วันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2569

สภาสังคมสงเคราะห์ฯ ร่วมกับ มพม. เปิดโรงครัวน้ำพระทัยพระราชทาน จัดเตรียมอาหารและสิ่งของจำเป็นช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัย


วันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2569 สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ มูลนิธิแม่ดีเด่นแห่งชาติ เพื่อแม่ทั้งแผ่นดิน (มพม.) เปิดโรงครัวน้ำพระทัยพระราชทาน ณ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ เพื่อร่วมกันจัดเตรียมอาหารและสิ่งของจำเป็นสำหรับนำไปมอบให้แก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัย


การดำเนินงานดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย โดยมีการร่วมแรงร่วมใจกันจัดเตรียมอาหารและสิ่งของอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เพื่อส่งต่อไปยังผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่าง ๆ


ทั้งนี้ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ และ มพม. ยังคงมุ่งมั่นในการดำเนินงานด้านสังคมสงเคราะห์และการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งมอบความห่วงใยและกำลังใจแก่ผู้ประสบอุทกภัยในช่วงเวลาที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว


กรมการแพทย์แผนไทยฯ โชว์ศักยภาพ “นวดไทย-สมุนไพร” บนเวที Thailand Global Wellness Summit 2026 ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพไทยสู่เวทีโลก


(29 กันยายน 2569 : กรุงเทพมหานคร) กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพไทย  ครั้งใหญ่ เตรียมนำ “นวดไทย” และ “สมุนไพรไทย” ร่วมโชว์ศักยภาพบนเวทีระดับโลกในงาน Thailand Global Wellness Summit 2026 (GWS 2026) ณ จังหวัดภูเก็ต มุ่งผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อยกระดับสู่ผลิตภัณฑ์และบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง พร้อมรองรับตลาดสุขภาพระดับสากล 


ดร.นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เปิดเผยว่า ประเทศไทย ถือเป็นประเทศที่มีจุดแข็งโดดเด่นด้านการแพทย์แผนไทยและภูมิปัญญาสุขภาพที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะ “นวดไทย” ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ควบคู่ไปกับ “สมุนไพรไทย” ที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาจากวัตถุดิบและองค์ความรู้ดั้งเดิมสู่สารสกัด ผลิตภัณฑ์สุขภาพ และประสบการณ์การดูแลสุขภาพ (Wellness Experience) ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างลงตัว 

ข้อมูลจาก Global Wellness Institute (GWI) สะท้อนให้เห็นถึงความเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเศรษฐกิจ Wellness ในประเทศไทย โดยในปี 2567 มีมูลค่าสูงถึง 42.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.45 ล้านล้านบาท) ส่งผลให้ไทยก้าวขึ้นอยู่อันดับที่ 24 ของโลก และอันดับที่ 9 ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ในมิติเชิงลึกพบว่า Wellness Tourism: มีมูลค่า 14.05 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 Traditional & Complementary Medicine (T&CM): มีมูลค่าอยู่ที่ 3.23 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ 

ดร.นพ.พงศธร กล่าวเพิ่มเติมว่า สถิติดังกล่าวสะท้อนถึงโอกาสอันยิ่งใหญ่ในการบูรณาการภาคการท่องเที่ยว สุขภาพ การแพทย์แผนไทยและสมุนไพรเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างเอกลักษณ์และความแตกต่างให้กับบริการ Wellness ของไทย สำหรับ งาน GWS 2026 ถือเป็นโอกาสทองในการประกาศศักยภาพด้านสุขภาพและภูมิปัญญาไทยสู่สายตาชาวโลก โดยกรมฯ มุ่งเน้นการเชื่อมโยงองค์ความรู้ดั้งเดิมเข้ากับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อยกระดับมาตรฐานทั้งในด้านบริการและผลิตภัณฑ์ ด้านนวดไทย เดินหน้าพัฒนาองค์ความรู้และมาตรฐานบุคลากร พร้อมพัฒนาเทคนิคการนวดเฉพาะทางเพื่อดูแลกลุ่มอาการต่าง ๆ ตลอดจนเสริมสร้างศักยภาพผู้ให้บริการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับสากล ด้านสมุนไพรไทย มุ่งต่อยอดสู่นวัตกรรมสุขภาพ  (Wellness Innovation) ตั้งแต่ระดับชุมชน ผู้ประกอบการรายย่อย ไปจนถึงภาคอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มมูลค่าและเปิดประตูสู่ตลาดโลก 


