วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569

วช. นำวิจัยและนวัตกรรม รับมือวิกฤติพลังงาน หนุน “พลังงานชุมชน พลังงานทางเลือก” สู่ความมั่นคงในหลากหลายพื้นที่



วันที่ 31 มีนาคม 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดการแถลงข่าวรับมือวิกฤติพลังงานด้วยวิจัยและนวัตกรรม “พลังงานชุมชน พลังงานทางเลือก” โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิด ณ ศูนย์ส่งเสริมการวิจัยเพื่อมรดกทางวัฒนธรรม สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสํานักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลกและสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤติพลังงานที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจและสังคม วช.ให้ความสำคัญกับการใช้ “งานวิจัยและนวัตกรรม” เป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน โดยมุ่งสนับสนุนงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงและตอบโจทย์เชิงพื้นที่
การจัดงานครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ วช. ในการขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านพลังงานของประเทศโดยเฉพาะพลังงานชุมชนและพลังงานทางเลือก เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากภายนอก พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านพลังงานชีวมวล การทดแทนดีเซล และพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่า ลดต้นทุน และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ

ภายในงาน มีการเสวนาเรื่อง “พลังงานชุมชน ก๊าซชีวมวลกับการสร้างเศรษฐกิจชุมชนยั่งยืน” พร้อมนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรม ได้แก่ 
- นวัตกรรม “ชุดผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ” โดย นางพัทธนันท์ นาถพินิจ จากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
- นวัตกรรม “ต้นแบบระบบผลิตไฟฟ้าโดยใช้เซลล์แสงอาทิตย์สำหรับผลิตภัณฑ์การเกษตร” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รุ่งทวี ผดากาล จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 
- นวัตกรรม “ต้นแบบระบบปรับปรุงก๊าซชีวภาพสำหรับเป็นพลังงานทดแทน” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.พิมผกา โพธิลังกา จากมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง 
- นวัตกรรม “เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนในการจัดการขยะ” โดย นายโกศล แสงทอง จากศูนย์วิจัยชุมชนเครือข่ายรวมใจตามรอยพ่อ จังหวัดเพชรบุรี
การเสวนาเรื่อง “พลังงานชุมชน ทดแทนดีเซลด้วยนวัตกรรม” โดยนำเสนอผลงานวิจัย ได้แก่ 
- นวัตกรรม “เครื่องผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชใช้แล้ว” โดย นางชนากานต์ เพิ่มฉลาด จากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย 
- นวัตกรรม “เครื่องต้นแบบไพโรไลซิสสำหรับผลิตพลังงานทางเลือกทดแทนดีเซล” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ณัฐชา เพ็ชร์ยิ้ม จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
และการเสวนาเรื่อง “พลังงานแสงอาทิตย์ สู่ความมั่นคงทางพลังงานแห่งอนาคต” ได้แก่ 
-  “นวัตกรรมเครื่องสูบน้ำพลังงานเซลล์แสงอาทิตย์” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ก้องภพ ชาอามาตย์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร และ รองศาสตราจารย์ ดร.กันต์ อินทุวงศ์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ 
- นวัตกรรม “ระบบส่งน้ำและสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทนงศักดิ์ มูลตรี จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม 
- นวัตกรรมระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ โดย นางอารยา นุ่มนิ่ม จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา 
-  นวัตกรรม “ระบบผลิตไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์” โดย ดร.สุชัจจ์ ศรีแก้ว จากสมาคมพลังงานทดแทนเพื่อความยั่งยืน

ทั้งนี้ การจัดงานครั้งนี้เป็นความมุ่งมั่นของวช. ในการผลักดันผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านพลังงานสู่การใช้ประโยชน์จริงในระดับชุมชนและประเทศ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน

วช. แถลงผลการดำเนินงานแก้ไขปัญหาด้วยวิจัยและนวัตกรรมในพื้นที่ จ.เชียงราย และจ.พะเยา “มุ่งเป้าอนาคตประเทศไทย เพื่ออากาศสะอาดและน้ำมั่นคง“

