วันอังคารที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2569

บริษัท 888 ร่ำรวย จำกัด เดินหน้าสร้างภาพยนตร์ “18 ฝน เด็กนรก” เปิดตัวนักแสดงหน้าใหม่ ถ่ายทอดดราม่าเข้มข้นสะท้อนสังคม


บริษัท 888 ร่ำรวย จำกัด นำโดย คุณสุรชัย ชินชัย ประธานบริษัท เดินหน้าโครงการสร้างภาพยนตร์เรื่อง “18 ฝน เด็กนรก” ภาพยนตร์แนวดราม่าและแอ็กชันที่มุ่งสะท้อนปัญหาสังคม ผ่านเรื่องราวชีวิตวัยรุ่นที่เติบโตท่ามกลางความเหลื่อมล้ำ ปัญหาครอบครัว ความอิจฉาริษยา และสภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อการตัดสินใจในชีวิต

ภาพยนตร์เปิดตัวนักแสดงหน้าใหม่ 15 คน ได้แก่ ซาเซน ธีร์ปพน, ไบเบิ้ล อาชวิน, สตาร์ อริสรา ลีโอนี่, อลิส ณัฐฐากุล, ออดี้ ธนวรรธน์, ออร่า กัญญมล, เฌอร์ลิน ยุรัญชรัญญา, จิ๊ฟฟี่ พัชราภรณ์, อัสติน กีรติวัธน์, แพง ปุญชรัสมิ์, มิน วีรพงษ์, หมอก วีรภัทร, อิคคิว ชิติสรรค์, เดียร์ ธมกร และดิว ธมน พร้อมนักแสดงสมทบอีกมากมายที่จะร่วมถ่ายทอดเรื่องราวผ่านบทบาทที่หลากหลาย


เนื้อเรื่องกล่าวถึงชีวิตของ เสือ สิงห์ และยอด ที่ร่วมต่อสู้และปล้นคนรวยเพื่อช่วยเหลือคนจน ก่อนเกิดเหตุการณ์ที่เสือตัดสินใจล่อเจ้าหน้าที่เพื่อเปิดทางให้สิงห์และยอดพาเด็ก ๆ หลบหนีไปยังชุมชนแออัด เมื่อเด็กเหล่านั้นเติบโตขึ้น แต่ละคนกลับมีความคิดและเลือกเส้นทางชีวิตแตกต่างกัน บางคนมุ่งมั่นทำตามความฝัน ขณะที่บางคนเผชิญปัญหาและเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและการค้าประเวณี


คุณสุรชัยนำเสนอแนวคิดของภาพยนตร์เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า ฐานะและความรู้ไม่ได้เป็นเครื่องวัดจิตสำนึกของคนเสมอไป โดยหยิบยกประเด็น “ความรู้ท่วมหัว แต่ไร้สติ” รวมถึงปัญหาการทอดทิ้งลูกและการเลี้ยงดู เพื่อชวนสังคมตั้งคำถามถึงบทบาทของครอบครัวและสภาพแวดล้อมที่มีผลต่ออนาคตของเยาวชน



“18 ฝน เด็กนรก” จึงมุ่งถ่ายทอดเรื่องราวมากกว่าความดราม่าและฉากแอ็กชัน โดยสะท้อนให้เห็นถึงผลของการตัดสินใจและปัจจัยที่หล่อหลอมชีวิต พร้อมตั้งคำถามสำคัญว่า สังคมจะช่วยสร้างโอกาสให้เด็กและเยาวชนก้าวข้ามข้อจำกัดและเลือกเส้นทางชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างไร


วช. พลิกภาพเกษตรกลางกรุง! โชว์ปลูกสตรอว์เบอร์รีพระราชทาน 89 ในโรงเรือนอัจฉริยะ “อ.พีระศักดิ์” ชี้ เทคโนโลยีช่วยรับมือโลกเดือด เปิดมิติใหม่เกษตรไทย


วช. เดินหน้าถ่ายทอดองค์ความรู้เกษตรสมัยใหม่ เปิดศูนย์เรียนรู้ระบบปลูกพืชในโรงเรือนอัจฉริยะ โชว์ความสำเร็จสตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทาน 89 ออกดอกออกผลกลางกรุงเทพฯ ตอกย้ำศักยภาพเทคโนโลยีที่ช่วยควบคุมสภาพแวดล้อมการผลิต พร้อมเปิดโอกาสให้เกษตรกรและประชาชนเรียนรู้การประยุกต์ใช้งานวิจัยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูก


เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 เวลา 08.00 น. รศ.ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท ผู้อำนวยการศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลไม้ นำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้ระบบปลูกพืชในโรงเรือนอัจฉริยะ วช. ภายในกิจกรรมเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ครบรอบ 67 ปี ภายใต้งาน NRCT FORUM 2026 โดยนำเสนอความก้าวหน้าของการปลูกสตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทาน 89 ในโรงเรือนอัจฉริยะ ซึ่งสามารถออกดอกและติดผลได้ภายใต้สภาพแวดล้อมของกรุงเทพมหานคร


