วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2569

สมาคมผู้บริหารประถมฯ จับมือ พว. ดัน Active Learning สร้างเด็ก “คิดเป็น–แก้ปัญหาเป็น” สร้างภูมิคุ้มกันลดความรุนแรง


เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2569 ที่โรงเรียนราชวินิต สมาคมผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ท.) และสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อยกระดับคุณภาพวิชาการและสร้าง “ภาวะผู้นำทางวิชาการ” ให้ผู้บริหารสถานศึกษา ควบคู่การพัฒนานวัตกรรมของผู้บริหาร ครู และนักเรียน ผ่านการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning และกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps มุ่งสร้างเด็กให้ “คิดเป็น–แก้ปัญหาเป็น” สามารถนำกระบวนการคิดไปใช้รับมือสถานการณ์จริง รวมถึงปัญหาพฤติกรรมและความรุนแรงในสถานศึกษา


ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)บรรยายพิเศษหัวข้อ “นวัตกรรมการบริหารสถานศึกษา” กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับการศึกษาซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของการพัฒนาประเทศ โดยนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผลักดันแนวคิด “All for Education” เปิดให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมพัฒนาการศึกษา ทั้งสถานศึกษา สมาคมฯและภาคเอกชน ซึ่งความร่วมมือระหว่างสมาคมฯ กับ พว. ครั้งนี้ จึงเป็นอีกกลไกในการพัฒนาผู้บริหารและครูให้เข้าใจ Active Learning และสามารถนำนโยบายลงสู่ห้องเรียนได้จริง โดยหัวใจของ Active Learning ไม่ใช่เพียงให้เด็ก “ลงมือทำ” แต่ต้องฝึกให้เด็กคิดอย่างเป็นระบบ ใช้เหตุผล และมองเห็นผลกระทบของการตัดสินใจทั้งต่อตนเอง เพื่อน และสังคม ภายใต้แนวคิด “Think Twice” หรือคิดให้รอบคอบก่อนลงมือทำ


เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า ครูและผู้บริหารต้องเป็นต้นแบบของการคิดอย่างเป็นระบบ มีเหตุผล คุณธรรม และความยับยั้งชั่งใจ ขณะที่บทบาทของครูต้องเปลี่ยนจากผู้ถ่ายทอดความรู้มาเป็น “โค้ช” ที่ช่วยชี้แนะทั้งด้านวิชาการ การดำรงชีวิต และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น เพื่อพัฒนาเด็กให้มีทั้งความรู้และคุณธรรม สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ แยกแยะผลดีผลเสีย และตัดสินใจอย่างเหมาะสม
“อีกเป้าหมายสำคัญคือการต่อยอด Active Learning ไปสู่การสร้างนวัตกรรมของนักเรียน ให้เด็กได้คิด ลงมือทำ และนำเสนอผลงาน ก่อนพัฒนาไปสู่การใช้ประโยชน์จริง เชิงธุรกิจ หรือการจดสิทธิบัตรในอนาคต ทั้งนี้ หากโรงเรียนสามารถสร้างพื้นที่ให้นักเรียนคิดค้นนวัตกรรมอย่างต่อเนื่องเพียงโรงเรียนละ 1 ผลงาน ก็จะมีนวัตกรรมถึงกว่า 24,000 นวัตกรรม ถ้าเป็นรายบุคคลก็จะสร้าง นวัตกรรมได้กว่า 6 ล้านนวัตกรรม ซึ่งจะสามารถสร้างมูลค่าให้แก่เศรษฐกิจและสังคมไทยได้มหาศาล”ดร.พิเชฐกล่าว 


ดร.ปรพล แก้วชาติ นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาแห่งประเทศไทย(สบท.)กล่าวว่า สมาคมฯ วางเป้าหมายการพัฒนาผู้บริหารไว้ 2 ด้านสำคัญ คือ “ภาวะผู้นำทางวิชาการ” และ “การพัฒนานวัตกรรมของนักเรียน ครู และผู้บริหาร” การจับมือกับ พว. จึงเป็นการนำ Active Learning และ GPAS 5 Steps ลงสู่ห้องเรียนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เด็กคิด วิเคราะห์ และแก้ปัญหาเป็น สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง รวมถึงรับมือกับปัญหาความปลอดภัยและความรุนแรงในสถานศึกษา นอกจากนี้สมาคมฯ ยังยึดหลัก “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” โดยจะพัฒนาโรงเรียนให้สอดคล้องกับบริบทตั้งแต่ โรงเรียน ขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ และใหญ่พิเศษ โดย ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 10,000 โรงเรียน และจะขยายเครือข่ายทางวิชาการจากผู้บริหารลงไปสู่ครูและนักเรียน เพื่อให้การพัฒนาเกิดผลกับผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรม
ดร.ปรพล กล่าวว่า หัวใจสำคัญคือองค์ความรู้และนวัตกรรมต้องไม่หยุดอยู่ที่ผู้บริหาร แต่ต้องลงไปถึงห้องเรียน ตั้งแต่การวิเคราะห์หลักสูตร การจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา การวางแผนการสอน จนถึงการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ผ่าน GPAS 5 Steps ซึ่งฝึกเด็กตั้งแต่การแสวงหาข้อมูล คิดวิเคราะห์ สร้างองค์ความรู้ใหม่ นำเสนอแลกเปลี่ยนความคิดเห็น จนถึงการกำกับและประเมินการเรียนรู้ของตนเอง (Self-Regulating) และเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนกับชีวิตครอบครัว ชุมชน และสังคม “เมื่อครูคิดเป็นกระบวนการและถ่ายทอดกระบวนการให้เด็ก เวลาเด็กเจอปัญหา เขาก็จะคิดเป็นกระบวนการและแก้ปัญหาด้วยกระบวนการ ไม่ใช่แก้ปัญหาด้วยการท่องจำ” ดร.ปรพล กล่าวและว่า การป้องกันปัญหาพฤติกรรมและความรุนแรงต้องเชื่อมตั้งแต่ผู้บริหารที่มีภาวะผู้นำทางวิชาการ ครูที่เข้าใจกระบวนการเรียนรู้ ไปจนถึงเด็กที่ได้รับการฝึกให้คิดและแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ


ขณะที่ ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร และประธานกรรมการบริหาร พว. กล่าวว่า GPAS 5 Steps มีเป้าหมายพัฒนากระบวนการคิดขั้นสูงของผู้เรียน โดยผลจากโรงเรียนนำร่องพบว่าสามารถพัฒนาความสามารถด้านการคิดและการแสดงออกของเด็กได้อย่างเป็นรูปธรรม จึงต้องการขยายผลผ่านเครือข่ายสมาคมผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาฯ ซึ่ง การเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากผู้บริหาร เมื่อผู้บริหารให้การสนับสนุนอย่างจริงจังจะส่งต่อถึงครูและนักเรียน ทำให้เกิด “ห้องเรียนคุณภาพ” ที่พัฒนาเด็กทุกคนตามศักยภาพ ไม่แบ่งเด็กเพียงว่าเก่งหรือไม่เก่ง และไม่ประเมินผู้เรียนจากคะแนนสอบหรือความจำเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองความสามารถด้านการคิด การสร้างองค์ความรู้ และทักษะกระบวนการเป็นสำคัญ


ดร.ศักดิ์สิน กล่าวว่า การสร้างกระบวนการคิดขั้นสูงเปรียบเสมือนการสร้าง “ความแข็งแกร่งภายใน” ให้เด็ก เมื่อเผชิญแรงกระแทกจากกระแสสังคม ข้อมูล สิ่งยั่วยุ ปัญหา หรือความผิดหวัง เด็กจะสามารถตั้งหลัก วิเคราะห์ แยกแยะ และตัดสินใจได้ด้วยตนเอง ดังนั้น เป้าหมายของการศึกษาจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การทำให้เด็ก “รู้มาก” แต่ต้องทำให้เด็ก “คิดเป็น คิดก่อนทำ รู้เท่าทัน และตัดสินใจอย่างมีเหตุผล” เพราะในโลกที่ข้อมูลและกระแสสังคมสามารถเข้าถึงเด็กได้ภายในเสี้ยววินาที “กระบวนการคิด” คือภูมิคุ้มกันสำคัญที่จะติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต

วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2569

สัมผัสความสุขทางใจรูปแบบใหม่! “เพชร โตมร ” ผุดไอเดียเจ๋งผนึกกำลัง “สำนักสงฆ์พุปะหังวงค์วนาราม” เสิร์ฟละครธรรมะผ่อนคลาย คติสอนใจครบรส ออกอากาศทาง ททบ.5 เร็วๆ นี้

“บันเทิงธรรมนำสุข” เปิดกล้องละครธรรมะรูปแบบใหม่ “เพชร โตมร” ผนึก “สำนักสงฆ์พุปะหังวงค์วนาราม” ส่งต่อความสุขทางใจ พร้อมออกอากาศ ททบ.5


สัมผัสความสุขทางใจในรูปแบบใหม่ เมื่อ “เพชร โตมร” นักแสดงและผู้จัดมากความสามารถ แห่ง “บันเทิงสตอรี่” ผนึกกำลังกับ “พระอาจารย์เอกธนัช อริยธรรมโม” เจ้าอาวาสสำนักสงฆ์พุปะหังวงค์วนาราม จ.ราชบุรี สร้างสรรค์ละครธรรมะผ่อนคลายเรื่องใหม่ “บันเทิงธรรมนำสุข” หวังนำหลักธรรมมาถ่ายทอดผ่านความบันเทิงที่ดูง่าย เข้าถึงได้ และนำข้อคิดไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน


เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม 2569 ณ สำนักสงฆ์พุปะหังวงค์วนาราม อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ได้จัดพิธีบวงสรวงเปิดกล้องละคร “บันเทิงธรรมนำสุข” โดยมี “เพชร โตมร” พร้อมทีมงานบันเทิงสตอรี่ ร่วมกับพระอาจารย์เอกธนัช อริยธรรมโม และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมพิธี ท่ามกลางบรรยากาศอันเป็นสิริมงคล


พิธีบวงสรวงเริ่มขึ้นในเวลา 09.09 น. โดยมี “พราหมณ์กรณ์” เป็นผู้ประกอบพิธี เพื่อบอกกล่าวเทวดาฟ้าดิน ขอขมาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในสำนักสงฆ์ รวมถึงองค์พญาวาสุกรี ปู่องค์ดำ ปู่โสมเฝ้าทรัพย์ พระเจ้าเปิดโลก และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วบริเวณ พร้อมประกอบพิธีอัญเชิญเทพยดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อความเป็นสิริมงคลและความราบรื่นในการถ่ายทำ


