วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2569

พลิกโฉมห้องเรียนนราธิวาส ปั้นครูชายแดนใต้ รับโลก AI ด้วย Active Learning GPAS 5 Stepsเดินหน้าขยายผลสนามที่ 2 ระดมครู 500 ชีวิต รับมือความท้าทายยุคใหม่


บรรยากาศการขับเคลื่อนการศึกษาเดินหน้าอย่างคึกคัก กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) เดินหน้าพัฒนาครูเครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้จัดอบรมโครงการ "พลิกโฉมห้องเรียน Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ผสานพลังสื่อดิจิทัลและการเรียนรู้ยุคใหม่เพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียน" เมื่อวันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรมอิมพีเรียลนราธิวาส สําหรับสนามที่ 2 นี้ นับเป็นจุดที่มีความโดดเด่นในด้านความพร้อมและพลังขับเคลื่อนของบุคลากรขนาดใหญ่   สำหรับการอบรมของจังหวัดนราธิวาส โดยมีความพิเศษอยู่ที่จำนวนพลังขับเคลื่อนจากคุณครูและบุคลากรทางการศึกษาที่หลั่งไหลเข้าร่วมงานอย่างคับคั่งถึง 500 คน (นับเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีผู้เข้าร่วมหนาแน่นที่สุดในการอบรมครั้งนี้) สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวและความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าของครูใต้ในการพัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ให้สอดรับกับบริบทพื้นที่ เพื่อยกระดับสมรรถนะผู้เรียนในระดับปฐมวัยถึงมัธยมศึกษาให้ก้าวทันโลกยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง


นายอัครนันท์กัณณ์ กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ระบุว่า โลกนอกห้องเรียนเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการเข้าสู่ยุค AI ที่ความรู้จำนวนมหาศาลสามารถค้นหาได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที การศึกษาในวันนี้จึงไม่สามารถหยุดอยู่เพียงการ “บอกความรู้” เหมือนในอดีต แต่ต้องทำให้เด็กคิด วิเคราะห์ แก้ปัญหาซับซ้อน สื่อสาร ทำงานร่วมกับผู้อื่น และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ได้ หัวใจจึงอยู่ที่การพลิกโฉมห้องเรียน จากห้องเรียนที่ครูเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ฝ่ายเดียว ไปสู่ Active Learning ที่เด็กได้คิด ทดลอง ลงมือทำ และแก้ปัญหาด้วยตนเอง ขณะที่ครูเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้สอนเนื้อหา” เป็น “ผู้ออกแบบการเรียนรู้” และ Coach ที่ช่วยดึงศักยภาพของเด็กแต่ละคนออกมา


ด้าน ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหาร สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ชี้ว่า สิ่งที่การศึกษาไทยจำเป็นต้องปฏิรูป ไม่ใช่เพียงมุ่งไปปรับ “หลักสูตร” แต่ต้องลงไปถึงหัวใจสำคัญคือ “กระบวนการเรียนรู้” หรือ GPAAS Learning Process model : mixed methods หรือ GPAS 5 Stepe ที่ International Journal of Learning, Teaching and Educational Research ได้ประกาศรับรองและตีพิมพ์เผยแพร่ทั่วโลก คือกลไกที่มีพลังสำคัญใน ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ส่งผลให้ผู้ เรียนได้พัฒนาผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์ คุณธรรมจริยธรรม ค่านิยม และทักษะในระดับความคิด รวบยอด และหลักการ อีกทั้งสามารถสร้างผลผลิตได้ในระดับนวัตกรรมและพัฒนาไปสู่ AIได้ด้วยตนเอง อีกทั้งสามารถใช้ การประเมินตามสภาพจริงควบคู่กับกระบวนการสร้างความรู้ได้อย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้บรรลุครบทุกตัวชี้วัดและครบทุกมาตรฐานการเรียนรู้ตามที่หลักสูตรแกนกลางกำหนด
ให้เรียนรู้ในรูปแบบ Active Learning ดังนั้นทุกสถานศึกษาจึงควรหลีกเลี่ยง การสอนแบบ Passive Learning เพราะการเรียนรู้ที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากการรับฟังหรือจดจำคำตอบจากครู แต่ต้องเกิดจากการกระบวนการสร้างความรู้จึงเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน จนเกิดศักยภาพ ในขั้นสูง และ ศักยภาพของผู้เรียนจะเชื่อมต่อไปถึงคุณภาพของสังคม ตลอดจนการพัฒนาประเทศในทุกมิติ จึงเห็นได้ว่าการจัดการเรียนรู้แบบ
Active Learning โดยใช้ กระบวนการคิดขั้นสูง GPAS 5 Steps จึงเป็นกระบวนการที่หลอมรวมหลักการเรียนรู้หลายด้านเข้าด้วยกันอย่างเป็นเหตุเป็นผล และสามารถประยุกต์ใช้ เรียนรู้ ได้กับทุกกลุ่มสาระ การเรียนรู้ ตั้งแต่วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาไทย สังคมศึกษา ศิลปะ ไปจนถึงพลศึกษา แนะนำกระบวนการ GPAS 5Stepsไปวิเคราะห์ข้อสอบ PISA, O-net ได้โดย ไม่ต้องท่องจำหรือท่องข้อสอบเก่าเก่าที่เคยออกมาแล้ว
ถ้าผู้เรียนสอบ PISA นั่นก็หมายถึงเด็กสามารถใช้กระบวนการเดียวกันไปวิเคราะห์และแก้ปัญหาในชีวิตจริงหรือสถานการณ์และปัญหาที่ผู้เรียนไปเผชิญได้ทุกสถานที่ทุกเวลา ได้ตลอดชีวิต


ขณะที่ นายกฤษณนันท์ กำไร รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส สะท้อนโจทย์ของพื้นที่ว่า นราธิวาสมีภาษา ศาสนา และอัตลักษณ์เฉพาะ การจัดการศึกษาจึงต้องให้ความสำคัญกับทักษะภาษาไทย ทั้งการพูด อ่าน และเขียน ซึ่งเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้วิชาอื่น ควบคู่กับการพัฒนาทักษะคิดวิเคราะห์ โดยเฉพาะในวันที่ AI เข้ามาใกล้ตัวเด็กมากขึ้น หากเด็กใช้ AI เพียงเพื่อหาคำตอบหรือทำการบ้านโดยไม่ผ่านกระบวนการคิดด้วยตัวเอง เทคโนโลยีก็อาจย้อนกลับมาลดทอนทักษะการคิดวิเคราะห์ ดังนั้นโจทย์จึงไม่ใช่การปฏิเสธ AI แต่คือการทำให้เด็ก “ใช้เทคโนโลยีเป็น และคิดเป็น” ควบคู่กับการนำหลักศาสนามาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต


ดร.ภิญญา รัตนวรชาติ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กล่าวว่า นราธิวาสมีประชากรกว่า 8 แสนคน และมีเด็กวัยเรียนจำนวนมาก ขณะเดียวกันยังมีศักยภาพทั้งด้านการค้าชายแดน ภาษา และวัฒนธรรม โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจึงมีบทบาทสำคัญ เพราะจัดการศึกษาวิชาสามัญควบคู่กับวิชาศาสนา การนำ Active Learning GPAS 5 Steps มาพัฒนาครูจึงสามารถต่อยอดไปถึง “การศึกษาเพื่อการมีงานทำ” ให้เด็กนำความรู้ไปใช้ในชีวิตจริงได้อย่างเป็นรูปธรรม


นายมะสุขรี ซีเดะ นายกสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม จังหวัดนราธิวาส ระบุว่า โรงเรียนในเครือข่ายมีการใช้ Active Learning มาระยะหนึ่งแล้ว แต่ GPAS 5 Steps เป็นการต่อยอดไปสู่กระบวนการคิดขั้นสูง และคาดว่าการพัฒนาครูใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ครั้งนี้ จะช่วยยกระดับทั้งครู นักเรียน และผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา


ส่วน นายรุสมาน นิเฮง รองผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดนราธิวาส รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดนราธิวาส มองว่า จุดแข็งของ GPAS 5 Steps คือการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล ซึ่งสามารถเชื่อมโยงกับหลักศาสนาอิสลาม รวมทั้งช่วยให้ครูเชื่อมหลักสูตรสามัญและศาสนาเข้าด้วยกัน ทำให้เด็กไม่เพียงมีองค์ความรู้ แต่สามารถวิเคราะห์เหตุผล แก้ปัญหา และนำความรู้ไปปฏิบัติได้โดยมีคุณธรรมกำกับ


การลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาสครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการนำรูปแบบการสอนใหม่เข้าสู่ห้องเรียน แต่เป็นการวางรากฐานให้เด็กชายแดนใต้สามารถยืนอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลก โดยยังรักษารากของตัวเองไว้ได้ เพราะเด็กนราธิวาสไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่าง “รากเหง้า” กับ “อนาคต” แต่สามารถเติบโตไปพร้อมกันได้ มีเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ มีการคิดวิเคราะห์เป็นทักษะ และมีคุณธรรมเป็นเข็มทิศในการใช้ชีวิต


กรมการแพทย์แผนไทยฯ ชู “Phuket Wellness Routes” เชื่อมธรรมชาติ สปา ชุมชน อาหารสุขภาพ สู่ Global Wellness Destination กระจายรายได้สู่ท้องถิ่น


กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เดินหน้าต่อยอดศักยภาพการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ  ผ่านแนวคิด “Phuket Wellness Routes” เชื่อมโยงธรรมชาติ  สปา นวดไทย สมุนไพร อาหารสุขภาพ และวิถีชุมชน สร้างประสบการณ์ Wellness ที่มีเอกลักษณ์ พร้อมเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจตลอดห่วงโซ่คุณค่า เตรียมผลักดันประเทศไทย สู่การเป็น Global Wellness Destination ในเวที Global Wellness Summit 2026 ณ จังหวัดภูเก็ต 


ดร.นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เปิดเผยว่า การที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดงาน Global Wellness Summit 2026 (GWS 2026) ระหว่างวันที่ 10–13 พฤศจิกายน 2569 ณ โรงแรมอังสนา ลากูนา ภูเก็ต ภายใต้แนวคิด “The Science, Art and Soul of Wellness” เป็นเวทีนำเสนอศักยภาพด้านสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทยสู่สายตานานาชาติ ทั้งยังให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจมูลค่าสูงของประเทศ หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการพัฒนา “Phuket Wellness Routes” เส้นทางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่เชื่อมโยงธรรมชาติ การดูแลสุขภาพ สปาและนวดไทย สมุนไพร อาหารเพื่อสุขภาพ และวิถีชีวิตชุมชนเข้าด้วยกันอย่างครบวงจร ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ Forest Bathing การฝึกสติ (Mindfulness) การนวดไทย การเรียนรู้สมุนไพรและอาหารสุขภาพ ตลอดจนการสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางที่มีเอกลักษณ์ สะท้อนอัตลักษณ์ของภูเก็ตและภูมิปัญญาไทย พร้อมเพิ่มมูลค่าทรัพยากรในพื้นที่ สร้างโอกาสทางธุรกิจ และกระจายรายได้สู่เกษตรกร  ผู้ผลิตสมุนไพร ผู้ประกอบการอาหารสุขภาพ ธุรกิจสปาและนวดไทย รวมถึงชุมชนท่องเที่ยวตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ Wellness 

ดร.นพ.พงศธร กล่าวเพิ่มเติมว่า ข้อมูลจาก Global Wellness Institute (GWI) ระบุว่า ปี 2024 ตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในเอเชียมีมูลค่าประมาณ 215,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 31% จากปีก่อนหน้า ขณะที่ประเทศไทยมีการใช้จ่ายด้าน Wellness Tourism เพิ่มขึ้น 36.4% ในช่วงปี 2023–2024 แตะระดับ 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนถึงโอกาสในการต่อยอดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพให้เป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 


สำหรับการประชุม Global Wellness Summit 2026 (GWS 2026) ภายใต้หัวข้อ “The Future of Wellness Travel” ถือเป็นเวทีสำคัญในการสะท้อนทิศทางการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยเปิดโอกาสให้ประเทศไทยนำจุดแข็งด้านธรรมชาติ วัฒนธรรม การแพทย์แผนไทย สมุนไพร นวดไทย อาหารสุขภาพ และบริการ Wellness มาพัฒนาเป็นประสบการณ์ที่โดดเด่น พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายผู้นำ นักลงทุน และผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างความร่วมมือ และยกระดับผลิตภัณฑ์และบริการสุขภาพไทยสู่ตลาดนานาชาติอย่างยั่งยืน 

