสภาพจริงควบคู่กับกระบวนการสร้างความรู้ได้อย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้บรรลุครบทุกตัวชี้วัดและครบทุกมาตรฐานการเรียนรู้ตามที่หลักสูตรแกนกลางกำหนด
ให้เรียนรู้ในรูปแบบ Active Learning ดังนั้นทุกสถานศึกษาจึงควรหลีกเลี่ยง การสอนแบบ Passive Learning เพราะการเรียนรู้ที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากการรับฟังหรือจดจำคำตอบจากครู แต่ต้องเกิดจากการกระบวนการสร้างความรู้จึงเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน จนเกิดศักยภาพ ในขั้นสูง และ ศักยภาพของผู้เรียนจะเชื่อมต่อไปถึงคุณภาพของสังคม ตลอดจนการพัฒนาประเทศในทุกมิติ จึงเห็นได้ว่าการจัดการเรียนรู้แบบ
Active Learning โดยใช้ กระบวนการคิดขั้นสูง GPAS 5 Steps จึงเป็นกระบวนการที่หลอมรวมหลักการเรียนรู้หลายด้านเข้าด้วยกันอย่างเป็นเหตุเป็นผล และสามารถประยุกต์ใช้ เรียนรู้ ได้กับทุกกลุ่มสาระ การเรียนรู้ ตั้งแต่วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาไทย สังคมศึกษา ศิลปะ ไปจนถึงพลศึกษา แนะนำกระบวนการ GPAS 5Stepsไปวิเคราะห์ข้อสอบ PISA, O-net ได้โดย ไม่ต้องท่องจำหรือท่องข้อสอบเก่าเก่าที่เคยออกมาแล้ว
ถ้าผู้เรียนสอบ PISA นั่นก็หมายถึงเด็กสามารถใช้กระบวนการเดียวกันไปวิเคราะห์และแก้ปัญหาในชีวิตจริงหรือสถานการณ์และปัญหาที่ผู้เรียนไปเผชิญได้ทุกสถานที่ทุกเวลา ได้ตลอดชีวิต


ขณะที่ นายกฤษณนันท์ กำไร รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส สะท้อนโจทย์ของพื้นที่ว่า นราธิวาสมีภาษา ศาสนา และอัตลักษณ์เฉพาะ การจัดการศึกษาจึงต้องให้ความสำคัญกับทักษะภาษาไทย ทั้งการพูด อ่าน และเขียน ซึ่งเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้วิชาอื่น ควบคู่กับการพัฒนาทักษะคิดวิเคราะห์ โดยเฉพาะในวันที่ AI เข้ามาใกล้ตัวเด็กมากขึ้น หากเด็กใช้ AI เพียงเพื่อหาคำตอบหรือทำการบ้านโดยไม่ผ่านกระบวนการคิดด้วยตัวเอง เทคโนโลยีก็อาจย้อนกลับมาลดทอนทักษะการคิดวิเคราะห์ ดังนั้นโจทย์จึงไม่ใช่การปฏิเสธ AI แต่คือการทำให้เด็ก “ใช้เทคโนโลยีเป็น และคิดเป็น” ควบคู่กับการนำหลักศาสนามาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต


ดร.ภิญญา รัตนวรชาติ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กล่าวว่า นราธิวาสมีประชากรกว่า 8 แสนคน และมีเด็กวัยเรียนจำนวนมาก ขณะเดียวกันยังมีศักยภาพทั้งด้านการค้าชายแดน ภาษา และวัฒนธรรม โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจึงมีบทบาทสำคัญ เพราะจัดการศึกษาวิชาสามัญควบคู่กับวิชาศาสนา การนำ Active Learning GPAS 5 Steps มาพัฒนาครูจึงสามารถต่อยอดไปถึง “การศึกษาเพื่อการมีงานทำ” ให้เด็กนำความรู้ไปใช้ในชีวิตจริงได้อย่างเป็นรูปธรรม