สำหรับ “บันเทิงธรรมนำสุข” เป็นละครคุณธรรมที่นำเสนอแนวคิดการทำความดี ควบคู่กับการเตือนสติผู้ที่กำลังหลงผิด คิดผิด หรือเคยทำผิดพลาด ผ่านเรื่องราวของตัวละครที่มีทั้งความสนุกสนานและแง่มุมให้ผู้ชมได้คิดตาม


จุดเด่นของละครอยู่ที่การผสมผสานหลักธรรมะเข้ากับรูปแบบการนำเสนอที่ผ่อนคลาย โดยพระอาจารย์เอกธนัช อริยธรรมโม จะเมตตามาร่วมให้ข้อคิดและหลักธรรมที่เข้าใจง่าย ขณะที่ทีมนักแสดงเข้ามาเติมสีสันให้เรื่องราวมีความสนุกและน่าติดตามมากยิ่งขึ้น


ทีมงานยังได้คัดเลือกนักแสดงคุณภาพจากละคร TikTok มาร่วมสร้างสีสัน อาทิ สายไหม, ทิวธีรเดช, คุณนิชา, คุณแป้ง และนักแสดงอีกหลายคน เพื่อให้ “บันเทิงธรรมนำสุข” เป็นละครที่สามารถเข้าถึงผู้ชมได้หลากหลายกลุ่ม


แนวคิดสำคัญของผลงานเรื่องนี้คือ “ความบันเทิงที่มาพร้อมปัญญา คติธรรมที่เข้าใจง่าย และสร้างความสุขให้จิตใจ” โดยหวังให้ผู้ชมได้รับทั้งความสนุก ความผ่อนคลาย และข้อคิดดี ๆ กลับไปพร้อมกัน


เตรียมติดตามตอนแรกของ “บันเทิงธรรมนำสุข” ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ททบ.5 ในวันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม 2569 เวลา 07.50 น. ช่วงท้ายรายการ “โชว์มียัวคิด”

นอกจากนี้ ผู้ชมสามารถติดตามรับชมย้อนหลัง รวมถึงติดตามตอนอื่น ๆ ได้ทาง YouTube ช่อง “บันเทิงสตอรี่” และสามารถส่งคำแนะนำเรื่องราว ติชม หรือเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับรายการได้ทาง Line ID: pach9229

จากจุดเริ่มต้นในสำนักสงฆ์สู่ผลงานละครธรรมะที่เตรียมส่งต่อสู่หน้าจอ “บันเทิงธรรมนำสุข” จึงเป็นอีกหนึ่งความพยายามในการนำ “ธรรมะ” มาผสมผสานกับ “ความบันเทิง” ให้กลายเป็นเรื่องราวที่ดูง่าย ได้ความสุข และอาจเป็นข้อคิดเล็ก ๆ ที่ช่วยให้ผู้ชมกลับไปใช้ชีวิตด้วยสติและความเข้าใจมากขึ้น

☆ "จอมทรนง"เดือดปรอทแตกเจอแซ๊ะซี้ซั้ว ซวกกลับไม่นับแผล


บ่ายวันศุกร์ที่ 14 ที่มินิออฟฟิสของบริษัท 20 จูนฯ จะมีการแถลข่าวงานสร้างภาพยนตร์เรื่อง "2122 อะมาเกดดอน วอร์" ซึ่งจะแถลงข่าวทุกสัปดาห์ตามวันเวลาดังกล่าว


หากแต่วันนี้"จอมทรนง"หรือทรนง ศรีเชื้อ ผู้สร้างผู้กำกับภาพยนตร์รุ่นใหญ่
ซึ่งเป็นผู้สร้างและผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้สติแตกตั้งแต่ก่อนการแถลงข่าวเมื่อเจอกับคำถามนอกรอบเกี่ยวกับการถูกแซ๊ะนอกรอบจากเกรียนโซเชี่ยล เรื่องการใช้งบสร้างภาพยนตร์สูงถึงภาคล่ะ 500 ล้านบาท สร้าง 3 ภาคต้องใช้ทุนสร้างโดยรวมประมาณ 1,500 ล้านบาท


เมื่อถูกคอมเม้นต์เรื่องการออกแบบจัดทำเสื้อผ้าหน้ากาก 2122* จอมทรนง*ได้ชี้แจงว่าเสื้อผ้าทั้งหมดมากกว่า 1,500 ชุดในภาคแรก ได้ออกแบบและตัดเย็บเสร็จสิ้นไปแล้วกว่า 200 ชุด และยังไม่เคยนำออกเผยแพร่ต่อสาธารณะชนแต่อย่างใด เพิ่งมานำชุดเสื้อผ้าบางส่วนออกมาทดสอบพร้อมการทดสอบนักแสดงเมื่อวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมาเป็นครั้งแรก แต่กลับมาถูกแซ๊ะถูกบูลลี่เรื่องเสื้อผ้าหน้าผมที่นักแสดงแต่งกายมาร่วมงานแถลงข่าวเมื่อ 19 พฤษภาคมปีก่อน ซึ่งชุดทั้งหมดไม่เกี่ยวกับชุดที่ต้องใช้ถ่ายทำ 2122 อะมาเกดดอน วอร์* แต่อย่างใด

"จอมทรนง"ผู้สร้างผู้กำกับภาพยนตร์ที่เคยได้รับฉายานามมาตลอด 45 ปีว่าเป็นจอมซาดิทส์*ของวงการหนังไทย เมื่อถูกตั้งคำถามเรื่องโดนแซ๊ะแบบไม่มีเหตุมีผล จึงถึงกับระเบิดอารมณ์ลั่นห้องแถลงข่าวต่อหน้าสื่อมวลชนที่เข้าร่วมรายงานข่าวในครั้งนี้