วช. แถลงผลการดำเนินงานแก้ไขปัญหาด้วยวิจัยและนวัตกรรมในพื้นที่ จ.เชียงราย และจ.พะเยา “มุ่งเป้าอนาคตประเทศไทย เพื่ออากาศสะอาดและน้ำมั่นคง“



วันที่ 30 มีนาคม 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดแถลงผลงานและก้าวต่อไป “มุ่งเป้าอนาคตประเทศไทย เพื่ออากาศสะอาดและน้ำมั่นคง จังหวัดเชียงรายและพะเยา“ เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวต้อนรับ, ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ประธาน PC, ศ.ดร.สนิท อักษรแก้ว คณะกรรมการ PE, ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รศ.ดร.สาโรช รุจิรวรรธน์ และ ดร.ชวลิต จันทรรัตน์ คณะกรรมการ PC ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้บริหาร วช. ผู้บริหารหน่วยงานในพื้นที่ และคณะนักวิจัย เข้าร่วมกิจกรรม ณ โรงแรม เดอะ ริเวอร์รี่ บาย กะตะธานี จังหวัดเชียงราย

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ขับเคลื่อน “มุ่งเป้าอนาคตประเทศไทยเพื่ออากาศสะอาด น้ำมั่นคง” ผ่านการนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้แก้ไขปัญหาในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม โดยจังหวัดเชียงรายและพะเยาเป็นพื้นที่นำร่องสำคัญที่สะท้อนความสำเร็จของการบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน จากการดำเนินงานที่ผ่านมา วช. ได้สนับสนุนงานวิจัยหลากหลายด้าน ตั้งแต่ด้านการพัฒนานวัตกรรมข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ ด้านการลดการเผาในภาคเกษตร ด้านการจัดการไฟป่า จนถึงด้านความร่วมมือข้ามพรมแดน ขณะเดียวกัน ได้ผลักดันการบริหารจัดการน้ำอย่างมั่นคง ภายใต้แนวคิด “ไม่ท่วม ไม่แล้ง” ผ่านการใช้เทคโนโลยีและการมีส่วนร่วมของชุมชน ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงน้ำอย่างมั่นคงและลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่เพียงช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างรายได้ เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ และเสริมความเข้มแข็งของชุมชนในพื้นที่ และในระยะต่อไป วช. จะมุ่งขยายผลนวัตกรรมไปยังพื้นที่อื่น พร้อมเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และชุมชน เพื่อสร้างระบบบริหารจัดการอากาศและน้ำอย่างยั่งยืน โดยเป้าหมายสำคัญคือการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การมีอากาศสะอาด น้ำมั่นคง และการพัฒนาที่ยั่งยืน


นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า จ.เชียงรายและพะเยามีศักยภาพโดดเด่นทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ การเกษตร และการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม พื้นที่ยังคงเผชิญความท้าทายจากปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การนำองค์ความรู้ด้านงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้ามาประยุกต์ใช้ในพื้นที่ จึงถือเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ให้เติบโตอย่างเป็นรูปธรรม

