วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

พลิกโฉมประเทศด้านการศึกษา พว.เร่งปฏิวัติห้องเรียนไทย ชู GPAS 5 Steps สร้างเด็กคิดเป็น ใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน

พลิกโฉมประเทศด้านการศึกษา พว.เร่งปฏิวัติห้องเรียนไทย ชู GPAS 5 Steps สร้างเด็กคิดเป็น ใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน


เมื่อวันที่ 4 ก.ค.2569 ที่จังหวัดกาญจนบุรี สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.)ร่วมกับเครือข่ายสถานศึกษาจังหวัดกาญจนบุรี จัดอบรมพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 110 คน ภายใต้โครงการ“การพัฒนาสมรรถนะเชิงรุก (Competency-Based Learning)”ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยใช้กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps สู่การสร้างนวัตกรรมด้วยการวัดและประเมินผลตามสภาพจริง และการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อการวัดและประเมินผลผู้เรียน ยกระดับการจัดการเรียนรู้และการประเมินผลตามสมรรถนะผู้เรียน โดยผู้เข้าร่วมอบรมประกอบด้วย ครูจากโรงเรียนในจังหวัดกาญจนบุรี 3 แห่ง รวม 110 คน ได้แก่ โรงเรียนด่านมะขามเตี้ยวิทยาคม โรงเรียนหนองตากยาตั้งวิริยะราษฏร์บำรุง และโรงเรียนอนุบาลวัดไชยชุมพลชนะสงคราม


ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหาร สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้ ครูจะเป็นผู้ออกแบบกิจกรรม เพื่อให้เด็กเรียนรู้โดยใช้คำถามเป็นหลัก ไม่ใช่บรรยายหรือติวซึ่งเป็นการทำร้ายเด็ก แต่ที่ผ่านมาสิ่งที่เกิดคือการติว และเด็กก็ใช้เงินเพื่อการนี้ แต่ผลของการสอบ O-Net ที่ผ่านมา23 ปี เราไม่เคยเห็นการผ่านเกณฑ์เลย รวมถึงการประเมิน PISA 20 กว่าปีมานี้ทำอย่างไรเราก็ไม่สามารถผ่านได้ เพราะยิ่งติวยิ่งแคบ ยิ่งติวยิ่งความรู้น้อย เนื่องจากเป็นการเรียนข้อสอบ ทั้งที่จริง ๆ แล้ว ทั้ง O-Net และ PISA เป็นการนำกระบวนการไปวิเคราะห์ข้อสอบ แต่สิ่งที่เกิดคือในห้องสอบครูไม่รู้จักกระบวนการ เด็กจึงไม่มีกระบวนการ เพราะเป็นการเรียนแบบท่องจำ จึงเป็นสิ่งที่กระทรวงศึกษาธิการต้องเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วน