จากการต้องแถลงข่าวเรื่องการเปิดรับสมัครนักแสดงนำหญิง กลับกลายเป็นการระบายอารมณ์ตลอดครึ่งชั่วโมง และเลื่อนการแถงข่าวรับสมัครนักแสดงนำหญิงไปในสัปดาห์หน้า

นายกฯ เปิดงาน “DE Digital Shield Forum” รณรงค์ต้านภัยออนไลน์สัญจร ปักหมุดหัวลำโพง สร้างเกราะคุ้มกันคนไทย รู้ทันภัยออนไลน์ ก่อนออกเดินทางในโลกดิจิทัล


นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี เปิดกิจกรรมนิทรรศการรณรงค์ต้านภัยออนไลน์สัญจร “DE Digital Shield Forum” ครั้งที่ 1 ภายใต้ธีม “Digital Shield Learning Fest 2026” ชูแนวคิด “Safe Digital Journey : เรียนรู้ก่อนออกเดินทางในโลกดิจิทัล” ย้ำรัฐบาลเดินหน้าปราบอาชญากรรมออนไลน์เป็นวาระแห่งชาติ ควบคู่สร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชน ขณะที่ “ไชยชนก” รมว.ดีอี เดินหน้าบูรณาการทุกภาคส่วน ตัดวงจรบัญชีม้า-ซิมม้า-ช่องทางหลอกลวง พร้อมนำความรู้ Digital Literacy ลงสู่พื้นที่ ตั้งเป้าประชาชนร่วมกิจกรรมไม่น้อยกว่า 2,000 คนต่อครั้ง


วันที่ 15 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดกิจกรรมนิทรรศการรณรงค์ต้านภัยออนไลน์สัญจร (DE Digital Shield Forum) ครั้งที่ 1 ภายใต้ธีม “Digital Shield Learning Fest 2026” แนวคิด “Safe Digital Journey : เรียนรู้ก่อนออกเดินทางในโลกดิจิทัล” ซึ่งจัดขึ้นโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ระหว่างวันที่ 15–16 สิงหาคม 2569 โดยมี นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี ผู้บริหารกระทรวงดีอี และหน่วยงานในสังกัด ผู้ที่เกี่ยวข้อง ภาคีเครือข่าย สื่อมวลชน และประชาชน เข้าร่วมงาน ณ สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) กรุงเทพมหานคร


นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า เทคโนโลยีดิจิทัลได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของประชาชน ทั้งการสื่อสาร การทำธุรกรรมทางการเงิน การซื้อขายสินค้า การศึกษา การประกอบอาชีพ และการเข้าถึงบริการภาครัฐ ซึ่งแม้เทคโนโลยีจะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิต แต่ขณะเดียวกันอาชญากรรมออนไลน์ก็พัฒนาอย่างรวดเร็วและซับซ้อนมากขึ้น โดยอาศัยเทคโนโลยีและเครือข่ายข้ามพรมแดนเป็นเครื่องมือ สร้างความเสียหายต่อทั้งทรัพย์สินของประชาชน ความเชื่อมั่น และระบบเศรษฐกิจของประเทศ
รัฐบาลจึงกำหนดให้การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นวาระแห่งชาติ และเร่งขับเคลื่อนมาตรการเชิงรุกภายใต้หลัก “ความรับผิดชอบร่วมกัน” หรือ Shared Responsibility โดย
บูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านความมั่นคง หน่วยงานกำกับดูแล สถาบันการเงิน ผู้ให้บริการโทรคมนาคม แพลตฟอร์มดิจิทัล และภาคเอกชน เพื่อปิดช่องทางและตัดวงจรอาชญากรรมออนไลน์ ตั้งแต่ต้นทาง


ทั้งนี้ รัฐบาลเร่งดำเนินการทั้งการตรวจสอบและระงับบัญชีม้า ตัดเส้นทางการเงิน ปราบปรามซิมม้าและโครงสร้างพื้นฐานที่มิจฉาชีพนำไปใช้ ตลอดจนขยายความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อกดดันและกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์และเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมยกระดับเทคโนโลยี ระบบแจ้งเตือนภัย และกลไกช่วยเหลือผู้เสียหายให้เข้าถึงการคุ้มครองได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

“Digital Shield ไม่ได้หมายถึงการใช้เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการสร้าง ‘ภูมิคุ้มกัน’ ให้เกิดขึ้นกับทุกคน เพราะประชาชนที่มีความเข้าใจ มีทักษะ และรู้เท่าทัน คือการป้องกันที่ดีที่สุดในการรับมือกับภัยออนไลน์ เกราะที่ดีที่สุดจึงไม่ใช่กฎหมายหรือเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่คือความตระหนักรู้และความระมัดระวังของประชาชนเอง รัฐบาลจะไม่ปล่อยให้ประชาชนต้องเผชิญกับภัยออนไลน์เพียงลำพัง แต่จะใช้ทุกมาตรการที่จำเป็น เพื่อปกป้องประชาชน ลดความสูญเสีย และสร้างสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัยสำหรับคนไทยทุกคน” นายกรัฐมนตรี กล่าว



