วันพุธที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ททท. ขานรับนโยบายการท่องเที่ยวมูลค่าสูงของรัฐบาล และกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ประกาศจับมือ Eastern & Oriental Express ผู้ให้บริการรถไฟลักชูรี่ระดับโลก สร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวเมืองไทยในมิติใหม่ดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพจากทั่วโลก

ททท. ขานรับนโยบายการท่องเที่ยวมูลค่าสูงของรัฐบาล และกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ประกาศจับมือ Eastern & Oriental Express ผู้ให้บริการรถไฟลักชูรี่ระดับโลก สร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวเมืองไทยในมิติใหม่ดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพจากทั่วโลก 


ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยเติบโตจากจุดแข็งด้านธรรมชาติ วัฒนธรรม และการบริการที่ได้รับการยอมรับจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก แต่ในยุคที่พฤติกรรมการเดินทางเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  รวมถึง KPI ชี้วัดความสำเร็จของการท่องเที่ยวในปัจจุบัน คือ “คุณค่าเชิงประสบการณ์“ ที่ได้รับ และ “มูลค่า” ที่กระจายสู่เศรษฐกิจและชุมชนอย่างยั่งยืน


การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงเล็งเห็นถึงการยกระดับการท่องเที่ยวทางรางให้เป็นอีกจุดเปลี่ยนสำคัญที่ตอบโจทย์แนวคิดดังกล่าวนี้  โดยใช้การเดินทางโดย “รถไฟ” เพื่อประตูแห่งประสบการณ์ ที่จะเปลี่ยนระยะทางให้กลายเป็นคุณค่าทางความรู้สึก และเปลี่ยนเส้นทางคมนาคมให้เป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่มีความหมาย เปิดโอกาสให้นักเดินทางได้สัมผัสประเทศไทยในมิติที่แตกต่างจากการเดินทางรูปแบบอื่น


ซึ่งแนวทางของ ททท.นี้ สอดรับกับนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวมูลค่าสูงของรัฐบาล และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รวมถึงนโยบายและกฎระเบียบใหม่ๆ ในการพัฒนาระบบรางของกระทรวงคมนาคม และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว 


นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่า ททท. จึงได้นำทีมหารือร่วมกับ Mr. Gary Franklin กรรมการผู้จัดการ Belmond Trains บริษัทในเครือ LVMH ผู้ให้บริการรถไฟลักชัวรีระดับโลก Eastern & Oriental Express เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวคุณภาพสูงของประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “Healing is the New Luxury” โดยโครงการดังกล่าวมุ่งตอบโจทย์นักท่องเที่ยวคุณภาพและกลุ่มผู้มีรายได้สูงจากทั่วโลก โดยมีแผนนำร่องที่จะเปิดเส้นทาง กรุงเทพฯ – กาญจนบุรี – หัวหิน – หาดใหญ่ – ปาดังเบซาร์ ภายในปี 2570


ททท. เชื่อว่าความร่วมมือครั้งนี้ จะเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีสำหรับมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย ส่งเสริมการขายสินค้าบริการท่องเที่ยว ควบคู่ เสน่ห์ไทย กับ 5 Must Do ตลอดจนช่วยกระจายการเดินทางและรายได้สู่เมืองรองและภูมิภาคของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป


#AmazingThailand
#HealingIsTheNewLuxury
#EasternAndOrientalExpress

วันอังคารที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569

วช. แถลงข่าวการจัดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569” นำความท้าทาย ววน. “Research Synergy พลังวิจัย สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมไทยยั่งยืน"

วช. แถลงข่าวการจัดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569” นำความท้าทาย ววน. “Research Synergy พลังวิจัย สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมไทยยั่งยืน"


วันที่ 16 มิถุนายน 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม แถลงข่าวการจัดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)” ครั้งที่ 21 ภายใต้แนวคิด “Research Synergy พลังวิจัย สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมไทยยั่งยืน” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 – 26 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร


ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า การจัดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)” ซึ่งก้าวสู่ปีที่ 21 ถือเป็นเวทีสำคัญของประเทศในการเผยแพร่ผลงานวิจัยและนวัตกรรมของไทยสู่สาธารณะ โดยเริ่มจัดขึ้นครั้งแรกในปี 2549 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องจนเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงเครือข่ายวิจัยของประเทศ ตลอดระยะเวลากว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา งานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติได้พิสูจน์ให้เห็นว่างานวิจัยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ในหลายมิติ นับตั้งแต่ภาคเศรษฐกิจ สังคม ชุมชน และการกำหนดนโยบายสาธารณะ โดยมีพลังความร่วมมือจากหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศบนฐานความรู้ วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำหรับปี 2569 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Research Synergy พลังวิจัย สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมไทยยั่งยืน” เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายของประเทศในมิติเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล โดยมีหน่วยงานเครือข่ายเข้าร่วมกว่า 200 หน่วยงาน พร้อมกิจกรรมเข้มข้นทั้งการประชุมสัมมนากว่า 150 หัวข้อ นิทรรศการผลงานวิจัยและนวัตกรรมกว่า 1,000 ผลงาน กิจกรรมส่งเสริมการวิจัย และการยกย่องเชิดชูเกียรตินักวิจัย ภายใต้เป้าหมายสำคัญในการเชื่อมโยงนักวิจัย ผู้ใช้ประโยชน์ ผู้ประกอบการ นักลงทุน และภาคประชาชนเข้าด้วยกัน เพื่อขยายผลการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อประเทศอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน


ถัดมาเป็นการเสวนา ”Thailand Research Expo 2026 Talk : Research Synergy พลังวิจัย สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมไทยยั่งยืน“  ซึ่งได้รับเกียรติจาก นางสาวศิรินทร์พร เดียวตระกูล รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ร่วมด้วย ศ.ดร.ปรินทร์ ชัยวิสุทธางกูร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ในมุมมองภาคการศึกษา นายวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และนางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ในมุมมองภาคธุรกิจ รวมทั้ง รองศาสตราจารย์ ดร.ม.ล. พินิตพันธุ์ บริพัตร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และประธานเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย (RUN) ในมุมมองภาคการศึกษาวิจัย ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคธุรกิจ เพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังมีการเสวนา “Platinum Award Talk : เสริมพลังประชาคมวิจัย ด้วยรางวัลแห่งเกียรติยศ” โดย นายแพทย์พีรชา คูเกษมกิจ ผู้อำนวยการกองกัญชาทางการแพทย์ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และ ดร.วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ในฐานะผู้แทนหน่วยงานที่ได้รับรางวัล Platinum Award ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568 ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ ความสำเร็จ และแนวทางการยกระดับงานวิจัยสู่ความเป็นเลิศ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับประชาคมวิจัยของประเทศต่อไป


ซึ่งภายในงานแถลงข่าว Thailand Research Expo 2026 ได้มีการจัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมจากเครือข่ายวิจัยทั่วประเทศ ครอบคลุม 6 ประเด็นสำคัญในการพัฒนาประเทศ
1. งานวิจัยเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG นำเสนอผลงานที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรและอุตสาหกรรมของประเทศ อาทิ นวัตกรรมรักษาแผลเรื้อรังในแมวด้วยเซลล์ต้นกำเนิดและเกล็ดเลือดเข้มข้น เปปไทด์จากเนื้อไก่เพื่อพัฒนาอาหารช่วยชะลอการเสื่อมของสมอง และนวัตกรรมเพิ่มมูลค่ายางพาราพร้อมลดของเสียในกระบวนการผลิต
2. งานวิจัยเพื่อสร้างสรรค์ Soft Power ของประเทศ ไทยต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทยสู่เวทีสากล ผ่านผลงาน “เรือนหมอพร” นวัตกรรมสมุนไพรไทยผสานเทคโนโลยี AI และ “ไหมมัดหมี่ : ศาสตร์แห่งศิลป์” ที่ยกระดับผ้าไหมไทยสู่มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม
3. งานวิจัยเพื่อใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมและการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ จัดแสดงเทคโนโลยีขั้นสูงที่ตอบโจทย์การพัฒนาอุตสาหกรรมและความมั่นคงของประเทศ เช่น เทคโนโลยีเรดาร์ตรวจจับระยะไกลเพื่อความมั่นคง และ Pathfinder UGV หุ่นยนต์เบิกทางสำหรับปฏิบัติภารกิจในพื้นที่เสี่ยง
4. งานวิจัยเพื่อยกระดับสังคมอย่างยั่งยืน
รวมผลงานที่มุ่งแก้ไขปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน อาทิ ยาสมุนไพรกระท่อมเพื่อช่วยบำบัดผู้มีปัญหาการดื่มสุรา การพัฒนาไก่ดำดอยตุงเป็นผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ท้องถิ่น ระบบ AI และโดรนสำหรับตรวจสอบโซลาร์ฟาร์ม ระบบตรวจจับโดรนเพื่อความปลอดภัยทางอากาศ เตียงป้องกันแผลกดทับและลดอาการภูมิแพ้ รวมถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและพลังงานสะอาด
5. งานวิจัยเพื่อสร้างสมดุลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน นำเสนอแนวทางจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ชุดตรวจวัดคุณภาพน้ำรูปทรงเป็ด เทคโนโลยีแก้ปัญหาสารพิษในลุ่มแม่น้ำกก นวัตกรรมการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ และเทคโนโลยีเคลือบผิววัสดุสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเลียม
6. งานวิจัยเพื่อส่งเสริมศักยภาพวิสาหกิจชุมชน วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME)
แสดงผลงานที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย อาทิ ผลิตภัณฑ์โปรตีนทางเลือก “วังส้มซ่าโมเดล” เพื่อยกระดับวิสาหกิจชุมชนด้วยนวัตกรรมชีวภาพ เครื่องควักไส้ปลาทูแบบกึ่งอัตโนมัติ และการพัฒนาทองคำ 96.5% ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ ยังมี Research Show ที่นำเสนอผลงานต้นแบบเตียงผ่าตัดเล็กควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า และกล้อง AI ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกผ่านสมาร์ทโฟน