ดร.ศักดิ์สิน กล่าวต่อไปว่า การอบรมครั้งนี้เป็นการอบรมการใช้กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เป็นเครื่องมือสร้างความรู้ของเด็ก โดยนำเนื้อหาในหนังสือมาให้เด็กเรียนรู้ สร้างความรู้โดยผ่านกระบวนการคิด ผ่านกระบวนการประเมิน โดยเพิ่มความดี ความงาม คุณธรรม และ ค่านิยม ซึ่งนำความคิดพื้นฐาน เหตุและผลมาหลอมรวมเข้าด้วยกันทำให้ความคิดขั้นต้นมีคุณค่าสูงขึ้นทั้งตนเองและสังคม ซึ่งการเรียนด้วยวิธีการนี้จะส่งผลให้เกิดนวัตกรรมและต่อยอดเป็น AI ในต่างประเทศที่เขาสร้างนวัตกรรมและAI เกิดขึ้นได้ก็ด้วยการเรียนด้วยกระบวนการคิดขั้นสูง จนพัฒนา AI ขั้นสูงมาใช้ในด้านอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจต่อมา ก็เอา AI มาใช้ประกอบการเรียนซึ่งก็คือมือถือแท็บเล็ตแต่เมื่อนำมาใช้อย่างแพร่หลาย ก็ทำให้เกิดปัญหาเด็กติดจอและข้อมูลที่ผ่าน AIมา ควบคุมไม่ได้ จนเกิดกระแสที่กระทบสังคม และเด็กก็ไม่มีสมาธิในการเรียนจนทุกประเทศเห็นพ้องกันว่าหากยังเป็นเช่นนี้ต่อไปประเทศอาจจะด้อยพัฒนาได้ จึงมีการห้ามนำเทคโนโลยีเข้า ในห้องเรียนเพื่อกลับมาเรียนแบบเดิมและมีการประกาศว่าในอีก 10 ปีข้างหน้าจะสร้าง AIรุ่นใหม่
“ GPAS 5Steps จะเป็นกำแพงต่อต้านกระแสสังคมเชิงลบที่กระแทกเข้ามา เพื่อให้เด็กต่อต้านสิ่งเหล่านี้ได้ สามารถใช้ปัญญาในการเลือกบริโภคได้ ดังนั้นถ้าเรายังไม่พัฒนากระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบเด็กจะเอาไม่อยู่ เพราะขนาดธรรมชาติเมื่อมีกระแสลมพัดด้วยความรุนแรง หน้าผา ก้อนหิน ยังสลายได้ แล้วจิตใจของเด็กซึ่งเป็นมนุษย์แท้ๆ ถ้าถูกกระแสสังคมเข้ามากระแทกก็คงยากที่จะทานได้ จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนากระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบให้เร็วที่สุด โดยมี AI เป็นเครื่องมือช่วยให้เด็กสามารถคิดวิเคราะห์และเลือกได้ และหากเกิดความผิดพลาดเด็กก็จะสามารถลุกได้เร็ว“ประธานบริหารสถาบัน พว.กล่าว



ดร.ณรินทร์ ชำนาญดู นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ม.ท.)กล่าวว่า ส.บ.ม.ท.คาดหวังว่าคุณภาพของครูจะส่งผลถึงเด็ก โดยเชื่อว่าการพัฒนาครู เติมส่วนที่ขาด วาดส่วนที่หวัง จะสามารถพัฒนาเด็กได้ โดยเฉพาะการอบรมออกแบบการเรียนรู้ด้าน Active Learning การประเมินผลโดยใช้ AI และการประเมินผลตามสภาพจริง ซึ่งครูที่เข้ารับการอบรมวันนี้มาจากโรงเรียนมัธยมศึกษา 2 โรง และโรงเรียนขยายโอกาส 1 โรงในจังหวัดกาญจนบุรี ถือเป็นกลุ่มนำร่องของ ส.บ.ม.ท.ที่ร่วมกับสถาบัน พว. ในการพัฒนาความรู้การประเมินผลตามสภาพจริง และส่งเสริมการออกแบบการเรียนรู้เพื่อเสริมสมรรถนะเด็ก และหลังจากนี้จะขยายผลไปยังโรงเรียนมัธยมศึกษากว่า 2 พันโรงทั่วประเทศต่อไป 


นายพจนรินทร์ เหลืองอรัญนภา ผู้อำนวยการโรงเรียนด่านมะขามเตี้ยวิทยาคม กล่าวว่า การพัฒนาครูถือเป็นหัวใจของการยกระดับคุณภาพการศึกษา เพราะเมื่อครูมีองค์ความรู้และเทคนิคการจัดการเรียนรู้ที่ทันสมัย จะสามารถถ่ายทอดความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น การนำ Active Learning GPAS 5 Steps มาใช้เป็นการเติมเต็มและต่อยอดวิธีการสอนที่ครูแต่ละคนใช้อยู่แล้ว โดยคำนึงถึงความแตกต่างของแต่ละรายวิชา สภาพโรงเรียน และศักยภาพของผู้เรียน เพื่อให้ครูสามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ได้เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียน ซึ่งการอบรมครั้งนี้จะช่วยให้ครูเข้าใจและนำกระบวนการดังกล่าวไปใช้ได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น เน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ คิด วิเคราะห์ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง แทนการเรียนรู้แบบรับฟังเพียงอย่างเดียว 


นายนรากร สุขวิสิฎฐ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนหนองตากยาตั้งวิริยะราษฎร์บำรุง กล่าวว่า การอบรมครั้งนี้จะเป็นแนวทางที่จะช่วยให้ครูจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีทิศทาง ลดการบรรยายหน้าชั้นเรียน จะทำให้ผู้เรียนได้คิด วิเคราะห์ ลงมือปฏิบัติจริง และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง เด็กจะเรียนด้วยความกระตือรือร้น ซึ่งตนคาดหวังว่าครูจะเข้าใจในการกระบวนการเรียนรู้นี้ได้อย่างถ่องแท้ และนำไปสอนเด็กให้เกิดการเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง



สโมสร GYMNASTIKA BY PP Club ระเบิดศึกยิมนาสติกครั้งยิ่งใหญ่ หนุนเยาวชนสู่ความสำเร็จระดับนานาชาติ ในงาน GYMNASTIKA BY PP Club ครั้งที่ 9 และการแข่งขัน 4th INTER-CLUB RHYTHMIC GYMNASTICS COMPETITION ณ อาคารนิมิบุตร

สโมสร GYMNASTIKA BY PP Club ระเบิดศึกยิมนาสติกครั้งยิ่งใหญ่ หนุนเยาวชนสู่ความสำเร็จระดับนานาชาติ ในงาน GYMNASTIKA BY PP Club ครั้งที่ 9 และการแข่งขัน 4th INTER-CLUB RHYTHMIC GYMNASTICS COMPETITION ณ อาคารนิมิบุตร



     สโมสร GYMNASTIKA BY PP CLUB โดย นางสาววราภรณ์ พรสิริจรรยา ประธานสโมสร อดีตนักกีฬายิมนาสติกลีลาทีมชาติไทย จัดการแข่งขันยิมนาสติกประจำปี GYMNASTIKA BY PP Club ครั้งที่ 9 และ การแข่งขัน 4th INTER-CLUB RHYTHMIC
GYMNASTICS COMPETITION ระหว่างวันที่ 4 - 5 กรกฎาคม 2569 ณ อาคารกีฬานิมิบุตร สนามกีฬาแห่งชาติ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร โดยมี นางสาวกนกรัตน์ ตันติกรพรรณ เลขาธิการสมาคมยิมนาสติกแห่งประเทศไทย เป็นประธานพิธีเปิดการแข่งขัน เมื่อวันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม 2569 เพื่อเป็นเวทีให้เยาวชนได้แสดงความสามารถ พัฒนาศักยภาพ และเตรียมความพร้อมก้าวสู่การแข่งขันในระดับชาติและนานาชาติ 


     สโมสร GYMNASTIKA BY PP CLUB ก่อตั้งและบริหารงานโดย นางสาววราภรณ์ พรสิริจรรยา อดีตนักกีฬายิมนาสติกลีลาทีมชาติไทย เจ้าของเหรียญรางวัลระดับประเทศและนานาชาติ ผู้มีประสบการณ์การสอนมากกว่า 15 ปี และมุ่งมั่นตั้งใจยกระดับวงการยิมนาสติกไทย โดยทางสโมสรได้ริเริ่มจัดการแข่งขันภายในมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2559 และขยายผลอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็น "เวทีฝึกฝน" ที่ได้มาตรฐานระดับประเทศ สืบเนื่องมาเป็นปีที่ 9 ซึ่งในแต่ละปีได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม มีผู้เข้าร่วมแข่งขันเฉลี่ยมากกว่า 700 คนต่อปี ติดต่อกันถึง 4 ปีซ้อน สำหรับการแข่งขันในปีนี้ ความโดดเด่นอยู่ที่การยกระดับจากเวทีฝึกฝนสู่ "เวทีสร้างแรงบันดาลใจ" ด้วยการจัดงานในสนามระดับประเทศอย่าง อาคารนิมิบุตร เพื่อรองรับนักกีฬาจำนวนมากและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีเยี่ยมให้แก่เยาวชน การแข่งขันครั้งนี้ครอบคลุมหลากหลายประเภทกีฬา ได้แก่ ยิมนาสติกลีลาพื้นฐาน ยิมนาสติกลีลาระดับนักกีฬา และ ยิมนาสติกศิลป์ ภายใต้ระบบคะแนนและการตัดสินโดยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับการรับรองตามหลักสากล เสมือนบรรยากาศการแข่งขันระดับชาติ เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนทุกระดับ ตั้งแต่ระดับเริ่มต้น (Beginner) ไปจนถึงนักกีฬาทีมชาติรุ่นเยาว์ ในรุ่นอายุ 5 ปีขึ้นไป ได้สัมผัสประสบการณ์ระดับมืออาชีพอย่างแท้จริง
           