ด้านนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า ภายใต้นโยบายของรัฐบาลที่กำหนดให้การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นวาระแห่งชาติ กระทรวงดีอีได้เร่งบูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงาน กสทช. สถาบันการเงิน ผู้ให้บริการโทรคมนาคม ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล และภาคีเครือข่าย เพื่อปิดช่องโหว่ ตัดวงจรการหลอกลวง และยกระดับการคุ้มครองประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม


กระทรวงดีอีได้ผลักดันมาตรการสำคัญอย่างต่อเนื่อง ทั้งการพัฒนากลไกแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน การเร่งระงับบัญชีม้าและซิมม้า การปิดกั้นช่องทางการสื่อสารที่ใช้ในการกระทำความผิด 
การสนับสนุนการติดตามเส้นทางการเงินของขบวนการอาชญากรรม รวมถึงการยกระดับมาตรการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อให้การป้องกันและยับยั้งภัยออนไลน์มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


นอกจากนี้ กระทรวงดีอียังขับเคลื่อนภารกิจเร่งด่วนตามนโยบาย Quick Win ของรัฐบาล โดยนำข้อมูล เทคโนโลยีดิจิทัล และนวัตกรรมมาใช้รับมือภัยใน 5 ด้าน ได้แก่ ภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภัยความมั่นคง ภัยเศรษฐกิจ ภัยสังคม และการยกระดับการบริหารภาครัฐ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกัน คาดการณ์ รับมือ และแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน

“มาตรการทางกฎหมายและการปราบปรามเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ‘ภูมิคุ้มกันของประชาชน’ คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด กระทรวงดีอีจึงจัดกิจกรรม DE Digital Shield Forum เพื่อนำองค์ความรู้ ทักษะการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล หรือ Digital Literacy รวมถึงนวัตกรรมการเตือนภัยรูปแบบใหม่ลงไปถึงประชาชนและเยาวชน เพื่อให้คนไทยทุกกลุ่มวัยรู้ทันกลลวง ใช้เทคโนโลยีอย่างปลอดภัย และไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพออนไลน์” นายไชยชนก กล่าว


สำหรับกิจกรรมนิทรรศการรณรงค์ต้านภัยออนไลน์สัญจร “DE Digital Shield Forum” ภายใต้ธีม “Digital Shield Learning Fest 2026” กำหนดจัดรวม 3 ครั้ง โดยครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 15–16 สิงหาคม 2569 ณ สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) กรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิด “Safe Digital Journey : เรียนรู้ก่อนออกเดินทางในโลกดิจิทัล” ก่อนเดินทางต่อไปจัดกิจกรรมครั้งที่ 2 ณ จังหวัดอุทัยธานี และครั้งที่ 3 ณ จังหวัดสงขลา


ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมเสวนาแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ นิทรรศการให้ความรู้สำหรับประชาชน และเวิร์กช็อปส่งเสริมการมีส่วนร่วม เพื่อสร้างความตระหนักรู้และทักษะในการรับมือภัยออนไลน์รูปแบบต่าง ๆ อาทิ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ บัญชีม้า การหลอกลงทุนและระดมทุนออนไลน์ การหลอกลวงทางการเงิน การพนันออนไลน์ และการหลอกซื้อขายสินค้าและบริการ โดยตั้งเป้าหมายให้มีประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมไม่น้อยกว่า 2,000 คนต่อครั้ง เพื่อขยายเครือข่าย “เกราะคุ้มกันดิจิทัล” ให้ประชาชนสามารถรู้ทัน ป้องกันตนเอง และส่งต่อความรู้ไปยังครอบครัวและคนรอบข้าง นำไปสู่สังคมดิจิทัลที่ปลอดภัยและเข้มแข็ง

วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569

กรมการค้าภายใน ชวนช้อปของดีจากเกษตรกรทั่วประเทศ ในงาน “Farm Outlet Market 2026”คัดสินค้าเกษตร–ผลไม้สด–ผลิตภัณฑ์ชุมชนส่งตรงถึงผู้บริโภคคาดกระจายรายได้สู่ฐานรากไม่น้อยกว่า 20 ล้านบาท


กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เชิญชวนประชาชนร่วมอุดหนุนสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์
จากวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศ ในงาน “Farm Outlet Market 2026” เปิดพื้นที่ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการศูนย์จำหน่ายสินค้าเกษตรชุมชน หรือ Farm Outlet นำผลผลิตคุณภาพและสินค้าจากชุมชนมาจำหน่ายถึงผู้บริโภคโดยตรง ในราคาที่เป็นธรรม พร้อมเพิ่มช่องทางการตลาดและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและชุมชน 


โดยภายในงานรวบรวมสินค้าเกษตรสด ผลไม้ตามฤดูกาล สินค้าแปรรูป และผลิตภัณฑ์ชุมชนกว่า 30 ร้านค้า รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมการบริโภคสินค้าเกษตรและเวิร์กช็อปสำหรับประชาชน คาดการณ์ตลอดการจัดงานจะช่วยกระจายรายได้สู่ฐานรากไม่น้อยกว่า 20 ล้านบาท


นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า การจัดงาน Farm Outlet Market 2026 เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่กรมการค้าภายในมุ่งเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการชุมชน พร้อมเชื่อมโยงผลผลิตจากแหล่งผลิตสู่ตลาดและผู้บริโภคโดยตรง โดยนำสินค้าเกษตรคุณภาพจากศูนย์ Farm Outlet ที่กรมการค้าภายในส่งเสริมและพัฒนา มาจำหน่ายในพื้นที่ศูนย์การค้า เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชนได้สะดวกมากขึ้น
ปัจจุบันกรมการค้าภายในส่งเสริมศูนย์จำหน่ายสินค้าเกษตรชุมชน หรือ Farm Outlet จำนวน 49 แห่ง 
ใน 34 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการรวบรวมและเชื่อมโยงสินค้าเกษตร สินค้าเกษตรแปรรูป และผลิตภัณฑ์ชุมชนออกสู่ตลาด โดยการจัดงานครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากภาคีเครือข่าย โดยเฉพาะบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ในการสนับสนุนพื้นที่ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ Farm Outlet นำสินค้ามาจำหน่ายถึงผู้บริโภคในเมือง


ไฮไลต์ภายในงาน คัดสรรของดีจากเกษตรกรและชุมชนมาให้เลือกซื้ออย่างจุใจ ทั้งสินค้าเกษตรสด 
ผักปลอดภัย ผลไม้ตามฤดูกาล อาหารแปรรูป และผลิตภัณฑ์ชุมชน อาทิ หมูยอและกุนเชียงจากฟาร์มฮัก ป. จังหวัดอุบลราชธานี ผักสลัดและแหนมเห็ดจากสวนลุงไกร จังหวัดนครราชสีมา และผักสดจากตลาดหัวปลี จังหวัดสระบุรี พร้อมสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์จากแหล่งผลิตทั่วประเทศ


สำหรับผู้ที่ชื่นชอบผลไม้ งานนี้ไม่ควรพลาด เพราะกรมการค้าภายในได้รวบรวมผลไม้สดจากแหล่งผลิตในหลายพื้นที่มาจำหน่าย อาทิ มังคุดจากจังหวัดนครศรีธรรมราช ทุเรียนจากจังหวัดชุมพร และลำไยจากจังหวัดเชียงใหม่ ให้ประชาชนได้เลือกซื้อผลไม้คุณภาพจากแหล่งผลิต พร้อมกิจกรรม แจกชิมผลไม้ฟรี เพื่อให้ผู้บริโภคได้สัมผัสรสชาติและคุณภาพของผลไม้ไทย

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เรียนรู้และสนุกไปกับสินค้าเกษตรไทย ทั้ง เวิร์กช็อป
ทำแยมผลไม้ และการทำลูกชุบ รวมถึงกิจกรรมพิเศษสำหรับผู้ที่ซื้อผลไม้ภายในงาน สามารถร่วมทำ “ไอศกรีมผัดผลไม้” ด้วยตัวเองได้ฟรี เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ในการบริโภคผลไม้และเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรไทย

นายจิรวุฒิ กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับจับจ่ายสินค้า แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ช่วยเชื่อมโยงเกษตรกร ผู้ประกอบการชุมชน และผู้บริโภคเข้าด้วยกัน โดยประชาชนสามารถเลือกซื้อสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชนจากผู้ผลิตและแหล่งผลิตที่กรมการค้าภายในส่งเสริม ขณะที่เกษตรกรและผู้ประกอบการมีโอกาสเข้าถึงตลาดและผู้บริโภคโดยตรงมากขึ้น สอดคล้องกับนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งสนับสนุนการบริโภคสินค้าไทย ส่งเสริมสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการชุมชน ตลอดจนสร้างรายได้และความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจฐานราก
“Farm Outlet Market 2026 จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะช่วยสร้างการรับรู้ถึงคุณภาพของสินค้าเกษตรไทย เพิ่มโอกาสทางการตลาดให้แก่เกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน และทำให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงของดีจากแหล่งผลิตทั่วประเทศได้ง่ายขึ้น โดยคาดว่าตลอดการจัดงานจะสามารถสร้างมูลค่าการจำหน่ายและ กระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานรากไม่น้อยกว่า 20 ล้านบาท ทุกการเลือกซื้อจึงไม่เพียงได้สินค้าคุณภาพกลับไป แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อรายได้กลับสู่เกษตรกรและชุมชนไทย” นายจิรวุฒิ กล่าว

ทั้งนี้ งาน Farm Outlet Market 2026 จัดขึ้น 2 ครั้ง ได้แก่ ครั้งที่ 1 ณ เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ระหว่างวันที่ 13–19 สิงหาคม 2569 และ ครั้งที่ 2 ณ เซ็นทรัล พระราม 9 ระหว่างวันที่ 27 สิงหาคม–3 กันยายน 2569 เปิดให้ประชาชนเข้าชมและเลือกซื้อสินค้าตั้งแต่เวลา 10.00–21.00 น. ของทุกวัน พร้อมกิจกรรมและสิทธิพิเศษภายในงาน รวมถึงการลุ้นรับบัตรเงินสดสำหรับใช้ซื้อสินค้าในงาน

ด้าน คุณนารีรัช อุทัยแสงสกุล หนึ่งในสมาชิกของ Farm Outlet ตลาดหัวปลี จ. สระบุรี เกษตรกรผู้เข้าร่วมงาน กล่าวว่า ขอขอบคุณกรมการค้าภายในที่สนับสนุนโครงการ Farm Outlet และเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรมีโอกาสนำสินค้ามาจำหน่าย โดย Farm Outlet เป็นช่องทางที่ช่วยรวบรวมและเชื่อมโยงสินค้าเกษตรจากชุมชนเข้าสู่ตลาด เมื่อมีโอกาสเข้าร่วมจำหน่ายสินค้าในห้างสรรพสินค้าหรืองานลักษณะนี้ ช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้กว้างขึ้น สามารถจำหน่ายสินค้าได้ในราคาที่เหมาะสมและสร้างรายได้เพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้บริโภคก็ได้เลือกซื้อสินค้าคุณภาพจากเกษตรกรโดยตรง ถือเป็นประโยชน์ทั้งต่อเกษตรกรและผู้บริโภค