ขณะที่ หน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัย (PMU) นำเสนอผลงานวิจัยที่พร้อมต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์จริง เช่น เส้นหมี่และเฟตตูชินีจากไข่ขาวไร้แป้ง รองเท้าวิ่ง Ving อาหารทดแทนมื้ออาหาร Low GI สำหรับผู้ควบคุมระดับน้ำตาล แผ่นแปะเข็มจิ๋วรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม วัสดุทดแทนกระดูกจากผลงานวิจัยไทย K-EDUVERSE แพลตฟอร์ม AI เพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต และอุปกรณ์การแพทย์เฉพาะบุคคลด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติ (3D Printing)

ด้าน เครือข่ายมหาวิทยาลัยวิจัย (RUN) นำเสนอผลงานวิจัยที่ตอบโจทย์การรับมือความท้าทายในอนาคต อาทิ เทคโนโลยีออกแบบอาคารต้านแผ่นดินไหว แพลตฟอร์มแสดงพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม เทคโนโลยีสมุนไพรและความปลอดภัยอาหาร ระบบเฝ้าระวังโลหะหนักในแม่น้ำโดยนักวิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง ระบบสื่อสารฉุกเฉินในภาวะวิกฤต แบบจำลองสารสนเทศเมือง (UIM) เครื่องตรวจวัดแรงสั่นสะเทือนแผ่นดินไหว และแพลตฟอร์มพยากรณ์ฝุ่น PM2.5 และ PM0.1 พร้อมติดตามผลกระทบต่อสุขภาพ

โดยมีผลงานวิจัยและนวัตกรรมเด่นจากหน่วยงานภาครัฐ มหาวิทยาลัย และภาคเอกชนทั่วประเทศร่วมจัดแสดง สะท้อนพลัง “Research Synergy” ที่นำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์จริงในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน


ขอเชิญร่วมงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)” ระหว่างวันที่ 22 – 26 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 22-23 กรุงเทพมหานคร ร่วมค้นพบผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่เปลี่ยนไอเดียให้เป็นพลังขับเคลื่อนประเทศ ภายใต้แนวคิด “Research Synergy พลังวิจัย สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมไทยยั่งยืน”

วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569

มหิดล–จุฬาฯ –เชียงใหม่ พลิกโฉมอุดมศึกษาไทย เริ่มให้นิสิตนักศึกษาเรียนร่วม “MC² GenEd” สร้างระบบเรียนรู้ข้ามมหาวิทยาลัย เตรียมบัณฑิตพร้อมโลก AI และอนาคต

มหิดล–จุฬาฯ –เชียงใหม่ พลิกโฉมอุดมศึกษาไทย 
เริ่มให้นิสิตนักศึกษาเรียนร่วม “MC² GenEd” 
สร้างระบบเรียนรู้ข้ามมหาวิทยาลัย เตรียมบัณฑิตพร้อมโลก AI และอนาคต


มหาวิทยาลัยมหิดล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผนึกกำลังครั้งสำคัญ เดินหน้าสร้างปรากฏการณ์ใหม่ของระบบอุดมศึกษาไทย แถลงความคืบหน้าโครงการ MC² GenEd (Mahidol–Chula–Chiang Mai General Education) ภายใต้งาน “MC²: Beyond Boundaries, Building Future: มหิดล จุฬาฯ เชียงใหม่ ผสานพลังสู่การเรียนรู้แห่งอนาคต” เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ณ เรือนจุฬานฤมิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
งาน“MC²: Beyond Boundaries, Building Future: มหิดล จุฬาฯ เชียงใหม่ ผสานพลังสู่การเรียนรู้        แห่งอนาคต” ในครั้งนี้ ไม่เพียงนำเสนอความคืบหน้าของโครงการความร่วมมือทางวิชาการครั้งสำคัญระหว่าง         สามมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ แต่ยังสะท้อนวิสัยทัศน์ร่วมในการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ใหม่ที่ก้าวข้ามข้อจำกัดเดิมของระบบมหาวิทยาลัย ภายใต้แนวคิด “Beyond Boundaries, Building Future” หรือการ      

