วันพุธที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2569

จุฬาฯ เปิดตัว “CHULA XL HUB” พลิกโฉมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเปิดองค์ความรู้จุฬาฯ สู่ทุกคน ทุกองค์กร เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา


กรุงเทพฯ 21 ตุลาคม 2569 – ในโลกที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่เคย – World Economic Forum ประเมินว่าภายในปี 2030 ราว 39% ของทักษะที่คนทำงานมีอยู่จะล้าสมัย ทักษะใหม่จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตทุกคน และการเรียนรู้นั้นไม่ได้จบแค่ในรั้วมหาวิทยาลัย คำถามที่ตามมาคือ เราจะไปเติมทักษะใหม่ได้ที่ไหน ในจังหวะที่ชีวิตไม่เคยหยุดรอใคร?



จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอบคำถามนี้ด้วยการเปิดตัว “Chula XL Hub” แพลตฟอร์มการเรียนรู้ตลอดชีวิตของวิทยาลัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชนแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chula XL) ที่รวบรวมองค์ความรู้และประสบการณ์จากคณาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญ ศิษย์เก่าจุฬาฯ จากหลากหลายวงการ และเครือข่ายพันธมิตร มาไว้ในที่เดียว เพื่อให้คนไทยทุกคนเข้าถึงการเรียนรู้ที่มีคุณภาพได้ทุกที่ ทุกเวลา และทุกช่วงวัย


แพลตฟอร์มบูรณาการองค์ความรู้จากทุกศาสตร์เข้ากับรูปแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น ทั้งหลักสูตร Non-Degree, Micro-credentials และการ Upskill–Reskill ที่เชื่อมโยงกับระบบคลังหน่วยกิต ให้ผู้เรียนพัฒนาความรู้ ทักษะ และสมรรถนะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการทำงาน พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและตลาดแรงงานในอนาคต

Chula XL Hub จึงไม่ใช่เพียงแหล่งรวมความรู้ แต่เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตของจุฬาฯ และขยายโอกาสการเรียนรู้สู่สังคม ที่เชื่อมผู้เรียน ผู้สอน ภาคอุตสาหกรรม และระบบคลังหน่วยกิตเข้าด้วยกัน และเป็นการเปิดประตูให้ใครก็เรียนที่ “จุฬาฯ” ได้


ศ. ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “109 ปีที่ผ่านมา จุฬาฯ สร้างและส่งต่อความรู้ผ่านห้องเรียนสู่นิสิตรุ่นแล้วรุ่นเล่า วันนี้เราเปิดประตูสู่จักรวาลการเรียนรู้ที่ไม่มีวันจบ Chula XL Hub ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการก้าวสู่ยุคใหม่แห่งการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิตของมหาวิทยาลัย"

ในโลกปัจจุบัน เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และโครงสร้างเศรษฐกิจสังคมกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทักษะและความรู้ที่เคยเรียนมาในระบบการศึกษาแบบเดิมอาจไม่เพียงพอสำหรับการทำงานทั้งชีวิตอีกต่อไป การเรียนรู้จึงไม่อาจจบลงเพียงแค่วันที่ได้รับปริญญา แต่มหาวิทยาลัยต้องเปิดพื้นที่และสร้างโอกาสให้ทุกคนสามารถกลับมาพัฒนาทักษะใหม่ (Upskill-Reskill) ได้ตลอดชีวิต ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยหรืออาชีพใดก็ตาม

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงได้พลิกบทบาทครั้งสำคัญ จากการเป็นสถาบันที่เน้นเฉพาะการผลิตบัณฑิตในระบบปริญญา สู่การเป็น “มหาวิทยาลัยเพื่อประชาชน” เรามุ่งมั่นที่จะปลดล็อกองค์ความรู้และงานวิจัยอันทรงคุณค่าที่เคยจำกัดอยู่เฉพาะในห้องเรียนและคณะต่างๆ ออกไปสู่สังคมในวงกว้าง โดยเปลี่ยนกระบวนทัศน์จาก "การสอนแบบเดิม" สู่ "การสร้างประสบการณ์การเรียนรู้" ที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์เส้นทางชีวิตอันหลากหลายของผู้เรียนแต่ละคน

สะสมการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ทุกคนสามารถเริ่มต้นการเป็นผู้เรียนในระบบได้ทันที เพียงแค่สมัครสมาชิกบนแพลตฟอร์ม Chula XL Hub และค้นหาคอร์สเรียนที่สนใจผ่าน 6 หมวดได้แก่ (1) Digital & AI ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (2) Engineering & Technology วิศวกรรมและเทคโนโลยี (3) Languages & Global Communication ภาษาและการสื่อสารสากล (4) Life Skills & Society ทักษะชีวิตและสังคม (5) Health & Well-being สุขภาพและสุขภาวะ และ (6) Creative & Culture ความคิดสร้างสรรค์และวัฒนธรรม โดยปัจจุบันคอร์สทั้งหมดเป็นแบบ On-Demand ที่เรียนด้วยตนเองตามจังหวะของผู้เรียน มีทั้งแบบเปิดลงทะเบียนได้ตลอดเวลาและแบบกำหนดรอบลงทะเบียน และมีทั้งคอร์สเรียนฟรีและคอร์สที่มีค่าใช้จ่าย

ผู้เรียนสามารถดูวิดีโอ อ่านและดาวน์โหลดเอกสารประกอบ และทำแบบทดสอบได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านเบราว์เซอร์บนคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และสมาร์ตโฟน โดยไม่ต้องติดตั้งแอป ระบบจะบันทึกความคืบหน้าอัตโนมัติ ให้กลับมาเรียนต่อจากจุดเดิมได้เสมอ เมื่อผ่านเกณฑ์ที่กำหนด ผู้เรียนจะได้รับใบรับรอง (Badge) หรือใบประกาศนียบัตร (Certificate) แล้วแต่เงื่อนไขของแต่ละคอร์ส ที่รับรองโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำหรับใช้ประกอบการสมัครงาน ต่อยอดสายอาชีพ ยื่นเป็นหลักฐานการพัฒนาทักษะต่อหน่วยงานต้นสังกัด หรือศึกษาต่อ

ผู้เรียนยังสามารถอัปเกรดบัญชีเป็น Lifelong Learner ID (CXL ID) เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนผู้เรียนตลอดชีวิตของจุฬาฯ ไม่ว่าผู้เรียนจะอยู่ในช่วงวัยหรือสถานะใดของชีวิต ประวัติและผลการเรียนทั้งหมด รวมถึงใบรับรองและใบประกาศนียบัตรที่ได้รับ จะสะสมไว้ภายใต้ตัวตนเดียวที่ผ่านการยืนยันแล้ว เป็น Learning Record ประจำตัวที่พร้อมเป็นรากฐานสำหรับการเชื่อมโยงกับระบบคลังหน่วยกิตแห่งชาติในอนาคต ตามเกณฑ์ที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกำหนด

สอนโดยผู้ที่ทำจริง รู้จริง ผ่านประสบการณ์ที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นจากแต่ละวงการ

Chula XL Hub รวบรวมทั้งผู้ที่ทำจริง รู้จริง ผ่านประสบการณ์ที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นจากแต่ละวงการ โดย
คอร์สเรียนแบ่งเป็น 2 ประเภท General Course คือคอร์สความรู้จากคณาจารย์จุฬาฯ ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานวิชาการของมหาวิทยาลัย และ Signature Course คือคอร์สจากผู้เชี่ยวชาญและศิษย์เก่าตัวจริงในแต่ละวงการ ซึ่งเป็นจุดเด่นของแพลตฟอร์ม โดยวิทยากรทุกคนได้รับการคัดเลือกผ่านเครือข่ายศิษย์เก่าและคณาจารย์ที่เชี่ยวชาญในเนื้อหานั้นโดยตรง

Signature Course ชุดแรกคือซีรีส์ “Learning How to Learn เรียนรู้จากคนที่ไม่เคยหยุดเรียนรู้” เพราะในโลกที่ความรู้เปลี่ยนทุกวัน คนที่ได้เปรียบไม่ใช่คนที่รู้มากที่สุด แต่คือคนที่เรียนรู้ได้เร็วที่สุด คนที่ “เรียนรู้เป็น” จึงไม่มีวันตกยุค ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนเร็วแค่ไหน


