วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2569

ทัพนักแสดง ทีมนักเตะ และแฟนคลับรวมตัวอบอุ่น ส่งกำลังใจเต็มพื้นที่ รอบกาล่าพรีเมียร์ “เดอะโค้ช รถขนฝัน” เตรียมออกขับเคลื่อนแรงบันดาลใจ 8 ต.ค.นี้ ในโรงภาพยนตร์


ถือเป็นงานที่รวมพลทั้งนักแสดง นักเตะ แฟนหนัง และแฟนบอลไว้อย่างคับคั่งและอบอุ่น สำหรับ รอบกาล่าพรีเมียร์ของ “เดอะโค้ช รถขนฝัน” (THE COACH OF DREAMS) ภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องราวชีวิตจริงส่วนหนึ่งของ อาจารย์สกล เกลี้ยงประเสริฐ โค้ชผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ ที่ไม่เพียงแค่ปั้นเหล่าก้อนดินให้กลายเป็นดาวเตะแห่งวงการฟุตบอลขาสั้น แต่ยังมอบโอกาส สร้างชีวิต และพาเหล่านักเตะเยาวชนฝ่าฟันทุกอุปสรรคเพื่อเดินทางสู่ความฝัน จนกลายเป็นปรากฏการณ์สะเทือนวงการกีฬาของประเทศไทย ซึ่ง คุณวาฐิตา เพ็ญชาญวัฒนกิจ เจ๊ใหญ่ มีเดียเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (JAEYAI MEDIA ENTERTAINMENT CO., LTD.) ได้นำเรื่องราวมาถ่ายทอดบนแผ่นฟิล์ม และได้ผู้กำกับฯ มากฝีมืออย่าง สำรวย รักชาติ นั่งแท่นกำกับการแสดง ซึ่งได้จัดรอบกาล่าพรีเมียร์ไปเมื่อค่ำคืนวันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ โรงภาพยนตร์ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ สุขุมวิท-เอกมัย


ภายในงาน ทั้งทีมนักแสดงนำ นักแสดงรับเชิญชื่อดังมากันพร้อมหน้า รวมทั้งมีผู้สร้าง ผู้กำกับในวงการมาร่วมแสดงความยินดีมากมาย กิจกรรมบนเวทีเริ่มต้นอย่างสดใส เมื่อสามสาว พะแพง – ณัชภัสร์ ชินณรงค์ , เชอรี่ – ชมพูนิกข์ พรหมพิไชย และ ข้าว – ณัฐกฤตา มณีเนียม แท็กทีมโชว์เพลงประกอบภาพยนตร์สุดน่ารัก “หัศจรรย์ครั้งแรก” ก่อนส่งต่อเข้าสู่ช่วงสัมภาษณ์พูดคุย ที่ผู้กำกับ สำรวย รักชาติ และทัพนักแสดง นำโดย อาจารย์สกล เกลี้ยงประเสริฐ รวมทั้งหนุ่มๆ นักเตะที่วันนี้สลัดชุดนักบอลมาหล่อในชุดสูท อย่าง เต - วรากร ช่างเขียนดี, นาว - เจษฎา ลังกา, ฟาก๊อฟ - นพัฒน์ หัศไสว, แต้งกิ้ว - ปัญณวัฒน์ พงษ์บุญญพัฒน์ ต่างมาเล่าถึงความรู้สึกในการได้เป็นส่วนหนึ่งของ “เดอะโค้ช รถขนฝัน” 


อาจารย์สกล เกลี้ยงประเสริฐ เผยว่า “เดอะโค้ช รถขนฝัน ไม่ได้ให้เฉพาะความบันเทิงอย่างเดียว แต่สามารถยังนำบางช่วงบางตอนไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ และผมเชื่อว่าบางฉากจะทำให้คนเสียน้ำตา และเมื่อภาพยนตร์เรื่องนี้ออกสู่สายตา คนดูจะเห็นถึงคุณค่าของนักกีฬาทุกคนมากขึ้นครับ” 