   การแข่งขันในครั้งนี้มีนักกีฬายิมนาสติกเข้าร่วมการแข่งขันจำนวน 929 คน จาก 43 สโมสรทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้แก่ มองโกเลีย มาเลเซีย ไต้หวัน เวียดนาม ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ อังกฤษ และประเทศไทย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก Snack Jack, Ireal Plus, Mignight Tokyo, Drinking Water Angel, Art Yoon Design และSports Action รวมทั้งสโมสรสมาชิกทุกท่าน


              สโมสร GYMNASTIKA BY PP CLUB เชื่อมั่นว่าการแข่งขันในครั้งนี้ จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาทักษะเยาวชนไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง พร้อมสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติในฐานะนักกีฬาระดับสากลต่อไปในอนาคต ดังปณิธานของสโมสรที่ว่า "ไม่ใช่แค่สอนให้เก่ง แต่เราสร้างให้เขาเติบโต"


สโมสร GYMNASTIKA BY PP Club ระเบิดศึกยิมนาสติกครั้งยิ่งใหญ่ หนุนเยาวชนสู่ความสำเร็จระดับนานาชาติ ในงาน GYMNASTIKA BY PP Club ครั้งที่ 9 และการแข่งขัน 4th INTER-CLUB RHYTHMIC GYMNASTICS COMPETITION ณ อาคารนิมิบุตร

สโมสร GYMNASTIKA BY PP Club ระเบิดศึกยิมนาสติกครั้งยิ่งใหญ่ หนุนเยาวชนสู่ความสำเร็จระดับนานาชาติ ในงาน GYMNASTIKA BY PP Club ครั้งที่ 9 และการแข่งขัน 4th INTER-CLUB RHYTHMIC GYMNASTICS COMPETITION ณ อาคารนิมิบุตร



     สโมสร GYMNASTIKA BY PP CLUB โดย นางสาววราภรณ์ พรสิริจรรยา ประธานสโมสร อดีตนักกีฬายิมนาสติกลีลาทีมชาติไทย จัดการแข่งขันยิมนาสติกประจำปี GYMNASTIKA BY PP Club ครั้งที่ 9 และ การแข่งขัน 4th INTER-CLUB RHYTHMIC
GYMNASTICS COMPETITION ระหว่างวันที่ 4 - 5 กรกฎาคม 2569 ณ อาคารกีฬานิมิบุตร สนามกีฬาแห่งชาติ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร โดยมี นางสาวกนกรัตน์ ตันติกรพรรณ เลขาธิการสมาคมยิมนาสติกแห่งประเทศไทย เป็นประธานพิธีเปิดการแข่งขัน เมื่อวันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม 2569 เพื่อเป็นเวทีให้เยาวชนได้แสดงความสามารถ พัฒนาศักยภาพ และเตรียมความพร้อมก้าวสู่การแข่งขันในระดับชาติและนานาชาติ 


     สโมสร GYMNASTIKA BY PP CLUB ก่อตั้งและบริหารงานโดย นางสาววราภรณ์ พรสิริจรรยา อดีตนักกีฬายิมนาสติกลีลาทีมชาติไทย เจ้าของเหรียญรางวัลระดับประเทศและนานาชาติ ผู้มีประสบการณ์การสอนมากกว่า 15 ปี และมุ่งมั่นตั้งใจยกระดับวงการยิมนาสติกไทย โดยทางสโมสรได้ริเริ่มจัดการแข่งขันภายในมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2559 และขยายผลอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็น "เวทีฝึกฝน" ที่ได้มาตรฐานระดับประเทศ สืบเนื่องมาเป็นปีที่ 9 ซึ่งในแต่ละปีได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม มีผู้เข้าร่วมแข่งขันเฉลี่ยมากกว่า 700 คนต่อปี ติดต่อกันถึง 4 ปีซ้อน สำหรับการแข่งขันในปีนี้ ความโดดเด่นอยู่ที่การยกระดับจากเวทีฝึกฝนสู่ "เวทีสร้างแรงบันดาลใจ" ด้วยการจัดงานในสนามระดับประเทศอย่าง อาคารนิมิบุตร เพื่อรองรับนักกีฬาจำนวนมากและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีเยี่ยมให้แก่เยาวชน การแข่งขันครั้งนี้ครอบคลุมหลากหลายประเภทกีฬา ได้แก่ ยิมนาสติกลีลาพื้นฐาน ยิมนาสติกลีลาระดับนักกีฬา และ ยิมนาสติกศิลป์ ภายใต้ระบบคะแนนและการตัดสินโดยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับการรับรองตามหลักสากล เสมือนบรรยากาศการแข่งขันระดับชาติ เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนทุกระดับ ตั้งแต่ระดับเริ่มต้น (Beginner) ไปจนถึงนักกีฬาทีมชาติรุ่นเยาว์ ในรุ่นอายุ 5 ปีขึ้นไป ได้สัมผัสประสบการณ์ระดับมืออาชีพอย่างแท้จริง
           