นายมะสุขรี ซีเดะ นายกสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม จังหวัดนราธิวาส ระบุว่า โรงเรียนในเครือข่ายมีการใช้ Active Learning มาระยะหนึ่งแล้ว แต่ GPAS 5 Steps เป็นการต่อยอดไปสู่กระบวนการคิดขั้นสูง และคาดว่าการพัฒนาครูใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ครั้งนี้ จะช่วยยกระดับทั้งครู นักเรียน และผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา


ส่วน นายรุสมาน นิเฮง รองผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดนราธิวาส รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดนราธิวาส มองว่า จุดแข็งของ GPAS 5 Steps คือการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล ซึ่งสามารถเชื่อมโยงกับหลักศาสนาอิสลาม รวมทั้งช่วยให้ครูเชื่อมหลักสูตรสามัญและศาสนาเข้าด้วยกัน ทำให้เด็กไม่เพียงมีองค์ความรู้ แต่สามารถวิเคราะห์เหตุผล แก้ปัญหา และนำความรู้ไปปฏิบัติได้โดยมีคุณธรรมกำกับ


การลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาสครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการนำรูปแบบการสอนใหม่เข้าสู่ห้องเรียน แต่เป็นการวางรากฐานให้เด็กชายแดนใต้สามารถยืนอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลก โดยยังรักษารากของตัวเองไว้ได้ เพราะเด็กนราธิวาสไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่าง “รากเหง้า” กับ “อนาคต” แต่สามารถเติบโตไปพร้อมกันได้ มีเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ มีการคิดวิเคราะห์เป็นทักษะ และมีคุณธรรมเป็นเข็มทิศในการใช้ชีวิต


กรมการแพทย์แผนไทยฯ ชู “Phuket Wellness Routes” เชื่อมธรรมชาติ สปา ชุมชน อาหารสุขภาพ สู่ Global Wellness Destination กระจายรายได้สู่ท้องถิ่น


กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เดินหน้าต่อยอดศักยภาพการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ  ผ่านแนวคิด “Phuket Wellness Routes” เชื่อมโยงธรรมชาติ  สปา นวดไทย สมุนไพร อาหารสุขภาพ และวิถีชุมชน สร้างประสบการณ์ Wellness ที่มีเอกลักษณ์ พร้อมเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจตลอดห่วงโซ่คุณค่า เตรียมผลักดันประเทศไทย สู่การเป็น Global Wellness Destination ในเวที Global Wellness Summit 2026 ณ จังหวัดภูเก็ต 


ดร.นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เปิดเผยว่า การที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดงาน Global Wellness Summit 2026 (GWS 2026) ระหว่างวันที่ 10–13 พฤศจิกายน 2569 ณ โรงแรมอังสนา ลากูนา ภูเก็ต ภายใต้แนวคิด “The Science, Art and Soul of Wellness” เป็นเวทีนำเสนอศักยภาพด้านสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทยสู่สายตานานาชาติ ทั้งยังให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจมูลค่าสูงของประเทศ หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการพัฒนา “Phuket Wellness Routes” เส้นทางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่เชื่อมโยงธรรมชาติ การดูแลสุขภาพ สปาและนวดไทย สมุนไพร อาหารเพื่อสุขภาพ และวิถีชีวิตชุมชนเข้าด้วยกันอย่างครบวงจร ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ Forest Bathing การฝึกสติ (Mindfulness) การนวดไทย การเรียนรู้สมุนไพรและอาหารสุขภาพ ตลอดจนการสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางที่มีเอกลักษณ์ สะท้อนอัตลักษณ์ของภูเก็ตและภูมิปัญญาไทย พร้อมเพิ่มมูลค่าทรัพยากรในพื้นที่ สร้างโอกาสทางธุรกิจ และกระจายรายได้สู่เกษตรกร  ผู้ผลิตสมุนไพร ผู้ประกอบการอาหารสุขภาพ ธุรกิจสปาและนวดไทย รวมถึงชุมชนท่องเที่ยวตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ Wellness 

