เรื่องของข่าว
วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2569
พลิกโฉมห้องเรียนนราธิวาส ปั้นครูชายแดนใต้ รับโลก AI ด้วย Active Learning GPAS 5 Stepsเดินหน้าขยายผลสนามที่ 2 ระดมครู 500 ชีวิต รับมือความท้าทายยุคใหม่
กรมการแพทย์แผนไทยฯ ชู “Phuket Wellness Routes” เชื่อมธรรมชาติ สปา ชุมชน อาหารสุขภาพ สู่ Global Wellness Destination กระจายรายได้สู่ท้องถิ่น
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เดินหน้าต่อยอดศักยภาพการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ผ่านแนวคิด “Phuket Wellness Routes” เชื่อมโยงธรรมชาติ สปา นวดไทย สมุนไพร อาหารสุขภาพ และวิถีชุมชน สร้างประสบการณ์ Wellness ที่มีเอกลักษณ์ พร้อมเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจตลอดห่วงโซ่คุณค่า เตรียมผลักดันประเทศไทย สู่การเป็น Global Wellness Destination ในเวที Global Wellness Summit 2026 ณ จังหวัดภูเก็ต
ดร.นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เปิดเผยว่า การที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดงาน Global Wellness Summit 2026 (GWS 2026) ระหว่างวันที่ 10–13 พฤศจิกายน 2569 ณ โรงแรมอังสนา ลากูนา ภูเก็ต ภายใต้แนวคิด “The Science, Art and Soul of Wellness” เป็นเวทีนำเสนอศักยภาพด้านสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทยสู่สายตานานาชาติ ทั้งยังให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจมูลค่าสูงของประเทศ หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการพัฒนา “Phuket Wellness Routes” เส้นทางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่เชื่อมโยงธรรมชาติ การดูแลสุขภาพ สปาและนวดไทย สมุนไพร อาหารเพื่อสุขภาพ และวิถีชีวิตชุมชนเข้าด้วยกันอย่างครบวงจร ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ Forest Bathing การฝึกสติ (Mindfulness) การนวดไทย การเรียนรู้สมุนไพรและอาหารสุขภาพ ตลอดจนการสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางที่มีเอกลักษณ์ สะท้อนอัตลักษณ์ของภูเก็ตและภูมิปัญญาไทย พร้อมเพิ่มมูลค่าทรัพยากรในพื้นที่ สร้างโอกาสทางธุรกิจ และกระจายรายได้สู่เกษตรกร ผู้ผลิตสมุนไพร ผู้ประกอบการอาหารสุขภาพ ธุรกิจสปาและนวดไทย รวมถึงชุมชนท่องเที่ยวตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ Wellness
ดร.นพ.พงศธร กล่าวเพิ่มเติมว่า ข้อมูลจาก Global Wellness Institute (GWI) ระบุว่า ปี 2024 ตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในเอเชียมีมูลค่าประมาณ 215,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 31% จากปีก่อนหน้า ขณะที่ประเทศไทยมีการใช้จ่ายด้าน Wellness Tourism เพิ่มขึ้น 36.4% ในช่วงปี 2023–2024 แตะระดับ 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนถึงโอกาสในการต่อยอดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพให้เป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