รศ.ดร.พีระศักดิ์ กล่าวว่า การจัดแสดงครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ด้านการผลิตสตรอว์เบอร์รีด้วยเทคโนโลยีโรงเรือนอัจฉริยะ ให้เกษตรกรและผู้สนใจสามารถเรียนรู้แนวทางการนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง โดยเฉพาะในช่วงที่ภาคการเกษตรกำลังเผชิญความท้าทายจากภาวะโลกร้อนและสภาพอากาศแปรปรวน การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยควบคุมสภาพแวดล้อมจึงเป็นอีกทางเลือกสำคัญในการลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก และเพิ่มโอกาสในการผลิตพืชที่มีคุณภาพ


“ผลผลิตสตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทาน 89 ที่กำลังออกดอกออกผลภายในศูนย์เรียนรู้แห่งนี้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีโรงเรือนอัจฉริยะ ซึ่งช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช และทำให้การปลูกสตรอว์เบอร์รีในเขตเมืองเป็นสิ่งที่สามารถศึกษาและพัฒนาต่อยอดได้” รศ.ดร.พีระศักดิ์ กล่าว


พร้อมอธิบายว่า สตรอว์เบอร์รีสามารถกระตุ้นการออกดอกได้ด้วยการจัดการอุณหภูมิ โดยแนวทางที่นำเสนอคือการให้ต้นพันธุ์ได้รับสภาพอุณหภูมิต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียสเป็นระยะเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ทั้งนี้ ผลลัพธ์ยังขึ้นอยู่กับพันธุ์พืช ระยะการเจริญเติบโต และการจัดการสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมด้วย

“พระราชทาน 89” สายพันธุ์เด่น ต่อยอดงานวิจัยสู่เกษตรสมัยใหม่


สำหรับสตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทาน 89 เป็นพันธุ์ที่เกิดจากความร่วมมือทางวิชาการระหว่างมูลนิธิโครงการหลวงและมหาวิทยาลัยนเรศวร โดยมีพันธุ์พระราชทาน 80 เป็นพันธุ์แม่ และพันธุ์ 329 เป็นพันธุ์พ่อ ผ่านการพัฒนาและทดลองปลูกเพื่อคัดเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสมต่อการผลิตและปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี

พันธุ์ดังกล่าวได้รับพระราชทานชื่อจากพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยเลข 89 เชื่อมโยงกับพระชนมายุ 89 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงมีพระราชดำริในการก่อตั้งมูลนิธิโครงการหลวง


จุดเด่นของสตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทาน 89 ได้แก่ ผลขนาดปานกลางถึงใหญ่ น้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 15 กรัม รูปทรงกรวยถึงทรงกลมปลายแหลม ผิวผลสีแดงเข้มถึงแดงเลือดหมูเมื่อแก่เต็มที่ มีรสหวานและกลิ่นหอม อีกทั้งมีรายงานข้อมูลปริมาณสารแอนโทไซยานินและค่าความหวานเฉลี่ยประมาณ 12.30 องศาบริกซ์ รวมถึงคุณสมบัติด้านความทนทานต่อการขนส่ง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาผลผลิตสู่ตลาด

วช. หนุนการเรียนรู้เทคโนโลยี เปิดทางเลือกใหม่ให้เกษตรกรไทย


ด้านระบบการผลิต โรงเรือนอัจฉริยะสามารถนำอุปกรณ์ตรวจวัดและระบบควบคุมมาใช้บริหารจัดการน้ำ ปุ๋ย และอุณหภูมิ โดยบางระบบสามารถสั่งงานและติดตามการทำงานผ่านโทรศัพท์มือถือ ช่วยให้ผู้ปลูกตรวจสอบสภาพการผลิตได้สะดวกยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การลงทุนเริ่มต้นสำหรับโรงเรือนและอุปกรณ์ตามรูปแบบที่นำเสนออยู่ที่ประมาณ 100,000 บาท โดยต้นทุนจริงขึ้นอยู่กับขนาดโรงเรือน วัสดุ และระดับเทคโนโลยีที่เลือกใช้


การดำเนินงานของศูนย์เรียนรู้ระบบปลูกพืชในโรงเรือนอัจฉริยะ วช. จึงเป็นอีกแนวทางในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการเข้ากับการเรียนรู้ของเกษตรกรและประชาชน เปิดโอกาสให้เห็นตัวอย่างการใช้เทคโนโลยีเพื่อจัดการปัจจัยการผลิต และนำข้อมูลไปพิจารณาต่อยอดให้เหมาะสมกับพื้นที่และต้นทุนของตนเอง


ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถเข้าชมการจัดแสดงและเรียนรู้การปลูกสตรอว์เบอร์รีในโรงเรือนอัจฉริยะได้ภายในงาน NRCT FORUM 2026 ระหว่างวันที่ 27–29 ตุลาคม 2569 เวลา 08.00–16.00 น. และสามารถติดต่อขอเข้าเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้ฯ ของ วช. ภายหลังจบงานได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 063-639-2697


การนำสตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทาน 89 มาแสดงให้เห็นถึงการเติบโตและติดผลกลางกรุง จึงไม่ใช่เพียงการนำเสนอผลผลิตทางการเกษตรเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสในการเผยแพร่ความรู้และแสดงให้เห็นถึงบทบาทของ วช. ในการสนับสนุนการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ภาคเกษตรไทยปรับตัวรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในอนาคต


“ยศชนัน” ร่วมยินดี วช. ครบรอบ 67 ปี เปิดเวที NRCT Forum 2026 ผนึกพลังวิจัยและนวัตกรรมไทย สร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยี ขับเคลื่อนประเทศสู่อนาคตอย่างยั่งยืน

“ยศชนัน” ร่วมยินดี วช. ครบรอบ 67 ปี เปิดเวที NRCT Forum 2026 ผนึกพลังวิจัยและนวัตกรรมไทย สร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยี ขับเคลื่อนประเทศสู่อนาคตอย่างยั่งยืน


วันที่ 26 ตุลาคม 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดงาน “NRCT Forum 2026” เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ครบรอบ 67 ปี พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “วิจัยและนวัตกรรมสู่พลังขับเคลื่อนอนาคตประเทศไทย: Research & Innovation for Shaping Thailand’s Future” และมอบรางวัลการประกวดคำขวัญและตราสัญลักษณ์เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนา วช. ครบรอบ 67 ปี และรางวัล NRCT Award 


โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ศ.กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ศ.กิตติคุณ นายแพทย์สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ นางสาวสุกัญญา ธีระกูรณ์เลิศ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ และ ศ.เกียรติคุณ ดร.นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล อดีตเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวง อว. เข้าร่วมงาน โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ให้การต้อนรับ พร้อมด้วยผู้บริหาร วช. นักวิจัย ผู้ทรงคุณวุฒิ และภาคีเครือข่ายด้านการวิจัยเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ ห้องประชุมจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อาคาร วช. 1 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ


ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า การขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นประเทศที่สร้างองค์ความรู้ใหม่ให้แก่โลก ต้องอาศัยการบูรณาการองค์ความรู้จากทุกศาสตร์ ทั้งวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ ศิลปะ และดนตรี โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นเครื่องมือสนับสนุนการค้นพบและสร้างนวัตกรรม เปิดพื้นที่ให้ผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขโจทย์สำคัญของประเทศ ควบคู่กับการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงองค์ความรู้ พร้อมเร่งพัฒนางานวิจัยและโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเอง ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ โดยเฉพาะเทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่ AI ควอนตัมคอมพิวติง เซมิคอนดักเตอร์ และระบบประมวลผลสมรรถนะสูง ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือระหว่างนักวิจัย ภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายนานาชาติ พร้อมปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการวิจัย พัฒนา และถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่การใช้ประโยชน์จริง


รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.อว. กล่าวต่อว่า ประเทศไทยควรต่อยอดจุดแข็งของประเทศเพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่ “สยามซิลิกา” ด้านเซมิคอนดักเตอร์ “สยามเมดิกา” ด้านนวัตกรรมสุขภาพ และ “สยามเทอร์รา” ด้านทรัพยากรธรรมชาติ อาหาร และความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเชื่อมโยงงานวิจัยกับการใช้งานจริงผ่านแนวคิดห้องปฏิบัติการมีชีวิต (Living Lab) และสร้างความร่วมมือเพื่อผลักดันผลงานวิจัยสู่การต่อยอดเชิงพาณิชย์และสังคม ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าทรัพยากรของประเทศ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และวางรากฐานการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน


ด้าน ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวว่า ตลอด 67 ปีที่ผ่านมา วช. มีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ตั้งแต่การสร้างองค์ความรู้ใหม่จนถึงการผลักดันงานวิจัยเพื่อแก้ไขโจทย์การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะความท้าทายสำคัญ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม และสังคมสูงวัย พร้อมส่งเสริมความเข้มแข็งของเครือข่ายวิจัยและผลักดันผลงานสู่การใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ กระทรวง อว. มุ่งหวังให้ วช. เดินหน้าพัฒนาระบบนิเวศการวิจัยที่เข้มแข็ง ส่งเสริมศักยภาพนักวิจัยไทย และขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมให้สร้างผลกระทบเชิงบวก ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และนำพาประเทศสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน


ด้าน ดร.วิภารัตน์ กล่าวว่า วช. มุ่งมั่นขับเคลื่อนระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ภายใต้แนวคิด “67 ปี วช. ต่อยอดองค์ความรู้ เชิดชูผลงานวิจัย ขับเคลื่อนอนาคตไทย ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” โดยมุ่งบูรณาการองค์ความรู้สู่การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ส่งเสริมศักยภาพนักวิจัย และผลักดันผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเสริมสร้างระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศให้เข้มแข็งและยั่งยืน