ซีรีส์นี้เปิดให้เรียนฟรีทั้ง 9 ตอน โดยคณาจารย์ ศิษย์เก่า และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายวงการ ประกอบด้วย ศ. ดร.วิเลิศ ภูริวัชร (Why Learning Never Stops), ดร.สันติธาร เสถียรไทย (What Should Humans Learn Next?), คุณกวีวุฒิ เต็มภูวภัทร (Unlearn to Move Forward), ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน (Make Knowledge Stick), คุณพชร อารยะการกุล (Learn Smarter with AI), คุณรวิศ หาญอุตสาหะ (Learn Out Loud), คุณอเล็กซ์ เรนเดลล์ (Let Nature Be Your Teacher), และเชฟป้อม-ม.ล.ขวัญทิพย์ เทวกุล (Beyond the Recipe) และคุณศิรัถยา อิศรภักดี (From Knowing to Doing: Lessons from Money) นอกจากนี้ยังมีโครงการ Creative Network ที่เปิดให้บุคลากรทุกคณะในจุฬาฯ ร่วมแปลงองค์ความรู้และงานวิจัยให้เป็นคอร์สเรียนที่คนทั่วประเทศเข้าถึงได้


ศ. ดร.พลกฤษณ์ แสงวณิช คณบดีวิทยาลัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชนแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chula XL) กล่าวว่า “ในวันที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการมีความรู้หรือทักษะใหม่ แต่คือความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัวอย่างต่อเนื่อง การใช้ AI ให้เป็นประโยชน์ การคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ และการแยกแยะข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ล้วนเป็นทักษะจำเป็นในปัจจุบัน แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่ และปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง เพราะความรู้และทักษะอาจล้าสมัยได้ แต่ความสามารถในการเรียนรู้จะช่วยให้เราพัฒนาตนเองต่อไปได้ตลอดชีวิต”

อัปสกิลทั้งองค์กร เติบโตไปพร้อมกันทั้งทีม

สำหรับองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน Chula XL Hub มีบริการหลายรูปแบบตามโจทย์และความต้องการของแต่ละองค์กร ตั้งแต่การใช้ระบบ LMS พร้อมคอร์สเรียนของจุฬาฯ หรือพาร์ทเนอร์เพื่ออบรมบุคลากร การนำคอร์สที่องค์กรมีอยู่แล้วมาจัดอบรมบนระบบ ไปจนถึงการร่วมผลิตคอร์สและหลักสูตรออนไลน์ด้วยกัน

ทุกรูปแบบมีทีมงานดูแลครบวงจร ตั้งแต่ร่วมหารือและจับคู่บริการที่เหมาะกับองค์กร ประชาสัมพันธ์ก่อนเปิดหลักสูตร ติดตามและดูแลผู้เรียนระหว่างเรียน ไปจนถึงสรุปผลเมื่อปิดหลักสูตร โดยองค์กรจะได้รับรายงานสถานะการเรียนของบุคลากรแต่ละคนเพื่อนำไปวางแผนพัฒนาบุคลากรได้อย่างต่อเนื่อง

ตัวอย่างที่เกิดขึ้นแล้วคือความร่วมมือกับสมาคมจิตวิทยาการปรึกษาแห่งประเทศไทย ร่วมด้วยความร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และองค์กรอื่นๆ ในการใช้ Chula XL Hub เพื่ออบรมบุคลากร อบรมต่ออายุใบรับรอง พัฒนาทักษะ หรือเผยแพร่ความรู้ต่อบุคคลทั่วไป