สำหรับการประชุม Global Wellness Summit 2026 (GWS 2026) ภายใต้หัวข้อ “The Future of Wellness Travel” ถือเป็นเวทีสำคัญในการสะท้อนทิศทางการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยเปิดโอกาสให้ประเทศไทยนำจุดแข็งด้านธรรมชาติ วัฒนธรรม การแพทย์แผนไทย สมุนไพร นวดไทย อาหารสุขภาพ และบริการ Wellness มาพัฒนาเป็นประสบการณ์ที่โดดเด่น พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายผู้นำ นักลงทุน และผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างความร่วมมือ และยกระดับผลิตภัณฑ์และบริการสุขภาพไทยสู่ตลาดนานาชาติอย่างยั่งยืน
ดร.นพ.พงศธร กล่าวในตอนท้ายว่า กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก มุ่งผลักดันแนวคิด “Phuket Wellness Routes” เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ “Global Wellness Destination” โดยนำภูมิปัญญาไทยและทรัพยากรท้องถิ่นมาสร้างประสบการณ์สุขภาพที่มีเอกลักษณ์ เชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับเศรษฐกิจชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรม Wellness ควบคู่กับการสร้างอาชีพ กระจายรายได้ และเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้แก่ประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน ต่อไป
นักเศรษฐศาสตร์ระดับโลกชี้ ไทยต้องเร่งปฏิรูปภาคการผลิตลดการแทรกแซงตลาด และสร้างระบบภาษีที่เอื้อต่อการลงทุนระยะยาว
เนื่องในโอกาสที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของ IMF และธนาคารโลก ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ดร.อาร์เธอร์ บี. ลาฟเฟอร์ (Dr. Arthur B. Laffer) นักเศรษฐศาสตร์ระดับโลก ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายภาษี-การปฏิรูปเศรษฐกิจ ผู้บุกเบิกแนวคิดเศรษฐศาสตร์ด้านอุปทาน (Supply-Side Economics) และผู้คิดค้น “Laffer Curve” ซึ่งอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างอัตราภาษีกับรายได้ภาครัฐ ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษ เพื่อสะท้อนมุมมองต่อความท้าทายของเศรษฐกิจไทย พร้อมเสนอแนวทางปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ดึงดูดการลงทุน และสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว
ไทยควรมุ่งปฏิรูปตนเอง มากกว่าวิ่งตามนโยบายของประเทศอื่น
เมื่อถูกถามถึงการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะการที่สหรัฐอเมริกาใช้มาตรการภาษีศุลกากร การอุดหนุนอุตสาหกรรม และนโยบายความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างเข้มข้นมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการค้า ห่วงโซ่อุปทาน และการลงทุนของไทยนั้น ดร.ลาฟเฟอร์มองว่า ประเทศต่าง ๆ ไม่ควรใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการไล่ตามการเปลี่ยนแปลงนโยบายของประเทศอื่น เพราะจะทำให้สูญเสียทิศทางการพัฒนาของตนเอง
เขาระบุว่า นโยบายที่ดีที่สุดในระยะยาวคือ นโยบายที่ช่วยส่งเสริมการออม การลงทุน การผลิต และการจ้างงานอย่างยั่งยืน โดยประกอบด้วยสิ่งที่เขาเรียกว่า "เสาหลักแห่งความมั่งคั่ง 5 ประการ" ได้แก่ อัตราภาษีที่เหมาะสม การควบคุมรายจ่ายภาครัฐ วินัยทางการเงิน กฎระเบียบที่ไม่เป็นภาระเกินจำเป็น และการค้าเสรี
ดร.ลาฟเฟอร์เห็นว่า ไทยไม่จำเป็นต้องตอบโต้ประเทศอื่นด้วยมาตรการภาษีหรือกำแพงการค้า เพราะการจำกัดการค้าไม่ได้ช่วยลดความเสียหาย แต่กลับเพิ่มต้นทุนให้แก่ผู้บริโภคและภาคธุรกิจ พร้อมลดประโยชน์ที่เกิดจากการแข่งขันและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
