วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2569

สธ. ประกาศความพร้อมประเทศไทย เจ้าภาพ "GWS 2026" ประชุมสุขภาพโลก จ. ภูเก็ตดัน "Health for Wealth" ขับเคลื่อน New S-Curve เศรษฐกิจไทย



(15 กันยายน 2569 : กรุงเทพฯ) กระทรวงสาธารณสุข ประกาศความพร้อมประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ Global Wellness Summit (GWS 2026) ครั้งที่ 20 ณ จังหวัดภูเก็ต เตรียมต้อนรับผู้นำธุรกิจ นักลงทุน และผู้เชี่ยวชาญกว่า 600 คน จากกว่า 30 ประเทศทั่วโลก มุ่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “Health for Wealth” เชื่อมโยงสุขภาพกับเศรษฐกิจ ยกระดับ 4 อุตสาหกรรมเวลเนสสำคัญของภูเก็ต ได้แก่ โรงแรมและรีสอร์ต สปาและนวดไทย ศูนย์สุขภาพ และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ พร้อมผลักดัน “Thailand Wellness” สู่เวทีสากล สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่น ตอกย้ำศักยภาพประเทศไทยสู่การเป็น Global Wellness Hub อย่างมั่นคง
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า รายงานข้อมูลจาก Global Wellness Institute (GWI) ในปี 2567 ระบุว่า อุตสาหกรรมเศรษฐกิจเวลเนสระดับโลกมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมีมูลค่าสูงถึง 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในส่วนของประเทศไทย ตลาดเวลเนส ขยายตัวอย่างแข็งแกร่งจนก้าวขึ้นสู่อันดับที่ 24 ของโลก ด้วยมูลค่าตลาดกว่า 42.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.45 ล้านล้านบาท) มีอัตราการเติบโต สูงถึง 10.1% ต่อปี นอกจากนี้ ไทยยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) แข็งแกร่งเป็นอันดับที่ 15 ของโลก สะท้อนถึงศักยภาพและความเชื่อมั่นจากนักเดินทางสายสุขภาพทั่วโลก
รัฐบาลมุ่งมั่นขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสุขภาพให้เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ หรือ New S-Curve เพื่อสร้างการเติบโตระลอกใหม่ให้กับประเทศ โดยปรับเปลี่ยนมิติการรักษาพยาบาลจากเดิมที่ถูกมองว่าเป็นงบประมาณภาระค่าใช้จ่าย มาสู่ยุทธศาสตร์ "Health for Wealth" ที่เน้นการนำทุนทางสุขภาพ นวัตกรรมสมุนไพร และภูมิปัญญาไทย มาต่อยอด เป็นผลิตภัณฑ์และบริการสร้างมูลค่าเพิ่มทางการค้าในตลาดโลก


นายพัฒนา กล่าวต่อไปว่า หัวใจสำคัญของการเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการจัดงานประชุมระดับสากล แต่คือการขับเคลื่อน New S-Curve ทางเศรษฐกิจผ่านยุทธศาสตร์ Health for Wealth ใช้เวที GWS 2026 เป็นสปริงบอร์ดในการผลักดัน Thai Wellness Soft Power นำวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมมายกระดับนวดไทยและสมุนไพรไทย เพื่อเปลี่ยนภูมิปัญญาให้เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ที่สำคัญที่สุดคือการตั้งเป้าให้เม็ดเงินจากตลาดสุขภาพโลกไหลลงสู่ มือเกษตรกร ชุมชนฐานราก และหมอนวดไทยโดยตรง เพื่อสร้างความมั่งคั่งและยั่งยืนให้แก่เศรษฐกิจไทย

การประชุม Global Wellness Summit 2026 ณ จังหวัดภูเก็ต ในครั้งนี้ จึงนับเป็นหมุดหมายสำคัญในการกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมสุขภาพโลก พร้อมทั้งประกาศศักดาแบรนด์ "Thailand Wellness" บนเวทีสากลอย่างมั่นคง
ด้าน ดร.นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดประชุม Global Wellness Summit (GWS 2026) ครั้งที่ 20 ณ จังหวัดภูเก็ต ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญในการยกระดับห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) อุตสาหกรรมเวลเนสไทยแบบครบวงจร ได้แก่ ธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ต ยกระดับการบริการจากที่พักทั่วไปสู่นวัตกรรม Wellness Retreat และโปรแกรมฟื้นฟูสุขภาพเฉพาะบุคคล (Personalized Wellness) สปา นวดไทย และศูนย์สุขภาพ: ยกระดับมาตรฐานบริการสู่ระดับสากลด้วยองค์ความรู้ Anatomy-Based เพิ่มมูลค่าและสร้างราคาต่อหัวให้สูงขึ้น อาหารและโภชนาการ (Thai Wellness Cuisine): ชูแนวคิด "อาหารเป็นยา" นำวัตถุดิบสมุนไพรและเมนูพื้นบ้านมาสร้างสรรค์เป็นรูปแบบ Fine Dining เพื่อสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Phuket Wellness Routes): เปิดตัวเส้นทางท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่เชื่อมโยงธรรมชาติ สปา วิถีชีวิตชุมชน และอาหารสุขภาพ พลิกโฉมภูเก็ตจาก "เมืองท่องเที่ยวชายทะเล" สู่ "เมืองหลวงแห่งสุขภาพระดับโลก" (Global Wellness Capital) นอกเหนือจากการดึงดูดนักลงทุนระดับโลก การขับเคลื่อนครั้งนี้ยังให้ความสำคัญกับการกระจายรายได้ สู่ท้องถิ่น โดยเชื่อมโยงความต้องการ (Demand) วัตถุดิบอินทรีย์และสมุนไพรจากสถานประกอบการชั้นนำส่งตรงไปยังเกษตรกรในพื้นที่ พร้อมทั้งดันเทราพิสต์นวดไทยและชุมชนเข้าสู่ระบบการท่องเที่ยวสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรม
#GlobalWellnessSummit2026 #GWS2026 #Longevity #HealthyAging #Healthspan #PrecisionMedicine #WomensHealth #Wellness #FutureOfWellness #กระทรวงสาธารณสุข 
#DTAM #กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก

วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2569

อัฐษกรณ์-สวรินทร์ มีลุ้นแชมป์ จูเนียร์ เจ็นซ์ "บางจาก แชมเปี้ยน คัพ 2026" รอบสอง


อัฐษกรณ์ หัตถบดี ยังคงฟอร์มร้อนแรงต่อเนื่องสกอร์รวมสองวัน 4 อันเดอร์พาร์ 140 (71-69) ครองตำแหน่งผู้นำเดี่ยวรุ่น จูเนียร์ เจ็นซ์ ชาย โดยมี วัฒธ์ชพร ลือหทัยโอภาส และ ริวกิ โอซากิ รั้งอันดับสองร่วม สกอร์สองวันเท่ากัน อีเวนพาร์ 144 รุ่น จูเนียร์ เจ็นซ์ หญิง สวรินทร์ สมบูรณ์วิบูลย์ ยังคงโชว์ฟอร์มได้เยี่ยม จบรวมสองวันอีเวนพาร์ 144 (71-73) นำห่าง พิมพ์ญาดา นุชนาฎ ที่ตามมาในอันดับ 2 อยู่ 3 สโตรก โอกาสลุ้นแชมป์สดใสทั้งคู่ การแข่งขันกอล์ฟเยาวชน "บางจาก แชมเปี้ยน คัพ 2026" ณ สนามแรนโช ชาญวีร์ รีสอร์ท แอนด์ คันทรี คลับ จ.นครราชสีมา รอบวันที่สอง 12 ก.ย.69

รุ่น สเปเชียล เจ็นซ์ ชาย ผู้นำยังคงเป็นของ ณภัทร ประเศรษฐสุต โชว์ฟอร์มแกร่งทำสกอร์รวม 2 วัน 1 อันเดอร์พาร์ 143 (72-71) ส่วนในรุ่น สเปเชียล เจ็นซ์ หญิง พิชามณช์ บัวคำทุม เร่งสปีดขึ้นนำเดี่ยว จบรอบสองวันสกอร์รวม 10 โอเวอร์พาร์ 154 (77-77) โดยมี ณัฐนิชา ประจวบเหมาะ และพิมพ์มาดา นุชนาฎ ตามมาในอันดับที่สองร่วม ตามผู้นำอยู่ 1 สโตรก รุ่น ซูเปอร์ เจ็นซ์ ชาย ฐณาณัฐ การุญ ทำผลงานวันที่สองได้อย่างยอดเยี่ยม จบรอบสกอร์รวมสองวัน 3 อันเดอร์พาร์ 141 (72-69) ขึ้นเป็นผู้นำเดี่ยว โดยมี วรวิช เจิมพงศ์ ตามมาในอันดับ 2 ที่สกอร์ อีเวนพาร์ 144 (72-72) ส่วนรุ่น ซูเปอร์ เจ็นซ์ หญิง สิริกร โสมประโคน ทำผลงานยอดเยี่ยมต่อเนื่องเป็นวันที่สองรั้งตำแหน่งจ่าฝูงฝ่ายหญิง ด้วยสกอร์รวมสองวัน 1 อันเดอร์พาร์ 143 (69-74) โดยมี สุธันยา โกมลเกษรักษ์ ตามมาในอันดับที่ 2 สกอร์รวม อีเวนพาร์ 144 (74-70)
---------------
สรุปรายชื่อผู้นำรอบสองทุกรุ่นอายุ
• รุ่น Special GENZ Boy: ณภัทร ประเศรษฐสุต สกอร์ 153 (-1)
• รุ่น Special GENZ Girl: พิชามณช์ บัวคำทุม สกอร์ 154 (+10)
• รุ่น Super GENZ Boy: ฐณาณัฐ การุญ สกอร์ 141 (-3)
• รุ่น Super GENZ Girl: สิริกร โสมประโคน สกอร์ 143 (-1)
• รุ่น Junior GENZ Boy: อัฐษกรณ์ หัตถบดี สกอร์ 140 (-4)
• รุ่น Junior GENZ Girl: สวรินทร์ สมบูรณ์วิบูลย์ สกอร์ 144 (E)

อัฐษกรณ์ หัตถบดี (ซ้าย) และ สวรินทร์ สมบูรณ์วิบูลย์ สองผู้นำรุ่น จูเนียร์ เจ็นซ์ ชาย และ หญิง กอล์ฟ กอล์ฟเยาวชน "บางจาก แชมเปี้ยน คัพ 2026" ณ สนามแรนโช ชาญวีร์ รีสอร์ท แอนด์ คันทรี คลับ จ.นครราชสีมา รอบวันที่สอง 12 ก.ย.69