ดร.นพ.พงศธร กล่าวในตอนท้ายว่า กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก มุ่งผลักดันแนวคิด “Phuket Wellness Routes” เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ “Global Wellness Destination” โดยนำภูมิปัญญาไทยและทรัพยากรท้องถิ่นมาสร้างประสบการณ์สุขภาพที่มีเอกลักษณ์ เชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับเศรษฐกิจชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรม Wellness ควบคู่กับการสร้างอาชีพ กระจายรายได้ และเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้แก่ประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน ต่อไป   

 

นักเศรษฐศาสตร์ระดับโลกชี้ ไทยต้องเร่งปฏิรูปภาคการผลิตลดการแทรกแซงตลาด และสร้างระบบภาษีที่เอื้อต่อการลงทุนระยะยาว


เนื่องในโอกาสที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของ IMF และธนาคารโลก ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ดร.อาร์เธอร์ บี. ลาฟเฟอร์ (Dr. Arthur B. Laffer) นักเศรษฐศาสตร์ระดับโลก ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายภาษี-การปฏิรูปเศรษฐกิจ ผู้บุกเบิกแนวคิดเศรษฐศาสตร์ด้านอุปทาน (Supply-Side Economics) และผู้คิดค้น “Laffer Curve” ซึ่งอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างอัตราภาษีกับรายได้ภาครัฐ ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษ เพื่อสะท้อนมุมมองต่อความท้าทายของเศรษฐกิจไทย พร้อมเสนอแนวทางปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ดึงดูดการลงทุน และสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว

ไทยควรมุ่งปฏิรูปตนเอง มากกว่าวิ่งตามนโยบายของประเทศอื่น

เมื่อถูกถามถึงการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะการที่สหรัฐอเมริกาใช้มาตรการภาษีศุลกากร การอุดหนุนอุตสาหกรรม และนโยบายความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างเข้มข้นมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการค้า ห่วงโซ่อุปทาน และการลงทุนของไทยนั้น ดร.ลาฟเฟอร์มองว่า ประเทศต่าง ๆ ไม่ควรใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการไล่ตามการเปลี่ยนแปลงนโยบายของประเทศอื่น เพราะจะทำให้สูญเสียทิศทางการพัฒนาของตนเอง

เขาระบุว่า นโยบายที่ดีที่สุดในระยะยาวคือ นโยบายที่ช่วยส่งเสริมการออม การลงทุน การผลิต และการจ้างงานอย่างยั่งยืน โดยประกอบด้วยสิ่งที่เขาเรียกว่า "เสาหลักแห่งความมั่งคั่ง 5 ประการ" ได้แก่ อัตราภาษีที่เหมาะสม การควบคุมรายจ่ายภาครัฐ วินัยทางการเงิน กฎระเบียบที่ไม่เป็นภาระเกินจำเป็น และการค้าเสรี

ดร.ลาฟเฟอร์เห็นว่า ไทยไม่จำเป็นต้องตอบโต้ประเทศอื่นด้วยมาตรการภาษีหรือกำแพงการค้า เพราะการจำกัดการค้าไม่ได้ช่วยลดความเสียหาย แต่กลับเพิ่มต้นทุนให้แก่ผู้บริโภคและภาคธุรกิจ พร้อมลดประโยชน์ที่เกิดจากการแข่งขันและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

การเติบโตต่ำของไทย สะท้อนปัญหาเชิงนโยบายมากกว่าปัจจัยภายนอก

เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนที่เติบโตได้รวดเร็วยิ่งกว่า ไทยยังคงเติบโตเฉลี่ยเพียงราว 2% ต่อปีในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ดร.ลาฟเฟอร์มองว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากโครงสร้างภาษีและสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ยังไม่สามารถดึงดูดเงินลงทุนได้เท่าที่ควร โดยเฉพาะเมื่อไทยต้องแข่งขันกับประเทศอย่างเวียดนาม ลาว หรือกัมพูชาในการดึงดูดเงินทุนระหว่างประเทศ

“เชิงโครงสร้างที่ไทยกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นสังคมสูงวัย หนี้ครัวเรือนสูง หรือผลิตภาพแรงงานที่เติบโตช้า ล้วนเป็น "ผลลัพธ์" ของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ มากกว่าจะเป็นต้นเหตุของปัญหา”

"เมื่อคนมองอนาคตแล้วไม่เห็นโอกาสทางเศรษฐกิจมากนัก พวกเขาก็มีแนวโน้มมีบุตรน้อยลง เมื่อการลงทุนมีจำกัด ผลิตภาพแรงงานก็ย่อมเพิ่มขึ้นได้ยาก และเมื่อโอกาสในการสร้างรายได้ไม่เพียงพอ หนี้ก็จะกลายเป็นภาระแทนที่จะเป็นเครื่องมือสร้างความมั่งคั่ง"

“สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนว่าประเทศมีแนวนโยบายที่ส่งเสริมการเติบโตอย่างจริงจังและต่อเนื่องในระยะยาว”

สิ่งที่นักลงทุนต้องการ ไม่ใช่สิทธิประโยชน์เฉพาะกิจ แต่คือสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อธุรกิจ

ในประเด็นการดึงดูดการลงทุน ดร.ลาฟเฟอร์เห็นว่า การแข่งขันในยุคปัจจุบันไม่ได้ขึ้นอยู่กับมาตรการส่งเสริมการลงทุนเฉพาะโครงการเพียงอย่างเดียว “หลักเศรษฐศาสตร์ที่ส่งเสริมการเติบโตระบุชัดเจนว่า อัตราภาษีที่ต่ำลงสำหรับกิจกรรมการผลิต รวมถึงแรงจูงใจที่เหมาะสมในการทำงานและการลงทุน จะช่วยเพิ่มผลผลิต การจ้างงาน และผลิตภาพของระบบเศรษฐกิจ” 

ในขณะเดียวกัน วัตถุประสงค์ของระบบภาษีที่ดีควรเป็นการจัดเก็บรายได้ตามความจำเป็นของภาครัฐโดยก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจน้อยที่สุด

ดังนั้น ระบบภาษีที่ดีควรมีฐานภาษีที่กว้าง อัตราภาษีที่ไม่สูงเกินไป และลดจำนวนข้อยกเว้น การหักลดหย่อน หรือสิทธิพิเศษต่าง ๆ ที่อาจบิดเบือนการตัดสินใจทางเศรษฐกิจหรือสร้างแรงจูงใจให้หลีกเลี่ยงภาษี