จุดหมายถัดไปของ Chula XL Hub

จุฬาฯ คาดหวังผลลัพธ์จาก Chula XL Hub ใน 3 ระดับ – สำหรับผู้เรียน คือการที่คนไทยทุกคนเข้าถึงองค์ความรู้คุณภาพของจุฬาฯ ได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรือช่วงวัยใด สำหรับสังคม คือระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่เชื่อมผู้เรียน องค์กร และสมาคมวิชาชีพเข้าด้วยกัน ให้คนไทย Upskill และ Reskill ได้ต่อเนื่องตลอดชีวิต และสำหรับภาคการศึกษา คือต้นแบบของมหาวิทยาลัยที่ขยายบทบาทจากการผลิตบัณฑิต สู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประเทศ

ศ. ดร.พลกฤษณ์ แสงวณิช กล่าวทิ้งท้ายว่า “ในอีก 3–5 ปีข้างหน้า เราอยากเห็น Chula XL Hub เป็นหนึ่งในพื้นที่การเรียนรู้ที่คนไทยนึกถึง ไม่ว่าจะต้องการพัฒนาทักษะเพื่อความก้าวหน้าในอาชีพ ต่อยอดการศึกษา หรือเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง โดยสามารถกลับมาเรียนรู้และสะสมผลการเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง เพราะการเรียนรู้ไม่ควรสิ้นสุดลงพร้อมกับการได้รับปริญญา”

ก้าวต่อไปของแพลตฟอร์ม คือการขยายความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้สิ่งที่เรียนบนแพลตฟอร์มเชื่อมกับการใช้งานจริงและความต้องการทักษะของตลาดแรงงานมากยิ่งขึ้น ควบคู่กับการเพิ่มคอร์สให้ครอบคลุมผู้เรียนทุกกลุ่ม และขยายรูปแบบการเรียนสู่ On-site, Live และ Blended Learning


Chula XL Hub พร้อมเปิดประตูสู่จักรวาลการเรียนรู้ที่ไม่มีวันจบแล้ววันนี้ เริ่มเรียนได้ที่ chulaxlhub.com องค์กรและหน่วยงานที่สนใจใช้บริการ ติดต่อได้ที่ chulaxl.chula@gmail.com (ติดต่อบริการ Chula XL Hub) หรือ Chulaxl@chula.ac.th (ติดต่อบริการผลิตและ/หรือถ่ายทำหลักสูตร)

วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2569

ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมด้วย “มาดามนันทวัน” เจ้าของคาเฟ่ รีสอร์ท นันทวัน ปาร์ค 888 ร่วมแจกข้าวสารอาหารแห้งผู้ประสบภัยน้ำท่วม


 ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมด้วย 
“มาดามนันทวัน”ผู้ก่อตั้งNLD GROUP &BBP เจ้าของคาเฟ่ รีสอร์ท นันทวัน ปาร์ค 888 Nanthawan Park 888 ร่วมด้วย นายอำเภอบางน้ำเปรี้ยว หน่วยงานข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และพี่น้องประชาชน ในตำบล ดอนฉิมพลี อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้ร่วมกัน นำสิ่งของ ที่ได้จัดเตรียมไว้ โดยมีศูนย์อำนวยการ ซึ่งตั้งอยู่ที่ นันทวัน ปาร์ค 888 


และมี มาดามนันทวัน ผู้บริหาร CEO คอยให้การต้อนรับ กับคณะของ ท่านร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมนำสิ่งของ ที่จะนำไปมอบให้กับประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ ตำบลดอนฉิมพลี และตำบลหมู่บ้านใกล้เคียงที่ประสบปัญหาน้ำท่วมอีกหลายพี้นที่เช่นกัน สำหรับสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคพร้อมทั้งถุงยังชีพซึ่งประกอบไปด้วย ข้าวสารอาหารแห้งเครื่องดื่ม น้ำดื่ม ผ้านุ่งห่ม ยารักษาโรค ปลากระป๋อง มาม่า ยารักษาน้ำกัดเท้า และไข่ไก่อีกจำนวนหลายร้อยแผง พร้อมกันนี้ มาดามนัน ยังทำข้าวกล่อง ส่งมอบให้กับประชาชนที่ศูนย์พักพิง ตามจุดต่างๆในพื้นที่อีกด้วย ถือเป็นตัวอย่างที่ดีอีกหนึ่งต้ว อย่างสำหรับหญิงแกร่งอย่าง มาดามนันทวัน CEO ผู้บริหารเจ้าของคาเฟ่ รีสอร์ท นันทวัน ปาร์ค 888 Nanthawan Park 888 ที่เสียสละความเป็นส่วนตัว เพื่อช่วยเหลือส่วนรวม