จบรอบแรก สวิงเยาวชน“บางจาก แชมเปี้ยน คัพ 2026” แมตช์ปิดฤดูกาล สนามแรนโช ชาญวีร์ฯ


การแข่งขันกอล์ฟเยาวชนรายการใหญ่ "บางจาก แชมเปี้ยน คัพ 2026"  วันที่ 11-13 กันยายน 2569 มีนักกอล์ฟฝีมือดีจากทั่วประเทศเข้าร่วมชิงความเป็นหนึ่งส่งท้ายปีด้วยคึกคัก แมทช์ปิดฤดูกาลที่ สนามแรนโช ชาญวีร์ รีสอร์ท แอนด์ คันทรี คลับ จ.นครราชสีมา


จบรอบแรก( วันศุกร์ที่ 11 กย. 2569 )มีผลแข่งขันแต่ละรุ่นดังนี้  รุ่น Super GENZ Boy & Girl  กฤติกร วงศ์ธนวัฒน โชว์ฟอร์มจบด้วยสกอร์ 1 อันเดอร์พาร์ 71 ขึ้นเป็นผู้นำเดี่ยว โดยมี ฐณาณัฐ การุญ , วรวิช เจิมพงศ์ และ วรพล อนันทวรรณกุล ตามมาในอันดับ 2 ร่วมสกอร์ รวม อีเวนพาร์ 72 ด้าน
รุ่น Super GENZ Girl ผู้นำเป็น สิริกร โสมประโคน ประเดิมวันแรกด้วยสกอร์ 3 อันเดอร์พาร์ 69 ขึ้นนำเดี่ยวฝ่ายหญิงโดยมี เอยาวรินทร์ ประดับญาติ ตามมาในอันดับ 2 ด้วยสกอร์ 1 โอเวอร์                พาร์ 73


รุ่น Junior GENZ Boy อัฐษกรณ์ หัตถบดี จบผลงาน 1 อันเดอร์พาร์ 71 ครองตำแหน่งผู้นำเดี่ยว ทิ้งห่างอันดับ 2 ริวกิ โอซากิ ที่ทำสกอร์เข้ามา 1 โอเวอร์พาร์ 73 อยู่ 2 สโตรก  ส่วนรุ่นนี้ฝ่ายหญิง  Junior GENZ Girl  ผู้นำเป็น สวรินทร์ สมบูรณ์วิบูลย์  จบรอบแรกสกอร์ 1 อันเดอร์พาร์ 71 แต้มนำห่าง พิมพ์ญาดา นุชนาฎ ที่ตามมาในอันดับ 2  ด้วยสกอร์รวม 1โอเวอร์พาร์ 73 อยู่ 2 สโตรก


ผลแข่งในรุ่น Special GENZ Boy ตำแหน่งผู้นำตกเป็นของ ณภัทร ประเศรษฐสุต ทำสกอร์อีเวนพาร์ 72 ส่วนรุ่น Special GENZ Girl  พิมพ์มาดา นุชนาฎ นำเดี่ยวด้วยสกอร์ 3 โอเวอร์พาร์ 75


บรรยากาศการแข่งขันรอบแรกยิ่งคึกคักมากขึ้น เมื่อมีการทำ Hole-in-One เกิดขึ้น โดยเป็นผลงานของ น้องสวรินทร์ สมบูรณ์วิบูลย์  ผู้เล่นจากรุ่น Junior GENZ Girl โชว์ความแม่นด้วยเหล็ก 9 ในระยะ 130 หลา ที่หลุม 17 พาร์ 3  ได้รับเกียรติจาก คุณดาว์ปกรณ์ รัตนสุวรรณ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะ เจ็นซ์ จำกัด มอบรางวัลพิเศษ เป็นทุนสนับสนุนนักกีฬาเยาวชนมูลค่า 5,000 บาท นอกจากนี้ทาง สนามแรนโช ชาญวีร์ รีสอร์ท แอนด์ คันทรี คลับ ยังได้มอบใบประกาศนียบัตรพร้อมคูปองกรีนฟี มูลค่ารวม 15,000 บาทให้อีกด้วย


สรุปรายชื่อผู้นำรอบแรกทุกรุ่นอายุ
• รุ่น Special GENZ Boy: ณภัทร ประเศรษฐสุต สกอร์ 72 (E)
• รุ่น Special GENZ Girl: พิมพ์มาดา นุชนาฎ สกอร์ 75 (+3)
• รุ่น Super GENZ Boy: กฤติกร วงศ์ธนวัฒน สกอร์ 71 (-1)
• รุ่น Super GENZ Girl: สิริกร โสมประโคน สกอร์ 69 (-3)
• รุ่น Junior GENZ Boy: อัฐษกรณ์ หัตถบดี สกอร์ 71 (-1)
• รุ่น Junior GENZ Girl: สวรินทร์ สมบูรณ์วิบูลย์ สกอร์ 71 (-1)
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ Official Line: @genzgolf หรือโทร. 065 696 2229

วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2569

ๅพลิกโฉมการศึกษาไทย เปิดห้องเรียนดรุณาราชบุรี ถอดบทเรียน Active Learning–GPAS 5 Steps เปลี่ยนครูจากผู้บอกคำตอบเป็นโค้ชการคิด สร้างเด็กให้วิเคราะห์ แก้ปัญหาได้ในโลกที่ความรู้ไม่ได้หายากอีกต่อไป


เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 คณะผู้บริหาร และครูจากสถานศึกษาในสังกัด คณะรักกางเขนแห่งจันทบุรีและพันธมิตร 7 โรงเรียน เข้าศึกษาดูงานที่ โรงเรียนดรุณาราชบุรี จ.ราชบุรี โดย เข้าศึกษาการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ผ่านกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ซึ่งโรงเรียนดรุณาราชบุรีนำมาใช้ต่อเนื่องประมาณ 3 ปี คณะศึกษาดูงานได้ลงดูห้องเรียนจริงหลายระดับ ตั้งแต่ปฐมวัย ภาษา วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และ AI ไปจนถึงการเชื่อมการศึกษากับสายอาชีพและมหาวิทยาลัย สิ่งที่เห็นจึงไม่ใช่เพียง “กิจกรรมต้นแบบ” แต่คือการเปลี่ยนทั้งระบบ ตั้งแต่ผู้บริหาร ครู ไปจนถึงวิธีที่เด็กเรียนรู้
เมื่อ AI สามารถค้นข้อมูล สรุปบทเรียน เขียนรายงาน และตอบคำถามได้ภายในไม่กี่วินาที โรงเรียนอาจต้องกลับมาถามตัวเองอย่างจริงจังว่า หากยังใช้เวลาไปกับการทำให้เด็ก “จำคำตอบ” เรากำลังเตรียมเด็กสำหรับโลกอนาคต หรือกำลังฝึกทักษะที่เทคโนโลยีทำได้เร็วกว่าเราไปแล้ว การศึกษาในยุค AI ต้องสร้างผู้เรียนให้เป็นคนเก่งและเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ 


พระสังฆราช ซิลวีโอ สิริพงษ์ จรัสศรี ประมุขสังฆมณฑลราชบุรี มองว่า Active Learning และการพัฒนากระบวนการคิดขั้นสูง เป็นทิศทางของการศึกษายุคใหม่ที่หลายประเทศใช้ในการสร้างคนและนวัตกรรม
บทบาทครูจึงต้องเปลี่ยนจากผู้ถ่ายทอดความรู้ เป็นผู้แนะนำและร่วมพาเด็กผ่านกระบวนการตั้งคำถาม ลงมือทำ และประเมินผลด้วยตัวเอง
ในวันที่ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น โรงเรียนจึงยิ่งต้องรักษาสมดุลระหว่างความรู้กับความเป็นมนุษย์ ภายใต้แนวคิด “คุณธรรมนำวิชา พัฒนาสุข” เพราะเด็กที่เก่งเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ หากไม่รู้ว่าจะใช้ความรู้อย่างไรและเพื่ออะไร โรงเรียนจะเปลี่ยนไม่ได้ ถ้าคนในโรงเรียนยังคิดแบบเดิม


บาทหลวง ผศ.ดร.อภิสิทธิ์ กฤษเจริญ ผู้อำนวยการโรงเรียนดรุณาราชบุรี ระบุว่า หัวใจของการเปลี่ยนโรงเรียนไม่ได้เริ่มจากเทคโนโลยี แต่เริ่มจาก “Mindset” ของผู้บริหารและครู
คำถามต้องเปลี่ยนจาก “วันนี้สอนครบหรือยัง” เป็น “เด็กได้คิดหรือยัง” ครูจึงต้องลดบทบาทการบอกคำตอบ แล้วออกแบบสถานการณ์ให้เด็กตั้งคำถาม ค้นข้อมูล ลงมือทำ และสร้างคำตอบของตัวเอง ขณะที่ผู้บริหารต้องลดช่องว่าง ลงไปทำงานร่วมกับครู และรู้จักเด็กเป็นรายบุคคล
บาทหลวงอภิสิทธิ์มองว่า ความใกล้ชิดเช่นนี้ยังช่วยสร้างความปลอดภัยในโรงเรียน เพราะเมื่อเด็กมีผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้ วินัย คุณธรรม และวิจารณญาณก็จะค่อย ๆ กลายเป็น “เกราะภายใน” ให้เด็กดูแลตัวเองได้ดีขึ้น
ติวเก่ง ไม่เท่ากับคิดเป็น


ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหาร สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ชี้ว่า การประเมินอย่าง PISA ไม่ได้วัดเพียงว่าเด็กจำอะไรได้ แต่ดูว่าเมื่อเจอสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย เด็กสามารถวิเคราะห์ เชื่อมโยง และแก้ปัญหาได้หรือไม่ ทักษะเช่นนี้สร้างด้วยการติวข้อสอบเพียงอย่างเดียวไม่ได้ Active Learning ที่แท้จริงจึงไม่ใช่การทำให้ห้องเรียนมี “กิจกรรม” มากขึ้น แต่ต้องทำให้เด็ก คิดจริง ทำจริง และแก้ปัญหาจริง
GPAS 5 Steps จึงพาเด็กตั้งแต่การรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ จัดระบบความคิด นำความรู้ไปใช้ สื่อสารเหตุผล ไปจนถึงการประเมินและกำกับตัวเอง
ดร.ศักดิ์สินย้ำว่า โรงเรียนที่มาศึกษาดูงานไม่ควรกลับไปพร้อมการลอกกิจกรรม แต่ควรกลับไปพร้อม “หลักคิด” เพราะแต่ละโรงเรียนมีบริบทต่างกัน สิ่งสำคัญคือ ผู้บริหารต้องออกแบบระบบ ครูออกแบบประสบการณ์ และเด็กเป็นคนสร้างองค์ความรู้ด้วยตัวเองจากดูงาน ต้องกลายเป็นการเปลี่ยนจริง