นอกจากนี้ การใช้จ่ายภาครัฐควรมุ่งเน้นโครงการที่ภาคเอกชนไม่สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยตนเอง และให้ความสำคัญกับผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง

ท้ายที่สุด เขามองว่าทั้ง “ขนาด” และ “องค์ประกอบ” ของนโยบายภาษีและการใช้จ่ายภาครัฐต่างมีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะนโยบายที่เสริมสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจย่อมหนุนให้เกิดการจ้างงาน การลงทุน และการผลิต ขณะที่นโยบายที่ออกแบบไม่ดีอาจส่งผลในทางตรงกันข้าม

การอุดหนุนและสิทธิพิเศษทางภาษี ไม่ใช่การส่งเสริมตลาด แต่คือการแทรกแซงตลาด

สำหรับนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ หรืออุตสาหกรรมเป้าหมายอื่น ๆ ผ่านมาตรการอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีนั้น ดร.ลาฟเฟอร์เห็นว่า มาตรการเหล่านี้เป็นรูปแบบหนึ่งของการแทรกแซงกลไกตลาดภาครัฐ ซึ่งขัดแย้งกับหลักการเศรษฐกิจตลาดเสรี และมักมีข้ออ้างว่าต้องการแก้ไข "ความล้มเหลวของตลาด" แต่ในหลายกรณี รัฐบาลกลับกลายเป็นผู้กำหนดว่าใครควรเป็นผู้ได้ประโยชน์จากทรัพยากรสาธารณะ

"รัฐบาลไม่ควรทำหน้าที่เลือกผู้ชนะและผู้แพ้ในตลาด หน้าที่สำคัญคือสร้างกติกาที่ดี แล้วปล่อยให้ภาคธุรกิจและประชาชนตัดสินใจจัดสรรทรัพยากรไปยังโอกาสที่มีศักยภาพสูงที่สุด"

ฟื้นฐานะการคลังด้วยการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่มาตรการกระตุ้นระยะสั้น

ในมุมมองต่อการบริหารการคลังของไทย ดร.ลาฟเฟอร์ระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายสำคัญจากสังคมสูงวัย ขณะที่พื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) มีจำกัด ไม่เพียงพอต่อการรองรับสังคมสูงวัย เขาเตือนว่าการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฝั่งอุปสงค์ในวงกว้างอาจไม่ใช่คำตอบที่เหมาะสม เนื่องจากระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงอยู่แล้วเป็นปัจจัยจำกัดกำลังซื้อของประชาชน

เขาเสนอให้ไทยจัดทำกรอบการคลังระยะกลางแบบหลายปีที่มีกฎหมายรองรับ พร้อมกำหนดเป้าหมายการขาดดุลงบประมาณอย่างชัดเจน ซึ่งจะช่วยส่งสัญญาณถึงความมุ่งมั่นด้านวินัยการคลัง รักษาความน่าเชื่อถือทางการเงินของประเทศ และช่วยลดต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐ

ในด้านรายได้ภาครัฐ เขาเสนอให้ทยอยปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มจากระดับชั่วคราว 7% ไปสู่อัตราตามกฎหมายที่ 10% โดยค่อยเป็นค่อยไป อีกทั้งยังควรขยายฐานภาษีเงินได้ผ่านการทบทวนสิทธิประโยชน์ทางภาษีและการหักลดหย่อนที่ไม่จำเป็น รวมถึงปรับปรุงระบบจัดเก็บภาษีให้ทันสมัยเพื่อป้องกันการรั่วไหลและนำกิจกรรมทางเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้น

ด้านรายจ่ายภาครัฐ เขาเสนอให้ทยอยยกเลิกมาตรการอุดหนุนราคาพลังงานและสินค้าเกษตรที่ก่อให้เกิดการบิดเบือนตลาด และนำงบประมาณไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูง ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพของประเทศในระยะยาวและดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ

นอกจากนี้ เขายังเสนอให้ปฏิรูประบบการเกษียณอายุของภาครัฐ ควบคู่ไปกับการปรับระบบสาธารณสุขให้เน้นการป้องกันโรคและการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันมากขึ้น เพื่อช่วยลดภาระงบประมาณที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรในอนาคต

หนุนเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี

ดร.ลาฟเฟอร์เสนอว่า “ไทยควรมุ่งสู่ระบบภาษีที่เรียบง่าย ครอบคลุม และสามารถสร้างรายได้อย่างเพียงพอ โดยไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำงาน การออม การลงทุน และการผลิต”

สำหรับภาษีเงินได้ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เขาเห็นว่าควรใช้อัตราที่สามารถแข่งขันได้ มีฐานภาษีที่กว้าง และลดข้อยกเว้นหรือสิทธิประโยชน์พิเศษต่าง ๆ ลง

สำหรับภาษีมูลค่าเพิ่ม เขามองว่าเป็นเครื่องมือที่สามารถสร้างรายได้ให้แก่ภาครัฐโดยส่งผลกระทบต่อการลงทุนน้อยกว่าภาษีหลายประเภท หากรัฐบาลมีความจำเป็นต้องหารายได้เพิ่มเติม ก็ควรพิจารณาขยับอัตรา VAT ไปสู่ระดับ 10% ตามที่กฎหมายกำหนด พร้อมใช้มาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเพื่อดูแลผู้มีรายได้น้อย แทนการยกเว้นภาษีในวงกว้าง

ส่วนภาษีสรรพสามิตนั้น เขาเน้นว่าผู้กำหนดนโยบายควรคำนึงถึงพฤติกรรมตอบสนองของผู้บริโภค เพราะการขึ้นภาษีไม่ได้หมายความว่ารัฐจะเก็บรายได้ได้มากขึ้นเสมอไป หากภาษีที่สูงขึ้นทำให้ผู้บริโภคหันไปหลีกเลี่ยงภาษี เปลี่ยนสินค้า หรือหันไปสู่ตลาดผิดกฎหมาย