ภายในงานยังมีการมอบรางวัลสำคัญ เนื่องในโอกาส วช. ครบรอบ 67 ปี ได้แก่ รางวัลชนะเลิศการประกวดคำขวัญ และตราสัญลักษณ์ รางวัลผลงานวิจัยและนวัตกรรมตอบโจทย์ประเทศ NRCT AWARD เพื่อเชิดชูเกียรตินักวิจัยที่สร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติ


ทั้งนี้ วช. ขอเชิญชวนผู้สนใจและประชาชนทั่วไป ร่วมสนับสนุนผลงานวิจัยและนวัตกรรมจากฝีมือคนไทย
ได้ในงาน วช. ครบรอบ 67 ปี ภายใต้แนวคิดหลัก “67 ปี วช. ต่อยอดองค์ความรู้ เชิดชูผลงานนักวิจัย ขับเคลื่อนอนาคตไทย ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” พบกับ ตลาด ชิม ช้อป งานวิจัย ตั้งแต่วันนี้ ถึง 29 ตุลาคม 2569 มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างอนาคตที่ยั่งยืนไปด้วยกัน

วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2569

“ดร.รัชชยะ นิลกรรณ์” หรือ “โค้ชเรย่า” สำเร็จปริญญาเอก ฉลองอบอุ่นกับครอบครัว พร้อมเดินหน้าธุรกิจและงานเพื่อสังคม


ดร.รัชชยะ นิลกรรณ์ หรือ “พี่เรย์” ซึ่งหลายคนรู้จักในชื่อเดิม “โค้ชเรย่า รัชยา” สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก สาขารัฐประศาสนศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเวสเทิร์น ประเทศไทย โดยทำวิจัยในหัวข้อ “การพัฒนานโยบายสนับสนุนการปฏิบัติตามกฎหมายภาษีของคนไทยผู้พำนักในออสเตรเลีย” นำประสบการณ์จากการทำงานด้านบัญชีและภาษีมาต่อยอดสู่การศึกษาวิจัยเชิงนโยบาย

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา ดร.รัชชยะร่วมรับประทานอาหารเย็นฉลองความสำเร็จกับภรรยา ลูก และคุณพ่อ อารยะ นิลกรรณ์ ณ ห้องอาหาร Ventisi โรงแรม Centara Grand at CentralWorld ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นและเรียบง่าย พร้อมร่วมรำลึกถึงคุณแม่ผู้ล่วงลับ ซึ่งเสียชีวิตก่อนที่พี่เรย์จะเริ่มศึกษาระดับปริญญาเอก มื้ออาหารครั้งนี้จึงเป็นทั้งการแบ่งปันความภาคภูมิใจและการระลึกถึงบุคคลสำคัญของครอบครัว

โค้ชเรย่าเคยเป็นที่รู้จักในประเทศไทยเมื่อราว 10 ปีก่อน ก่อนกลับไปใช้ชีวิตในประเทศออสเตรเลียเพื่ออยู่กับครอบครัว และดูแลธุรกิจสำนักงานบัญชีและภาษี RAYYA TAX AGENT โดยมีประสบการณ์ให้บริการด้านบัญชีและภาษีแก่นักเรียน นักธุรกิจ และประชาชนชาวไทยในออสเตรเลียมาเป็นเวลากว่า 20 ปี


ด้านวิชาชีพ ดร.รัชชยะเป็นตัวแทนภาษีขึ้นทะเบียนในประเทศออสเตรเลีย (Registered Tax Agent) และสมาชิกระดับ Member ของ Institute of Public Accountants (IPA) โดยใช้อักษรย่อทางวิชาชีพ MIPA ปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท RAYYA TAX AGENT ประเทศออสเตรเลีย รวมถึง งานเพื่อสังคม กับตำแหน่ง 
ที่ปรึกษาสมาคมนวดไทยในประเทศออสเตรเลีย และ ยังเป็นกรรมการและผู้อำนวยการด้านอัตลักษณ์ สมาคมนานาพร ในประเทศไทย ด้วย

สำหรับก้าวต่อไปทางธุรกิจ RAYYA TAX AGENT อยู่ระหว่างการเปิดสาขาในประเทศไทย เพื่อเปิดโอกาสให้นักบัญชีรุ่นใหม่เข้ามาร่วมงานและพัฒนาประสบการณ์ด้านบัญชีและภาษีออสเตรเลีย โดยทีมงานในประเทศไทยจะร่วมสนับสนุนการดูแลลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติในประเทศออสเตรเลีย

ขณะเดียวกัน ในบทบาทของสมาคมนานาพร ดร.รัชชยะกำลังร่วมขับเคลื่อนโครงการ “Safe & Save” ซึ่งทำงานร่วมกับมูลนิธิสยามแคร์ โดยมีแผนเดินสายให้ความรู้แก่เด็กและเยาวชนทั่วประเทศไทย ครอบคลุมการป้องกันการล่วงละเมิดทางเพศ การป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี (HIV) และการรับมือกับการกลั่นแกล้งหรือบูลลี่ เพื่อให้เยาวชนมีความรู้ในการดูแลตนเอง เคารพผู้อื่น และเข้าถึงความช่วยเหลือเมื่อเผชิญปัญหา

อีกหนึ่งประเด็นที่ให้ความสำคัญคือการส่งเสริมสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศ ทั้งด้านความสัมพันธ์ การสร้างครอบครัว และเสรีภาพในการนับถือศาสนา โดยสนับสนุนให้ชาว LGBTQ+ สามารถดำเนินชีวิตตามความเชื่อและมีส่วนร่วมในชุมชนศาสนาได้อย่างมีศักดิ์ศรี ปราศจากการกีดกันด้วยเหตุแห่งอัตลักษณ์ทางเพศหรือวิถีทางเพศ


ในด้านชีวิตส่วนตัว ดร.รัชชยะเปิดเผยว่า ปัจจุบันมีความสุขกับการใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัวในฐานะผู้ชายข้ามเพศ หรือทรานส์แมน โดยมีโรงพยาบาลยันฮีเป็นผู้สนับสนุนหลักในการดูแลกระบวนการข้ามเพศ ทั้งนี้ มีแผนพำนักในประเทศไทยต่ออีกระยะเพื่อดูแลงานธุรกิจและโครงการเพื่อสังคม ก่อนกลับไปใช้ชีวิตในประเทศออสเตรเลียประมาณกลางปี พ.ศ. 2570


การสำเร็จปริญญาเอกครั้งนี้เป็นอีกก้าวสำคัญที่เชื่อมโยงประสบการณ์ด้านวิชาชีพกับงานวิจัย พร้อมต่อยอดสู่การสร้างโอกาสให้นักบัญชีรุ่นใหม่และการทำงานเพื่อสังคม โดยมีครอบครัวร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ

วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2569

ทูตส่งวิญญาณ Season 2 ยกระดับความท้าทาย ยิ่งใหญ่ หลอนระทึกยิ่งกว่าเดิม!

ทูตส่งวิญญาณ Season 2 ยกระดับความท้าทาย ยิ่งใหญ่ หลอนระทึกยิ่งกว่าเดิม! 👻🔥


วางเวฬา สตูดิโอ ผู้ถือลิขสิทธิ์และผู้ผลิตหลัก ประกาศเดินหน้าสร้างความระทึกขวัญระลอกใหม่ ดึง 3T Entertainment มาร่วมเสริมทัพความแข็งแกร่งอย่างเป็นทางการ โดยมี "ธีร์ ภูมิธนะวัชร์" นั่งแท่นโปรดิวเซอร์ และผู้กำกับ ตั้ม กรกรรณควบคุมการผลิตอย่างพิถีพิถันเพื่อยกระดับความเข้มข้นให้ตรึงใจผู้ชมยิ่งขึ้น

"ทูตส่งวิญญาณ" ละครแนวสยองขวัญแฝงคติธรรมที่สร้างขึ้นจากเรื่องจริง นำมาดัดแปลงเพื่อความบันเทิงและสอนใจให้ผู้คนเกรงกลัวต่อบาปกรรม ผ่านมุมมองโลกแห่งความตายที่ใกล้ตัวกว่าที่คิด ถ่ายทอดผ่านการเขียนบทโทรทัศน์และกำกับการแสดงอันปราณีตโดย "ตั้ม กรกรรณ" ผู้กำกับมากฝีมือ
หลังจากสร้างปรากฏการณ์ตื่นเต้นและกวาดกระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยม นับตั้งแต่ลงจอออกอากาศครั้งแรกเมื่อวันพุธที่ 24 ธันวาคม 2568 ทางอมรินทร์ทีวี โดยคว้าเรทติ้งอันดับ 1 มาครองได้อย่างสวยงาม ส่วนใน Season 2 นี้ ละครได้ย้ายมามอบความหลอนสั่นประสาทอย่างต่อเนื่องให้แฟนๆ ทาง สถานีโทรทัศน์ช่อง 8

มาร่วมพิสูจน์กรรมจากการกระทำ และสัมผัสความหลอนเหนือธรรมชาติที่แฝงแง่คิดเรื่องบุญบาปไปด้วยกัน!