ด้านนักแสดงรับเชิญชื่อดังมากประสบการณ์ ทั้ง กวาง – กมลชนก เขมะโยธิน และ ฮันนี่ – ภัสสร บุญยเกียรติ และไอซ์ - อธิชนัน ศรีเสวก ก็ได้เปิดเผยเบื้องหลังการทำงานสนุกๆ ที่สร้างรอยยิ้มให้แก่ทุกคน โดยเฉพาะโมเมนต์สุดเซอร์ไพรส์ เมื่อคุณแม่ตัวจริงของ นาว - เจษฎา ที่แม้จะไม่ได้มาร่วมงานแต่ก็ฝากข้อความผ่าน กวาง – กมลชนก คุณแม่ในภาพยนตร์ เพื่อบอกลูกชายว่า “ขอให้เขาเป็นเด็กดีของทุกคน” ซึ่งแม่กวางก็ส่งต่อความรักให้แก่ลูกนาวอย่างสุดซาบซึ้ง


ความพิเศษเพิ่มขึ้นไปอีก เมื่อ คุณ อรรถวัติ ศิริสิทธิธงไชย (บอย ท่าพระจันทร์) หนึ่งในผู้สนับสนุนและอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของทีมฟุตบอลเยาวชนที่ไม่เคยยอมแพ้ต่อโชคชะตา ภายใต้การฝึกฝนของ อาจารย์สกล เกลี้ยงประเสริฐ มาจนถึงปัจจุบัน ได้ร่วมกล่าวถึงความประทับใจ “ผมสนับสนุนอาจารย์สกล เพราะอาจารย์สกลสร้างคน สร้างเด็ก และสร้างอนาคต ใครอยากดูแนวทางการดำเนินชีวิตของผู้ใหญ่คนหนึ่งที่เอ็นดูเด็กๆ ก็อยากให้มาดู เดอะโค้ช รถขนฝัน ครับ”


ด้าน คุณวาฐิตา เพ็ญชาญวัฒนกิจ ผู้บริหาร บริษัท เจ๊ใหญ่ มีเดียเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (JAEYAI MEDIA ENTERTAINMENT CO., LTD.) ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า “เราอยากให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นแรงบันดาลใจแก่เยาวชน แก่ผู้ปกครอง ให้ใส่ใจ ดูแล และส่งเสริมความสามารถของเด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านใดก็ตาม ให้ได้ใช้เวลาว่างให้มีประโยชน์และห่างไกลจากยาเสพติดค่ะ”         
 

ใครที่รอคอยภาพยนตร์จากเรื่องจริงของโค้ชหนึ่งคนกับรถหนึ่งคัน “เดอะโค้ช รถขนฝัน” (THE COACH OF DREAMS) มาวันนี้พร้อมแล้วที่จะออกขับเคลื่อนเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกครอบครัว 8 ตุลาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์

#เดอะโค้ชรถขนฝัน #Thecoachofdreams #เจ๊ใหญ่สั่งลุย #แตงโมยูไนเต็ด #หมอนทอง

วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2569

ทีเส็บ ร่วมกับ สกพอ. และ TEA ถอดรหัสความสำเร็จโครงการ EEE ดัน “ไมซ์” เครื่องมือยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ปลุกพลังการลงทุน ยกระดับ EEC สู่ MICE City

ทีเส็บ ร่วมกับ สกพอ. และ TEA ถอดรหัสความสำเร็จโครงการ EEE ดัน “ไมซ์” เครื่องมือยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ปลุกพลังการลงทุน ยกระดับ EEC สู่ MICE City


เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือทีเส็บ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ สกพอ. และสมาคมการแสดงสินค้า (ไทย) หรือ TEA แถลงผลสำเร็จโครงการ "Empower Eastern Exhibition" (EEE) ชี้ผลสัมฤทธิ์ช่วยปลุกพลังอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าไทย กระตุ้นการลงทุน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชิงพื้นที่ และสร้าง MICE Ecosystem ที่ยั่งยืนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ณ Club Siam Glowfish


คุณปาริฉัตร เศวตเศรนี ผู้อำนวยการ สำนักส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ ภาคกลางและภาคตะวันออก เปิดเผยว่า โครงการ EEE เป็นโครงการนำร่องที่ใช้งานแสดงสินค้าเป็นเครื่องมือหลักในการกระจายรายได้และยกระดับพื้นที่ การดึงงานแสดงสินค้าศักยภาพสูง อาทิ Automation Expo 2026 และ The Print Cycle Tech 2026 เข้าสู่พื้นที่จริง สามารถสร้างเม็ดเงินสะพัดหมุนเวียนในพื้นที่ EEC โดยตรง อย่างไรก็ตาม เม็ดเงินสะพัดและทราฟฟิกของผู้เข้าร่วมงานเป็นเพียงผลลัพธ์ขั้นแรก แต่เป้าหมายสำคัญคือการใช้งานแสดงสินค้าเป็น 'หัวเจาะ' ในการเร่งพัฒนาพื้นที่ เกิดการกระตุ้นให้ภาคธุรกิจ โรงแรม และผู้ให้บริการปรับตัวสู่มาตรฐานสากล