ก้าวข้ามพรมแดนทางการศึกษา เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตแห่งการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ โดยโครงการจะประเดิมปีการศึกษา 2569 และคาดว่าจะมีนิสิตนักศึกษาลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการไม่ต่ำกว่า 1,000 ราย 
ความร่วมมือระหว่างสามมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาระดับอุดมศึกษาไทย มุ่งสร้าง “ระบบนิเวศการเรียนรู้ร่วม” (Shared Learning Ecosystem) เปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาสามารถเรียนรายวิชาศึกษาทั่วไป (General Education) ข้ามมหาวิทยาลัย สะสมผลการเรียนรู้ และเทียบโอนหน่วยกิตได้อย่างไร้รอยต่อ พร้อมเปิดโลกการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง ผู้เชี่ยวชาญตัวจริง และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับเพื่อนต่างสถาบัน เพื่อเตรียมความพร้อมสู่โลกแห่งอนาคตที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
โครงการ MC² GenEd เกิดขึ้นภายใต้เครือข่ายความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ MC² (Mahidol–Chula–Chiang Mai)  ที่มีเป้าหมายร่วมกันในการยกระดับคุณภาพการศึกษา วิจัย และนวัตกรรม เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมไทยและสังคมโลก ผ่านการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้เรียนยุคดิจิทัล นับเป็นหนึ่งในโมเดลต้นแบบของการพัฒนาการศึกษาในรูปแบบ Flexible Education และ Credit Mobility ของประเทศไทย โดยเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาสามารถออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ของตนเองได้อย่างยืดหยุ่น ไม่จำกัดอยู่เพียงรายวิชาที่เปิดสอนภายในมหาวิทยาลัยต้นสังกัด แต่สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ อาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญ และประสบการณ์การเรียนรู้จากอีกสองมหาวิทยาลัยพันธมิตรได้โดยตรง
ในระยะแรกของโครงการ มีการเปิดรายวิชาศึกษาทั่วไปนำร่องจำนวน 24 รายวิชาจากทั้งสามมหาวิทยาลัย ครอบคลุมองค์ความรู้หลากหลายมิติ ทั้งด้านมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม ความยั่งยืน และทักษะแห่งอนาคต โดยเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรีของทั้งสามสถาบันสามารถเลือกเรียนได้ทั้งในรูปแบบออนไลน์และออนไซต์ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทการเรียนรู้ที่หลากหลายของผู้เรียนในยุคปัจจุบัน
นอกจากนี้ อีกหนึ่งจุดเด่นของโครงการนี้คือ การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถสะสมผลการเรียนรู้ล่วงหน้า (Advance Learning Accumulation) และเทียบโอนหน่วยกิตข้ามมหาวิทยาลัยตามเงื่อนไขที่แต่ละสถาบันกำหนด นับเป็นการลดข้อจำกัดด้านโครงสร้างการศึกษาแบบเดิม และเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนในสิ่งที่สอดคล้องกับความสนใจความถนัด และเป้าหมายวิชาชีพของตนเองได้มากยิ่งขึ้น
นอกเหนือจากการเรียนรู้ในห้องเรียน MC² GenEd ยังให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ร่วม (Shared Learning Experience) ระหว่างนิสิตนักศึกษาจากหลากหลายสาขาวิชาและต่างสถาบัน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แลกเปลี่ยนมุมมอง เรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่น และสร้างเครือข่ายแห่งการเรียนรู้ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของโลกการทำงานในอนาคตที่ต้องอาศัยความร่วมมือข้ามศาสตร์ ข้ามวัฒนธรรม และข้ามความเชี่ยวชาญ



ความร่วมมือดังกล่าวตั้งอยู่บนหลักการสำคัญด้าน Experiential Learning หรือ “การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง” ที่เชื่อว่าความรู้ที่มีคุณค่าไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจากการรับฟังในห้องเรียน แต่เกิดจากการลงมือปฏิบัติ การเรียนรู้จากสถานการณ์จริง การเผชิญโจทย์จริงของสังคม และการทำงานร่วมกับผู้คนที่มีความหลากหลาย


ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้กำหนด          ทิศทางการเรียนรู้ภายใต้แนวคิด “Learning for the AI and Digital Era” โดยมุ่งเตรียมผู้เรียนให้พร้อมรับมือกับโลกแห่งปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล ผ่านรายวิชาที่เปิดโอกาสให้นิสิตได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญตัวจริงด้าน AI เทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรม และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในวิชาชีพต่าง ๆ
 โลกในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากอิทธิพลของเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) การศึกษาไม่อาจจำกัดอยู่เพียงการถ่ายทอดองค์ความรู้แบบเดิมในห้องเรียนได้อีกต่อไป แต่ต้องสร้างพื้นที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง เป็นการเรียนรู้ร่วมกับผู้คนที่มีภูมิหลัง ความคิด และประสบการณ์ที่แตกต่างกัน พร้อมเข้าใจวิธีคิด รู้เท่าทันเทคโนโลยี สามารถใช้ AI อย่างมีวิจารณญาณและจริยธรรม” 
“เราไม่ได้ต้องการเพียงให้ผู้เรียนใช้ AI เป็น แต่ต้องการให้สามารถสร้างคุณค่าใหม่ให้แก่สังคม และใช้เทคโนโลยีเพื่อขับเคลื่อนอนาคตได้อย่างมีความรับผิดชอบ ผมเชื่อมั่นว่าเมื่อศักยภาพด้าน AI และดิจิทัลของจุฬาฯ ผนวกกับความเชี่ยวชาญด้านชุมชนของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และความเข้มแข็งด้านการเรียนรู้จากภาคปฏิบัติของมหาวิทยาลัยมหิดล นิสิตนักศึกษาจะได้รับประสบการณ์การเรียนรู้ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น พร้อมเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงในอนาคต” อธิการบดีจุฬาฯ กล่าว


ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “โครงการ MC² GenEd สะท้อนถึงพลังความร่วมมือของสามมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศในการสร้างรูปแบบการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ มหาวิทยาลัยมหิดล มุ่งขับเคลื่อนการเรียนรู้ภายใต้แนวคิด “Learning with Industry and Society” โดยให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงการศึกษาเข้ากับภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และภาคสังคม เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริง ผ่านการทำงานร่วมกับองค์กรพันธมิตรและผู้เชี่ยวชาญภายนอก ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างทักษะวิชาชีพและความเข้าใจบริบทการทำงานจริง” 
“การศึกษาในศตวรรษที่ 21 ต้องเป็นการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงหรือ Experiential Learning เป็นการเรียนรู้ร่วมกับผู้คนที่มีความแตกต่างหลากหลาย MC² GenEd จากความร่วมมือของทั้งสามมหาวิทยาลัยจึงเป็นโครงการที่ตอบโจทย์การเรียนรู้ยุคใหม่ได้อย่างดียิ่ง ซึ่งจะเป็นต้นแบบระบบการเรียนรู้ข้ามมหาวิทยาลัยของไทย” อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลกล่าว


ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า “ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มุ่งเน้นแนวคิด Learning from Communities and Sustainability โดยเชื่อว่าห้องเรียนที่ดีที่สุดไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในมหาวิทยาลัย   แต่รวมถึงชุมชน ธรรมชาติ และพื้นที่จริงรอบตัว ผู้เรียนจะได้เรียนรู้จากโจทย์จริงของสังคม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ความหลากหลายทางวัฒนธรรม ตลอดจนประเด็นสิ่งแวดล้อมที่ท้าทายและความยั่งยืนที่กำลังเกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้งต่อสังคม ประเทศ และโลกที่อาศัยอยู่ร่วมกัน ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเปิดให้เรียนข้ามมหาวิทยาลัย แต่เป็นการร่วมกันวางรากฐานระบบการศึกษารูปแบบใหม่ของประเทศไทยที่เปิดกว้าง ยืดหยุ่น และตอบโจทย์ผู้เรียนมากขึ้น พร้อมขยายโอกาสการเข้าถึงองค์ความรู้ที่ดีที่สุดจากหลากหลายสถาบัน และเป็นต้นแบบของการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ระดับประเทศในอนาคต” 
“MC² GenEd จึงเป็นมากกว่าการเรียนข้ามมหาวิทยาลัย แต่คือการเปิดโลกการเรียนรู้ให้กว้างกว่ารั้วมหาวิทยาลัย เชื่อมโยงผู้เรียน อาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญ และองค์ความรู้จากสามมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ เพื่อร่วมกันสร้างบัณฑิตที่พร้อมรับมือกับความท้าทายในโลกอนาคต และพร้อมเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน” อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่กล่าว
“MC² GenEd” จึงนับเป็นก้าวสำคัญของการเปิดโลกการเรียนรู้ให้กว้างไกล ผ่านการผนึกกำลังของสามมหาวิทยาลัยชั้นนำ “มหาวิทยาลัยมหิดล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่” ซึ่งจะช่วยเปิดมุมมองที่หลากหลายเพิ่มโอกาสการเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญและเพื่อนต่างสถาบัน พร้อมเผชิญความท้าทายในโลกอนาคต ความสำเร็จของความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นต้นแบบสำคัญที่สามารถขยายผลสู่สถาบันอุดมศึกษาอื่น ๆ เพื่อร่วมกันยกระดับการศึกษาของประเทศและพัฒนาบัณฑิตให้มีศักยภาพตอบโจทย์สังคมและโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ศึกษารายละเอียดรายวิชาและติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ MC² GenEd ได้ที่

พระอาจารย์เอกนัช อริยธัมโม นำสิ่งของจากแรงศรัทธาส่งต่อผู้สูงอายุ แจกกว่า 300 ชุด เตรียมจัดใหญ่ 799 ชุดถวายพระราชกุศลแด่ในหลวง รัชกาลที่ 10ที่สำนักสงฆ์พุปะหัง ตำบลยางหัก อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี

พระอาจารย์เอกนัช อริยธัมโม นำสิ่งของจากแรงศรัทธาส่งต่อผู้สูงอายุ แจกกว่า 300 ชุด เตรียมจัดใหญ่ 799 ชุดถวายพระราชกุศลแด่ในหลวง รัชกาลที่ 10
ที่สำนักสงฆ์พุปะหัง ตำบลยางหัก อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี 


พระอาจารย์เอกนัช อริยธัมโม พร้อมคณะศิษยานุศิษย์และจิตอาสา ได้ร่วมกันนำสิ่งของอุปโภคบริโภคจากแรงศรัทธาของประชาชนที่นำมาถวายและร่วมทำบุญกับทางสำนักสงฆ์ มาจัดเป็นชุดเพื่อแจกจ่ายให้แก่ผู้สูงอายุในพื้นที่อำเภอปากท่อ ช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพและสร้างกำลังใจให้กับผู้สูงวัยในชุมชน


กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นบริเวณหน้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สาขาปากท่อ โดยมีผู้สูงอายุที่ลงทะเบียนไว้ล่วงหน้าเดินทางมารับสิ่งของกันอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นไปด้วยความอบอุ่นและรอยยิ้มแห่งการแบ่งปัน


สำหรับสิ่งของที่นำมาแจกจ่ายประกอบด้วย ข้าวสาร ไข่ไก่ น้ำดื่ม น้ำมันพืช บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง และเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต รวมกว่า 300 ชุด โดยสิ่งของส่วนใหญ่เป็นผลบุญจากผู้มีจิตศรัทธาที่นำมาถวายและแก้บนกับทางสำนักสงฆ์ ก่อนจะถูกส่งต่อกลับคืนสู่สังคมในรูปแบบของการช่วยเหลือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ


พระอาจารย์เอกนัช อริยธัมโม กล่าวว่า ทางสำนักสงฆ์มีความตั้งใจที่จะนำสิ่งของจากแรงศรัทธาของญาติโยมมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการแบ่งปันให้กับผู้สูงอายุ ผู้ยากไร้ และผู้ด้อยโอกาสในพื้นที่ เพื่อให้ทุกคนได้รับประโยชน์จากการทำบุญร่วมกัน และสร้างสังคมแห่งการให้และการแบ่งปัน


นอกจากนี้ กิจกรรมยังได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และอาสาสมัครจิตอาสา ที่เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกและดูแลความเรียบร้อยตลอดการแจกจ่ายสิ่งของ  


พระอาจารย์เอกนัช อริยธัมโม เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ในวันที่ 28 กรกฎาคมนี้ ทางสำนักสงฆ์พุปะหังเตรียมจัดกิจกรรมมอบเครื่องอุปโภคบริโภคครั้งใหญ่อีกครั้ง ที่สำนักสงฆ์พุปะหัง อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี จำนวน 799 ชุด เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา โดยเปิดให้ผู้สูงอายุและประชาชนที่ลงทะเบียนล่วงหน้าเข้ารับสิ่งของตามวันและเวลาที่กำหนด 
   

กิจกรรมดังกล่าวนับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการนำพลังแห่งศรัทธามาต่อยอดเป็นการช่วยเหลือสังคมอย่างเป็นรูปธรรม สร้างทั้งรอยยิ้ม กำลังใจ และคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดราชบุรีอย่างต่อเนื่อง

ทีเส็บ ภาคใต้ ปักหมุดขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดัน ‘หาดใหญ่-สงขลา’ สู่ศูนย์กลางไมซ์ระดับสากล ในงาน "The Southern MICE Economic Forum 2026"

ทีเส็บ ภาคใต้ ปักหมุดขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดัน ‘หาดใหญ่-สงขลา’ สู่ศูนย์กลางไมซ์ระดับสากล ในงาน "The Southern MICE Economic Forum 2026"

สำนักส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการภาคใต้ (ทีเส็บ) ประกาศความพร้อมจัดงานครั้งยิ่งใหญ่ "The Southern MICE Economic Forum 2026"ภายใต้แนวคิด "ผนึกกำลังไมซ์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใต้สู่สากล" ในวันที่ 16 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี (ICC Hat Yai) อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มุ่งเป้าพลิกโฉมภาคใต้สู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) ในระดับนานาชาติอย่างยั่งยืน
งานในครั้งนี้ถือเป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่ตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อนักลงทุน ผู้ประกอบการ และบุคลากรในอุตสาหกรรมไมซ์ พื้นที่ภาคใต้ โดยไม่ได้เป็นเพียงแค่เวทีสัมมนาทั่วไป แต่คือพื้นที่แห่งการจุดประกายโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ และการเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรแบบครบวงจร เพื่อแสดงศักยภาพของ "หาดใหญ่-สงขลา" เมืองแห่งวัฒนธรรมที่เป็นฟันเฟืองสำคัญทางเศรษฐกิจ และพร้อมเป็นต้นแบบ "MICE City" ของประเทศไทย
เจาะลึก 5 ไฮไลต์ พลิกฟื้นเศรษฐกิจและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ท้องถิ่น
ภายในงานอัดแน่นด้วยกิจกรรมเชิงกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์ทั้งการให้องค์ความรู้และการสร้างคอนเนกชัน ประกอบด้วย:
The Southern MICE Economic Forum [Stage]: เวทีเจาะลึกอุตสาหกรรมไมซ์ทุกมิติ ผ่าน 6 หัวข้อเสวนาพิเศษ จาก 16 วิทยากรผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าที่จะมาถอดบทเรียนและแชร์ประสบการณ์เพื่อก้าวทันกระแสโลก
The Southern MICE Economic Forum [Networking]: พื้นที่เจรจาธุรกิจเพื่อสร้างคอมมูนิตี้สำหรับคนรุ่นใหม่และผู้ประกอบการที่พร้อมต่อยอดพาร์ตเนอร์ชิปและขับเคลื่อนวงการไมซ์ภาคใต้
South Serve [Chef’s Table & Short Course]: เปิดประสบการณ์รสชาติสไตล์ ‘Southern Twist’ โดยเชฟท้องถิ่นที่จะมาถ่ายทอดเทคนิคการยกระดับอาหารพื้นบ้านสงขลาสู่อาหารจัดเลี้ยงระดับสากลเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ
Walk with The Old Town of Hat Yai: กิจกรรมลงพื้นที่สำรวจย่านเก่าในมุมมองใหม่ 'Old Town in a New City' ร่วมพูดคุยกับคนในพื้นที่เพื่อค้นหาความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนอัตลักษณ์ชุมชนให้เป็นอีเวนต์ระดับโลก
Photo Essay [Exhibition]: นิทรรศการภาพถ่าย 50 ผลงานที่สะท้อนเรื่องราวอาหาร การเดินทาง และวิถีชีวิตของสงขลา พร้อมกิจกรรม Interactive ‘แช-แช : Chair-Share’ พื้นที่เปิดรับฟังเสียงและไอเดียจากคนในวงการไมซ์