“กรมการค้าภายในขอเชิญชวนประชาชน ครอบครัว คนรักสุขภาพ ผู้ที่ชื่นชอบสินค้าเกษตร ตลอดจนผู้ที่กำลังมองหาของฝากและของดีจากชุมชน มาร่วมเลือกซื้อสินค้าในงาน Farm Outlet Market 2026 เพื่ออุดหนุนเกษตรกรและผู้ประกอบการชุมชน พร้อมสัมผัสสินค้าเกษตรไทยคุณภาพดีจากแหล่งผลิตทั่วประเทศ” นายจิรวุฒิ กล่าวทิ้งท้าย

ครั้งแรกในประเทศไทย! ศิลปกรรมศาสตร์ สวนสุนันทา จับมือ IIFM Milanoเปิด “EXPERIENCE THE ITALIAN ESSENCE”พาผู้เรียนเจาะลึกของแท้ Italian Luxury ถึงมิลาน


คณะศิลปกรรมศาสตร์ สวนสุนันทา ผนึก IIFM Milano เปิด “EXPERIENCE THE ITALIAN ESSENCE” ครั้งแรกในไทย พาผู้บริหาร–นักออกแบบเจาะลึกโลก Italian Luxury ถึงมิลาน



คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา (SSRU) เดินหน้าสร้างความร่วมมือทางวิชาการระดับนานาชาติ จับมือ Italian Institute of Fashion Management (IIFM) จากเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี เปิดตัวโครงการอบรมผู้บริหารระดับสูงนานาชาติ “Experience the Italian Essence: Milan Edition 2026” หลักสูตรที่ออกแบบให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้โลกแฟชั่น ลักชัวรี และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของอิตาลีผ่านประสบการณ์จริงถึงแหล่งกำเนิด


โครงการดังกล่าวเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน “Exclusive Press Conference & Private Studio Visit with the Italian Institute of Fashion Management (IIFM), Italy” เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ณ พิพิธภัณฑ์อาคารสายสุทธานภดล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา โดยคณะศิลปกรรมศาสตร์ได้พัฒนาหลักสูตรและความร่วมมือครั้งนี้กับ IIFM อิตาลี เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านศิลปะ การออกแบบ แฟชั่น และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยเข้ากับมาตรฐานและประสบการณ์จากอุตสาหกรรมลักชัวรีระดับนานาชาติ


ผศ.ดร.เอกพงศ์ อินเกื้อ คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เปิดเผยว่า “Experience the Italian Essence” ถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าการเดินทางไปศึกษาดูงาน แต่เป็นรูปแบบการเรียนรู้เชิงลึกแบบ Immersive Learning ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสยุทธศาสตร์การบริหารแบรนด์หรู กระบวนการคิดเชิงสร้างสรรค์ งานฝีมือ และวัฒนธรรมการสร้างคุณค่าของอิตาลีจากสถานที่จริง
หัวใจสำคัญของหลักสูตรอยู่ที่การเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง ทั้งการบรรยายโดยคณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญของ IIFM การเยี่ยมชมสตูดิโอออกแบบและอาเทลิเยร์งานฝีมือในรูปแบบ Private Access ตลอดจนการพบปะและแลกเปลี่ยนกับผู้บริหารในอุตสาหกรรมลักชัวรีโดยตรง ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ทำให้หลักสูตรแตกต่างจากการศึกษาดูงานทั่วไป


สำหรับ “Experience the Italian Essence: Milan Edition 2026” มีกำหนดเดินทางระหว่างวันที่ 19–28 ตุลาคม 2569 รวม 10 วัน 8 คืน ในเมืองมิลานและพื้นที่ตอนเหนือของอิตาลี โดยมี 4 เสาหลักของการเรียนรู้ ได้แก่ Design, Gastronomy, Culture และ Art of Living
กิจกรรมสำคัญของหลักสูตรประกอบด้วย Academic Sessions & Workshop การเรียนรู้เชิงลึกด้านกลยุทธ์การบริหารแบรนด์ลักชัวรีและกระบวนการคิดเชิงสร้างสรรค์โดยคณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญของ IIFM, Private Studio & Atelier Visits การเยี่ยมชมสตูดิโอออกแบบและอาเทลิเยร์งานฝีมือชั้นสูงแบบ Private Access ในย่าน Quadrilatero della Moda ของมิลาน รวมถึงการเรียนรู้เชิงกลยุทธ์ด้านการค้าปลีกที่ Fidenza Village
นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมยังจะได้สัมผัส Michelin Dining & Wine Immersion ที่เมืองฟรันชาคอร์ตา (Franciacorta) และเรียนรู้ศิลปะ งานดีไซน์ และวิถีชีวิตอิตาเลียนที่ทะเลสาบโคโม (Lake Como) พร้อมรับ International Joint Certificate จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาและ IIFM เมื่อผ่านโครงการ
ความร่วมมือครั้งนี้ยังมีความสำคัญในเชิงการพัฒนาบทบาทของคณะศิลปกรรมศาสตร์ในฐานะสถาบันการศึกษาด้านศิลปะและการออกแบบที่มุ่งพัฒนาความร่วมมือทางวิชาการระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการยกระดับองค์ความรู้ด้านแฟชั่น การออกแบบ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้เชื่อมโยงกับบริบทของอุตสาหกรรมระดับโลก
ด้าน IIFM ระบุว่า ความร่วมมือกับคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาครั้งนี้ถือเป็นความร่วมมือครั้งแรกของสถาบันกับสถาบันอุดมศึกษาของไทย ส่งผลให้ “Experience the Italian Essence” เป็นหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านลักชัวรีหลักสูตรแรกและหลักสูตรเดียวในประเทศไทยที่เกิดจากความร่วมมือโดยตรงกับ IIFM ในปัจจุบัน
ในส่วนของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยในการสนับสนุนการสร้างเครือข่ายทางวิชาการระดับนานาชาติ และเปิดพื้นที่ให้คณะศิลปกรรมศาสตร์เชื่อมโยงองค์ความรู้และประสบการณ์จากต่างประเทศเข้ากับการเรียนรู้ของผู้ประกอบการ นักออกแบบ บุคลากรในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ตลอดจนคณาจารย์และนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาด้านแฟชั่นและการออกแบบ