ดร.นพ.พงศธร กล่าวเพิ่มเติมว่า ข้อมูลจาก Global Wellness Institute (GWI) ระบุว่า ปี 2024 ตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในเอเชียมีมูลค่าประมาณ 215,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 31% จากปีก่อนหน้า ขณะที่ประเทศไทยมีการใช้จ่ายด้าน Wellness Tourism เพิ่มขึ้น 36.4% ในช่วงปี 2023–2024 แตะระดับ 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนถึงโอกาสในการต่อยอดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพให้เป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 


สำหรับการประชุม Global Wellness Summit 2026 (GWS 2026) ภายใต้หัวข้อ “The Future of Wellness Travel” ถือเป็นเวทีสำคัญในการสะท้อนทิศทางการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยเปิดโอกาสให้ประเทศไทยนำจุดแข็งด้านธรรมชาติ วัฒนธรรม การแพทย์แผนไทย สมุนไพร นวดไทย อาหารสุขภาพ และบริการ Wellness มาพัฒนาเป็นประสบการณ์ที่โดดเด่น พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายผู้นำ นักลงทุน และผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างความร่วมมือ และยกระดับผลิตภัณฑ์และบริการสุขภาพไทยสู่ตลาดนานาชาติอย่างยั่งยืน 

ดร.นพ.พงศธร กล่าวในตอนท้ายว่า กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก มุ่งผลักดันแนวคิด “Phuket Wellness Routes” เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ “Global Wellness Destination” โดยนำภูมิปัญญาไทยและทรัพยากรท้องถิ่นมาสร้างประสบการณ์สุขภาพที่มีเอกลักษณ์ เชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับเศรษฐกิจชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรม Wellness ควบคู่กับการสร้างอาชีพ กระจายรายได้ และเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้แก่ประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน ต่อไป   

 

นักเศรษฐศาสตร์ระดับโลกชี้ ไทยต้องเร่งปฏิรูปภาคการผลิตลดการแทรกแซงตลาด และสร้างระบบภาษีที่เอื้อต่อการลงทุนระยะยาว


เนื่องในโอกาสที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของ IMF และธนาคารโลก ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ดร.อาร์เธอร์ บี. ลาฟเฟอร์ (Dr. Arthur B. Laffer) นักเศรษฐศาสตร์ระดับโลก ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายภาษี-การปฏิรูปเศรษฐกิจ ผู้บุกเบิกแนวคิดเศรษฐศาสตร์ด้านอุปทาน (Supply-Side Economics) และผู้คิดค้น “Laffer Curve” ซึ่งอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างอัตราภาษีกับรายได้ภาครัฐ ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษ เพื่อสะท้อนมุมมองต่อความท้าทายของเศรษฐกิจไทย พร้อมเสนอแนวทางปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ดึงดูดการลงทุน และสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว

ไทยควรมุ่งปฏิรูปตนเอง มากกว่าวิ่งตามนโยบายของประเทศอื่น

เมื่อถูกถามถึงการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะการที่สหรัฐอเมริกาใช้มาตรการภาษีศุลกากร การอุดหนุนอุตสาหกรรม และนโยบายความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างเข้มข้นมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการค้า ห่วงโซ่อุปทาน และการลงทุนของไทยนั้น ดร.ลาฟเฟอร์มองว่า ประเทศต่าง ๆ ไม่ควรใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการไล่ตามการเปลี่ยนแปลงนโยบายของประเทศอื่น เพราะจะทำให้สูญเสียทิศทางการพัฒนาของตนเอง

เขาระบุว่า นโยบายที่ดีที่สุดในระยะยาวคือ นโยบายที่ช่วยส่งเสริมการออม การลงทุน การผลิต และการจ้างงานอย่างยั่งยืน โดยประกอบด้วยสิ่งที่เขาเรียกว่า "เสาหลักแห่งความมั่งคั่ง 5 ประการ" ได้แก่ อัตราภาษีที่เหมาะสม การควบคุมรายจ่ายภาครัฐ วินัยทางการเงิน กฎระเบียบที่ไม่เป็นภาระเกินจำเป็น และการค้าเสรี