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ใน วันอังคารที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569 เวลา 09.00 - 18.00 น. ที่ ICC Hat Yai ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และเปิดให้ผู้ที่สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมงานล่วงหน้าได้แล้ววันนี้ (ไม่มีค่าใช้จ่าย) ที่ bizconnect.tceb.or.th/e/812/the-southern-mice-economic-forum-2026 หรือสามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Page: The Southern MICE

วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยส่งเสริมความรู้การเงินการลงทุนแก่เยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยส่งเสริมความรู้การเงินการลงทุนแก่เยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง 


  ตลาดหลักทรัพย์ต่อยอดโมเดล มุ่งพัฒนา “ครูกระบวนกร” ให้สามารถออกแบบการเรียนการสอนด้านการเงินการลงทุนได้อย่างสร้างสรรค์และนำไปใช้ได้จริง ผ่านโครงการ INVESTORY Investment Learning Design Bootcamp ล่าสุดจัดกิจกรรม “Show&Share” พร้อมจัดทำ “Handbook โมเดลห้องเรียนลงทุนต้นแบบระดับมัธยม” เพื่อขยายผลความรู้สู่โรงเรียนทั่วประเทศ
 

นางพรรณวดี ลดาวัลย์ ณ อยุธยา รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานทรัพยากรบุคคลและพัฒนาองค์กร ตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า “การเงินและการลงทุนเป็นทักษะชีวิตที่เยาวชนไทยในทุกภูมิภาคควรเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมและเหมาะสมกับบริบทของแต่ละห้องเรียน ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงมุ่งสร้างครูกระบวนกรสอนการลงทุน เพื่อส่งต่อองค์ความรู้การเงินและการลงทุนในวงกว้าง พร้อมเดินหน้าต่อยอดและขยายผลองค์ความรู้สู่ครู ทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรมผ่านเวที “Show&Share” เปิดโอกาสให้ครูกระบวนกรเสนอผลงานและแลกเปลี่ยนประสบการณ์สู่สาธารณชน อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมบทบาทครูกระบวนกรในโครงการที่สามารถออกแบบห้องเรียนการลงทุนและนำไปใช้ได้เป็นตัวอย่างแก่ครูที่สนใจ จึงได้จัดทำ “Handbook โมเดลห้องเรียนลงทุนต้นแบบระดับมัธยม” คู่มือดิจิทัลที่รวบรวมองค์ความรู้จากผลงานของครูในโครงการ เพื่อเป็นคลังความรู้สำหรับครูนำไปประยุกต์ใช้และออกแบบห้องเรียนการลงทุนได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องพันธกิจของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการยกระดับความรู้และทักษะแก่ผู้เกี่ยวข้องทั้งในตลาดทุนและกลุ่มที่กว้างออกไป โดยเฉพาะด้านการเงินการลงทุน (Purposeful People Who Transform) ภายใต้วิสัยทัศน์ “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” เพื่อโอกาสที่เท่าเทียมสำหรับทุกคน”  


กิจกรรม Show&Share #ห้องเรียนลงทุนสำหรับนักเรียนมัธยม ในโครงการ INVESTORY Investment Learning Design Bootcamp ประจำปี 2569 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยมีครู อาจารย์ นักเรียน และผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานกว่า 300 คน ภายในงานมีการสาธิตห้องเรียนลงทุน 7 ห้องเรียน จากครูที่ผ่านการอบรมในโครงการได้ออกแบบการเรียนรู้ขึ้นเองและทดลองสอนจริงแล้ว ซึ่งเนื้อหาดังกล่าวจะถูกนำมาจัดทำเป็น "Handbook โมเดลห้องเรียนลงทุนต้นแบบระดับมัธยม" เพื่อให้ครูและผู้ที่สนใจนำไปต่อยอดและปรับใช้ในการเรียนการสอนของตนเองต่อไป ปัจจุบันมี Handbook โมเดลห้องเรียนลงทุนแล้ว 30 ห้องเรียน และภายในปีนี้จะจัดทำเพิ่มอีก 7 ห้องเรียน รวมเป็น 37 ห้องเรียน ดาวน์โหลดได้ฟรีที่ https://investory.setgroup.or.th/knowledges   