   การแข่งขันในครั้งนี้มีนักกีฬายิมนาสติกเข้าร่วมการแข่งขันจำนวน 929 คน จาก 43 สโมสรทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้แก่ มองโกเลีย มาเลเซีย ไต้หวัน เวียดนาม ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ อังกฤษ และประเทศไทย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก Snack Jack, Ireal Plus, Mignight Tokyo, Drinking Water Angel, Art Yoon Design และSports Action รวมทั้งสโมสรสมาชิกทุกท่าน


              สโมสร GYMNASTIKA BY PP CLUB เชื่อมั่นว่าการแข่งขันในครั้งนี้ จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาทักษะเยาวชนไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง พร้อมสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติในฐานะนักกีฬาระดับสากลต่อไปในอนาคต ดังปณิธานของสโมสรที่ว่า "ไม่ใช่แค่สอนให้เก่ง แต่เราสร้างให้เขาเติบโต"


วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

“4 เมืองเหนือไต้หวัน มหัศจรรย์ไม่รู้จบ”บุกกรุงเทพ!ผู้บริหารการท่องเที่ยวร่วมมือโปรโมตเสน่ห์ไต้หวันตอนเหนือ เดินหน้ากระชับความสัมพันธ์การท่องเที่ยวไทย-ไต้หวัน

“4 เมืองเหนือไต้หวัน มหัศจรรย์ไม่รู้จบ”บุกกรุงเทพ!ผู้บริหารการท่องเที่ยวร่วมมือโปรโมตเสน่ห์ไต้หวันตอนเหนือ เดินหน้ากระชับความสัมพันธ์การท่องเที่ยวไทย-ไต้หวัน

เพื่อหยั่งลึกในตลาดการท่องเที่ยวไทย และทำให้การท่องเที่ยวภาคเหนือไต้หวันได้มีความโดดเด่นขึ้น คณะจากนครไทเป นิวไทเป จีหลงและเถาหยวน จัดงานกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว 4 เมืองภาคเหนือไต้หวันและประเทศไทย ประจำปี 2026 เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม โดยสมาคมแนะนำการท่องเที่ยวและสื่อมวลชน ได้นำเสนอเสน่ห์ของเมืองทางเหนือของไต้หวัน ให้แก่สื่อทางประเทศไทย ผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ประกอบกับอุปกรณ์เชิงปฏิสัมพันธ์ และรถตุ๊กโฆษณาธีมท่องเที่ยวภาคเหนือไต้หวัน 20 คัน ซึ่งขับขี่ไปตามตรอกซอกซอยต่างๆในกรุงเทพมหานคร เพื่อส่งภาพพจน์ทางท่องเที่ยวท่ามชีวิตประจำวันของชาวกรุง 