การเติบโตต่ำของไทย สะท้อนปัญหาเชิงนโยบายมากกว่าปัจจัยภายนอก
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนที่เติบโตได้รวดเร็วยิ่งกว่า ไทยยังคงเติบโตเฉลี่ยเพียงราว 2% ต่อปีในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ดร.ลาฟเฟอร์มองว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากโครงสร้างภาษีและสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ยังไม่สามารถดึงดูดเงินลงทุนได้เท่าที่ควร โดยเฉพาะเมื่อไทยต้องแข่งขันกับประเทศอย่างเวียดนาม ลาว หรือกัมพูชาในการดึงดูดเงินทุนระหว่างประเทศ
“เชิงโครงสร้างที่ไทยกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นสังคมสูงวัย หนี้ครัวเรือนสูง หรือผลิตภาพแรงงานที่เติบโตช้า ล้วนเป็น "ผลลัพธ์" ของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ มากกว่าจะเป็นต้นเหตุของปัญหา”
"เมื่อคนมองอนาคตแล้วไม่เห็นโอกาสทางเศรษฐกิจมากนัก พวกเขาก็มีแนวโน้มมีบุตรน้อยลง เมื่อการลงทุนมีจำกัด ผลิตภาพแรงงานก็ย่อมเพิ่มขึ้นได้ยาก และเมื่อโอกาสในการสร้างรายได้ไม่เพียงพอ หนี้ก็จะกลายเป็นภาระแทนที่จะเป็นเครื่องมือสร้างความมั่งคั่ง"
“สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนว่าประเทศมีแนวนโยบายที่ส่งเสริมการเติบโตอย่างจริงจังและต่อเนื่องในระยะยาว”
สิ่งที่นักลงทุนต้องการ ไม่ใช่สิทธิประโยชน์เฉพาะกิจ แต่คือสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อธุรกิจ
ในประเด็นการดึงดูดการลงทุน ดร.ลาฟเฟอร์เห็นว่า การแข่งขันในยุคปัจจุบันไม่ได้ขึ้นอยู่กับมาตรการส่งเสริมการลงทุนเฉพาะโครงการเพียงอย่างเดียว “หลักเศรษฐศาสตร์ที่ส่งเสริมการเติบโตระบุชัดเจนว่า อัตราภาษีที่ต่ำลงสำหรับกิจกรรมการผลิต รวมถึงแรงจูงใจที่เหมาะสมในการทำงานและการลงทุน จะช่วยเพิ่มผลผลิต การจ้างงาน และผลิตภาพของระบบเศรษฐกิจ”
ในขณะเดียวกัน วัตถุประสงค์ของระบบภาษีที่ดีควรเป็นการจัดเก็บรายได้ตามความจำเป็นของภาครัฐโดยก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจน้อยที่สุด
ดังนั้น ระบบภาษีที่ดีควรมีฐานภาษีที่กว้าง อัตราภาษีที่ไม่สูงเกินไป และลดจำนวนข้อยกเว้น การหักลดหย่อน หรือสิทธิพิเศษต่าง ๆ ที่อาจบิดเบือนการตัดสินใจทางเศรษฐกิจหรือสร้างแรงจูงใจให้หลีกเลี่ยงภาษี
นอกจากนี้ การใช้จ่ายภาครัฐควรมุ่งเน้นโครงการที่ภาคเอกชนไม่สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยตนเอง และให้ความสำคัญกับผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง
ท้ายที่สุด เขามองว่าทั้ง “ขนาด” และ “องค์ประกอบ” ของนโยบายภาษีและการใช้จ่ายภาครัฐต่างมีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะนโยบายที่เสริมสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจย่อมหนุนให้เกิดการจ้างงาน การลงทุน และการผลิต ขณะที่นโยบายที่ออกแบบไม่ดีอาจส่งผลในทางตรงกันข้าม
การอุดหนุนและสิทธิพิเศษทางภาษี ไม่ใช่การส่งเสริมตลาด แต่คือการแทรกแซงตลาด
สำหรับนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ หรืออุตสาหกรรมเป้าหมายอื่น ๆ ผ่านมาตรการอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีนั้น ดร.ลาฟเฟอร์เห็นว่า มาตรการเหล่านี้เป็นรูปแบบหนึ่งของการแทรกแซงกลไกตลาดภาครัฐ ซึ่งขัดแย้งกับหลักการเศรษฐกิจตลาดเสรี และมักมีข้ออ้างว่าต้องการแก้ไข "ความล้มเหลวของตลาด" แต่ในหลายกรณี รัฐบาลกลับกลายเป็นผู้กำหนดว่าใครควรเป็นผู้ได้ประโยชน์จากทรัพยากรสาธารณะ