ซิสเตอร์จำเรียง ถาวรสิน ระบุว่า โรงเรียนในสังกัดคณะรักกางเขนแห่งจันทบุรีทั้ง 7 แห่ง เคยร่วมขับเคลื่อนแนวทางนี้มาก่อน แต่ยังไม่ต่อเนื่องและเกิดขึ้นเพียงบางระดับชั้น การมาศึกษาดูงานครั้งนี้จึงเป็นการกลับไปเริ่มต้นใหม่อย่างเป็นระบบ โดยจะมีการติดตามและประเมินผลว่าทั้ง 7 โรงเรียนขยับจากจุดเดิมไปได้ไกลเพียงใด เป้าหมายไม่ใช่ต้องสำเร็จทั้งหมดในปีเดียว แต่ต้องเห็นความก้าวหน้าจริง และคาดหวังผลที่ชัดเจนภายในประมาณ 3 ปี โลกการศึกษาอาจกำลังมาถึงจุดที่ต้องเลือกให้ชัดว่า เราต้องการสร้างเด็กแบบไหน เด็กที่เก่งในการจำคำตอบ หรือเด็กที่เมื่อไม่มีใครบอกคำตอบแล้ว ยังสามารถคิดต่อได้ด้วยตัวเอง เพราะในโลกที่ AI อาจรู้มากกว่าเด็ก และตอบเร็วกว่าเด็กแทบทุกเรื่อง สิ่งที่โรงเรียนต้องสร้างจึงไม่ใช่การแข่งขันด้านปริมาณความรู้ แต่คือความสามารถในการตั้งคำถาม ตรวจสอบข้อมูล คิดเป็นระบบ ตัดสินใจอย่างมีเหตุผล และรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองเลือก ถ้าโรงเรียนยังเป็นเพียงสถานที่ส่งคำตอบจากครูไปให้เด็ก โรงเรียนอาจกำลังทำหน้าที่ที่เทคโนโลยีทำได้ดีกว่าไปแล้วโรงเรียนจึงต้องเป็นชุมชนหรือสังคมแห่งการเรียนรู้แห่งแรกของผู้เรียนตามปรัชญาที่แท้จริง
แต่ถ้าโรงเรียนเป็นพื้นที่ที่จัดประสบการณ์ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียนให้เด็ก คิดเอง สร้างคำตอบเอง และประเมินตัวเองเป็น ต่อให้โลกมี AI เก่งขึ้นอีกแค่ไหนโรงเรียนก็ยังมีเหตุผลที่จะต้องมีอยู่


การสร้างกระบวนการคิดขั้นสูงเปรียบเสมือนการสร้าง “ความแข็งแกร่งภายใน” ให้เด็ก เมื่อเผชิญแรงกระแทกจากกระแสสังคม ข้อมูล สิ่งยั่วยุ ปัญหา หรือความผิดหวัง เด็กจะสามารถตั้งหลัก วิเคราะห์ แยกแยะ และตัดสินใจได้ด้วยตนเอง ดังนั้น เป้าหมายของการศึกษาจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การทำให้เด็ก “รู้มาก” แต่ต้องทำให้เด็ก “คิดเป็น คิดก่อนทำ รู้เท่าทัน และตัดสินใจอย่างมีเหตุผล” เพราะในโลกที่ข้อมูลและกระแสสังคมสามารถเข้าถึงเด็กได้ภายในเสี้ยววินาที “กระบวนการคิด” คือภูมิคุ้มกันสำคัญที่จะติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต


วันเสาร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2569

งานรำลึก76 ปีสดุดีวีรชนทหารเรือไทยในสมรภูมิรบเกาหลีHERO OF THAILAND AWARD 2026


9 กันยายน 2569 ณ TOT แจ้งวัฒนะ(ตึก3 ชั้น8 ห้องประชุม9)
คณะกรรมการ การจัดงาน
งานรำลึก76 ปีสดุดีวีรชน
ทหารเรือไทยในสมรภูมิรบเกาหลี
HERO OF THAILAAWARD 2026
โดยมี นาวาอากาศเอก ดร.รณยุทธหิรัญบูรณะ (เลขาฯสมาคมทหารผ่านศึกเกาหลีในพระบรมราชูปถัมภ์) ประธานอำนวยการการจัดงาน พร้อมด้วย นายศักดิ์ปรินทร์ เกษมธนพัฒน์(โก้)ประธานโครงการ น.ส.ธัญญลักษณ์ นันต๊ะรัตน์ 
ประธานดำเนินงาน และรองประธานการจัดงาน อีกทั้งยังมีบุคคลสำคัญที่ได้รับเกียรติร่วมงานแถลงข่าว อาทิเช่น ว่าที่ พ.ต.กิตติเฉลิม โครงกาพย์ (ประธานชมรมการกำลังสำรองแห่งประเทศไทย) พล.ต.หญิง ดาวใจ เจิมเจิดพล (ผู้ทรงคุณวุฒิชมรมการกำลังสำรองแห่งประเทศไทย) คุณรัสมณี มีแสง
(ผู้บริหารกรรมการบริษัทนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศท้ายเกาะเลเบอร์จำกัด) คุณกนกพรรธน์ ชัยสมิทธิวงศ์
(กรรมการผู้จัดการ Electricity Marketing/Business) คุณชลกฤต ศาตราคม ที่ปรึกษาทรงคุณวุฒิประจำคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร
และ ผู้ชำนาญการประจำตัว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทรวมพลัง คุณ เกียรติยศ ศรีสกุลบรรณาธิการข่าว TOPNEWS ทั่วไทย ภาคกลาง คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ แนวหน้า  ประธานชมรมช่างภาพสื่อมวลชพระนครศรีอยุธยา ผู้อำนวยการ/บรรณาธิการ เกาะกระแสข่าว คุณปราโมทย์ สารรัตน์ (นายกสมาคมนักข่าวบันเทิง) อาจารย์วันชัย สุพรรณ (คุยเฟื่องเรื่องพระ) น.ส.จินตนา เมธากิตติพร 
(ผู้บริหารดาราวาไรตี้ทีวีบันเทิง) อ.ดร.ฐิตารีย์ ชัยคุณทวีชลธร(ดร.ฟาโรห์ จิวซ์)
คุณสุวรรณ บัวโรย (เลขานุการประจำกรรมาธิการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา)