นอกจากนี้ โครงการ EEE ยังสร้างหมุดหมายสำคัญ โดยจังหวัดระยองได้รับการรับรองเป็น MICE City เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 สะท้อนความพร้อมและการบูรณาการร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และท้องถิ่น ซึ่งช่วยเปลี่ยนภาพจำของระยองจากเมืองอุตสาหกรรม สู่จุดหมายปลายทางทางธุรกิจที่เชื่อมโยงอุตสาหกรรม นวัตกรรม และไมซ์เข้าด้วยกัน พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและชุมชนท้องถิ่นเข้ามาอยู่ใน Supply Chain ของอุตสาหกรรมไมซ์ได้อย่างทั่วถึง


ด้าน ดร.ชลจิต วรวังโส วีรกุล ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) กล่าวว่า กิจกรรมไมซ์และงานแสดงสินค้าถือเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงภาคธุรกิจ นักลงทุน และอุตสาหกรรมเป้าหมายเข้าสู่ EEC งานแสดงสินค้าทำหน้าที่เป็นเวทีสร้าง Business Connection และเป็นจุดเชื่อมที่ทำให้ผู้เข้าร่วมงานเห็นศักยภาพที่แท้จริงของพื้นที่ ทั้งด้านระบบโลจิสติกส์ โครงสร้างพื้นฐาน และเขตอุตสาหกรรม ทาง สกพอ. มุ่งสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและอำนวยความสะดวก เพื่อผลักดัน EEC จากการเป็นเพียง Industrial Area ให้ก้าวสู่การเป็น Business Destination ที่รวมธุรกิจ นวัตกรรม การลงทุน และไลฟ์สไตล์ไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์


ขณะที่ ดร.ศุภลักษ์ สุวัตถิ เลขาธิการ สมาคมการแสดงสินค้า (ไทย) ระบุถึงมุมมองของผู้จัดงานว่า โครงการ EEE ช่วยปลดล็อกความท้าทายและลดความเสี่ยง (De-risking) สำหรับผู้จัดงานที่ต้องการขยายการจัดแสดงสินค้าออกนอกกรุงเทพฯ โดยเป็นสะพานเชื่อมระหว่างผู้จัดงานมืออาชีพกับผู้ประกอบการและโรงงานในพื้นที่ EEC นอกจากนี้ยังเกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้ (Knowledge Transfer) และมาตรฐานสากลไปสู่ Local Supply Chain เช่น ผู้รับเหมาสร้างบูธ ระบบโสตทัศนูปกรณ์ ขนส่ง และทีมจัดเลี้ยง ช่วยยกระดับศักยภาพแรงงานในพื้นที่ และลดการพึ่งพาทีมงานจากส่วนกลาง สร้างความมั่นใจให้ผู้จัดงานทั้งในและต่างประเทศในระยะยาว


ความสำเร็จของโครงการ EEE จึงถือเป็นบทเรียนและต้นแบบสำคัญสำหรับพื้นที่ยุทธศาสตร์อื่น ๆ ของประเทศ ในการนำโมเดล "MICE as an Engine" มาเป็นตัวเร่งการพัฒนาเมือง ซึ่งการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชิงพื้นที่ที่ยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งการสร้างคนและ Supply Chain ในท้องถิ่น การวางนโยบายกระตุ้น Ecosystem ตลอดจนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการเติบโตร่วมกันอย่างแท้จริง

วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2569

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ มูลนิธิแม่ดีเด่นแห่งชาติ เพื่อแม่ทั้งแผ่นดิน (มพม.) สานต่อภารกิจ “โรงครัวน้ำพระทัยพระราชทาน” ส่งต่อความช่วยเหลือผู้ประสบภัย


วันที่ 2 ตุลาคม 2569 สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ มูลนิธิแม่ดีเด่นแห่งชาติ เพื่อแม่ทั้งแผ่นดิน (มพม.) เดินหน้าสานต่อภารกิจ “โรงครัวน้ำพระทัยพระราชทาน” ณ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ เพื่อจัดเตรียมอาหารและสิ่งของอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ก่อนนำไปส่งต่อให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล


การดำเนินงานดังกล่าวเป็นภารกิจช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรต่าง ๆ และผู้มีจิตศรัทธา ร่วมสนับสนุนทั้งอาหาร สิ่งของจำเป็น และทุนทรัพย์ เพื่อให้สามารถนำไปจัดเตรียมอาหารและสิ่งของสำหรับส่งมอบแก่ผู้ประสบภัยในชุมชนต่าง ๆ พร้อมเป็นกำลังใจแก่ประชาชนที่กำลังได้รับความเดือดร้อน


สำหรับการสนับสนุนในครั้งนี้ หลวงตาสินทรัพย์ จรณธัมโม ประธานพุทธอุทยานที่พักสงฆ์วัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์ ร่วมสนับสนุนเงินจำนวน 20,000 บาท ขณะที่ บริษัท น้ำมันพืชไทย จำกัด สนับสนุนน้ำมันพืชตราองุ่น จำนวน 600 ขวด รวมมูลค่า 30,000 บาท


นอกจากนี้ ภาค 4 จังหวัดนครปฐม จังหวัดกาญจนบุรี และจังหวัดราชบุรี ร่วมมอบไข่ไก่ จำนวน 10,020 ฟอง มูลค่า 43,086 บาท เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารและส่งต่อให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย


จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทำให้การดำเนินงานของโรงครัวสามารถจัดเตรียมอาหารและสิ่งของอุปโภคบริโภคที่จำเป็นได้อย่างต่อเนื่อง ก่อนนำไปส่งมอบให้แก่ประชาชนในชุมชนต่าง ๆ ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ผู้ประสบภัยในช่วงสถานการณ์อุทกภัย


ทั้งนี้ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ และ มพม. ยังคงเดินหน้าสานต่อภารกิจช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง พร้อมประสานความร่วมมือจากหน่วยงาน องค์กร ภาคเอกชน และผู้มีจิตศรัทธา เพื่อร่วมกันส่งต่ออาหาร สิ่งของจำเป็น และกำลังใจไปยังประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน

วันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2569

สภาสังคมสงเคราะห์ฯ ร่วมกับ มพม. เปิดโรงครัวน้ำพระทัยพระราชทาน จัดเตรียมอาหารและสิ่งของจำเป็นช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัย


วันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2569 สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ มูลนิธิแม่ดีเด่นแห่งชาติ เพื่อแม่ทั้งแผ่นดิน (มพม.) เปิดโรงครัวน้ำพระทัยพระราชทาน ณ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ เพื่อร่วมกันจัดเตรียมอาหารและสิ่งของจำเป็นสำหรับนำไปมอบให้แก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัย


การดำเนินงานดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย โดยมีการร่วมแรงร่วมใจกันจัดเตรียมอาหารและสิ่งของอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เพื่อส่งต่อไปยังผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่าง ๆ


ทั้งนี้ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ และ มพม. ยังคงมุ่งมั่นในการดำเนินงานด้านสังคมสงเคราะห์และการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งมอบความห่วงใยและกำลังใจแก่ผู้ประสบอุทกภัยในช่วงเวลาที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว


กรมการแพทย์แผนไทยฯ โชว์ศักยภาพ “นวดไทย-สมุนไพร” บนเวที Thailand Global Wellness Summit 2026 ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพไทยสู่เวทีโลก


(29 กันยายน 2569 : กรุงเทพมหานคร) กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพไทย  ครั้งใหญ่ เตรียมนำ “นวดไทย” และ “สมุนไพรไทย” ร่วมโชว์ศักยภาพบนเวทีระดับโลกในงาน Thailand Global Wellness Summit 2026 (GWS 2026) ณ จังหวัดภูเก็ต มุ่งผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อยกระดับสู่ผลิตภัณฑ์และบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง พร้อมรองรับตลาดสุขภาพระดับสากล 


ดร.นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เปิดเผยว่า ประเทศไทย ถือเป็นประเทศที่มีจุดแข็งโดดเด่นด้านการแพทย์แผนไทยและภูมิปัญญาสุขภาพที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะ “นวดไทย” ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ควบคู่ไปกับ “สมุนไพรไทย” ที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาจากวัตถุดิบและองค์ความรู้ดั้งเดิมสู่สารสกัด ผลิตภัณฑ์สุขภาพ และประสบการณ์การดูแลสุขภาพ (Wellness Experience) ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างลงตัว 