ดร.ลาฟเฟอร์เห็นว่า ไทยไม่จำเป็นต้องตอบโต้ประเทศอื่นด้วยมาตรการภาษีหรือกำแพงการค้า เพราะการจำกัดการค้าไม่ได้ช่วยลดความเสียหาย แต่กลับเพิ่มต้นทุนให้แก่ผู้บริโภคและภาคธุรกิจ พร้อมลดประโยชน์ที่เกิดจากการแข่งขันและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

การเติบโตต่ำของไทย สะท้อนปัญหาเชิงนโยบายมากกว่าปัจจัยภายนอก

เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนที่เติบโตได้รวดเร็วยิ่งกว่า ไทยยังคงเติบโตเฉลี่ยเพียงราว 2% ต่อปีในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ดร.ลาฟเฟอร์มองว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากโครงสร้างภาษีและสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ยังไม่สามารถดึงดูดเงินลงทุนได้เท่าที่ควร โดยเฉพาะเมื่อไทยต้องแข่งขันกับประเทศอย่างเวียดนาม ลาว หรือกัมพูชาในการดึงดูดเงินทุนระหว่างประเทศ

“เชิงโครงสร้างที่ไทยกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นสังคมสูงวัย หนี้ครัวเรือนสูง หรือผลิตภาพแรงงานที่เติบโตช้า ล้วนเป็น "ผลลัพธ์" ของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ มากกว่าจะเป็นต้นเหตุของปัญหา”

"เมื่อคนมองอนาคตแล้วไม่เห็นโอกาสทางเศรษฐกิจมากนัก พวกเขาก็มีแนวโน้มมีบุตรน้อยลง เมื่อการลงทุนมีจำกัด ผลิตภาพแรงงานก็ย่อมเพิ่มขึ้นได้ยาก และเมื่อโอกาสในการสร้างรายได้ไม่เพียงพอ หนี้ก็จะกลายเป็นภาระแทนที่จะเป็นเครื่องมือสร้างความมั่งคั่ง"

“สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนว่าประเทศมีแนวนโยบายที่ส่งเสริมการเติบโตอย่างจริงจังและต่อเนื่องในระยะยาว”

สิ่งที่นักลงทุนต้องการ ไม่ใช่สิทธิประโยชน์เฉพาะกิจ แต่คือสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อธุรกิจ

ในประเด็นการดึงดูดการลงทุน ดร.ลาฟเฟอร์เห็นว่า การแข่งขันในยุคปัจจุบันไม่ได้ขึ้นอยู่กับมาตรการส่งเสริมการลงทุนเฉพาะโครงการเพียงอย่างเดียว “หลักเศรษฐศาสตร์ที่ส่งเสริมการเติบโตระบุชัดเจนว่า อัตราภาษีที่ต่ำลงสำหรับกิจกรรมการผลิต รวมถึงแรงจูงใจที่เหมาะสมในการทำงานและการลงทุน จะช่วยเพิ่มผลผลิต การจ้างงาน และผลิตภาพของระบบเศรษฐกิจ” 

ในขณะเดียวกัน วัตถุประสงค์ของระบบภาษีที่ดีควรเป็นการจัดเก็บรายได้ตามความจำเป็นของภาครัฐโดยก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจน้อยที่สุด

ดังนั้น ระบบภาษีที่ดีควรมีฐานภาษีที่กว้าง อัตราภาษีที่ไม่สูงเกินไป และลดจำนวนข้อยกเว้น การหักลดหย่อน หรือสิทธิพิเศษต่าง ๆ ที่อาจบิดเบือนการตัดสินใจทางเศรษฐกิจหรือสร้างแรงจูงใจให้หลีกเลี่ยงภาษี