ต่อมา เป็นกิจกรรมเสวนา “มุ่งเป้าอนาคตประเทศไทยเพื่ออากาศสะอาด จังหวัดเชียงราย – พะเยา : การบูรณาการความร่วมมือสู่การปฏิบัติในพื้นที่เพื่อแก้ปัญหา PM2.5” โดย ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ กล่าวถึงประเด็นการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร, ศ.ปฏิบัติ ดร.เศรษฐ์ สัมภัตตะกุล กล่าวในประเด็นผลกระทบต่อสุขภาพ: ห้องลดฝุ่นกับกลุ่มเปราะบาง, รศ.ดร.ดุสิต อธินุวัฒน์ ประเด็นภาพรวมและการบูรณาการเครือข่ายความร่วมมือ พร้อมด้วย ผู้แทนกลุ่มผู้ใช้ประโยชน์จากงานวิจัยและนวัตกรรม นายทนงศักดิ์ ทองแสน นายกเทศมนตรีตำบลจันจว้า, ดร.นณธภัทร ธีระวรรธนะสิริ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ, นายชลกฤษ ฟองสายชล บริษัท สยาม คอฟฟี่ เทรด จำกัด และดำเนินการเสวนาโดย ดร.วิจารย์ สิมาฉายา คณะกรรมการส่งเสริมแผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. และการเสวนา “มุ่งเป้าอนาคตประเทศไทยเพื่อน้ำมั่นคง จังหวัดเชียงราย – พะเยา : พลังความร่วมมือท้องถิ่นสู่การจัดการน้ำมั่นคง“ โดย ดร.อังกูร ว่องตระกูล ในประเด็นน้ำท่วมเมือง: เตือนเร็ว หนีทัน ป้องกันภัยในเขตเมือง, ดร.ณัฏฐพร พิมพะ ในประเด็นน้ำประปา: มาตรฐานน้ำประปา แก้ปัญหาสารหนู, ดร.สุดารัตน์ อุทธารัตน์ ในประเด็นน้ำตำบล: การจัดการน้ำชุมชนตำบลพึ่งตนเอง พร้อมด้วย ผู้แทนกลุ่มผู้ใช้ประโยชน์ นายอนันต์ เพ็ชร์หนู ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ, นายประพัฒน์ สีธิ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย, นายไพรัช มหาวงศนันท์ กองสาธารณสุข องค์การบริหารส่วนจังหวัด จังหวัดเชียงราย ดำเนินการเสวนาโดย รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผู้อำนวยการแผนงาน “น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง ใน 10 จังหวัด”

นอกจากนี้ วช. ได้มอบผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา PM2.5 และการบริหารจัดการน้ำมั่นคง โดยมี นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นผู้รับมอบ โดยมุ่งให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์ในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม และขยายผลสู่การพัฒนาเพื่อสร้างอากาศสะอาด น้ำมั่นคง และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569

Ads.Face เผย 10 เทคนิคใช้โซเชียลให้ธุรกิจเติบโต ในปี 2026

Ads.Face เผย 10 เทคนิคใช้โซเชียลให้ธุรกิจเติบโต ในปี 2026
 

เป็นเจ้าของธุรกิจยุคปัจจุบันนี้ 
งานดีแค่ไหนแต่ไม่มีใครมองเห็น ก็เป็นเรื่องที่ยากของการเติบโต 

Ads.Face 
ผู้ให้บริการ ADS MARKETING 
พร้อมให้การช่วยเหลือ และ สะดวก รวดเร็วในการขึ้น โฆษณา ยุคใหม่นี้
ด้วยประสบการณ์ในการใช้โซเชียลในหลายแพลตฟอร์ม แบบมืออาชีพ
เฟสบุ๊ค , ติ๊กต๊อก , อินสตาแกรม ,LINE OA


Ads.Face 
ได้เผย 10 เทคนิคใช้โซเชียลให้ธุรกิจเติบโตรวดเร็ว สบายที่สุด ใน ปัจจุบัน 
ได้แก่ 
1. ต้องมีเพจเขียว พร้อมผู้ติดตาม 
2. ทำให้เพจมีความน่าเชื่อถือ 
3. บัญชีโฆษณายิงแอด เฟสบุ๊ค
4. โปรโมท เพจ และ บัญชีโฆษณา ร่วมกันเพื่อสร้างความเชื่อมโยง       
5. สร้างคอนเทนต์อย่างต่อเนื่อง 
6. มี วิดีโอสั้นๆ เพื่อดึงดูดความสนใจ
7. มีโปรโมชันช่วยกระตุ้นยอดขาย 
8. เพิ่มฐานลูกค้าจากการทำโฆษณา (ยิงแอด) 
9. มีบัญชี เริ่มต้นที่ปลดลิมิต วงเงินเยอะ  
10. พร้อม บัญชี LINE OA แบบผู้ติดตาม เพื่อความน่าเชื่อถือ สำหรับร้านค้า
 