ภายในงานเปิดตัว ดร.ต้นฝน ทรัพย์นิรันดร์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารและสื่อมวลชน ขณะที่ IIFM นำโดย Dr.Luca Fortuna President of the Italian Institute of Fashion Management และ Dr. Nicola Guerini Dean of the Italian Institute of Fashion Management ร่วมเปิดงานและเสวนาในหัวข้อ “Italian Excellence in Fashion, Luxury and Creative Industries” พร้อมด้วย Dr. Lorenzo Vermigli Deputy Head of Mission สถานเอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทย ผู้แทนเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิตาลีประจำประเทศไทย ซึ่งให้เกียรติมาร่วมแสดงความยินดีกับความร่วมมือทางวิชาการครั้งสำคัญครั้งนี้ด้วย
โครงการเปิดรับผู้ประกอบการ (Entrepreneurs) นักออกแบบและครีเอทีฟ (Designers & Creatives) ผู้บริหารในธุรกิจบริการและวัฒนธรรม รวมถึงคณาจารย์และนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาด้านแฟชั่นและการออกแบบ โดยใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอน
การเปิดตัว “Experience the Italian Essence: Milan Edition 2026” จึงไม่เพียงเป็นการเปิดหลักสูตรนานาชาติใหม่ แต่เป็นอีกก้าวสำคัญของคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ในการนำผู้เรียนออกจากห้องเรียนไปสัมผัสองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ สตูดิโอ อาเทลิเยร์ และบริบทจริงของอุตสาหกรรมลักชัวรีอิตาเลียน พร้อมต่อยอดประสบการณ์สู่การสร้างคุณค่าใหม่ให้กับธุรกิจ แบรนด์ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในระดับสากล
ข้อมูลสำหรับผู้สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ
- กำหนดการเดินทาง: 19-28 ตุลาคม 2569 (10 วัน 8 คืน) ณ เมืองมิลาน ฟรันชาคอร์ตา และทะเลสาบโคโม ประเทศอิตาลี
- กลุ่มเป้าหมาย: ผู้ประกอบการ (Entrepreneurs), ดีไซเนอร์และครีเอทีฟ (Designers & Creatives), ผู้บริหารในธุรกิจบริการและวัฒนธรรม, คณาจารย์และนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาด้านแฟชั่นและการออกแบบ
- ภาษาที่ใช้ในการเรียนการสอน: ภาษาอังกฤษ
- ประกาศนียบัตร: Joint Certificate ร่วมระหว่าง SSRU และ IIFM



ช่องทางติดต่อสอบถามและสมัครเข้าร่วมโครงการ
- เว็บไซต์คณะศิลปกรรมศาสตร์: https://far.ssru.ac.th
- โทรศัพท์: 061-916-9651
- อีเมล: pr.far@ssru.ac.th
- LINE Application: สแกน QR Code ในโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ของโครงการ
เกี่ยวกับคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา (SSRU) เป็นสถาบันการศึกษาด้านศิลปะและการออกแบบชั้นนำของประเทศ ที่มุ่งพัฒนาความร่วมมือทางวิชาการระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับมาตรฐานการเรียนการสอนด้านแฟชั่นและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยให้ทัดเทียมระดับสากล


เกี่ยวกับ Italian Institute of Fashion Management (IIFM)
IIFM เป็นสถาบันด้านการจัดการแฟชั่นและธุรกิจลักชัวรี ตั้งอยู่ที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี นำโดย Dean Prof. Nicola Guerini ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการทั่วไป มีเครือข่ายคณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญจากอุตสาหกรรมลักชัวรีระดับโลก อาทิ ผู้บริหารและที่ปรึกษาที่เคยร่วมงานกับ Cartier, Bulgari, Giorgio Armani, TOD'S Group, Valentino, ETRO และ Trussardi

สมาคมผู้บริหารประถมฯ จับมือ พว. ดัน Active Learning สร้างเด็ก “คิดเป็น–แก้ปัญหาเป็น” สร้างภูมิคุ้มกันลดความรุนแรง

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2569 ที่โรงเรียนราชวินิต สมาคมผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ท.) และสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ลงน...