ข้อมูลจาก Global Wellness Institute (GWI) สะท้อนให้เห็นถึงความเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเศรษฐกิจ Wellness ในประเทศไทย โดยในปี 2567 มีมูลค่าสูงถึง 42.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.45 ล้านล้านบาท) ส่งผลให้ไทยก้าวขึ้นอยู่อันดับที่ 24 ของโลก และอันดับที่ 9 ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ในมิติเชิงลึกพบว่า Wellness Tourism: มีมูลค่า 14.05 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 Traditional & Complementary Medicine (T&CM): มีมูลค่าอยู่ที่ 3.23 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ 

ดร.นพ.พงศธร กล่าวเพิ่มเติมว่า สถิติดังกล่าวสะท้อนถึงโอกาสอันยิ่งใหญ่ในการบูรณาการภาคการท่องเที่ยว สุขภาพ การแพทย์แผนไทยและสมุนไพรเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างเอกลักษณ์และความแตกต่างให้กับบริการ Wellness ของไทย สำหรับ งาน GWS 2026 ถือเป็นโอกาสทองในการประกาศศักยภาพด้านสุขภาพและภูมิปัญญาไทยสู่สายตาชาวโลก โดยกรมฯ มุ่งเน้นการเชื่อมโยงองค์ความรู้ดั้งเดิมเข้ากับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อยกระดับมาตรฐานทั้งในด้านบริการและผลิตภัณฑ์ ด้านนวดไทย เดินหน้าพัฒนาองค์ความรู้และมาตรฐานบุคลากร พร้อมพัฒนาเทคนิคการนวดเฉพาะทางเพื่อดูแลกลุ่มอาการต่าง ๆ ตลอดจนเสริมสร้างศักยภาพผู้ให้บริการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับสากล ด้านสมุนไพรไทย มุ่งต่อยอดสู่นวัตกรรมสุขภาพ  (Wellness Innovation) ตั้งแต่ระดับชุมชน ผู้ประกอบการรายย่อย ไปจนถึงภาคอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มมูลค่าและเปิดประตูสู่ตลาดโลก 


การผลักดัน Wellness ไทยสู่ตลาดโลกในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศเท่านั้น แต่ยังสร้างโอกาสทางอาชีพและรายได้ให้แก่คนไทยในทุกระดับอย่างทั่วถึง ตั้งแต่ผู้ให้บริการนวดไทย แพทย์แผนไทย เกษตรกรผู้ปลูกสมุนไพร วิสาหกิจชุมชน ไปจนถึงผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม สปา และบริการสุขภาพในพื้นที่ 

ภายในงาน กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้มอบ Gift Set “น้ำหอมว่านสาวหลง” แก่แขกผู้มีเกียรติที่เข้าร่วมงาน โดย “ว่านสาวหลง” เป็นพืชอัตลักษณ์แห่งล้านนามาต่อยอดผ่านนวัตกรรม  การสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหยระดับพรีเมียม สะท้อนการผสาน ภูมิปัญญาสมุนไพรไทยเข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เวลเนสที่มีมูลค่า พร้อมส่งเสริมการใช้สมุนไพรไทย สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจสุขภาพ และสะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในการยกระดับทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่สินค้าและบริการเวลเนสมูลค่าสูง รองรับการแข่งขันในตลาดโลก 

ดร.นพ.พงศธร กล่าวในตอนท้ายว่า “ความร่วมมือและการเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบระหว่าง ชุมชน  ผู้ประกอบการ บริการสุขภาพ และการท่องเที่ยว จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทาน พร้อมตอกย้ำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพระดับโลกอย่างยั่งยืน ต่อไป”

วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2569

มจธ. ผนึกพลังเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษา Upskill-Reskill คนพิการ สู่สถานประกอบการ และสร้างอาชีพกว่า 370 คน ผ่านโครงการขยายผลโมเดลการฝึกอบรม-ฝึกงานคนพิการ มจธ.

เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษา รวม 9 แห่ง จัดพิธีปิด “โครงการการขยายผลเครือข่ายอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาศักยภาพคนพิการเพื่อการประกอบอาชีพ ผ่านโมเดลการฝึกอบรม-ฝึกงานคนพิการ มจธ. HigherEd for PWD (พ.ศ. 2568 - 2569)” ณ ห้องประชุม BRI 224 อาคารวิจัยและนวัตกรรมกระบวนการชีวภาพ มจธ. บางขุนเทียน โดยโครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)

การแถลงข่าวได้รับเกียรติจาก รศ. ดร. สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เป็นประธานกล่าวปิดโครงการ และดร.อรกัญญาณี เลี้ยงอิสสระ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต มจธ. กล่าวรายงานผลสัมฤทธิ์จากโครงการ พร้อมด้วยผู้บริหารจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมถึงผู้บริหารจากมหาวิทยาลัยเครือข่ายทั้ง 9 แห่ง เข้าร่วมงาน


รศ. ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. กล่าวว่า การดำเนินโครงการการขยายผลเครือข่ายอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาศักยภาพคนพิการเพื่อการประกอบอาชีพฯ มีวัตถุประสงค์ เพื่อเตรียมความพร้อมคนพิการในการเข้าสู่ตลาดแรงงาน ด้วยการพัฒนาทักษะทางวิชาการและทักษะความรู้ทางอาชีพให้เหมาะสมกับศักยภาพและความต้องการของตลาด เพื่อส่งเสริมให้สถาบันการศึกษาเป็นกลไกในการสร้างความร่วมมือกับสถานประกอบการในการใช้สิทธิ์ตามมาตรา 33 และมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 แทนการส่งเงินสมทบเข้ากองทุนตามมาตรา 34 และเพิ่มโอกาสของการจ้างงานคนพิการเข้าสู่สถานประกอบการอย่างมั่นคงและยั่งยืน ตามแนวทางที่สอดคล้องกับมาตรา 33


โดย มจธ. ได้ดำเนินกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะทางอาชีพให้คนพิการด้วยตนเองมาตั้งแต่ พ.ศ. 2557 สร้างความร่วมมือกับสถานประกอบการในการใช้สิทธิ์ตามมาตรา 35 (7) รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพเครือข่ายในการสนับสนุนองค์ความรู้ การดำเนินงานด้านพัฒนาศักยภาพคนพิการ จัดการฝึกอบรมสำหรับผู้จัดการโครงการ และผู้อำนวยความสะดวกและประสานงานการฝึก (Facilitator) ของโครงการในลักษณะ Train the Trainer ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์การปฏิบัติงานของ มจธ. ในการฝึกอาชีพให้กับคนพิการ ทั้งการบริหารจัดการ การพัฒนาหลักสูตร การคัดเลือกและสรรหาคนพิการ การจัดการฝึกอบรมคนพิการ การประเมินผล การจับคู่ (Matching) คนพิการกับสถานประกอบการหรือการส่งเสริมการประกอบอาชีพอิสระ การเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์โครงการ เป็นต้น รวมทั้งทำหน้าที่ในการติดตามและประเมินผลโครงการที่ได้มอบให้สถาบันการศึกษาเครือข่ายดำเนินงาน


สำหรับการดำเนินงานโครงการนี้ ถือเป็นรุ่นที่ 2 เริ่มดำเนินโครงการมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 ถึงเมษายน 2569 มีผู้เข้าร่วมอบรมและฝึกงานทั้งสิ้น 370 คน (รวมกับรุ่นที่ 1 เป็น 670 คน) โดยในปีนี้มีหลักสูตรการฝึกอบรมด้วยกัน 12 หลักสูตร เพิ่มขึ้นจากรุ่นที่ 1 ที่มีเพียง 4 หลักสูตร (เป็นอาชีพในสถานประกอบการ 2 หลักสูตร และอาชีพอิสระ 10 หลักสูตร) เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่และศักยภาพของผู้เข้าร่วมโครงการ ดังนี้

1. หลักสูตรเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงาน โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จำนวน 20 คน

2. หลักสูตรการฝึกทักษะอาชีพด้านการซ่อมบำรุง และดัดแปลงรถเข็นสามล้อมือโยกติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้า   โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (ความร่วมมือใน จ.สระแก้ว) จำนวน 20 คน

3. หลักสูตรนักพัฒนาธุรกิจ (Business Developer) ประเภทวิสาหกิจชุมชน โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จำนวน 20 คน

4. หลักสูตรการฝึกอบรมทักษะด้านการเกษตรโดยใช้เทคโนโลยีสำหรับคนพิการเพื่อการประกอบอาชีพ โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (ราชบุรี) จำนวน 20 คน