วันพุธที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2569

ยะลาเมืองงามชายแดนใต้! ลุยจัดอบรมสนามที่ 4 "พลิกโฉมห้องเรียน Active Learning" ระดมทัพครู 500 ชีวิต ชูพลังสมรรถนะยุคใหม่ด้วย GPAS 5 Steps


ท่ามกลางบรรยากาศอันร่มรื่นและมนต์เสน่ห์แห่งดินแดนใต้สุดสยาม เมืองพหุวัฒนธรรมที่เต็มไปด้วยความกลมเกลียวของพี่น้องประชาชน การขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาครั้งประวัติศาสตร์ก็ดำเนินไปอย่างคึกคักไม่แพ้กัน หลังจากการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) และคณะกรรมการเครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ล่าสุดได้เดินหน้าจัดโครงการอบรม "พลิกโฉมห้องเรียน Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ผสานพลังสื่อดิจิทัลและการเรียนรู้ยุคใหม่เพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียน" สำหรับสนามที่ 4 ณ จังหวัดยะลา ถือเป็นศูนย์รวมพลังทางปัญญาครั้งใหญ่ที่สะท้อนความมุ่งมั่นของบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่ การอบรมได้จัดขึ้นใน วันพุธที่ 7 ตุลาคม 2569 ณ โรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ จังหวัดยะลา


  โดยมีความโดดเด่นสะท้อนผ่านพลังการมีส่วนร่วมของครูและบุคลากรทางการศึกษาจำนวนหนาแน่นถึง 400 คน เปรียบเสมือนการหลอมรวมหัวใจของคนในพื้นที่ ในการร่วมกันติดอาวุธทางปัญญา นำนวัตกรรมการเรียนรู้และสื่อดิจิทัลมาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ให้เกิดขึ้นจริงในห้องเรียน สอดรับกับวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ของท้องถิ่น เพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงมัธยมศึกษาให้เติบโตเป็นกำลังสำคัญที่มีคุณภาพของประเทศต่อไป


นายวีรพัฒน์ บุณฑริก รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ระบุว่า ยะลาเป็นหนึ่งใน 8 จังหวัดพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา การพัฒนาครูให้สามารถส่งเสริมเด็กคิด วิเคราะห์ และลงมือปฏิบัติ จะช่วยสร้างรากฐานสำคัญของเยาวชนในอนาคต
ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหาร พว. มองว่า ความท้าทายของการศึกษาไทยที่สะท้อนผ่านผลประเมิน PISA คือความจำเป็นในการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และการนำความรู้ไปใช้แก้ปัญหา จึงต้องเปลี่ยนกระบวนการเรียนรู้จากการจดจำเนื้อหา ไปสู่การสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมด้วยตนเอง โดยเฉพาะจังหวัดชายแดนใต้ที่มีทรัพยากรทางเศรษฐกิจจำนวนมาก ทั้งยางพารา ปาล์มน้ำมัน ประมง และผลไม้ หากเด็กได้รับการฝึกทักษะการเป็นนักนวัตกรตั้งแต่เยาว์วัย ก็จะสามารถนำทรัพยากรเหล่านี้มาต่อยอด สร้างมูลค่าเพิ่มและพัฒนาเศรษฐกิจของพื้นที่ได้


ดร.ศักดิ์สิน ยังมั่นใจว่า การยกระดับคุณภาพการศึกษาใน 5 จังหวัดชายแดนใต้ มีโอกาสประสบความสำเร็จเร็วกว่ากรอบ 3 ปี เพราะผู้บริหารและครูให้ความสนใจอย่างจริงจัง หากเปลี่ยนวิธีคิดของผู้บริหารและครูได้ ก็จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงผู้เรียนทั้งระบบ และช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา นอกจากนี้ ยังเปิดเผยว่า นวัตกรรมการเรียนรู้ของ พว. ได้รับความสนใจจากต่างประเทศ ทั้งญี่ปุ่นที่นำกิจกรรมการเรียนรู้ไปแปลเป็นภาษาญี่ปุ่น และสิงคโปร์ที่เคยแสดงความสนใจร่วมลงทุน แต่ยืนยันว่าต้องการเร่งพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้เด็กไทยก่อนขยายองค์ความรู้สู่ระดับนานาชาติ