โครงการ INVESTORY Investment Learning Design Bootcamp ดำเนินการตั้งแต่ปี 2566 ปัจจุบันมีครูกระบวนกร 237 คน ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังคงเดินหน้าสร้างครูกระบวนกรสอนการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยมีกำหนดจัดรุ่นที่ 8 ในเดือนตุลาคม 2569 



วิพุธ ศรีวะอุไร สยบดราม่า ส.ก.ที่ดี ต้องทำงานได้กับผู้ว่าฯ ทุกคน

วิพุธ ศรีวะอุไร สยบดราม่า ส.ก.ที่ดี ต้องทำงานได้กับผู้ว่าฯ ทุกคน 


10 มิ.ย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวิพุธ ศรีวะอุไร หรือไม้ อดีต ส.ก.เขตบางรัก และอดีตประธานสภากรุงเทพมหานคร ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้สมัคร ส.ก.เขตบางรัก ในนามอิสระ โพสต์ผ่าน facebook ส่วนตัวว่า หลายคนเห็นภาพผมทำงานร่วมกับอาจารย์ชัชชาติอยู่บ่อยๆ เลยมีคำถามเข้ามาเสมอว่า “เป็นทีมเดียวกับผู้ว่าฯ หรือเปล่า” หรือ “กำลังโหนกระแสผู้ว่าฯ อยู่หรือไม่” วันนี้ผมอยากตอบเรื่องนี้แบบตรงไปตรงมาครับ

ผมรู้จักอาจารย์ชัชชาติ ตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งกรุงเทพมหานครปี 2565 และหลังจากนั้นก็มีโอกาสทำงานร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในฐานะสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร รองประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่หนึ่ง และประธานสภากรุงเทพมหานคร ภาพที่ทุกท่านเห็น จึงไม่ใช่ภาพที่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงเลือกตั้ง แต่เป็นภาพจากการทำงานร่วมกันจริงตลอดหลายปีที่ผ่านมา

แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็ยืนยันมาตลอดว่าผมลงสมัครในฐานะผู้สมัครอิสระ อิสระจริงๆ ไม่สังกัดพรรคการเมืองใด และไม่เคยอ้างตัวว่าเป็นตัวแทนของผู้สมัครผู้ว่าฯ คนใดสิ่งที่ผมอยากให้ประชาชนพิจารณา จึงไม่ใช่ว่าผมมีรูปถ่ายกับใคร แต่อยากให้ดูวิธีคิด วิธีการทำงาน และสิ่งที่ผมนำเสนอมาโดยตลอด ว่าตอบโจทย์กรุงเทพมหานครและความคาดหวังของประชาชนหรือไม่

เพราะสุดท้ายแล้ว คนที่ประชาชนเลือกเข้ามา ไม่ใช่ตัวแทนของนักการเมืองคนอื่น แต่คือผู้แทนของประชาชนในพื้นที่นั้นสำหรับผม ส.ก. ที่ดี ไม่ใช่คนที่มีหน้าที่เห็นด้วยกับผู้ว่าฯ ทุกเรื่อง และก็ไม่ใช่คนที่คัดค้านทุกเรื่องเพียงเพราะมาจากคนละฝ่าย หน้าที่ของ ส.ก. คือการใช้เหตุผล ข้อเท็จจริง และประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง โครงการไหนดีและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ก็ควรสนับสนุน โครงการไหนไม่คุ้มค่า ไม่ตอบโจทย์ หรือไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ก็ต้องกล้าตรวจสอบไม่ว่าผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจะเป็นใครก็ตาม เพราะสุดท้ายแล้ว หน้าที่ของ ส.ก. คือการทำงานเพื่อประชาชน

โดยหลังจาก นายวิพุธ โพสต์ข้อความดังกล่าวได้ไม่ถึง 20 ชั่วโมง ก็มีชาวบ้านในพื้นที่สำนักงานเขตบางรัก พร้อมด้วยแฟนคลับเข้ามากดไลค์ชื่นชมและให้กำลังใจกันจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม นายวิพุธ ไม่ได้แจ้งสาเหตุที่ทำให้เจ้าตัวต้องโพสต์ออกมาในลักษณะนี้ ซึ่งผู้ที่รู้จักคุ้นเคยส่วนใหญ่ ล้วนอวยพรให้ นายวิพุธ เอาชนะการเลือกตั้ง วาระ 2569 เพื่อกลับมาทำหน้าที่ ส.ก.เขตบางรัก สานต่องานให้ชาวบ้านอย่างต่อเนื่องต่อไป.