งานส่งเสริมการท่องเที่ยวในครั้งนี้สามารถดึงดูดผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวในท้องถิ่นของไทยกว่า 60  ราย และตัวแทนจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของ 4 เมืองภาคเหนือไต้หวันอีกกว่า 40 รายมาเข้าร่วมงาน นอกจากกลุ่มเมืองจีหลง-นิวไทเป-ไทเป-เถาหยวน จะได้ร่วมนำเสนอไฮไลต์ทางการท่องเที่ยว อันเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละเมืองแล้ว ยังได้แนะนำเทศกาลท่องเที่ยวสุดยิ่งใหญ่ที่จะจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลังนี้ รวมถึงเทศกาลเฉลิมฉลอง กิจกรรมสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่น และเทศกาลท่องเที่ยวตามฤดูกาล โดยมุ่งเน้นการใช้เทศกาลท่องเที่ยว เพื่อเป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงเอกลักษณ์ของแต่ละเมือง เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงเสน่ห์ของไต้หวันตอนเหนือ ที่เที่ยวได้ตลอดทั้งปีและมีไฮไลต์ให้ค้นหาในทุกพื้นที่ ซึ่งช่วยจุดประกายไอเดียและเพิ่มทางเลือกใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการท่องเที่ยวชาวไทยในการนำไปออกแบบโปรแกรมท่องเที่ยว นอกจากนี้ ภายในงานยังได้รับเกียรติจากอินฟลูเอนเซอร์สายท่องเที่ยวชื่อดังของไทยอย่าง "Ratto" และ "Mim Like This" มาร่วมแชร์ประสบการณ์ตรงจากการเดินทางท่องเที่ยวใน 4 เมืองภาคเหนือของไต้หวัน โดยถ่ายทอดเรื่องราวผ่านมุมมองส่วนตัว ตั้งแต่การตะลุยชิมของอร่อย การเดินเล่นชมเมือง ไปจนถึงการท่องเที่ยวธรรมชาติและร่วมกิจกรรมสุดพิเศษ ซึ่งการบอกเล่าจากประสบการณ์จริงในครั้งนี้ ช่วยให้ผู้ร่วมงานได้เห็นภาพรวมการท่องเที่ยวที่หลากหลายและมีสีสันของไต้หวันตอนเหนืออย่างชัดเจน พร้อมทั้งช่วยกระตุ้นความต้องการที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวในเมืองไต้หวัน

นายอวี๋ เสียง ผู้อำนวยการสำนักท่องเที่ยวและประชาสัมพันธ์กรุงไทเป ได้เปิดเผยว่า ไทเปและกรุงเทพฯ ต่างเป็นเมืองระดับสากลที่เปี่ยมด้วยความมีชีวิตชีวาและสร้างสรรค์ การเดินทางระหว่างก็สะดวกสบายโดยใช้เวลาในการบินไม่ถึง 4 ชั่วโมง ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวชาวไทยเลือกเดินทางมาท่องเที่ยวในกรุงไทเปทั้งด้วยตัวเอง และเดินทางพร้อมครอบครัวเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง กรุงไทเปโดดเด่นด้วยการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมดั้งเดิม และแฟชั่นที่ทันสมัยอย่างลงตัว ไม่เพียงแต่มีสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ เช่น ย่านต้าเต้าเฉิง และวัดหลงซานเท่านั้น แต่ยังมีแลนด์มาร์กสำหรับไลฟ์สไตล์คนเมืองอย่างย่านช้อปปิ้งซิ่นอี้ และตึกไทเป 101  นอกจากนี้ ไทเปยังขึ้นชื่อในเรื่องความหลากหลายของอาหาร ตั้งแต่สตรีทฟู้ดในตลาดกลางคืนไปจนถึงภัตตาคารระดับมิชลินสตาร์ นายอวี๋ เสียง กล่าวเพิ่มเติมว่า กรุงไทเปมีกิจกรรมและเทศกาลท่องเที่ยวตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็น เทศกาลโคมไฟไทเป เทศกาลฤดูร้อนต้าเต้าเฉิง  เทศกาลเทรนด์และดนตรีไทเป และงานเคาท์ดาวน์ปีใหม่อันยิ่งใหญ่ตระการตา ดังนั้น ไม่ว่าจะมาเยือนไทเปในช่วงเวลาใด นักท่องเที่ยวก็สามารถสัมผัสได้ถึงทัศนียภาพของเมืองและเสน่ห์ของเทศกาลต่างๆในแต่ละช่วงเวลา จึงขอเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางมาสัมผัสวิถีชีวิต ค้นพบเสน่ห์ทางวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวตามตรอกซอกซอยต่างๆ ของกรุงไทเป 