สำหรับการทำโฆษณา (ยิงแอด) ให้มีประสิทธิภาพ อย่างรวดเร็ว
Ads.Face ให้ข้อมูลว่า สามารถทำได้ด้วยการรู้จักกลุ่มลูกค้าของเรา จากนั้นเลือกแพลตฟอร์มที่เหมาะสมกับตัวเอง และออกแบบโฆษณา (ยิงแอด) ให้น่าสนใจ รวมถึงต้องดูงบประมาณที่เหมาะสม และอย่าลืมที่จะ Call to Action ด้วย
 

หากสนใจที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
เรื่อง การเร่งยอด โฆษณา (บัญชียิงแอด) 
สามารถมาเป็นเพื่อนกับ Ads.Face 
พร้อมให้บริการและดูแลคุณ 
ได้ที่ Line : @ads.face 
ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย 

“Morton Thailand” เปิดเวทีใหญ่ MORTON DESIGN AWARDS 2026ผลักดันนักออกแบบไทยสู่อนาคตยั่งยืน

“Morton Thailand” เปิดเวทีใหญ่ MORTON DESIGN AWARDS 2026
ผลักดันนักออกแบบไทยสู่อนาคตยั่งยืน

Morton Thailand ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ฝ้าและผนัง ภายใต้แบรนด์ KOOLBOARD จัดงาน “MORTON DESIGN AWARDS 2026” ครั้งที่ 1 อย่างยิ่งใหญ่ เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 ณ Grande Centre Point Prestige Bangkok เพื่อเปิดเวทีระดับประเทศในการผลักดันเยาวชนและนักออกแบบรุ่นใหม่ ให้ได้แสดงศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์และทักษะการออกแบบอย่างมืออาชีพ
โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาในสาขา Architectural Design และ Interior Design ให้สามารถนำเสนอแนวคิดที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง ควบคู่กับการเลือกใช้วัสดุคุณภาพและนวัตกรรม โดยเฉพาะ KOOLBOARD ซึ่งเป็นวัสดุฝ้าและผนังที่ช่วยลดความร้อนและยกระดับคุณภาพการอยู่อาศัย
 

“เวทีนี้ไม่ใช่เพียงการแข่งขัน แต่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างอนาคตใหม่ให้กับวงการออกแบบไทย เราต้องการเห็นนักออกแบบรุ่นใหม่เติบโตบนแนวคิดที่รับผิดชอบต่อทั้งผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม” คุณชาย บุญกล่อมจิตร Head of Business Development, Morton Thailand กล่าว
ภายในงานได้รับความสนใจจากสถาบันการศึกษาชั้นนำทั่วประเทศ โดยมีผลงานส่งเข้าร่วมประกวดจำนวนมาก ผ่านการคัดเลือกในรอบ Preliminary สาขาละ 20 ผลงาน ก่อนเข้าสู่รอบ Final สาขาละ 6 ผลงาน เพื่อจัดแสดงและนำเสนอแนวคิดต่อคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งเป็นผู้มีชื่อเสียงในด้านการออกแบบทั้งภายนอกและภายใน รวมถึงผู้เชี่ยวชาญจากแวดวงอสังหาริมทรัพย์และการลงทุน ประกอบด้วย
สาขา Architectural Design ได้แก่
• คุณจีรเวช หงสกุล – IDIN Architects
• คุณไพทยา บัญชากิติคุณ – ATOM Design
• คุณเศรษฐวัฒก์ ศรีวิโรจน์ – President, Nebula by MQDC
• คุณชัชวาลย์ วัฒนะโชติ – Kim Property Live
และสาขา Interior Design ได้แก่
• คุณธนาวัช สุขัคคานนท์ – Interior Visions / รองนายกสมาคมมัณฑนากรแห่งประเทศไทย
• คุณพลัช ไพนุพงศ์ – That’s ITH Interior
• คุณเมธินี สุวรรณะบุณย์ – Chief Project Development Officer, The Mall
• คุณสมัชชา วิราพร – รองบรรณาธิการอำนวยการ บ้านและสวน
นอกจากนี้ Morton Thailand ยังได้ประกาศผลรางวัล “Kool First Class Award” ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดของโครงการ โดยผู้ชนะจะได้รับเงินรางวัลมูลค่า 100,000 บาท พร้อมโอกาสเข้าร่วมทริปศึกษาดูงานด้านสถาปัตยกรรม ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน รวมถึงสิทธิ์ใช้งานโปรแกรมออกแบบ SketchUp และ Enscape Impact License ระยะเวลา 1 ปี มอบโดยคุณกอพล เลียวไพโรจน์ จากบริษัท ดิจิเทค วัน จำกัด เพื่อสนับสนุนการพัฒนาทักษะในระดับวิชาชีพ
  