"รัฐบาลไม่ควรทำหน้าที่เลือกผู้ชนะและผู้แพ้ในตลาด หน้าที่สำคัญคือสร้างกติกาที่ดี แล้วปล่อยให้ภาคธุรกิจและประชาชนตัดสินใจจัดสรรทรัพยากรไปยังโอกาสที่มีศักยภาพสูงที่สุด"
ฟื้นฐานะการคลังด้วยการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่มาตรการกระตุ้นระยะสั้น
ในมุมมองต่อการบริหารการคลังของไทย ดร.ลาฟเฟอร์ระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายสำคัญจากสังคมสูงวัย ขณะที่พื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) มีจำกัด ไม่เพียงพอต่อการรองรับสังคมสูงวัย เขาเตือนว่าการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฝั่งอุปสงค์ในวงกว้างอาจไม่ใช่คำตอบที่เหมาะสม เนื่องจากระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงอยู่แล้วเป็นปัจจัยจำกัดกำลังซื้อของประชาชน
เขาเสนอให้ไทยจัดทำกรอบการคลังระยะกลางแบบหลายปีที่มีกฎหมายรองรับ พร้อมกำหนดเป้าหมายการขาดดุลงบประมาณอย่างชัดเจน ซึ่งจะช่วยส่งสัญญาณถึงความมุ่งมั่นด้านวินัยการคลัง รักษาความน่าเชื่อถือทางการเงินของประเทศ และช่วยลดต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐ
ในด้านรายได้ภาครัฐ เขาเสนอให้ทยอยปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มจากระดับชั่วคราว 7% ไปสู่อัตราตามกฎหมายที่ 10% โดยค่อยเป็นค่อยไป อีกทั้งยังควรขยายฐานภาษีเงินได้ผ่านการทบทวนสิทธิประโยชน์ทางภาษีและการหักลดหย่อนที่ไม่จำเป็น รวมถึงปรับปรุงระบบจัดเก็บภาษีให้ทันสมัยเพื่อป้องกันการรั่วไหลและนำกิจกรรมทางเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้น
ด้านรายจ่ายภาครัฐ เขาเสนอให้ทยอยยกเลิกมาตรการอุดหนุนราคาพลังงานและสินค้าเกษตรที่ก่อให้เกิดการบิดเบือนตลาด และนำงบประมาณไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูง ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพของประเทศในระยะยาวและดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ
นอกจากนี้ เขายังเสนอให้ปฏิรูประบบการเกษียณอายุของภาครัฐ ควบคู่ไปกับการปรับระบบสาธารณสุขให้เน้นการป้องกันโรคและการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันมากขึ้น เพื่อช่วยลดภาระงบประมาณที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรในอนาคต
หนุนเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี
ดร.ลาฟเฟอร์เสนอว่า “ไทยควรมุ่งสู่ระบบภาษีที่เรียบง่าย ครอบคลุม และสามารถสร้างรายได้อย่างเพียงพอ โดยไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำงาน การออม การลงทุน และการผลิต”
สำหรับภาษีเงินได้ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เขาเห็นว่าควรใช้อัตราที่สามารถแข่งขันได้ มีฐานภาษีที่กว้าง และลดข้อยกเว้นหรือสิทธิประโยชน์พิเศษต่าง ๆ ลง
สำหรับภาษีมูลค่าเพิ่ม เขามองว่าเป็นเครื่องมือที่สามารถสร้างรายได้ให้แก่ภาครัฐโดยส่งผลกระทบต่อการลงทุนน้อยกว่าภาษีหลายประเภท หากรัฐบาลมีความจำเป็นต้องหารายได้เพิ่มเติม ก็ควรพิจารณาขยับอัตรา VAT ไปสู่ระดับ 10% ตามที่กฎหมายกำหนด พร้อมใช้มาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเพื่อดูแลผู้มีรายได้น้อย แทนการยกเว้นภาษีในวงกว้าง