นอกจากนี้ การใช้จ่ายภาครัฐควรมุ่งเน้นโครงการที่ภาคเอกชนไม่สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยตนเอง และให้ความสำคัญกับผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง

ท้ายที่สุด เขามองว่าทั้ง “ขนาด” และ “องค์ประกอบ” ของนโยบายภาษีและการใช้จ่ายภาครัฐต่างมีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะนโยบายที่เสริมสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจย่อมหนุนให้เกิดการจ้างงาน การลงทุน และการผลิต ขณะที่นโยบายที่ออกแบบไม่ดีอาจส่งผลในทางตรงกันข้าม

การอุดหนุนและสิทธิพิเศษทางภาษี ไม่ใช่การส่งเสริมตลาด แต่คือการแทรกแซงตลาด

สำหรับนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ หรืออุตสาหกรรมเป้าหมายอื่น ๆ ผ่านมาตรการอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีนั้น ดร.ลาฟเฟอร์เห็นว่า มาตรการเหล่านี้เป็นรูปแบบหนึ่งของการแทรกแซงกลไกตลาดภาครัฐ ซึ่งขัดแย้งกับหลักการเศรษฐกิจตลาดเสรี และมักมีข้ออ้างว่าต้องการแก้ไข "ความล้มเหลวของตลาด" แต่ในหลายกรณี รัฐบาลกลับกลายเป็นผู้กำหนดว่าใครควรเป็นผู้ได้ประโยชน์จากทรัพยากรสาธารณะ

"รัฐบาลไม่ควรทำหน้าที่เลือกผู้ชนะและผู้แพ้ในตลาด หน้าที่สำคัญคือสร้างกติกาที่ดี แล้วปล่อยให้ภาคธุรกิจและประชาชนตัดสินใจจัดสรรทรัพยากรไปยังโอกาสที่มีศักยภาพสูงที่สุด"

ฟื้นฐานะการคลังด้วยการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่มาตรการกระตุ้นระยะสั้น

ในมุมมองต่อการบริหารการคลังของไทย ดร.ลาฟเฟอร์ระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายสำคัญจากสังคมสูงวัย ขณะที่พื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) มีจำกัด ไม่เพียงพอต่อการรองรับสังคมสูงวัย เขาเตือนว่าการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฝั่งอุปสงค์ในวงกว้างอาจไม่ใช่คำตอบที่เหมาะสม เนื่องจากระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงอยู่แล้วเป็นปัจจัยจำกัดกำลังซื้อของประชาชน

เขาเสนอให้ไทยจัดทำกรอบการคลังระยะกลางแบบหลายปีที่มีกฎหมายรองรับ พร้อมกำหนดเป้าหมายการขาดดุลงบประมาณอย่างชัดเจน ซึ่งจะช่วยส่งสัญญาณถึงความมุ่งมั่นด้านวินัยการคลัง รักษาความน่าเชื่อถือทางการเงินของประเทศ และช่วยลดต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐ

ในด้านรายได้ภาครัฐ เขาเสนอให้ทยอยปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มจากระดับชั่วคราว 7% ไปสู่อัตราตามกฎหมายที่ 10% โดยค่อยเป็นค่อยไป อีกทั้งยังควรขยายฐานภาษีเงินได้ผ่านการทบทวนสิทธิประโยชน์ทางภาษีและการหักลดหย่อนที่ไม่จำเป็น รวมถึงปรับปรุงระบบจัดเก็บภาษีให้ทันสมัยเพื่อป้องกันการรั่วไหลและนำกิจกรรมทางเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้น

ด้านรายจ่ายภาครัฐ เขาเสนอให้ทยอยยกเลิกมาตรการอุดหนุนราคาพลังงานและสินค้าเกษตรที่ก่อให้เกิดการบิดเบือนตลาด และนำงบประมาณไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูง ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพของประเทศในระยะยาวและดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ

นอกจากนี้ เขายังเสนอให้ปฏิรูประบบการเกษียณอายุของภาครัฐ ควบคู่ไปกับการปรับระบบสาธารณสุขให้เน้นการป้องกันโรคและการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันมากขึ้น เพื่อช่วยลดภาระงบประมาณที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรในอนาคต

หนุนเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี

ดร.ลาฟเฟอร์เสนอว่า “ไทยควรมุ่งสู่ระบบภาษีที่เรียบง่าย ครอบคลุม และสามารถสร้างรายได้อย่างเพียงพอ โดยไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำงาน การออม การลงทุน และการผลิต”

สำหรับภาษีเงินได้ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เขาเห็นว่าควรใช้อัตราที่สามารถแข่งขันได้ มีฐานภาษีที่กว้าง และลดข้อยกเว้นหรือสิทธิประโยชน์พิเศษต่าง ๆ ลง

สำหรับภาษีมูลค่าเพิ่ม เขามองว่าเป็นเครื่องมือที่สามารถสร้างรายได้ให้แก่ภาครัฐโดยส่งผลกระทบต่อการลงทุนน้อยกว่าภาษีหลายประเภท หากรัฐบาลมีความจำเป็นต้องหารายได้เพิ่มเติม ก็ควรพิจารณาขยับอัตรา VAT ไปสู่ระดับ 10% ตามที่กฎหมายกำหนด พร้อมใช้มาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเพื่อดูแลผู้มีรายได้น้อย แทนการยกเว้นภาษีในวงกว้าง

ส่วนภาษีสรรพสามิตนั้น เขาเน้นว่าผู้กำหนดนโยบายควรคำนึงถึงพฤติกรรมตอบสนองของผู้บริโภค เพราะการขึ้นภาษีไม่ได้หมายความว่ารัฐจะเก็บรายได้ได้มากขึ้นเสมอไป หากภาษีที่สูงขึ้นทำให้ผู้บริโภคหันไปหลีกเลี่ยงภาษี เปลี่ยนสินค้า หรือหันไปสู่ตลาดผิดกฎหมาย

พร้อมยกกรณีตัวอย่างภาษีบุหรี่ของประเทศไทย ซึ่งใช้ระบบภาษีสองอัตรา และอยู่ระหว่างการถกเถียงว่าควรปรับเป็นระบบอัตราเดียวหรือไม่ ดร.ลาฟเฟอร์ให้ความเห็นว่า ไทยควรปรับไปสู่ระบบภาษีบุหรี่อัตราเดียว เพื่อลดความซับซ้อนของระบบภาษี และลดแรงจูงใจในการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อให้เข้าเกณฑ์ภาษีที่ต่ำกว่า

เขายังระบุว่า การจัดเก็บภาษีตามปริมาณ (Specific Taxation) สามารถช่วยให้รัฐบาลคาดการณ์รายได้ภาษีได้แม่นยำมากขึ้น และลดแรงจูงใจให้ผู้บริโภคเปลี่ยนไปใช้บุหรี่ราคาถูกเพียงเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี

อย่างไรก็ตาม เขามองว่าหากผลิตภัณฑ์ต่างประเภทมีระดับความเสี่ยงต่อสุขภาพแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ อัตราภาษีก็ควรสะท้อนความแตกต่างดังกล่าว เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่ทางเลือกที่มีความเสี่ยงลดลง 

ดร.ลาฟเฟอร์ย้ำว่า แนวทางดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีเสมอไป หากออกแบบอย่างเหมาะสม อาจช่วยขยายฐานภาษีและสนับสนุนการเติบโตของรายได้ภาครัฐในระยะยาว

วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2569

"พลิกโฉมห้องเรียน Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps" ประเดิมสนามแรกภาคใต้ที่จังหวัดสตูล เปลี่ยนเด็กจาก “ผู้รับ” สู่ “ผู้สร้างความรู้”สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ร่วมกับคณะกรรมการเครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาครั้งใหญ่ หลังจากการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือทางวิชาการ


เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา เพื่อสร้างความร่วมมือและสร้างแรงใจให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาในการมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนแบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ถือว่าเป็นการยกระดับการเรียนการสอนสู้แดนใต้อย่างเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง
สำหรับการจัดอบรมโครงการดังกล่าว ในพื้นที่จังหวัดสตูลจัดขึ้นใน วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม 2569 ณ สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสตูล โดยมีครูและบุคลากรทางการศึกษาเข้าร่วมงานอย่างคึกคัก มากกว่า 300 คน นำกระบวนการ Active Learning – GPAS 5 Steps เข้าสู่ห้องเรียน เน้นเปลี่ยนเด็กจาก “ผู้รับความรู้” เป็น “ผู้สร้างความรู้” ฝึกคิดวิเคราะห์และนำไปใช้จริง ด้าน “ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์” ชี้ หากผู้บริหารเปลี่ยน Mindset และครูเปลี่ยนวิธีสอนพร้อมกัน การเปลี่ยนแปลงสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งห้องเรียน ตั้งเป้าเห็นผลด้านคุณภาพผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรมใน 3 ปี


นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ระบุถึงความเปลี่ยนแปลงของโลกการศึกษาว่า วันนี้เด็กสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ได้จากสมาร์ตโฟนภายในเวลาไม่กี่วินาที ดังนั้น สิ่งที่การศึกษาต้องสร้างจึงไม่ใช่เพียง “วิธีจดจำความรู้” แต่คือ “ทักษะแห่งอนาคต” ทั้งการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหาซับซ้อน การสื่อสาร และการทำงานร่วมกับผู้อื่น หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การเปลี่ยน “ห้องเรียน” จากพื้นที่ที่ครูเป็นผู้พูดอยู่ฝ่ายเดียว ไปสู่ Active Learning ที่เด็กเป็นศูนย์กลาง ได้ลงมือทำ ตั้งคำถาม ทดลอง และแก้ปัญหาด้วยตนเอง ขณะที่บทบาทครูต้องขยับจาก “ผู้สอนเนื้อหา” ไปเป็น ผู้ออกแบบการเรียนรู้และ Coach ที่ดึงศักยภาพของเด็กออกมา “เปลี่ยน Mindset ผู้บริหาร–เปลี่ยนวิธีสอนของครู ห้องเรียนก็เปลี่ยน”


ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหาร สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ระบุว่า กระบวนการ Active Learning – GPAS 5 Steps ที่ พว. พัฒนาขึ้น เป็นผลจากการทำงานและวิจัยต่อเนื่องมาหลายสิบปี โดยงานวิจัยด้านกระบวนการเรียนรู้ดังกล่าวได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ International Journal of Learning, Teaching and Educational Research สิ่งสำคัญของการอบรมครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการนำ “เทคนิคการสอน” ใหม่ไปให้ครู แต่เป็นการสร้างความเข้าใจถึง กระบวนการพัฒนาการเรียนรู้ของมนุษย์ และทำให้ผู้บริหารกับครูมองเห็นเป้าหมายเดียวกัน ดร.ศักดิ์สิน มองว่า หากการพัฒนาลงไปถึงครูอย่างทั่วถึง ผู้บริหารเปลี่ยน Mindset และครูเปลี่ยนวิธีสอน สิ่งที่จะตามมาคือการเปลี่ยนแปลงของนักเรียนทั้งห้อง และหากขับเคลื่อนต่อเนื่อง เชื่อว่าภายใน 3 ปี คุณภาพผู้เรียนใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้อาจพัฒนาไปได้ไกลกว่าที่คาดการณ์ไว้