พร้อมยกกรณีตัวอย่างภาษีบุหรี่ของประเทศไทย ซึ่งใช้ระบบภาษีสองอัตรา และอยู่ระหว่างการถกเถียงว่าควรปรับเป็นระบบอัตราเดียวหรือไม่ ดร.ลาฟเฟอร์ให้ความเห็นว่า ไทยควรปรับไปสู่ระบบภาษีบุหรี่อัตราเดียว เพื่อลดความซับซ้อนของระบบภาษี และลดแรงจูงใจในการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อให้เข้าเกณฑ์ภาษีที่ต่ำกว่า

เขายังระบุว่า การจัดเก็บภาษีตามปริมาณ (Specific Taxation) สามารถช่วยให้รัฐบาลคาดการณ์รายได้ภาษีได้แม่นยำมากขึ้น และลดแรงจูงใจให้ผู้บริโภคเปลี่ยนไปใช้บุหรี่ราคาถูกเพียงเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี

อย่างไรก็ตาม เขามองว่าหากผลิตภัณฑ์ต่างประเภทมีระดับความเสี่ยงต่อสุขภาพแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ อัตราภาษีก็ควรสะท้อนความแตกต่างดังกล่าว เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่ทางเลือกที่มีความเสี่ยงลดลง 

ดร.ลาฟเฟอร์ย้ำว่า แนวทางดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีเสมอไป หากออกแบบอย่างเหมาะสม อาจช่วยขยายฐานภาษีและสนับสนุนการเติบโตของรายได้ภาครัฐในระยะยาว

วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2569

"พลิกโฉมห้องเรียน Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps" ประเดิมสนามแรกภาคใต้ที่จังหวัดสตูล เปลี่ยนเด็กจาก “ผู้รับ” สู่ “ผู้สร้างความรู้”สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ร่วมกับคณะกรรมการเครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาครั้งใหญ่ หลังจากการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือทางวิชาการ


เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา เพื่อสร้างความร่วมมือและสร้างแรงใจให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาในการมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนแบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ถือว่าเป็นการยกระดับการเรียนการสอนสู้แดนใต้อย่างเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง
สำหรับการจัดอบรมโครงการดังกล่าว ในพื้นที่จังหวัดสตูลจัดขึ้นใน วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม 2569 ณ สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสตูล โดยมีครูและบุคลากรทางการศึกษาเข้าร่วมงานอย่างคึกคัก มากกว่า 300 คน นำกระบวนการ Active Learning – GPAS 5 Steps เข้าสู่ห้องเรียน เน้นเปลี่ยนเด็กจาก “ผู้รับความรู้” เป็น “ผู้สร้างความรู้” ฝึกคิดวิเคราะห์และนำไปใช้จริง ด้าน “ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์” ชี้ หากผู้บริหารเปลี่ยน Mindset และครูเปลี่ยนวิธีสอนพร้อมกัน การเปลี่ยนแปลงสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งห้องเรียน ตั้งเป้าเห็นผลด้านคุณภาพผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรมใน 3 ปี


นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ระบุถึงความเปลี่ยนแปลงของโลกการศึกษาว่า วันนี้เด็กสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ได้จากสมาร์ตโฟนภายในเวลาไม่กี่วินาที ดังนั้น สิ่งที่การศึกษาต้องสร้างจึงไม่ใช่เพียง “วิธีจดจำความรู้” แต่คือ “ทักษะแห่งอนาคต” ทั้งการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหาซับซ้อน การสื่อสาร และการทำงานร่วมกับผู้อื่น หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การเปลี่ยน “ห้องเรียน” จากพื้นที่ที่ครูเป็นผู้พูดอยู่ฝ่ายเดียว ไปสู่ Active Learning ที่เด็กเป็นศูนย์กลาง ได้ลงมือทำ ตั้งคำถาม ทดลอง และแก้ปัญหาด้วยตนเอง ขณะที่บทบาทครูต้องขยับจาก “ผู้สอนเนื้อหา” ไปเป็น ผู้ออกแบบการเรียนรู้และ Coach ที่ดึงศักยภาพของเด็กออกมา “เปลี่ยน Mindset ผู้บริหาร–เปลี่ยนวิธีสอนของครู ห้องเรียนก็เปลี่ยน”


ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหาร สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ระบุว่า กระบวนการ Active Learning – GPAS 5 Steps ที่ พว. พัฒนาขึ้น เป็นผลจากการทำงานและวิจัยต่อเนื่องมาหลายสิบปี โดยงานวิจัยด้านกระบวนการเรียนรู้ดังกล่าวได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ International Journal of Learning, Teaching and Educational Research สิ่งสำคัญของการอบรมครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการนำ “เทคนิคการสอน” ใหม่ไปให้ครู แต่เป็นการสร้างความเข้าใจถึง กระบวนการพัฒนาการเรียนรู้ของมนุษย์ และทำให้ผู้บริหารกับครูมองเห็นเป้าหมายเดียวกัน ดร.ศักดิ์สิน มองว่า หากการพัฒนาลงไปถึงครูอย่างทั่วถึง ผู้บริหารเปลี่ยน Mindset และครูเปลี่ยนวิธีสอน สิ่งที่จะตามมาคือการเปลี่ยนแปลงของนักเรียนทั้งห้อง และหากขับเคลื่อนต่อเนื่อง เชื่อว่าภายใน 3 ปี คุณภาพผู้เรียนใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้อาจพัฒนาไปได้ไกลกว่าที่คาดการณ์ไว้


ขณะที่ ดุษฎี พฤกษเศรษฐ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล สะท้อนอีกโจทย์สำคัญว่า จังหวัดให้ความสำคัญกับปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา และกำลังพยายามนำเด็กกลุ่มนี้กลับเข้าสู่การเรียนรู้ แต่รูปแบบการศึกษาจะต้องเปลี่ยนไปจากเดิม ไม่จำกัดอยู่เฉพาะในห้องเรียน และต้องเปิดโอกาสให้เด็กสามารถ เรียนควบคู่กับการทำงาน ได้ Active Learning จึงสอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน เพราะเปิดพื้นที่ให้เด็กคิด วิเคราะห์ และเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ขณะที่ GPAS 5 Steps ช่วยพัฒนาการคิดอย่างเป็นระบบ มากกว่าการรับฟังหรืออ่านเพียงอย่างเดียว และสามารถเชื่อมโยงความรู้ไปใช้ในชีวิตจริงได้ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสตูลยังมองว่า การเปิดโอกาสให้ครูในพื้นที่เข้ารับการพัฒนาพร้อมกัน มีข้อดีตรงที่ทำให้เกิดความเข้าใจและทิศทางการจัดการเรียนรู้ร่วมกัน ลดความแตกต่างในการตีความและนำแนวทางไปใช้ในแต่ละโรงเรียน