การผลักดัน Wellness ไทยสู่ตลาดโลกในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศเท่านั้น แต่ยังสร้างโอกาสทางอาชีพและรายได้ให้แก่คนไทยในทุกระดับอย่างทั่วถึง ตั้งแต่ผู้ให้บริการนวดไทย แพทย์แผนไทย เกษตรกรผู้ปลูกสมุนไพร วิสาหกิจชุมชน ไปจนถึงผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม สปา และบริการสุขภาพในพื้นที่ 

ภายในงาน กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้มอบ Gift Set “น้ำหอมว่านสาวหลง” แก่แขกผู้มีเกียรติที่เข้าร่วมงาน โดย “ว่านสาวหลง” เป็นพืชอัตลักษณ์แห่งล้านนามาต่อยอดผ่านนวัตกรรม  การสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหยระดับพรีเมียม สะท้อนการผสาน ภูมิปัญญาสมุนไพรไทยเข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เวลเนสที่มีมูลค่า พร้อมส่งเสริมการใช้สมุนไพรไทย สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจสุขภาพ และสะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในการยกระดับทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่สินค้าและบริการเวลเนสมูลค่าสูง รองรับการแข่งขันในตลาดโลก 

ดร.นพ.พงศธร กล่าวในตอนท้ายว่า “ความร่วมมือและการเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบระหว่าง ชุมชน  ผู้ประกอบการ บริการสุขภาพ และการท่องเที่ยว จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทาน พร้อมตอกย้ำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพระดับโลกอย่างยั่งยืน ต่อไป”

วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2569

มจธ. ผนึกพลังเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษา Upskill-Reskill คนพิการ สู่สถานประกอบการ และสร้างอาชีพกว่า 370 คน ผ่านโครงการขยายผลโมเดลการฝึกอบรม-ฝึกงานคนพิการ มจธ.

เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษา รวม 9 แห่ง จัดพิธีปิด “โครงการการขยายผลเครือข่ายอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาศักยภาพคนพิการเพื่อการประกอบอาชีพ ผ่านโมเดลการฝึกอบรม-ฝึกงานคนพิการ มจธ. HigherEd for PWD (พ.ศ. 2568 - 2569)” ณ ห้องประชุม BRI 224 อาคารวิจัยและนวัตกรรมกระบวนการชีวภาพ มจธ. บางขุนเทียน โดยโครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)

การแถลงข่าวได้รับเกียรติจาก รศ. ดร. สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เป็นประธานกล่าวปิดโครงการ และดร.อรกัญญาณี เลี้ยงอิสสระ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต มจธ. กล่าวรายงานผลสัมฤทธิ์จากโครงการ พร้อมด้วยผู้บริหารจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมถึงผู้บริหารจากมหาวิทยาลัยเครือข่ายทั้ง 9 แห่ง เข้าร่วมงาน


รศ. ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. กล่าวว่า การดำเนินโครงการการขยายผลเครือข่ายอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาศักยภาพคนพิการเพื่อการประกอบอาชีพฯ มีวัตถุประสงค์ เพื่อเตรียมความพร้อมคนพิการในการเข้าสู่ตลาดแรงงาน ด้วยการพัฒนาทักษะทางวิชาการและทักษะความรู้ทางอาชีพให้เหมาะสมกับศักยภาพและความต้องการของตลาด เพื่อส่งเสริมให้สถาบันการศึกษาเป็นกลไกในการสร้างความร่วมมือกับสถานประกอบการในการใช้สิทธิ์ตามมาตรา 33 และมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 แทนการส่งเงินสมทบเข้ากองทุนตามมาตรา 34 และเพิ่มโอกาสของการจ้างงานคนพิการเข้าสู่สถานประกอบการอย่างมั่นคงและยั่งยืน ตามแนวทางที่สอดคล้องกับมาตรา 33