วัตถุประสงค์สำหรับการจัดงานแถลงข่าวครั้งนี้ เป็นการจัดงานแถลงข่าว ที่สมพระเกียรติ ที่สุดและเพื่อระลึกเชิดชูเกียรติให้กับบุคคล เหล่าฮีโร่วีรชนที่ได้เสียสละชีพเพื่อชาติศาสนา พระมหากษัตริย์ และเพื่อเชิดชู เกียรติยศอย่างสูงสุด


(ประวัติโดยย่อ)
โดยร่วมรำลึกวันทหารไทยไปร่วมรบสงคราม เกาหลี ตามมติสหประชาชาติจากสงคราม ความขัดแย้งระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ องค์การสหประชาชาติ ได้ร้องขอประเทศสมาชิกไปร่วมรบเพื่อผลักดันกอง กำลังเกาหลีเหนือ รัฐบาลไทยในพระบาท
สมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในฐานะเป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ โดยการนำของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายก รัฐมนตรีในสมัยนั้น ได้ตอบรับคำร้องขอขององค์การสหประชาชาติเป็นประเทศแรก และตกลงใจส่งทหารภาคพื้นดิน 1 กรมผสม คือ กรมผสมที่ 21 ไปร่วมรบกับกองกำลังสหประชาชาติโดยเดินทางออกจากประเทศไทย ด้วยเรือของกองทัพเรือ เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2493 และไปปฏิบัติการรบจนได้รับชัยชนะในที่สุด



วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2569

ส.ส.แฉ “บุหรี่เถื่อน” พุ่งแตะ 28.1% เศรษฐกิจพัง 3.3 หมื่นล้าน จี้รัฐเร่งอุดรอยรั่วออนไลน์-ขนส่งพัสดุ