สำนักท่องเที่ยวและประชาสัมพันธ์กรุงไทเป เปิดเผยว่า นอกจากการจัดงานส่งเสริมการท่องเที่ยวและงานแถลงข่าวในครั้งนี้แล้ว ทั้ง 4 เมืองยังได้ร่วมกันเนรมิตพื้นที่ให้กับนวัตกรรมศิลปะจัดวางเชิงปฏิสัมพันธ์แบบpop-up ขึ้น ณ เซ็นทรัลเวิลด์  ศูนย์การค้าแลนด์มาร์กใจกลางกรุงเทพฯ ซึ่งบรรยากาศในงานเป็นไปอย่างคึกคักและมีผู้ให้ความสนใจเข้าร่วมงานอย่างล้นหลาม โดยในวันที่ 2–3 กรกฎาคมนี้ ผู้ร่วมงานสามารถร่วมสนุกได้ง่ายๆ เพียงถ่ายภาพคู่กับกำแพงเช็กอิน ในธีมของทั้ง 4 เมือง พร้อมอัปโหลดรูปภาพลงบนโซเชียลมีเดียและติดแฮชแท็ก #FantasticNorthernTaiwan ก็จะได้รับสิทธิ์ร่วมลุ้นรางวัลจากตู้ไข่กาชาปอง ซึ่งภายในมีทั้งของที่ระลึกสุดน่ารักแนวครีเอทีฟจำนวนจำกัด รวมถึงของขวัญสุดพิเศษ ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละเมือง ที่ส่งตรงจากใจของท่านผู้บริหารการท่องเที่ยวทั้ง 4 เมือง เพื่อส่งมอบเสน่ห์อันน่าประทับใจของไต้หวันตอนเหนือให้แก่ชาวไทยผ่านกิจกรรมสุดสนุกในครั้งนี้ ยิ่งไปกว่านั้น ทั้ง 4 เมืองยังได้จับมือกันจัดแคมเปญโฆษณาเคลื่อนที่สุดสร้างสรรค โดยนำรถตุ๊กตุ๊ก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์การเดินทางที่มีชื่อเสียงของไทยจำนวน 20 คัน มาตกแต่งด้วยลวดลายกราฟิกสดใสบรรยายเรื่องราวของสถานที่ท่องเที่ยวไฮไลต์ในกลุ่มเมืองจีหลง-นิวไทเป-ไทเป-เถาหยวน โดยรถตุ๊กตุ๊กเหล่านี้จะออกวิ่งอวดสายตาชาวกรุงทั่วท้องถนนกรุงเทพ ตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 30 กรกฎาคมนี้ เพื่อหลอมรวมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไต้หวันให้เข้ากับวิถีชีวิตประจำวันของคนท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด 

เพื่อสร้างความร่วมมือและยกระดับการแลกเปลี่ยนด้านการท่องเที่ยวระหว่าง 4 เมืองภาคเหนือไต้หวันและประเทศไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ในการเดินทางเยือนครั้งนี้ทางคณะยังได้เข้าพบสมาคมไทยบริการท่องเที่ยวและหน่วยงานสำคัญในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย เพื่อร่วมหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ อาทิ กลยุทธ์การประชาสัมพันธ์ เทรนด์ พฤติกรรมและความต้องการของนักเดินทาง รวมถึงมาตรการสนับสนุนการท่องเที่ยวต่างๆ ซึ่งการพบปะในครั้งนี้ช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น พร้อมทั้งวางรากฐานอันมั่นคงเพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือและการท่องเที่ยวทั้งสองประเทศในระยะยาว ทั้งนี้ 4 เมืองภาคเหนือของไต้หวันมีเครือข่ายระบบคมนาคมที่สะดวกรวดเร็ว ทำให้สามารถเชื่อมโยงทรัพยากรทางการท่องเที่ยวที่หลากหลาย ตั้งแต่ความทันสมัยของไลฟ์สไตล์คนเมือง ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า ทัศนียภาพอันงดงามของอ่าวและท่าเรือ ธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ของขุนเขาและท้องทะเล ตลอดจนอาหารเลิศรสที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งจะช่วยให้นักท่องเที่ยวสามารถออกเดินทางสำรวจความมหัศจรรย์รอบด้านของไต้หวันตอนเหนือได้อย่างสะดวกสบายและง่ายดายยิ่งขึ้นขอเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางมาสัมผัสด้วยตนเอง เพื่อร่วมค้นพบเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ภายใต้แนวคิด "4 เมืองเหนือไต้หวัน มหัศจรรย์ไม่รู้จบ"