📺 ติดตามชมละคร "ทูตส่งวิญญาณ Season 2"
🗓 ออกอากาศทุกวันเสาร์
⏰ เวลา 23:25 - 24:25 น.
📺 ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 8

วันพุธที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2569

จุฬาฯ เปิดตัว “CHULA XL HUB” พลิกโฉมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเปิดองค์ความรู้จุฬาฯ สู่ทุกคน ทุกองค์กร เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา


กรุงเทพฯ 21 ตุลาคม 2569 – ในโลกที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่เคย – World Economic Forum ประเมินว่าภายในปี 2030 ราว 39% ของทักษะที่คนทำงานมีอยู่จะล้าสมัย ทักษะใหม่จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตทุกคน และการเรียนรู้นั้นไม่ได้จบแค่ในรั้วมหาวิทยาลัย คำถามที่ตามมาคือ เราจะไปเติมทักษะใหม่ได้ที่ไหน ในจังหวะที่ชีวิตไม่เคยหยุดรอใคร?



จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอบคำถามนี้ด้วยการเปิดตัว “Chula XL Hub” แพลตฟอร์มการเรียนรู้ตลอดชีวิตของวิทยาลัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชนแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chula XL) ที่รวบรวมองค์ความรู้และประสบการณ์จากคณาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญ ศิษย์เก่าจุฬาฯ จากหลากหลายวงการ และเครือข่ายพันธมิตร มาไว้ในที่เดียว เพื่อให้คนไทยทุกคนเข้าถึงการเรียนรู้ที่มีคุณภาพได้ทุกที่ ทุกเวลา และทุกช่วงวัย


แพลตฟอร์มบูรณาการองค์ความรู้จากทุกศาสตร์เข้ากับรูปแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น ทั้งหลักสูตร Non-Degree, Micro-credentials และการ Upskill–Reskill ที่เชื่อมโยงกับระบบคลังหน่วยกิต ให้ผู้เรียนพัฒนาความรู้ ทักษะ และสมรรถนะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการทำงาน พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและตลาดแรงงานในอนาคต

Chula XL Hub จึงไม่ใช่เพียงแหล่งรวมความรู้ แต่เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตของจุฬาฯ และขยายโอกาสการเรียนรู้สู่สังคม ที่เชื่อมผู้เรียน ผู้สอน ภาคอุตสาหกรรม และระบบคลังหน่วยกิตเข้าด้วยกัน และเป็นการเปิดประตูให้ใครก็เรียนที่ “จุฬาฯ” ได้


ศ. ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “109 ปีที่ผ่านมา จุฬาฯ สร้างและส่งต่อความรู้ผ่านห้องเรียนสู่นิสิตรุ่นแล้วรุ่นเล่า วันนี้เราเปิดประตูสู่จักรวาลการเรียนรู้ที่ไม่มีวันจบ Chula XL Hub ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการก้าวสู่ยุคใหม่แห่งการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิตของมหาวิทยาลัย"

ในโลกปัจจุบัน เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และโครงสร้างเศรษฐกิจสังคมกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทักษะและความรู้ที่เคยเรียนมาในระบบการศึกษาแบบเดิมอาจไม่เพียงพอสำหรับการทำงานทั้งชีวิตอีกต่อไป การเรียนรู้จึงไม่อาจจบลงเพียงแค่วันที่ได้รับปริญญา แต่มหาวิทยาลัยต้องเปิดพื้นที่และสร้างโอกาสให้ทุกคนสามารถกลับมาพัฒนาทักษะใหม่ (Upskill-Reskill) ได้ตลอดชีวิต ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยหรืออาชีพใดก็ตาม

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงได้พลิกบทบาทครั้งสำคัญ จากการเป็นสถาบันที่เน้นเฉพาะการผลิตบัณฑิตในระบบปริญญา สู่การเป็น “มหาวิทยาลัยเพื่อประชาชน” เรามุ่งมั่นที่จะปลดล็อกองค์ความรู้และงานวิจัยอันทรงคุณค่าที่เคยจำกัดอยู่เฉพาะในห้องเรียนและคณะต่างๆ ออกไปสู่สังคมในวงกว้าง โดยเปลี่ยนกระบวนทัศน์จาก "การสอนแบบเดิม" สู่ "การสร้างประสบการณ์การเรียนรู้" ที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์เส้นทางชีวิตอันหลากหลายของผู้เรียนแต่ละคน

สะสมการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ทุกคนสามารถเริ่มต้นการเป็นผู้เรียนในระบบได้ทันที เพียงแค่สมัครสมาชิกบนแพลตฟอร์ม Chula XL Hub และค้นหาคอร์สเรียนที่สนใจผ่าน 6 หมวดได้แก่ (1) Digital & AI ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (2) Engineering & Technology วิศวกรรมและเทคโนโลยี (3) Languages & Global Communication ภาษาและการสื่อสารสากล (4) Life Skills & Society ทักษะชีวิตและสังคม (5) Health & Well-being สุขภาพและสุขภาวะ และ (6) Creative & Culture ความคิดสร้างสรรค์และวัฒนธรรม โดยปัจจุบันคอร์สทั้งหมดเป็นแบบ On-Demand ที่เรียนด้วยตนเองตามจังหวะของผู้เรียน มีทั้งแบบเปิดลงทะเบียนได้ตลอดเวลาและแบบกำหนดรอบลงทะเบียน และมีทั้งคอร์สเรียนฟรีและคอร์สที่มีค่าใช้จ่าย