ดร.อูมัร อาเก็ม นายกสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามสตูล กล่าวว่า ครูคือ “ต้นน้ำ” ของการพัฒนาเด็ก หลังจากระบบการศึกษาใช้ Passive Learning มาระยะหนึ่ง การนำ Active Learning และ GPAS 5 Steps เข้ามาเสริม จะช่วยเปิดศักยภาพการเรียนรู้ในหลายมิติ โดยเฉพาะโรงเรียนในพื้นที่ชายแดนไทย–มาเลเซีย ทั้งสตูล ยะลา และนราธิวาส ซึ่งยังมีความจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพผู้สอนอย่างต่อเนื่อง จึงคาดหวังให้ พว. เป็นหนึ่งในพันธมิตรสำคัญในการพัฒนาทั้งครูและนักเรียนในพื้นที่ภาคใต้ต่อไป


ด้าน ดร.อับดุลฮาปิซ หิเล ประธานเครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เปิดเผยว่า การอบรมครั้งนี้เป็นการขับเคลื่อนรุ่นแรก ครอบคลุมครู กว่า 2,000 คนใน 5 จังหวัด โดยเริ่มที่สตูล ซึ่งมีครูเข้าร่วมกว่า 300 คน ก่อนเดินหน้าสู่นราธิวาส ปัตตานี ยะลา และสงขลา หนึ่งในโจทย์สำคัญที่พบคือ ทักษะการคิดวิเคราะห์ของผู้เรียน ซึ่งไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่เป็นโจทย์ของการศึกษาไทยในภาพรวม ขณะที่ครูจำนวนหนึ่งยังขาดโอกาสและเวทีในการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง การเปิดพื้นที่อบรมครั้งนี้จึงได้รับความสนใจจากครูในพื้นที่จนมีผู้เข้าร่วมเกินกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้
จาก “ครูคือต้นน้ำ” ถึง “เด็กต้องเป็นผู้สร้างความรู้” การขยับครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าการอบรมครูหนึ่งโครงการ แต่เป็นความพยายามสร้างทิศทางร่วมของห้องเรียนใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ — เมื่อผู้บริหาร ครู และเครือข่ายการศึกษาเดินไปในทิศทางเดียวกัน เป้าหมายต่อจากนี้คือทำให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจริงกับเด็กในทุกห้องเรียน


วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2569

พลิกโฉมห้องเรียน “สพป.กทม.จับมือ พว.” นำ Active Learning GPAS 5 Steps ผนึกกำลัง 31 โรงเรียน อบรมครูยุค AI


เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ชมรมผู้บริหารโรงเรียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร ร่วมกับสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) เพื่อร่วมพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยมุ่งยกระดับศักยภาพ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู ให้สามารถจัดการเรียนรู้รองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัลและเทคโนโลยี AI โดยมีคุณภาพและสมรรถนะของผู้เรียนเป็นเป้าหมายสำคัญ และความร่วมมือจะเน้นการนำ Active Learning และกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ไปใช้จริงในห้องเรียน เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้คิด วิเคราะห์ แก้ปัญหา เรียนรู้ด้วยตนเอง นำความรู้ไปประยุกต์ใช้ และสร้างผลงานหรือนวัตกรรมจากการลงมือปฏิบัติจริง


ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการสภาการศึกษา ประธานการลงนาม MOU กล่าวถึงแนวทางการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการศึกษา ว่า นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มอบนโยบายให้ทุกส่วนราชการ องค์กรหลัก องค์กรในกำกับ เขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษา ให้ความสำคัญกับ AI และนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ การขับเคลื่อนครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร (สพป.กทม.) ชมรมผู้บริหารโรงเรียน และสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) เพื่อพัฒนาผู้บริหารและครูยุคใหม่ให้สามารถใช้ AI ทั้งด้านการบริหารและการจัดการเรียนรู้ ภายใต้แนวคิด “All for Education” เปิดให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมยกระดับการศึกษา


เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า AI สามารถนำมาเชื่อมกับ Active Learning เพื่อสร้างห้องเรียนที่เด็กมีความสุขและมีส่วนร่วมในการออกแบบการเรียนรู้ โดยครูต้องเปลี่ยนบทบาทเป็น “โค้ชและพี่เลี้ยง” กระตุ้นให้เด็กค้นคว้า ตั้งคำถาม และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ แต่ต้องย้ำว่า “AI ไม่ได้มาแทนครู แต่เป็นเครื่องมือช่วยครู” หัวใจสำคัญ คือ ต้องไม่ปล่อยให้เด็กใช้ AI เพียงเพื่อหาคำตอบ แต่ต้องฝึกให้ คิดเป็น ทำเป็น และแก้ปัญหาเป็น สามารถนำข้อมูลจาก AI มาวิเคราะห์ ไตร่ตรอง ประเมินคุณค่า และประมวลผลด้วยตนเอง พร้อมปลูกฝังจริยธรรมและความรับผิดชอบ เพราะ AI เปรียบเสมือน “เหรียญสองด้าน” หากใช้ผิดทางอาจนำไปสู่การสร้างเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม ผิดกฎหมาย หรือสร้างความเสียหายต่อผู้อื่นได้ ดังนั้น การใช้ AI ในสถานศึกษาต้องอาศัยความร่วมมือของ ผู้บริหาร ครู และผู้ปกครอง โดยผู้บริหารต้องสนับสนุนและสร้างแรงจูงใจให้ครูพัฒนาการใช้ AI มีระบบนิเทศติดตาม ตลอดจนจัดเวที PLC แลกเปลี่ยนเรียนรู้และนำเสนอนวัตกรรม เพื่อให้ AI เป็นเครื่องมือยกระดับการเรียนรู้ พร้อมพัฒนาเด็กให้เป็นทั้ง คนดีและคนเก่งอย่างแท้จริง