ด้านนายอามีน กะดะแซ ผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดยะลา ชี้ว่า หัวใจสำคัญของการยกระดับคุณภาพการศึกษาอยู่ที่ครู หากยังใช้วิธีสอนแบบเดิม คุณภาพผู้เรียนก็ยากจะเปลี่ยน แต่หากครูเข้าใจการจัดการเรียนรู้เชิงรุก เปิดโอกาสให้เด็กคิดและลงมือปฏิบัติจริง ก็จะช่วยพัฒนาคุณภาพผู้เรียนได้อย่างเป็นรูปธรรม


ขณะที่ ดร.มูหัมมะริดวาน เล๊ะนุ๊ นายกสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดยะลา สะท้อนว่า ผู้บริหารและครูในพื้นที่ตื่นตัวอย่างมากกับการเรียนรู้รูปแบบใหม่ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการเรียนการสอน พร้อมนำองค์ความรู้จากการอบรมไปขยายผลในโรงเรียน เพื่อให้เด็กชายแดนใต้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลก


การขับเคลื่อนครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าการอบรมครู แต่เป็นความพยายามเปลี่ยนอนาคตการศึกษาชายแดนใต้ จากห้องเรียนที่เน้นการรับความรู้ สู่ห้องเรียนที่สร้างนักคิด นักแก้ปัญหา และนักนวัตกร ที่สามารถนำความรู้กลับมาพัฒนาท้องถิ่นของตนเองได้


ห้างแตกของจริง! ‘โซล-โมเน่’ ควง ‘แม่เม’ เปิดตัวพรีเซนเตอร์ Kleansy ปล่อยดาเมจความน่ารักฟันน้ำนม หอมฟุ้งจนใจฟูทั้งงาน


นาทีนี้ต้องยกให้เป็น “ปีทอง” ของอินฟลูเอนเซอร์รุ่นจิ๋วแบบฉุดไม่อยู่จริงๆ! สำหรับต้าวแฝดขวัญใจมหาชน ‘น้องโซล-น้องโมเน่’ โซ่ทองคล้องใจของตัวแม่ ‘เม พรีมายา’ ที่ล่าสุดควงคู่กันมาสร้างปรากฏการณ์ห้างแตกอีกรอบ ในงานแฟนมีตสุดอบอุ่น "Kleansy Fanmeet Happy Moment กับต้าวแฝดโซลโมเน่"


งานนี้แฟนคลับมากันล้นหลามแบบที่เรียกว่าห้างแตกของจริง! เพราะเหล่าแฟนคลับและแม่ยกแห่กันมารอเจอต้าวแฝดกันแน่นขนัดตั้งแต่เช้า เพื่อรอฟังประโยคเด็ด “คลีนซี่ ช่วยด้วย!” ซึ่งน้องโซลและน้องโมเน่ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ปลดปล่อยดาเมจความสดใสและความน่ารักรัวๆ จนคนในงานใจละลายไปตามๆ กัน ไม่พอแค่นั้น ยังพกความหอมผ่อนคลายของ Kleansy (คลีนซี่) สเปรย์ยูคาลิปตัส แบรนด์จากค่ายยักษ์ใหญ่ เชอร์วู้ด คอร์ปอเรชั่น มาฉีดฟุ้งสร้างบรรยากาศหอมผ่อนคลาย และสดชื่นไปทั่วทั้งห้าง


เจอความน่ารักสดใสระดับสิบ แถมยังอบอวลไปด้วยความหอมจาก ออร์แกนิคยูคาลิปตัสขนาดนี้ บอกเลยว่าใครได้เจอเป็นต้องโดนตกกันถ้วนหน้า ขึ้นแท่นพรีเซนเตอร์ตัวน้อยมัดใจแฟนคลับและแม่บ้านทั่วไทยไปเป็นที่เรียบร้อยจ้า!