“ปรีติ” ส.ส.ประชาชน นนทบุรี อภิปรายเดือดจี้รัฐจัดการปัญหาสินค้าหนีภาษี โดยเฉพาะบุหรี่เถื่อน ชี้ทำรัฐเสียหายทางเศรษฐกิจ 3.3 หมื่นล้านบาท ตั้งข้อสังเกตถึงประสิทธิภาพการใช้งบประมาณด้านการป้องกันและปราบปราม กวดผู้เกี่ยวข้องตามพฤติกรรมขบวนการค้าบุหรี่เถื่อนให้ทันทั้งผ่านโลกออนไลน์และการขนส่งพัสดุ
นายปรีติ เจริญศิลป์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี สังกัดพรรคประชาชน เปิดประเด็นปัญหาการลักลอบค้าสินค้าหนีภาษีกลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมจับตามอง หยิบยกสถานการณ์บุหรี่ผิดกฎหมายขึ้นอภิปรายระหว่างการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 เพื่อตั้งคำถามว่าแม้รัฐบาลจะอัดฉีดงบประมาณด้านการปราบปรามเป็นจำนวนมหาศาลในแต่ละปี แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่มีประสิทธิภาพ และไม่สามารถยับยั้งการทะลักของสินค้าผิดกฎหมายได้จริง  
นายปรีติเปิดเผยถึงภาพรวมสถานการณ์บุหรี่เถื่อนในประเทศไทยไตรมาสแรกของปี 2569 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 28.1% จากเดิม 24.9% ในช่วงปลายปี 2568 ส่งผลให้ปัจจุบันบุหรี่เถื่อนนอกระบบครองส่วนแบ่งมากกว่า 1 ใน 4 ของตลาดบริโภคทั้งหมด สอดคล้องกับรายได้ภาษีสรรพสามิตยาสูบที่ลดลงต่อเนื่อง จาก 68,603 ล้านบาทในปี 2560 เหลือเพียง 47,489 ล้านบาทในปี 2568 หรือลดลงราว 30.8% แม้ส่วนหนึ่งจะมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคและโครงสร้างภาษี แต่การขยายตัวของตลาดมืดถือเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ฉุดรั้งรายได้รัฐ 
การเติบโตของบุหรี่เถื่อนกระทบถึงห่วงโซ่อุตสาหกรรมยาสูบในประเทศ ตั้งแต่ความเสียหายทางเศรษฐกิจโดยรวมที่สูงถึง 33,665 ล้านบาทต่อปี เกษตรกรผู้ปลูกยาสูบ ร้านค้าปลีก ไปจนถึงร้านค้าผู้ประกอบการถูกกฎหมายทำตามระเบียบข้อบังคับอย่างเคร่งครัด แต่กลับต้องแข่งขันกับสินค้าผิดกฎหมายที่ขายตัดราคา นอกจากนี้ยังทำให้รายได้ภาษียาสูบที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดจัดเก็บได้ลดลงด้วย โดยเฉพาะในจังหวัดสงขลา ที่เคยจัดเก็บได้ราว 82.1 ล้านบาท ในปี 2554 เหลือเพียง 5.4 ล้านบาท ในปี 2568
นายปรีติอภิปรายต่อว่า อีกปัจจัยที่ทำให้อัตราการบริโภคบุหรี่ผิดกฎหมายเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ คือพฤติกรรมการขายในปัจจุบันได้เปลี่ยนรูปแบบไปอย่างสิ้นเชิง กลุ่มขบวนการได้ย้ายฐานการค้าจากการตั้งหน้าร้านแบบเดิม ไปสู่การใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ สื่อสังคมออนไลน์ เช่น Facebook และ LINE และอาศัยระบบขนส่งพัสดุเอกชนในการกระจายสินค้าตรงถึงมือผู้บริโภค ซึ่งเป็นรูปแบบที่รวดเร็ว ตรวจสอบยาก และวิ่งแซงหน้ากลไกการปราบปรามของรัฐไปไกล
ประเด็นสำคัญที่ สส.ปรีติ เน้นย้ำคือ ความล้มเหลวในเชิงโครงสร้างของการบังคับใช้กฎหมาย แม้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกรมสรรพสามิต กระทรวงมหาดไทย หรือตำรวจ จะรายงานสถิติการจับกุมบุหรี่เถื่อนได้เป็นจำนวนมากและมีการยึดของกลางนับล้านซองเพื่อแสดงผลงาน แต่กระบวนการสืบสวนกลับหยุดอยู่เพียงแค่ระดับผู้ค้ารายย่อยหรือพนักงานรับส่งพัสดุ โดยไม่มีการขยายผลไปสู่การใช้กฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเพื่อยึดทรัพย์สิน หรือสาวไปถึงกลุ่มทุนและตัวการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลัง การทุ่มงบประมาณจำนวนมากจึงเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและละลายงบประมาณไปโดยไร้ประโยชน์ หากไม่มีการปรับเปลี่ยนมาตรการเชิงรุกที่มุ่งเจาะลึกถึงเส้นทางการเงินของขบวนการเหล่านี้ จึงทำให้การตั้งงบประมาณที่ไม่ตอบโจทย์การปราบปรามสินค้าผิดกฎหมายควรถูกพิจารณาปรับลดในปีงบประมาณที่จะถึงนี้

เครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ผนึกกำลัง พว. ลงนาม MOU ขับเคลื่อน Active Learning ด้วย GPAS 5 Steps สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน


เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 ณ สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ได้จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) โดย ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ประธานกรรมการบริหาร กับ เครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยได้รับเกียรติจาก ดร.ภิญญา รัตนวรชาติ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน มาเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ว่าที่ร้อยตรี อับดุลฮาฟิซ หิเล ประธานเครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดจนคณะผู้บริหาร และคณะครู เข้าร่วมพิธีอย่างคับคั่ง


ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งพัฒนาศักยภาพครูและผู้เรียนให้สอดรับกับทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ควบคู่กับการรักษาอัตลักษณ์ทางศาสนา ภาษา วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ โดยมีเป้าหมายให้เด็กสามารถคิด วิเคราะห์ ลงมือปฏิบัติ แก้ปัญหา และนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้จริง


ดร.ภิญญา รัตนวรชาติ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ระบุว่า สช. ดูแลโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศประมาณ 3,000 แห่ง มีนักเรียนราว 2 ล้านคน ขณะที่ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีผู้เรียนจำนวนมากอยู่ในระบบโรงเรียนเอกชน โดยเฉพาะโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามกว่า 300 แห่ง พื้นที่ดังกล่าวมีรูปแบบการศึกษาที่มีลักษณะเฉพาะ ทั้งการจัดการเรียนการสอนวิชาสามัญและอิสลามศึกษา การพัฒนาคุณภาพการศึกษาจึงจำเป็นต้องเลือกใช้กระบวนการที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ และสามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในห้องเรียน
หนึ่งในหัวใจสำคัญ คือการพัฒนาครูให้สามารถปรับบทบาทจากผู้ถ่ายทอดความรู้ ไปสู่ผู้จัดกระบวนการเรียนรู้ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ตั้งคำถาม สืบค้นข้อมูล ลงมือปฏิบัติ และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ดร.ภิญญา มองว่า GPAS 5 Steps จะเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งในการช่วยพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูงของผู้เรียน ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับการลงมือทำ พร้อมระบุว่า การขับเคลื่อนให้เกิดผลอย่างต่อเนื่อง จำเป็นต้องสร้างความเข้าใจร่วมกันตั้งแต่ระดับผู้บริหารสถานศึกษาไปจนถึงครูผู้สอน เป้าหมายในระยะ 3 ปี คือทำให้รูปแบบการเรียนการสอนเกิดการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม และส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียนในระยะยาว ความร่วมมือครั้งนี้ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาอิสลามศึกษาควบคู่กับวิชาสามัญ เพราะ สช. ดูแลทั้งโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม สถาบันทางศาสนา ตลอดจนศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิดสำหรับเด็กในวัยเรียนจำนวนมากในพื้นที่