โดย มจธ. ได้ดำเนินกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะทางอาชีพให้คนพิการด้วยตนเองมาตั้งแต่ พ.ศ. 2557 สร้างความร่วมมือกับสถานประกอบการในการใช้สิทธิ์ตามมาตรา 35 (7) รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพเครือข่ายในการสนับสนุนองค์ความรู้ การดำเนินงานด้านพัฒนาศักยภาพคนพิการ จัดการฝึกอบรมสำหรับผู้จัดการโครงการ และผู้อำนวยความสะดวกและประสานงานการฝึก (Facilitator) ของโครงการในลักษณะ Train the Trainer ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์การปฏิบัติงานของ มจธ. ในการฝึกอาชีพให้กับคนพิการ ทั้งการบริหารจัดการ การพัฒนาหลักสูตร การคัดเลือกและสรรหาคนพิการ การจัดการฝึกอบรมคนพิการ การประเมินผล การจับคู่ (Matching) คนพิการกับสถานประกอบการหรือการส่งเสริมการประกอบอาชีพอิสระ การเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์โครงการ เป็นต้น รวมทั้งทำหน้าที่ในการติดตามและประเมินผลโครงการที่ได้มอบให้สถาบันการศึกษาเครือข่ายดำเนินงาน


สำหรับการดำเนินงานโครงการนี้ ถือเป็นรุ่นที่ 2 เริ่มดำเนินโครงการมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 ถึงเมษายน 2569 มีผู้เข้าร่วมอบรมและฝึกงานทั้งสิ้น 370 คน (รวมกับรุ่นที่ 1 เป็น 670 คน) โดยในปีนี้มีหลักสูตรการฝึกอบรมด้วยกัน 12 หลักสูตร เพิ่มขึ้นจากรุ่นที่ 1 ที่มีเพียง 4 หลักสูตร (เป็นอาชีพในสถานประกอบการ 2 หลักสูตร และอาชีพอิสระ 10 หลักสูตร) เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่และศักยภาพของผู้เข้าร่วมโครงการ ดังนี้

1. หลักสูตรเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงาน โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จำนวน 20 คน

2. หลักสูตรการฝึกทักษะอาชีพด้านการซ่อมบำรุง และดัดแปลงรถเข็นสามล้อมือโยกติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้า   โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (ความร่วมมือใน จ.สระแก้ว) จำนวน 20 คน

3. หลักสูตรนักพัฒนาธุรกิจ (Business Developer) ประเภทวิสาหกิจชุมชน โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จำนวน 20 คน

4. หลักสูตรการฝึกอบรมทักษะด้านการเกษตรโดยใช้เทคโนโลยีสำหรับคนพิการเพื่อการประกอบอาชีพ โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (ราชบุรี) จำนวน 20 คน

5. หลักสูตรนักสื่อสารดิจิทัล เพื่อคนพิการ สร้างงาน สร้างอาชีพ โดยสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) จำนวน 50 คน

6. หลักสูตรการฝึกอบรมการประกอบอาหารไทยเพื่อประกอบอาชีพ โดยมหาวิทยาลัยสวนดุสิต (วิทยาเขตสุพรรณบุรี) จำนวน 30 คน

7. โครงการการพัฒนาทักษะและต่อยอดการประกอบอาชีพของคนพิการในจังหวัดขอนแก่น โดยมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) จำนวน 80 คน

8. หลักสูตรเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงาน โดยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) จำนวน 20 คน

9. หลักสูตรการแปรรูปสมุนไพรและของที่ระลึกตามอัตลักษณ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา (ศูนย์การศึกษาอู่ทองทวารวดี) จำนวน 30 คน

10. หลักสูตรการแปรรูปสมุนไพรไทยด้วยเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมอาชีพและพัฒนาทักษะคนพิการสู่การเป็นผู้ประกอบการยุคใหม่ โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ จำนวน 30 คน