ขณะที่ ดุษฎี พฤกษเศรษฐ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล สะท้อนอีกโจทย์สำคัญว่า จังหวัดให้ความสำคัญกับปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา และกำลังพยายามนำเด็กกลุ่มนี้กลับเข้าสู่การเรียนรู้ แต่รูปแบบการศึกษาจะต้องเปลี่ยนไปจากเดิม ไม่จำกัดอยู่เฉพาะในห้องเรียน และต้องเปิดโอกาสให้เด็กสามารถ เรียนควบคู่กับการทำงาน ได้ Active Learning จึงสอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน เพราะเปิดพื้นที่ให้เด็กคิด วิเคราะห์ และเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ขณะที่ GPAS 5 Steps ช่วยพัฒนาการคิดอย่างเป็นระบบ มากกว่าการรับฟังหรืออ่านเพียงอย่างเดียว และสามารถเชื่อมโยงความรู้ไปใช้ในชีวิตจริงได้ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสตูลยังมองว่า การเปิดโอกาสให้ครูในพื้นที่เข้ารับการพัฒนาพร้อมกัน มีข้อดีตรงที่ทำให้เกิดความเข้าใจและทิศทางการจัดการเรียนรู้ร่วมกัน ลดความแตกต่างในการตีความและนำแนวทางไปใช้ในแต่ละโรงเรียน


ดร.อูมัร อาเก็ม นายกสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามสตูล กล่าวว่า ครูคือ “ต้นน้ำ” ของการพัฒนาเด็ก หลังจากระบบการศึกษาใช้ Passive Learning มาระยะหนึ่ง การนำ Active Learning และ GPAS 5 Steps เข้ามาเสริม จะช่วยเปิดศักยภาพการเรียนรู้ในหลายมิติ โดยเฉพาะโรงเรียนในพื้นที่ชายแดนไทย–มาเลเซีย ทั้งสตูล ยะลา และนราธิวาส ซึ่งยังมีความจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพผู้สอนอย่างต่อเนื่อง จึงคาดหวังให้ พว. เป็นหนึ่งในพันธมิตรสำคัญในการพัฒนาทั้งครูและนักเรียนในพื้นที่ภาคใต้ต่อไป


ด้าน ดร.อับดุลฮาปิซ หิเล ประธานเครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เปิดเผยว่า การอบรมครั้งนี้เป็นการขับเคลื่อนรุ่นแรก ครอบคลุมครู กว่า 2,000 คนใน 5 จังหวัด โดยเริ่มที่สตูล ซึ่งมีครูเข้าร่วมกว่า 300 คน ก่อนเดินหน้าสู่นราธิวาส ปัตตานี ยะลา และสงขลา หนึ่งในโจทย์สำคัญที่พบคือ ทักษะการคิดวิเคราะห์ของผู้เรียน ซึ่งไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่เป็นโจทย์ของการศึกษาไทยในภาพรวม ขณะที่ครูจำนวนหนึ่งยังขาดโอกาสและเวทีในการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง การเปิดพื้นที่อบรมครั้งนี้จึงได้รับความสนใจจากครูในพื้นที่จนมีผู้เข้าร่วมเกินกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้
จาก “ครูคือต้นน้ำ” ถึง “เด็กต้องเป็นผู้สร้างความรู้” การขยับครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าการอบรมครูหนึ่งโครงการ แต่เป็นความพยายามสร้างทิศทางร่วมของห้องเรียนใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ — เมื่อผู้บริหาร ครู และเครือข่ายการศึกษาเดินไปในทิศทางเดียวกัน เป้าหมายต่อจากนี้คือทำให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจริงกับเด็กในทุกห้องเรียน


ปัตตานีดินแดนพหุวัฒนธรรม ผนึกพลังการศึกษา! จัดอบรมสนามที่ 3 "พลิกโฉมห้องเรียน Active Learning" ระดมทัพครู 500 ชีวิต ขับเคลื่อนอนาคตเด็กใต้ด้วย GPAS 5 Steps

บนผืนแผ่นดินประวัติศาสตร์อันรุ่มด้วยความหลากหลายทางพหุวัฒนธรรมและอารยธรรมอันยาวนานของจังหวัดปัตตานี บรรยากาศการขับเคลื่อนการศึกษาครั้งประวัต...