สำหรับผู้ได้รับรางวัลในปีนี้ ได้แก่ ผลงาน “ATTUNE” ของนางสาวชาลิสา จินตนาเลิศ (น้องเณ) จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ในสาขา Architectural Design
ขณะที่รางวัลชนะเลิศ Kool First Class Award สาขา Interior Design ได้แก่ ผลงาน “คองข้าวคองเฮา” ของนางสาวกนิษฐนาฎ เต็มทอง (น้องวุ้นเส้น) นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
การจัดงานในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของ Morton Thailand ในการขับเคลื่อนวงการออกแบบไทย ผ่านการสร้างเวทีแห่งโอกาส และการผลักดันแนวคิด “การออกแบบเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน” อย่างเป็นรูปธรรม
 

วันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569

'โอเบค อาเซียน อีสปอร์ต ไฮสคูล'ดวล2ประเภทแชมป์ไปลุยต่างแดน

'โอเบค อาเซียน อีสปอร์ต ไฮสคูล'
ดวล2ประเภทแชมป์ไปลุยต่างแดน


เมื่อวันพุธที่ 25 มีนาคม ที่ผ่านมา เวลา 10.00 น. ได้มีพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาอีสปอร์ต ระดับมัฐยมศึกษา รายการ "OBEC ASEAN ESPORTS HIGH SCHOOL 2025" รอบชิงชนะเลิศ ที่จะแข่งขันวันที่ 25 - 26 มีนาคม 2569 นี้ ที่ไอส์แลนด์ ฮอลล์ ชั้น 3 ศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ กรุงเทพ

โดยมี ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) เป็นประธาน ในพิธีเปิด พร้อมด้วย รศ.ดร.ชุติกาญจน์ ศรีวิบูลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, นายสันติ โหลทอง นายกสมาคมกีฬาอีสปอร์ต แห่งประเทศไทย พร้อมคณะกรารรมการจัดการแข่งขันร่วมงานมากมาย

สำหรับการแข่งขันรอบนี้เป็น รอบชิงชนะเลิศของ ROV จากทั้งหมดที่เข้าร่วมในรอบแรก 868 ทีม ที่เป็นนักกีฬาอีสปอร์ต จากนักเรียนระดับมัธยมปลาย โรงเรียนสังกัด สพฐ ทั่วประเทศ คัดจนเหลือ 16 ทีมสุดท้ายมาแข่งขันกันในรอบ Final ในรอบนี้

และการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศของ eFootball Mobile ที่คัดเลือกจาก 1,288 คน จากนักเรียนระดับมัธยมปลาย โรงเรียนสังกัด สพฐ ทั่วประเทศ ซึ่งจะมาแข่งขันกันในรอบ 16 คนสุดท้ายเช่นกัน

โดยมีเงินรางวัลการแข่งขันรวมของทั้ง 2 เกม ROV และ eFootball Mobile รวมกว่า 305,000 บาท (ไม่ร่วมตั๋วเครื่องบิน, ค่าที่พัก และค่าอาหารในการเดินทางไปต่างประเทศของทีมที่ได้อันดับที่ 1-3 ในอีก3ประเทศ)

โดยการแข่งข้นรอบ Grand Final แข่งขันกันที่ ที่ไอส์แลนด์ ฮอลล์ ชั้น 3 ศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ วันที่ 25-26 มีนาคมนี้ แฟนกีฬาอีสปอร์ตจะได้ พบกับแคสเตอร์ชื่อดัง มากมายภายในงาน ที่จะมาพากย์การแข่งขันกันแบบสุดมันส์ตลอดทั้ง 2 วัน