ผู้เรียนสามารถดูวิดีโอ อ่านและดาวน์โหลดเอกสารประกอบ และทำแบบทดสอบได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านเบราว์เซอร์บนคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และสมาร์ตโฟน โดยไม่ต้องติดตั้งแอป ระบบจะบันทึกความคืบหน้าอัตโนมัติ ให้กลับมาเรียนต่อจากจุดเดิมได้เสมอ เมื่อผ่านเกณฑ์ที่กำหนด ผู้เรียนจะได้รับใบรับรอง (Badge) หรือใบประกาศนียบัตร (Certificate) แล้วแต่เงื่อนไขของแต่ละคอร์ส ที่รับรองโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำหรับใช้ประกอบการสมัครงาน ต่อยอดสายอาชีพ ยื่นเป็นหลักฐานการพัฒนาทักษะต่อหน่วยงานต้นสังกัด หรือศึกษาต่อ

ผู้เรียนยังสามารถอัปเกรดบัญชีเป็น Lifelong Learner ID (CXL ID) เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนผู้เรียนตลอดชีวิตของจุฬาฯ ไม่ว่าผู้เรียนจะอยู่ในช่วงวัยหรือสถานะใดของชีวิต ประวัติและผลการเรียนทั้งหมด รวมถึงใบรับรองและใบประกาศนียบัตรที่ได้รับ จะสะสมไว้ภายใต้ตัวตนเดียวที่ผ่านการยืนยันแล้ว เป็น Learning Record ประจำตัวที่พร้อมเป็นรากฐานสำหรับการเชื่อมโยงกับระบบคลังหน่วยกิตแห่งชาติในอนาคต ตามเกณฑ์ที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกำหนด

สอนโดยผู้ที่ทำจริง รู้จริง ผ่านประสบการณ์ที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นจากแต่ละวงการ

Chula XL Hub รวบรวมทั้งผู้ที่ทำจริง รู้จริง ผ่านประสบการณ์ที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นจากแต่ละวงการ โดย
คอร์สเรียนแบ่งเป็น 2 ประเภท General Course คือคอร์สความรู้จากคณาจารย์จุฬาฯ ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานวิชาการของมหาวิทยาลัย และ Signature Course คือคอร์สจากผู้เชี่ยวชาญและศิษย์เก่าตัวจริงในแต่ละวงการ ซึ่งเป็นจุดเด่นของแพลตฟอร์ม โดยวิทยากรทุกคนได้รับการคัดเลือกผ่านเครือข่ายศิษย์เก่าและคณาจารย์ที่เชี่ยวชาญในเนื้อหานั้นโดยตรง

Signature Course ชุดแรกคือซีรีส์ “Learning How to Learn เรียนรู้จากคนที่ไม่เคยหยุดเรียนรู้” เพราะในโลกที่ความรู้เปลี่ยนทุกวัน คนที่ได้เปรียบไม่ใช่คนที่รู้มากที่สุด แต่คือคนที่เรียนรู้ได้เร็วที่สุด คนที่ “เรียนรู้เป็น” จึงไม่มีวันตกยุค ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนเร็วแค่ไหน


ซีรีส์นี้เปิดให้เรียนฟรีทั้ง 9 ตอน โดยคณาจารย์ ศิษย์เก่า และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายวงการ ประกอบด้วย ศ. ดร.วิเลิศ ภูริวัชร (Why Learning Never Stops), ดร.สันติธาร เสถียรไทย (What Should Humans Learn Next?), คุณกวีวุฒิ เต็มภูวภัทร (Unlearn to Move Forward), ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน (Make Knowledge Stick), คุณพชร อารยะการกุล (Learn Smarter with AI), คุณรวิศ หาญอุตสาหะ (Learn Out Loud), คุณอเล็กซ์ เรนเดลล์ (Let Nature Be Your Teacher), และเชฟป้อม-ม.ล.ขวัญทิพย์ เทวกุล (Beyond the Recipe) และคุณศิรัถยา อิศรภักดี (From Knowing to Doing: Lessons from Money) นอกจากนี้ยังมีโครงการ Creative Network ที่เปิดให้บุคลากรทุกคณะในจุฬาฯ ร่วมแปลงองค์ความรู้และงานวิจัยให้เป็นคอร์สเรียนที่คนทั่วประเทศเข้าถึงได้


ศ. ดร.พลกฤษณ์ แสงวณิช คณบดีวิทยาลัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชนแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chula XL) กล่าวว่า “ในวันที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการมีความรู้หรือทักษะใหม่ แต่คือความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัวอย่างต่อเนื่อง การใช้ AI ให้เป็นประโยชน์ การคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ และการแยกแยะข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ล้วนเป็นทักษะจำเป็นในปัจจุบัน แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่ และปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง เพราะความรู้และทักษะอาจล้าสมัยได้ แต่ความสามารถในการเรียนรู้จะช่วยให้เราพัฒนาตนเองต่อไปได้ตลอดชีวิต”