นายไพศาล โรจน์สราญรมย์ รองประธานกรรมการบริหาร สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) กล่าวว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการร่วมพัฒนาการศึกษาระหว่าง สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) สมาคมประถมศึกษา กทม. และโรงเรียนกว่า 31 แห่ง เพื่อร่วมกันยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ โดย พว. ได้นำวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญมาถ่ายทอดองค์ความรู้และนำเสนอนวัตกรรมด้าน AI ภายใต้แนวคิด “PW Plus” เพื่อสนับสนุนการพัฒนาการศึกษาร่วมกับสถานศึกษาทุกระดับทั่วประเทศ ตั้งแต่ ต้นน้ำ–กลางน้ำ–ปลายน้ำ ให้เกิดการเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ และนำเทคโนโลยีไปใช้ยกระดับการศึกษาไทยให้ก้าวไกลอย่างเป็นรูปธรรม


นายเกรียงศักดิ์ ยอดสาร ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร (สพป.กทม.)กล่าวว่า การยกระดับคุณภาพการศึกษาไม่สามารถขับเคลื่อนโดยหน่วยงานใดเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัย Partnership ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งในระดับ Local Partnership และ Global Partnership เพื่อระดมองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาร่วมพัฒนาการศึกษา การลงนาม MOU ครั้งนี้จึงมีเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาศักยภาพผู้บริหารและครู ซึ่งเป็นกำลังหลักในการนำองค์ความรู้และนวัตกรรมไปปรับใช้ในการจัดการเรียนรู้ ก่อนส่งต่อผลลัพธ์ไปถึงนักเรียน เพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียนให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต


นายวัชรวีร์ ธีระเดชโชติ ผู้อำนวยการโรงเรียนสายน้ำทิพย์ประธานชมรมผู้บริหารโรงเรียน กล่าวว่า การลงนาม MOU ต้องเป็น จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่จบอยู่เพียงบนกระดาษ ผู้บริหารและครูต้องนำสาระสำคัญจากความร่วมมือไปขับเคลื่อนให้เกิดผลจริงในห้องเรียน โดยเฉพาะผู้บริหารต้องปรับ Mindset จากการบริหารองค์กรเพียงอย่างเดียว สู่การเป็น ผู้นำการจัดการเรียนรู้และผู้นำการเปลี่ยนแปลง พร้อมสนับสนุนครูให้นำเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาผู้เรียนอย่างเหมาะสม สำหรับปัญหาเด็กติดเทคโนโลยี สถานศึกษา ครู และผู้ปกครองต้องร่วมกันสร้างภูมิคุ้มกันทางเทคโนโลยีให้เด็กรู้จักเลือกใช้เท่าที่จำเป็น ใช้อย่างมีคุณภาพ รู้เท่าทัน และสร้างประโยชน์สูงสุดต่อการเรียนรู้ ไม่ปล่อยให้เทคโนโลยีกลายเป็นผู้ควบคุมเด็ก


นางกมัยธร ไชยชาญยุทธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนพญาไท กล่าวว่า การลงนาม MOU กับสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) มีประโยชน์อย่างมากต่อการนำ AI และเทคโนโลยีลงสู่ห้องเรียนอย่างเป็นระบบ โดยจุดเริ่มต้นสำคัญต้องพัฒนาผู้บริหารให้มี ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง สามารถนำเทคโนโลยีไปต่อยอดสู่การพัฒนาครูและบุคลากร ก่อนเชื่อมโยง AI เข้ากับหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนของแต่ละสถานศึกษา ซึ่งการใช้ AI ต้องคำนึงถึง ความคุ้มค่า คุณธรรมและจริยธรรม ควบคู่กัน ไม่ปล่อยให้เด็กพึ่งพาหรือหมกมุ่นกับเทคโนโลยีมากเกินไป แต่ต้องมีการกำกับการใช้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับหลักสูตร เพื่อให้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือยกระดับคุณภาพการศึกษา และช่วยเชื่อมโยงการศึกษาไทยสู่ระดับสากล


ดร.ภารดี ผางสง่า ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดอมรินทราราม กล่าวว่า การทำ MOU ครั้งนี้ถือเป็นการเพิ่มเครือข่ายความร่วมมือด้านวิชาการ ให้กับโรงเรียนในสังกัด สพป.กทม. โดยเฉพาะโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่วัด ซึ่งเดิมได้รับการสนับสนุนด้านทรัพยากร สื่อ วัสดุและอุปกรณ์จากวัดอยู่แล้ว เมื่อได้ พว. ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านวิชาการ สื่อและหนังสือเรียนเข้ามาร่วม จึงช่วยเติมเต็มการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น สำหรับการรับมือกับ AI โรงเรียนให้ความสำคัญกับหลักการพัฒนาครูก่อนลงสู่เด็ก โดยมีการ Up-skill และ Re-skill ครูอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้รู้เท่าทัน AI หลักสูตร และการเปลี่ยนแปลงของโลก พร้อมพัฒนาครูทุก 4 เดือน โดยหลังจากทำ MOU คาดหวังว่า พว. จะเข้ามาช่วยพัฒนาหลักสูตรและองค์ความรู้สำหรับครูอย่างเป็นระบบ เป็นเครือข่ายวิชาการสนับสนุน 37 โรงเรียน ให้สามารถพัฒนาครูและนำเทคโนโลยีไปใช้กับผู้เรียนได้อย่างมีคุณภาพ เพื่อรักษาบทบาทการเป็นผู้นำทางวิชาการของประเทศต่อไป


วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2569

วช. แถลงผลงานสิ่งประดิษฐ์ไทยคว้ารางวัลระดับนานาชาติ Indonesia Inventors Day 2026


วันที่ 8 ตุลาคม 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดงานแถลงข่าวผลงานสิ่งประดิษฐ์ไทยที่ได้รับรางวัลจากเวทีการประกวดระดับนานาชาติ “Indonesia Inventors Day 2026” (IID 2026) โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน และนางสาวเสาวนีย์ มุ่งสุจริตการ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวรายงาน พร้อมด้วยผู้บริหาร วช. นักประดิษฐ์ นักวิจัย สื่อมวลชน และผู้มีเกียรติเข้าร่วมงาน ณ ศูนย์ส่งเสริมการวิจัยเพื่อมรดกทางวัฒนธรรม อาคาร วช. 8 ชั้น 2 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ


ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเผยแพร่ความสำเร็จของนักวิจัย นักประดิษฐ์ และเยาวชนไทยจากการเข้าร่วมการประกวด Indonesia Inventors Day 2026 (IID 2026) ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการนำเสนอผลงานสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมของไทยต่อผู้เชี่ยวชาญและผู้เข้าร่วมจากนานาประเทศ โดยปีนี้มีผลงานจากประเทศไทยเข้าร่วมการประกวดกว่า 40 ผลงาน และได้รับรางวัลในหลายสาขา โดยเฉพาะรางวัลสำคัญของงาน จำนวน 2 รางวัล รวมถึงเหรียญรางวัล และรางวัลพิเศษที่สะท้อนถึงความโดดเด่นของผลงานด้านการสร้างผลกระทบและการนำไปใช้ประโยชน์ นอกจากนี้ การแถลงข่าวยังเปิดพื้นที่ให้ผู้ได้รับรางวัลร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ภายใต้หัวข้อ “IDEAS THAT MAKE A DIFFERENCE: หนึ่งความคิด พลิกความเป็นไปได้” เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิด กระบวนการพัฒนาผลงาน และประสบการณ์จากการนำผลงานเข้าสู่เวทีนานาชาติ ทั้งในกลุ่มนักวิจัย นักประดิษฐ์ และเยาวชน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาผลงาน ตลอดจนสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้สนใจด้านการวิจัยและนวัตกรรม วช. ขอแสดงความยินดีกับนักวิจัย นักประดิษฐ์ และเยาวชนไทยทุกคนที่ได้รับรางวัล และขอชื่นชมความมุ่งมั่นในการพัฒนาผลงานจนสามารถแสดงศักยภาพของคนไทยบนเวทีระดับนานาชาติ


นางสาวเสาวนีย์ มุ่งสุจริตการ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ได้ดำเนินการส่งเสริมและนำผลงานสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมของนักวิจัย นักประดิษฐ์ และเยาวชนไทย เข้าร่วมการประกวดในเวที Indonesia Inventors Day 2026 (IID 2026) เพื่อเปิดโอกาสให้ผลงานของไทยได้รับการเผยแพร่และนำเสนอต่อกรรมการในระดับนานาชาติ รวมทั้งได้รับข้อเสนอแนะและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับนักประดิษฐ์จากหลากหลายประเทศ การเข้าร่วมในเวทีดังกล่าวจึงเป็นโอกาสสำคัญในการเปิดพื้นที่ให้นักวิจัย นักประดิษฐ์ และเยาวชนไทยได้แสดงผลงาน เรียนรู้แนวทางการพัฒนานวัตกรรมในระดับสากล ตลอดจนรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อนำไปปรับปรุงและต่อยอดผลงานให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม

จากนั้น เป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในหัวข้อ “IDEAS THAT MAKE A DIFFERENCE: หนึ่งความคิด พลิกความเป็นไปได้” โดยผู้ได้รับรางวัลจากเวที Indonesia Inventors Day 2026 (IID 2026) แบ่งการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ออกเป็น 2 Sessions ดังนี้



Session 1 : พลังความคิดจากนักวิจัยและนักประดิษฐ์ไทย ประกอบด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.พรชุลี ลังกา มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ผลงาน “PlayEF: บอร์ดเกมท้าทายสมอง EF” ได้รับรางวัล Groundbreaking Advanced Invention Award และเหรียญทอง, อาจารย์ ดร.รัตนะ บุลประเสริฐ มหาวิทยาลัยมหิดล ผลงาน “อากาศยานไร้นักบิน 4 ใบพัดระบบปัญญาประดิษฐ์สำหรับการผสมเกสรในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดลูกผสมเชิงพาณิชย์” ได้รับเหรียญทอง และ Special Prize (On Stage) จากประเทศอินโดนีเซีย, ดร.วรรณพร เทพบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผลงาน “AZOVABioCaps: นวัตกรรมปุ๋ยแหนแดงและจุลินทรีย์ด้วยเทคโนโลยีการห่อหุ้มชีวพอลิเมอร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการนำส่งธาตุอาหารและส่งเสริมเกษตรเชิงฟื้นฟู” ได้รับเหรียญทอง และ Special Prize (On Stage) จากประเทศมาเลเซีย, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สิริลักษณ์ มณีรัตน์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ผลงาน “นวัตกรรมดิจิทัลเพื่อพัฒนาคุณธรรมความซื่อสัตย์ของเด็กปฐมวัยที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน” ได้รับเหรียญทอง และ Special Prize จากประเทศมาเลเซีย และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สิทธิ บัวทอง มหาวิทยาลัยบูรพา ผลงาน “เครื่องสเปกโตรโฟโตมิเตอร์ระบบผสมสนามใกล้-สนามไกล” ได้รับเหรียญทอง และ Special Prize จากประเทศมาเลเซีย

Session 2 : พลังสร้างสรรค์จากเยาวชนไทย ประกอบด้วย นายดนยวรรธน์ ศรีเทพ และนายบัณฑิต ไตรรัตน์ จาก โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ชลบุรี ผลงาน “นวัตกรรมถังขยะสำหรับจัดการขยะอินทรีย์เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก” ได้รับรางวัล Best Technology for Impact Award และเหรียญทอง และ นายอินทัช ศรีโรจน์ และนายชญานนท์ แก้วประเสริฐ จาก โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา ผลงาน “Grade X: เครื่องคัดเกรดและพยากรณ์อายุการเก็บรักษาสำหรับผลไม้ส่งออกไทย 3 ชนิด” ได้รับเหรียญทอง และ Special Prize จากประเทศไต้หวัน



ทั้งนี้ วช. มุ่งส่งเสริมและสนับสนุนนักวิจัย นักประดิษฐ์ และเยาวชนไทยให้มีโอกาสนำผลงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์ และนวัตกรรมเข้าร่วมการประกวดในเวทีระดับนานาชาติ เพื่อเปิดพื้นที่ในการเผยแพร่ผลงาน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และยกระดับการยอมรับในระดับสากล ตลอดจนผลักดันผลงานที่มีศักยภาพให้สามารถต่อยอดและนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง อันจะนำไปสู่การสร้างคุณค่าและขีดความสามารถด้านการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ

พลิกโฉมห้องเรียนนราธิวาส ปั้นครูชายแดนใต้ รับโลก AI ด้วย Active Learning GPAS 5 Stepsเดินหน้าขยายผลสนามที่ 2 ระดมครู 500 ชีวิต รับมือความท้าทายยุคใหม่

บรรยากาศการขับเคลื่อนการศึกษาเดินหน้าอย่างคึกคัก กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) เดินหน้าพัฒนาครูเครือข่ายโรงเรียนเอ...