ว่าที่ ร.ต.ดร.อับดุลฮาฟิซ หิเล ประธานเครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระบุว่า ความร่วมมือด้านวิชาการครั้งนี้จะช่วยเติมเต็มทั้งการพัฒนาครู สื่อการเรียนรู้ แผนการสอน และกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ให้สามารถประยุกต์ใช้ได้ทั้งในวิชาสามัญและอิสลามศึกษา เป้าหมายสำคัญ คือทำให้การพัฒนาวิชาการเดินควบคู่ไปกับหลักศาสนาและวิถีชีวิตของชุมชน โดย GPAS 5 Steps สามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นกระบวนการคิดและการเรียนรู้ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างองค์ความรู้สมัยใหม่กับพื้นฐานทางศาสนาและวัฒนธรรมของพื้นที่ อีกหนึ่งศักยภาพสำคัญของโรงเรียนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือความหลากหลายด้านภาษา ผู้เรียนจำนวนมากมีพื้นฐานทั้งภาษาไทย ภาษามลายู ภาษาอาหรับ และภาษาอังกฤษ


นายมะสุขรี ซีเดะ นายกสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาจังหวัดนราธิวาส ระบุว่า ปัจจุบันหลายโรงเรียนพัฒนาโปรแกรมด้านภาษาอย่างต่อเนื่อง ทั้งภาษาอังกฤษ ภาษามลายู และ Arab English Program รวมถึงมีครูจากต่างประเทศเข้ามาร่วมจัดการเรียนการสอน และบางโรงเรียนกำลังต่อยอดไปสู่การเชื่อมโยงกับการศึกษาระดับนานาชาติ การนำ Active Learning และ GPAS 5 Steps เข้ามาเสริม จึงเป็นโอกาสในการต่อยอดศักยภาพที่มีอยู่เดิม ให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงทักษะด้านภาษา ศาสนา วิทยาศาสตร์ และความรู้จากท้องถิ่นไปสู่การสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นรูปธรรม


ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหาร พว. ระบุว่า กระบวนการ GPAS 5 Steps มีเป้าหมายสร้างทักษะการคิดและการเรียนรู้ให้ติดตัวผู้เรียนในระยะยาว เพราะแม้บริบททางสังคมและสิ่งแวดล้อมในอนาคตจะเปลี่ยนแปลง แต่เด็กที่มีพื้นฐานการคิด วิเคราะห์ และแก้ปัญหา จะสามารถนำกระบวนการเหล่านี้ไปปรับใช้กับสถานการณ์ใหม่ได้ แนวทางดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้ครูนำทุนทางวัฒนธรรมและทรัพยากรในชุมชนมาเชื่อมกับการเรียนรู้ เช่น การนำวัตถุดิบ สมุนไพร หรือผลไม้ท้องถิ่นมาต่อยอดเป็นโครงงานด้านอาหารฮาลาล โดยผสมผสานองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้ากับหลักศาสนา ทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว และพัฒนาต่อไปเป็นผลงานหรือ Portfolio ของตนเอง 
ตลอดระยะเวลา 3 ปี พว. จะสนับสนุนสื่อการเรียนรู้ เอกสาร แผนการจัดการเรียนรู้ คลัง E-book ทีมวิทยากร รวมถึงการพัฒนาครูและการนิเทศติดตามอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เครือข่ายโรงเรียนในพื้นที่จะร่วมขับเคลื่อนตั้งแต่ระดับผู้บริหารไปจนถึงห้องเรียน เป้าหมายปลายทางจึงไม่ใช่เพียงการนำกระบวนการใหม่เข้าสู่โรงเรียน แต่คือการสร้างระบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับบริบทของ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้ครูมีเครื่องมือในการพัฒนาผู้เรียน เด็กมีทักษะที่จำเป็นต่ออนาคต และสามารถนำศักยภาพด้านศาสนา ภาษา วัฒนธรรม และทุนท้องถิ่นมาต่อยอดได้อย่างเต็มที่


นี่จึงเป็นอีกก้าวของการพัฒนาการศึกษาในพื้นที่ชายแดนใต้ ที่เชื่อม “วิชาการ–ศาสนา–ภาษา–อัตลักษณ์–นวัตกรรม” เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างคุณภาพการศึกษาที่เติบโตจากบริบทของพื้นที่ และเดินหน้าต่อได้อย่างยั่งยืน

สธ. ประกาศความพร้อมประเทศไทย เจ้าภาพ "GWS 2026" ประชุมสุขภาพโลก จ. ภูเก็ตดัน "Health for Wealth" ขับเคลื่อน New S-Curve เศรษฐกิจไทย

(15 กันยายน 2569 : กรุงเทพฯ) กระทรวงสาธารณสุข ประกาศความพร้อมประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ Global Wellness Summit (GWS 2026) ครั้งที่ 20 ณ จังหวัดภูเ...