อัปสกิลทั้งองค์กร เติบโตไปพร้อมกันทั้งทีม

สำหรับองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน Chula XL Hub มีบริการหลายรูปแบบตามโจทย์และความต้องการของแต่ละองค์กร ตั้งแต่การใช้ระบบ LMS พร้อมคอร์สเรียนของจุฬาฯ หรือพาร์ทเนอร์เพื่ออบรมบุคลากร การนำคอร์สที่องค์กรมีอยู่แล้วมาจัดอบรมบนระบบ ไปจนถึงการร่วมผลิตคอร์สและหลักสูตรออนไลน์ด้วยกัน

ทุกรูปแบบมีทีมงานดูแลครบวงจร ตั้งแต่ร่วมหารือและจับคู่บริการที่เหมาะกับองค์กร ประชาสัมพันธ์ก่อนเปิดหลักสูตร ติดตามและดูแลผู้เรียนระหว่างเรียน ไปจนถึงสรุปผลเมื่อปิดหลักสูตร โดยองค์กรจะได้รับรายงานสถานะการเรียนของบุคลากรแต่ละคนเพื่อนำไปวางแผนพัฒนาบุคลากรได้อย่างต่อเนื่อง

ตัวอย่างที่เกิดขึ้นแล้วคือความร่วมมือกับสมาคมจิตวิทยาการปรึกษาแห่งประเทศไทย ร่วมด้วยความร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และองค์กรอื่นๆ ในการใช้ Chula XL Hub เพื่ออบรมบุคลากร อบรมต่ออายุใบรับรอง พัฒนาทักษะ หรือเผยแพร่ความรู้ต่อบุคคลทั่วไป


จุดหมายถัดไปของ Chula XL Hub

จุฬาฯ คาดหวังผลลัพธ์จาก Chula XL Hub ใน 3 ระดับ – สำหรับผู้เรียน คือการที่คนไทยทุกคนเข้าถึงองค์ความรู้คุณภาพของจุฬาฯ ได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรือช่วงวัยใด สำหรับสังคม คือระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่เชื่อมผู้เรียน องค์กร และสมาคมวิชาชีพเข้าด้วยกัน ให้คนไทย Upskill และ Reskill ได้ต่อเนื่องตลอดชีวิต และสำหรับภาคการศึกษา คือต้นแบบของมหาวิทยาลัยที่ขยายบทบาทจากการผลิตบัณฑิต สู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประเทศ

ศ. ดร.พลกฤษณ์ แสงวณิช กล่าวทิ้งท้ายว่า “ในอีก 3–5 ปีข้างหน้า เราอยากเห็น Chula XL Hub เป็นหนึ่งในพื้นที่การเรียนรู้ที่คนไทยนึกถึง ไม่ว่าจะต้องการพัฒนาทักษะเพื่อความก้าวหน้าในอาชีพ ต่อยอดการศึกษา หรือเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง โดยสามารถกลับมาเรียนรู้และสะสมผลการเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง เพราะการเรียนรู้ไม่ควรสิ้นสุดลงพร้อมกับการได้รับปริญญา”

ก้าวต่อไปของแพลตฟอร์ม คือการขยายความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้สิ่งที่เรียนบนแพลตฟอร์มเชื่อมกับการใช้งานจริงและความต้องการทักษะของตลาดแรงงานมากยิ่งขึ้น ควบคู่กับการเพิ่มคอร์สให้ครอบคลุมผู้เรียนทุกกลุ่ม และขยายรูปแบบการเรียนสู่ On-site, Live และ Blended Learning


Chula XL Hub พร้อมเปิดประตูสู่จักรวาลการเรียนรู้ที่ไม่มีวันจบแล้ววันนี้ เริ่มเรียนได้ที่ chulaxlhub.com องค์กรและหน่วยงานที่สนใจใช้บริการ ติดต่อได้ที่ chulaxl.chula@gmail.com (ติดต่อบริการ Chula XL Hub) หรือ Chulaxl@chula.ac.th (ติดต่อบริการผลิตและ/หรือถ่ายทำหลักสูตร)

บริษัท 888 ร่ำรวย จำกัด เดินหน้าสร้างภาพยนตร์ “18 ฝน เด็กนรก” เปิดตัวนักแสดงหน้าใหม่ ถ่ายทอดดราม่าเข้มข้นสะท้อนสังคม

บริษัท 888 ร่ำรวย จำกัด นำโดย คุณสุรชัย ชินชัย ประธานบริษัท เดินหน้าโครงการสร้างภาพยนตร์เรื่อง “18 ฝน เด็กนรก” ภาพยนตร์แนวดราม่าและแอ็กชันที...