ส่วนภาษีสรรพสามิตนั้น เขาเน้นว่าผู้กำหนดนโยบายควรคำนึงถึงพฤติกรรมตอบสนองของผู้บริโภค เพราะการขึ้นภาษีไม่ได้หมายความว่ารัฐจะเก็บรายได้ได้มากขึ้นเสมอไป หากภาษีที่สูงขึ้นทำให้ผู้บริโภคหันไปหลีกเลี่ยงภาษี เปลี่ยนสินค้า หรือหันไปสู่ตลาดผิดกฎหมาย
พร้อมยกกรณีตัวอย่างภาษีบุหรี่ของประเทศไทย ซึ่งใช้ระบบภาษีสองอัตรา และอยู่ระหว่างการถกเถียงว่าควรปรับเป็นระบบอัตราเดียวหรือไม่ ดร.ลาฟเฟอร์ให้ความเห็นว่า ไทยควรปรับไปสู่ระบบภาษีบุหรี่อัตราเดียว เพื่อลดความซับซ้อนของระบบภาษี และลดแรงจูงใจในการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อให้เข้าเกณฑ์ภาษีที่ต่ำกว่า
เขายังระบุว่า การจัดเก็บภาษีตามปริมาณ (Specific Taxation) สามารถช่วยให้รัฐบาลคาดการณ์รายได้ภาษีได้แม่นยำมากขึ้น และลดแรงจูงใจให้ผู้บริโภคเปลี่ยนไปใช้บุหรี่ราคาถูกเพียงเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี
อย่างไรก็ตาม เขามองว่าหากผลิตภัณฑ์ต่างประเภทมีระดับความเสี่ยงต่อสุขภาพแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ อัตราภาษีก็ควรสะท้อนความแตกต่างดังกล่าว เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่ทางเลือกที่มีความเสี่ยงลดลง
ดร.ลาฟเฟอร์ย้ำว่า แนวทางดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีเสมอไป หากออกแบบอย่างเหมาะสม อาจช่วยขยายฐานภาษีและสนับสนุนการเติบโตของรายได้ภาครัฐในระยะยาววันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2569
"พลิกโฉมห้องเรียน Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps" ประเดิมสนามแรกภาคใต้ที่จังหวัดสตูล เปลี่ยนเด็กจาก “ผู้รับ” สู่ “ผู้สร้างความรู้”สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ร่วมกับคณะกรรมการเครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาครั้งใหญ่ หลังจากการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือทางวิชาการ
วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2569
พลิกโฉมห้องเรียน “สพป.กทม.จับมือ พว.” นำ Active Learning GPAS 5 Steps ผนึกกำลัง 31 โรงเรียน อบรมครูยุค AI
วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2569
วช. แถลงผลงานสิ่งประดิษฐ์ไทยคว้ารางวัลระดับนานาชาติ Indonesia Inventors Day 2026
พลิกโฉมห้องเรียนนราธิวาส ปั้นครูชายแดนใต้ รับโลก AI ด้วย Active Learning GPAS 5 Stepsเดินหน้าขยายผลสนามที่ 2 ระดมครู 500 ชีวิต รับมือความท้าทายยุคใหม่
บรรยากาศการขับเคลื่อนการศึกษาเดินหน้าอย่างคึกคัก กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) เดินหน้าพัฒนาครูเครือข่ายโรงเรียนเอ...
-
ยินดีกับกิจกรรมดีๆ โครงการประกวดเรียงความ "เยาวชนรุ่นใหม่ รู้คิด รู้ทัน ร่วมใจ ต้านภัยยาเสพติด" ที่จัดขึ้นเมื่อ วันเสาร์ที่ 17 มกร...
-
ฉลองครบ 30 ปีแห่งความสำเร็จ ‘เจตนิน’ ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการรักษาผู้มีบุตรยาก เติมเต็มความฝันให้กับทุกครอบครัว โรงพยาบาลเจตนิน โดย พล.ต...
-
ดาราวาไรตี้ทีวีบันเทิง สมาคมนักข่าวบันเทิงร่วมกับ “สายไหมอเวนิว”โดยมีผู้อำนวยการเขตสำนักงานเขตสายไหม เป็นประธานในการเปิดงาน เปิดรับบริจาคช่ว...