“ล่าม The Thai Interpreter” จากแรงบันดาลใจของชีวิตจริง สู่หนังสือ บทเพลง และภาพยนตร์

"เมื่อคำพูดกลายเป็นกำแพง ล่ามจึงกลายเป็นสะพาน" เปิดตัวภาพยนตร์สร้างจากเรื่องจริง "ล่าม (LAAM : The Thai Interpreter)" เตรียมเข้าฉาย 12 สิงหาคมนี้



เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับภาพยนตร์สร้างจากเรื่องจริง "ล่าม (LAAM : The Thai Interpreter)" ภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตและการต่อสู้ของ เบญจวรรณ ภูมิแสน หรือ "ครูเอ๋" ล่ามไทยผู้ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้กับคนไทยและแรงงานไทยในประเทศสหรัฐอเมริกามาอย่างยาวนาน ภายใต้แนวคิดที่ว่า "เมื่อคำพูดกลายเป็นกำแพง ล่ามจึงกลายเป็นสะพาน" สะท้อนบทบาทของล่ามที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแปลภาษา แต่ยังเป็นผู้แปลความหวัง ความรู้สึก และช่วยนำพาผู้คนไปสู่ความยุติธรรมและโอกาสในชีวิต



การแถลงข่าวเปิดตัวภาพยนตร์ครั้งนี้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ The Bazaar Hotel Bangkok โดยได้รับเกียรติจาก วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมด้วย อรุณศักดิ์ อ่อนละออ ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ ร่วมเปิดตัวโปรเจกต์สำคัญที่ถูกจับตามองในวงการภาพยนตร์ไทยประจำปี 2569


บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่นและได้รับเกียรติจากบุคคลในแวดวงบันเทิงร่วมแสดงความยินดีอย่างคับคั่ง อาทิ ฤทธิ์ ลือชา, ไอศูรย์ ไมดาน หรือ "เล็ก ไอศูรย์" รวมถึง จอห์น นูโว ที่มาร่วมเป็นสักขีพยานและร่วมส่งกำลังใจให้กับทีมผู้สร้างภาพยนตร์ในครั้งนี้




นอกจากการเปิดตัวภาพยนตร์แล้ว ภายในงานยังมีการเปิดตัวหนังสือ "ล่าม The Thai Interpreter : เบญจวรรณ ภูมิแสน เสียงในโลกต่างภาษา" ผลงานการเขียนของ นิธินันท์ ออแสงวัตน์ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของเรื่องราวทั้งหมด ก่อนจะถูกต่อยอดสู่บทเพลงและภาพยนตร์ เพื่อส่งต่อเรื่องราวแห่งแรงบันดาลใจให้เข้าถึงผู้คนในวงกว้างมากยิ่งขึ้น



หนังสือดังกล่าวจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ปาปาอินดี้ ภายใต้ความร่วมมือของ "FLIXFE Co., Ltd." (https://reference-url-citation.invalid/8), THE UNBOUND VOICE Co., Ltd. และ Film Works TUV Co., Ltd. ร่วมกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ในการผลักดันโครงการนี้ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในรูปแบบหนังสือ บทเพลง และภาพยนตร์ เพื่อบันทึกเรื่องราวชีวิตจริงของผู้หญิงไทยคนหนึ่งที่ใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้คนจำนวนมาก



สำหรับภาพยนตร์ "ล่าม (LAAM : The Thai Interpreter)" มีกำหนดเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศในวันที่ 12 สิงหาคม 2569 และนับเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ไทยที่น่าจับตามอง ด้วยเนื้อหาที่สร้างจากเรื่องจริง ถ่ายทอดทั้งความหวัง ความเสียสละ และพลังของการสื่อสารที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนได้อย่างแท้จริง


พลิกโฉมประเทศด้านการศึกษา พว.เร่งปฏิวัติห้องเรียนไทย ชู GPAS 5 Steps สร้างเด็กคิดเป็น ใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน

พลิกโฉมประเทศด้านการศึกษา พว.เร่งปฏิวัติห้องเรียนไทย ชู GPAS 5 Steps สร้างเด็กคิดเป็น ใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน เมื่อวันที่ 4 ก.ค.2569 ที่จังหว...