5. หลักสูตรนักสื่อสารดิจิทัล เพื่อคนพิการ สร้างงาน สร้างอาชีพ โดยสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) จำนวน 50 คน

6. หลักสูตรการฝึกอบรมการประกอบอาหารไทยเพื่อประกอบอาชีพ โดยมหาวิทยาลัยสวนดุสิต (วิทยาเขตสุพรรณบุรี) จำนวน 30 คน

7. โครงการการพัฒนาทักษะและต่อยอดการประกอบอาชีพของคนพิการในจังหวัดขอนแก่น โดยมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) จำนวน 80 คน

8. หลักสูตรเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงาน โดยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) จำนวน 20 คน

9. หลักสูตรการแปรรูปสมุนไพรและของที่ระลึกตามอัตลักษณ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา (ศูนย์การศึกษาอู่ทองทวารวดี) จำนวน 30 คน

10. หลักสูตรการแปรรูปสมุนไพรไทยด้วยเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมอาชีพและพัฒนาทักษะคนพิการสู่การเป็นผู้ประกอบการยุคใหม่ โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ จำนวน 30 คน

11. หลักสูตรการแปรรูปผลิตภัณฑ์และของที่ระลึก โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร จำนวน 20 คน

12. หลักสูตรการฝึกอบรมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกจากผ้าลายอัตลักษณ์จังหวัดเพชรบุรีสำหรับผู้พิการในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี จำนวน 30 คน


ด้าน ดร.อรกัญญาณี กล่าวว่า โครงการฯประสบความสำเร็จอย่างสูง มีคนพิการที่เรียนจบหลักสูตร 100% และคนพิการที่มีงานทำทันทีหลังเรียนจบในอัตรา 81.62% มีรายได้ทั้งประเภทรายวันและรายเดือนประมาณ วันละ 330-340 บาท และ เงินเดือนประมาณ 10,000-12,000 บาทต่อเดือน อีกทั้งยังมีคนพิการบางส่วนที่นำทักษะที่ได้ฝึกฝนไปประกอบอาชีพอิสระ หรืออาชีพเสริม อาทิ นักแสดง งานกราฟิก การผลิตหุ่นฟิกเกอร์ งานค้าขาย งานรับจ้าง งานประกอบอาหาร และการผลิต/จำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน รวมถึงได้มีการส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มอาชีพและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างรายได้และเพิ่มโอกาสทางการตลาดอีกด้วย

อธิการบดี มจธ. กล่าวว่า  โครงการฯ ได้เปิดเว็บไซต์ www.ableyou.org เพื่อเป็นแพลตฟอร์มเชื่อมต่อการรับข้อมูลความต้องการจากนายจ้าง สรรหาคนพิการที่เหมาะสมเพื่อ Upskill และ Reskill และส่งต่อเข้าตลาดแรงงาน ผ่านกิจกรรม Career Connect โดยเน้นให้คนพิการสามารถเรียนและทำงานใกล้บ้านในท้องถิ่นของตนเอง ลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เพิ่มโอกาสการครองงานในระยะยาว และมีรายได้ที่สามารถเลี้ยงดูตนเองได้อย่างยั่งยืน พร้อมทั้งบูรณาการ เทคโนโลยีการเกษตร หุ่นยนต์ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้าสู่หลักสูตร เพื่อให้ทักษะมีความทันสมัยและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน อันเป็นกลไกสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำและส่งเสริมให้คนพิการสามารถมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างยั่งยืน


อีกทั้ง การดำเนินโครงการยังได้รับความร่วมมือจากจัดหางานจังหวัด สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน หน่วยงานภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ เพื่อสร้างระบบสนับสนุนแบบครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาทักษะ การฝึกงาน จนถึงการมีงานทำจริง สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ทัพนักแสดง ทีมนักเตะ และแฟนคลับรวมตัวอบอุ่น ส่งกำลังใจเต็มพื้นที่ รอบกาล่าพรีเมียร์ “เดอะโค้ช รถขนฝัน” เตรียมออกขับเคลื่อนแรงบันดาลใจ 8 ต.ค.นี้ ในโรงภาพยนตร์

ถือเป็นงานที่รวมพลทั้งนักแสดง นักเตะ แฟนหนัง และแฟนบอลไว้อย่างคับคั่งและอบอุ่น สำหรับ รอบกาล่าพรีเมียร์ของ “เดอะโค้ช รถขนฝัน” (THE COACH OF ...