ปัตตานีดินแดนพหุวัฒนธรรม ผนึกพลังการศึกษา! จัดอบรมสนามที่ 3 "พลิกโฉมห้องเรียน Active Learning" ระดมทัพครู 500 ชีวิต ขับเคลื่อนอนาคตเด็กใต้ด้วย GPAS 5 Steps


บนผืนแผ่นดินประวัติศาสตร์อันรุ่มด้วยความหลากหลายทางพหุวัฒนธรรมและอารยธรรมอันยาวนานของจังหวัดปัตตานี บรรยากาศการขับเคลื่อนการศึกษาครั้งประวัติศาสตร์กำลังเติบโตอย่างงดงาม หลังจากการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) และคณะกรรมการเครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ล่าสุด เดินหน้าจัดโครงการอบรม "พลิกโฉมห้องเรียน Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ผสานพลังสื่อดิจิทัลและการเรียนรู้ยุคใหม่เพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียน" ซึ่งสนามที่ 3 ณ จังหวัดปัตตานีนี้ ถือเป็นการหลอมรวมพลังทางปัญญาของครูในพื้นที่พหุวัฒนธรรมครั้งสำคัญ   สำหรับการอบรมกำหนดจัดขึ้นใน วันอังคารที่ 6 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรมเซาท์เทิร์นวิว ปัตตานี


 โดยมีความโดดเด่นสะท้อนผ่านพลังการมีส่วนร่วมของบุคลากรทางการศึกษาจำนวนหนาแน่นถึง 500 คน เปรียบเสมือนการผสานร้อยดวงใจของครูผู้สอนในพื้นที่ ในฐานะ "สะพานเชื่อม" นำนวัตกรรมการเรียนรู้สมัยใหม่และสื่อดิจิทัลมาบูรณาการเข้ากับบริบทท้องถิ่น เพื่อสร้างกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ให้เกิดขึ้นจริงในห้องเรียน ช่วยติดอาวุธทางปัญญาและพัฒนาสมรรถนะให้แก่เด็กๆ ตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงมัธยมศึกษา ให้พร้อมเติบโตอย่างมีคุณภาพท่ามกลางโลกยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยมี นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดงาน


หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบขึ้นมาคือ การวัดคุณภาพเด็กไทยผ่าน “การสอบ” ซึ่ง ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหาร พว. มองว่า ต้องจัดลำดับให้ถูกว่า การพัฒนาเด็กต้องมาก่อนการเตรียมเด็กเพื่อทำข้อสอบ เพราะหากครูพะวงกับคะแนนมากเกินไป การเรียนก็มีโอกาสย้อนกลับไปสู่ Passive Learning หรือการสอนให้เด็กจดจำข้อมูลเพื่อไปตอบข้อสอบ ซึ่งความรู้จำนวนมากอาจอยู่เพียงในความจำระยะสั้น สอบเสร็จแล้วก็ลืม แต่หากโรงเรียนจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรอย่างแท้จริง ให้เด็กได้คิด ลงมือปฏิบัติ สร้างความเข้าใจ และพัฒนากระบวนการคิดขั้นสูง เมื่อถึงเวลาต้องเจอกับ PISA, O-NET การสอบเข้า หรือการสอบในโรงเรียน เด็กก็สามารถนำความรู้ที่เข้าใจจริงมาวิเคราะห์โจทย์ได้ โดยไม่ต้องพึ่งการท่องจำเพียงอย่างเดียว
เป้าหมายจึงไม่ใช่แค่ทำให้เด็กสอบได้ แต่ต้องทำให้เด็ก “คิดเป็น” จนพร้อมรับมือกับทุกข้อสอบ และนำความรู้ไปแก้ปัญหาในชีวิตจริงได้เสียงจากพื้นที่ปัตตานีก็สะท้อนว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีความหมายมากกว่าการนำเทคนิคการสอนใหม่เข้าห้องเรียน