นอกจากนี้ยังมีการแข่งขันรายการพิเศษ OBEC ESPORTS ตะลุมบอนทัวร์ ROV & eFootball Mobile ที่มีเงินรางวัลรวมถึง 60,000 บาท โดยแข่งขันประเภทละ 8 ทีม โดยทีมที่แข่งขันชนะได้แชมป์กลุ่มจะรับเงินรางวัลทันที ส่วนทีมแพ้สามารถต่อคิวเพื่อลงสมัครแข่งขันใหม่ได้ตลอดทั้งวัน (เว้นกรณีที่ชนะและได้รับเงินรางวัลแล้ว จะต้องมาแข่งขันใหม่ในวันถัดไป)

งานนี้เปิดให้เยาวชน-ประชาชนทั่วไปเข้ามาเชียร์สดหน้างานให้สนั่นฮอลล์ มาให้กำลังใจอนาคตเกมเมอร์ทีมนักเรียนไทย งานนี้ชมฟรี! ตลอดงาน! หรือชมการถ่ายทอดสดที่เพจ TESF และเพจ สำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน

วช. แถลงข่าวความพร้อมในการร่วมเป็นเจ้าภาพกับ STS forum ในการจัดงาน STS forum Japan–Thailand Symposium 2026 ยกระดับความร่วมมือวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมระดับนานาชาติ

วช. แถลงข่าวความพร้อมในการร่วมเป็นเจ้าภาพกับ STS forum ในการจัดงาน STS forum Japan–Thailand Symposium 2026 ยกระดับความร่วมมือวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมระดับนานาชาติ


วันที่ 24 มีนาคม 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดงานแถลงข่าว การจัดงาน STS forum Japan–Thailand Symposium 2026 โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสํานักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย Professor Yoshio Otani, Director of JSPS Bangkok Office คณะผู้บริหาร วช. รวมถึงสื่อมวลชนเข้าร่วม ณ ศูนย์ส่งเสริมการวิจัยเพื่อมรดกทางวัฒนธรรม สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ


ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสํานักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า ประเทศไทยโดย วช. มีความพร้อมอย่างยิ่งในการร่วมเป็นเจ้าภาพกับ STS forum ในการจัดงาน STS forum Japan–Thailand Symposium 2026 ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24–25 เมษายน 2569 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ บางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร ภายใต้หัวข้อ “The Great Convergence: AI-Driven Health, Environment and Bio-Economy” การจัดงานครั้งนี้นับเป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมผู้นำระดับสูง นักวิจัยชั้นนำ ผู้กำหนดนโยบาย และภาคอุตสาหกรรมจากประเทศไทย ญี่ปุ่น และนานาประเทศ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แบ่งปันประสบการณ์ และกำหนดทิศทางการพัฒนาในประเด็นสำคัญของโลก อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจชีวภาพ สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น อีกทั้งยังเป็นโอกาสสำคัญในการ แสดงศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของภูมิภาค พร้อมทั้ง ผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศและการพัฒนาอย่างยั่งยืน


นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการแลกเปลี่ยนมุมมองต่อการจัดงาน STS forum Japan–Thailand Symposium 2026 โดยผู้แทนจากภาควิชาการและองค์กรระหว่างประเทศ ได้แก่ Professor Yoshio Otani Director of JSPS Bangkok Office รวมทั้ง รศ.ดร.กฤต จารุพานิช คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และ ผศ.ดร. สุนทร ดันติถาวรวัฒน์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล STS forum Young Leader 2025 ที่ได้รับการสนับสนุนจาก วช. ร่วมสะท้อนมุมมองเชิงลึกและบทบาทของประเทศไทยบนเวทีวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมระดับโลก


ทั้งนี้ การจัดงาน STS forum Japan–Thailand Symposium 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24–25 เมษายน 2569 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ บางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร นับเป็นอีกนับเป็นอีกก้าวสำคัญของประเทศไทยในการก้าวสู่เวทีวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับโลก พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้เกิดการสร้างเครือข่ายนักวิจัยและการต่อยอดองค์ความรู้สู่การพัฒนาประเทศและภูมิภาคในอนาคตอย่างยั่งยืน

วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569

วช. ร่วมกับ สถาบันพระปกเกล้า ลงนามความร่วมมือพัฒนาบุคลากรวิจัยและนวัตกรรม เสริมธรรมาภิบาลและจริยธรรมเพื่อการยกระดับสู่มาตรฐานสากล

วช. ร่วมกับ สถาบันพระปกเกล้า ลงนามความร่วมมือพัฒนาบุคลากรวิจัยและนวัตกรรม เสริมธรรมาภิบาลและจริยธรรมเพื่อการยกระดับสู่มาตรฐานสากล


วันที่ 24 มีนาคม 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการในการพัฒนาบุคลากรวิจัยและนวัตกรรม ภายใต้หลักสูตรการพัฒนาธรรมาภิบาลและจริยธรรมสำหรับนักบริหารงานวิจัยมืออาชีพ ระหว่างสำนักงานการวิจัยแห่งชาติกับสถาบันพระปกเกล้า โดยได้รับเกียรติจาก ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวถึงความร่วมมือในการพัฒนาบุคลากรวิจัยและนวัตกรรม และ รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวถึงแนวทางสนับสนุนความร่วมมือ พร้อมด้วย คณะผู้บริหารสถาบันพระปกเกล้าและผู้บริหาร วช. เข้าร่วมในพิธี ณ ห้องประชุมจอมพลสฤษดิ์ธนะรัชต์ อาคาร วช.1 


ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ในฐานะหน่วยงานที่มีบทบาทในการส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรด้านการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ตระหนักว่าความเข้มแข็งของระบบวิจัยขึ้นอยู่กับคุณภาพของบุคลากรผู้บริหารจัดการระบบ ซึ่งมีหน้าที่เชื่อมโยงนโยบายสู่การปฏิบัติ กำกับดูแลทรัพยากรสาธารณะ และผลักดันให้งานวิจัยก่อประโยชน์ต่อประเทศและประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยหลักสูตรการพัฒนาธรรมาภิบาลและจริยธรรมสำหรับนักบริหารงานวิจัยมืออาชีพภายใต้บันทึกข้อตกลงฉบับนี้ จะมุ่งเชื่อมโยงหลักการสู่การปฏิบัติผ่านการวิเคราะห์สถานการณ์จริง การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และกรณีศึกษา เพื่อพัฒนานักบริหารงานวิจัยให้เป็นมืออาชีพ ควบคู่กับการยึดมั่นในธรรมาภิบาลและจริยธรรม อันจะส่งผลต่อการยกระดับคุณภาพระบบวิจัยของประเทศให้มีความโปร่งใส คุ้มค่า และได้รับความเชื่อมั่นจากสังคมทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ


รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า ปัจจุบันการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาบุคลากรต้องควบคู่กับการเสริมสร้างธรรมาภิบาลและจริยธรรม เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและความเชื่อมั่นต่อสังคม หลักสูตรนี้จึงมุ่งยกระดับนักบริหารงานวิจัยให้มีความเป็นมืออาชีพ มีคุณธรรม และสามารถบริหารจัดการงานวิจัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็ง และร่วมกันขับเคลื่อนระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศให้ก้าวหน้าและยั่งยืนต่อไป



ทั้งนี้ วช. และสถาบันพระปกเกล้า มุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานจริยธรรมและธรรมาภิบาลในระบบวิจัยและนวัตกรรมไทยอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการเสริมสร้างฐานกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรวิจัยและนวัตกรรมให้มีคุณภาพ ควบคู่คุณธรรม เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ

วช. นำวิจัยและนวัตกรรม รับมือวิกฤติพลังงาน หนุน “พลังงานชุมชน พลังงานทางเลือก” สู่ความมั่นคงในหลากหลายพื้นที่

วันที่ 31 มีนาคม 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดการแถลงข่าวรับมือวิกฤติพลังงานด้วยวิ...