มูหัมมัดนาสีรูดดิน เล๊ะนุ๊ รองประธานเครือข่ายโรงเรียนเอกชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระบุว่า โรงเรียนในพื้นที่จัดการเรียนการสอนควบคู่ทั้งศาสนาและสามัญ การเรียนรู้ที่ทำให้เด็กคิด วิเคราะห์ และนำไปปฏิบัติ จึงสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่และแนวทางของศาสนาอิสลาม พร้อมเชื่อว่าครูกว่า 500 คนที่เข้าร่วม จะกลับไปเป็นแรงขับเคลื่อน Active Learning ในโรงเรียนของตนเอง


ขณะที่ ดร.มูฮัมมัด หะยีเต๊ะ นายกสมาคมโรงเรียนเอกชนในระบบ จังหวัดปัตตานี สะท้อนอีกด้านว่า แม้ Active Learning จะถูกพูดถึงมาระยะหนึ่ง แต่การเข้าถึงของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในพื้นที่ยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะโรงเรียนการกุศลที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณและอุปกรณ์ การที่ พว. ลงมาถ่ายทอดกระบวนการให้ครูถึงพื้นที่ จึงเป็นโอกาสที่จะช่วยลดช่องว่าง และต่อยอดให้เด็กชายแดนใต้มีศักยภาพทางวิชาการแข่งขันกับเด็กทั่วประเทศได้


ด้าน นายวิทยาศิลป์ สะอา ผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดปัตตานี ระบุว่า การศึกษาในชายแดนใต้มีความเฉพาะจากบริบทสังคมพหุวัฒนธรรม โดยโรงเรียนจำนวนมากต้องจัดทั้งหลักสูตรแกนกลางและหลักสูตรอิสลามศึกษา การพัฒนาครูจึงเป็นหัวใจสำคัญ แต่หลังจากนี้ต้องติดตามให้เห็นผลว่า เมื่อครูได้รับการพัฒนาแล้ว สามารถนำกลับไปเปลี่ยนการเรียนการสอน และยกระดับคุณภาพเด็กได้จริงเพียงใด เพื่อใช้เป็นต้นแบบขยายผลต่อไป


ขณะที่มุมมองจากเครือข่ายจังหวัดชายแดนใต้ไปไกลกว่าการยกระดับเด็กในประเทศ เมื่อ นายมะสุขรี ซีเดะ นายกสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม จังหวัดนราธิวาส มองว่า หากการใช้ GPAS 5 Steps เห็นผลเป็นรูปธรรมตามเป้าหมายในระยะ 3 ปี อาจช่วยยกระดับเครือข่ายโรงเรียนชายแดนใต้จนสามารถต่อยอดความร่วมมือทางการศึกษากับมาเลเซีย อินโดนีเซีย และประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีความเชื่อมโยงด้านการศึกษาศาสนากับพื้นที่อยู่แล้ว


การขับเคลื่อนที่ปัตตานีครั้งนี้จึงไม่ได้มีโจทย์เพียงว่า จะทำอย่างไรให้ครูเปลี่ยนวิธีสอน แต่กำลังโยนคำถามกลับไปถึงระบบการศึกษาไทยว่าระหว่างการสร้างเด็กให้ “จำคำตอบเก่ง” กับการสร้างเด็กที่ “คิดหาคำตอบเป็น” ห้องเรียนไทยควรเดินไปทางไหนเพราะหากเด็กคิดเป็น เข้าใจเป็น และใช้ความรู้เป็นไม่ว่าจะเจอ PISA, O-NET สอบเข้า หรือโจทย์ที่ไม่มีอยู่ในตำรา เด็กก็ควรพร้อมรับมือได้ด้วยตัวเอง

จุฬาฯ เปิดตัว “CHULA XL HUB” พลิกโฉมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเปิดองค์ความรู้จุฬาฯ สู่ทุกคน ทุกองค์กร เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา

กรุงเทพฯ 21 ตุลาคม 2569 – ในโลกที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่เคย – World Economic Forum ประเมินว่าภายในปี 2030 ราว 39% ของทักษะที่คนทำงาน...