11. หลักสูตรการแปรรูปผลิตภัณฑ์และของที่ระลึก โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร จำนวน 20 คน

12. หลักสูตรการฝึกอบรมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกจากผ้าลายอัตลักษณ์จังหวัดเพชรบุรีสำหรับผู้พิการในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี จำนวน 30 คน


ด้าน ดร.อรกัญญาณี กล่าวว่า โครงการฯประสบความสำเร็จอย่างสูง มีคนพิการที่เรียนจบหลักสูตร 100% และคนพิการที่มีงานทำทันทีหลังเรียนจบในอัตรา 81.62% มีรายได้ทั้งประเภทรายวันและรายเดือนประมาณ วันละ 330-340 บาท และ เงินเดือนประมาณ 10,000-12,000 บาทต่อเดือน อีกทั้งยังมีคนพิการบางส่วนที่นำทักษะที่ได้ฝึกฝนไปประกอบอาชีพอิสระ หรืออาชีพเสริม อาทิ นักแสดง งานกราฟิก การผลิตหุ่นฟิกเกอร์ งานค้าขาย งานรับจ้าง งานประกอบอาหาร และการผลิต/จำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน รวมถึงได้มีการส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มอาชีพและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างรายได้และเพิ่มโอกาสทางการตลาดอีกด้วย

อธิการบดี มจธ. กล่าวว่า  โครงการฯ ได้เปิดเว็บไซต์ www.ableyou.org เพื่อเป็นแพลตฟอร์มเชื่อมต่อการรับข้อมูลความต้องการจากนายจ้าง สรรหาคนพิการที่เหมาะสมเพื่อ Upskill และ Reskill และส่งต่อเข้าตลาดแรงงาน ผ่านกิจกรรม Career Connect โดยเน้นให้คนพิการสามารถเรียนและทำงานใกล้บ้านในท้องถิ่นของตนเอง ลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เพิ่มโอกาสการครองงานในระยะยาว และมีรายได้ที่สามารถเลี้ยงดูตนเองได้อย่างยั่งยืน พร้อมทั้งบูรณาการ เทคโนโลยีการเกษตร หุ่นยนต์ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้าสู่หลักสูตร เพื่อให้ทักษะมีความทันสมัยและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน อันเป็นกลไกสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำและส่งเสริมให้คนพิการสามารถมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างยั่งยืน


อีกทั้ง การดำเนินโครงการยังได้รับความร่วมมือจากจัดหางานจังหวัด สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน หน่วยงานภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ เพื่อสร้างระบบสนับสนุนแบบครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาทักษะ การฝึกงาน จนถึงการมีงานทำจริง สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

วันเสาร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2569

วช. ขอแสดงความยินดีกับนักวิจัยรุ่นใหม่สู่เวทีระดับโลกและแถลงข่าวเปิดตัว “NRCT: Connecting and Empowering Young Leaders” เชื่อมไทยเชื่อมโลก เชื่อมเครือข่ายนักวิจัยโลก


วันที่ 25 กันยายน 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวและแสดงความยินดีนักวิจัยรุ่นใหม่ ภายใต้โครงการ “NRCT: Connecting and Empowering Young Leaders เปิดตัวผู้นำรุ่นใหม่กับแรงบันดาลใจในเวทีโลก” เพื่อส่งเสริมศักยภาพนักวิจัยรุ่นใหม่ พัฒนาความก้าวหน้าทางวิชาการ และเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมในระดับนานาชาติ โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร วช. และนักวิจัย เข้าร่วม ณ ศูนย์ส่งเสริมการวิจัยเพื่อมรดกทางวัฒนธรรม วช.


ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง กล่าวว่า วช. มุ่งส่งเสริมการพัฒนากำลังคนด้านการวิจัย โดยเฉพาะนักวิจัยรุ่นใหม่ให้มีศักยภาพในการสร้างองค์ความรู้และพัฒนาความร่วมมือทางวิชาการในระดับนานาชาติ โครงการดังกล่าวจึงมุ่งเปิดพื้นที่ให้นักวิจัยรุ่นใหม่ได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์กับเครือข่ายวิจัยนานาชาติ ตลอดจนพัฒนาทักษะและประสบการณ์ที่จำเป็นต่อการก้าวสู่บทบาทผู้นำทางการวิจัย อันจะนำไปสู่การสร้างเครือข่ายและความร่วมมือด้านการวิจัยที่มีความต่อเนื่องในอนาคต


โครงการ NRCT: Connecting and Empowering Young Leaders มีนักวิจัยรุ่นใหม่เข้าร่วมจำนวน 20 คน แบ่งเป็น STS Forum Young Leaders จำนวน 8 คน และ NRCT Young Leaders จำนวน 12 คน เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมด้านวิชาการและการสร้างเครือข่าย ณ ประเทศญี่ปุ่น ทั้งการเข้าร่วมงาน STS forum - The 23rd Annual Meeting การจัดกิจกรรมทางวิชาการร่วมกับสถาบันการศึกษาและหน่วยงานวิจัยของญี่ปุ่น ตลอดจนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์กับเครือข่ายนักวิจัย ซึ่งเป็นกลไกในการเชื่อมโยงนักวิจัยไทยกับเครือข่ายวิจัยในระดับนานาชาติ


ทั้งนี้ วช. พร้อมนำกลไกต่างๆ เสริมสมรรถนะนักวิจัยรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการสร้างเครือข่ายความร่วมมือนานาชาติ และต่อยอดไปสู่ความร่วมมือด้านการวิจัย เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของนักวิจัย ในการพัฒนาระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ

วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2569

วช. เสริมสร้างกลไกการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในระบบ ววน. แถลงข่าว “การใช้ AI ในงานวิจัยอย่างมีจริยธรรม” พร้อมเปิดตัวระบบตรวจประเมินการใช้ AI ในการทำวิจัย


วันที่ 22 กันยายน 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดงานแถลงข่าวและเสวนาวิชาการ “การใช้ AI ในการวิจัยอย่างมีจริยธรรม” โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัย เป็นประธาน พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.ประมา ศาสตระรุจิ ที่ปรึกษาด้านระบบวิจัย วช., ศาตราจารย์ นายแพทย์ยง ภู่วรวรรณ, ศาสตราจารย์ ดร.ธีรยุทธ วิไลวัลย์ และรองศาสตราจารย์ ดร.ชัชวาล วงศ์ชูสุข คณะผู้บริหาร และผู้ทรงคุณวุฒิ วช. เข้าร่วม ณ ศูนย์สารสนเทศกลางด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วช.


ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานด้านวิชาการและงานวิจัย ตั้งแต่การสืบค้นข้อมูล การวิเคราะห์ผล ไปจนถึงการจัดทำรายงานทางวิชาการ อย่างไรก็ตาม การนำ AI เข้ามาใช้ยังมาพร้อมกับความท้าทายด้านจริยธรรมและความเสี่ยงต่อการประพฤติมิชอบทางการวิจัย อาทิ การลอกเลียนผลงานหรือการใช้ภาพที่สร้างขึ้นโดย AI วช. จึงให้ความสำคัญกับการกำหนดแนวทางการกำกับดูแลการใช้ AI อย่างมีจริยธรรมสำหรับนักวิจัย เพื่อให้เป็นแนวปฏิบัติกลางสำหรับนักวิจัย หน่วยงานวิจัย และสถาบันการศึกษา ใช้ประกอบการพิจารณาความเสี่ยงและส่งเสริมการดำเนินงานวิจัยที่มีความโปร่งใสและรับผิดชอบ โดยมุ่งหวังให้แนวทางดังกล่าวสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานและความน่าเชื่อถือของงานวิจัยไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล



รองศาสตราจารย์ ดร.ประมา ศาสตระรุจิ ที่ปรึกษาด้านระบบวิจัย กล่าวว่า วช. อยู่ระหว่างการพัฒนา “ระบบตรวจประเมินการใช้ AI ในการทำวิจัย” โดยพัฒนาต่อยอดจากแนวทางการใช้ AI อย่างมีจริยธรรม ซึ่งจัดทำขึ้นจากข้อเสนอแนะและองค์ความรู้ของผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อเป็นเครื่องมือในลักษณะ Self-Assessment ที่ช่วยให้นักวิจัยสามารถประเมินการใช้ AI ในงานวิจัยของตนเอง ตลอดจนใช้ผลการประเมินเป็นแนวทางในการพัฒนาและปรับปรุงการดำเนินงานให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับหลักจริยธรรมมากยิ่งขึ้น โดยจะประกอบด้วยองค์ประกอบการประเมิน 6 ด้าน ได้แก่ 1) ความถูกต้องและความน่าเชื่อถือ 2) ความโปร่งใสและการเปิดเผย 3) ความปลอดภัยของข้อมูลและความเป็นส่วนตัว 4) ทรัพย์สินทางปัญญาและการรักษาความลับ 5) ความเป็นธรรม ความเสมอภาค และการจัดการอคติ และ 6) ความรับผิดชอบ การกำกับดูแล และการตรวจสอบย้อนหลัง โดยมีแนวคิดสำคัญในการส่งเสริมการใช้ AI ในงานวิจัยอย่าง “โปร่งใส ปลอดภัย เป็นธรรม และรับผิดชอบ” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและรักษามาตรฐานด้านจริยธรรมและความน่าเชื่อถือของงานวิจัยในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น


ต่อมา เป็นการเสวนาวิชาการในหัวข้อ “การใช้ AI ในการวิจัยอย่างมีจริยธรรม” โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ นายแพทย์ยง ภู่วรวรรณ, ศาสตราจารย์ ดร.ธีรยุทธ วิไลวัลย์, รองศาสตราจารย์ ดร.ชัชวาล วงศ์ชูสุข และดำเนินรายการโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ประมา ศาสตระรุจิ ที่ปรึกษาด้านระบบวิจัย ร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิด ประสบการณ์ กรณีศึกษา และข้อควรระวังในการใช้ Generative AI ในงานวิจัยอย่างรับผิดชอบ เพื่อให้นักวิจัยสามารถนำแนวทางไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ วช. ได้เตรียมพัฒนาระบบตรวจประเมินการใช้ AI ในการทำวิจัย เพื่อให้นักวิจัยใช้ประเมินงานวิจัยของตนเอง และตรวจสอบความเสี่ยงหรือแนวโน้มการประพฤติผิดจริยธรรมการวิจัยที่อาจเกิดจากการใช้ AI ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการใช้ AI ในงานวิจัยอย่างโปร่งใสและมีจริยธรรม



ทั้งนี้ มุ่งหวังให้การใช้เทคโนโลยีในงานวิจัยควบคู่ไปกับการยึดมั่นในหลักจริยธรรมและความรับผิดชอบ โดยส่งเสริมให้นักวิจัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีแนวทางในการใช้ AI อย่างเหมาะสม โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อคุณภาพและความน่าเชื่อถือของงานวิจัยไทย พร้อมยกระดับมาตรฐานการวิจัยของประเทศให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี

วช. แถลงผลงานสิ่งประดิษฐ์ที่ได้รับรางวัลจากเวที “Taiwan Innotech Expo 2026” ศักยภาพนักประดิษฐ์ไทยในเวทีนานาชาติ


วันที่ 22 กันยายน 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดงานแถลงข่าวผลงานสิ่งประดิษฐ์ไทยที่ได้รับรางวัลจากเวทีการประกวดระดับนานาชาติ “Taiwan Innotech Expo 2026” (TIE 2026) โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้บริหาร วช. นักประดิษฐ์ นักวิจัย และสื่อมวลชนเข้าร่วมงาน ณ ศูนย์ส่งเสริมการวิจัยเพื่อมรดกทางวัฒนธรรม สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ 


ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ในฐานะหน่วยงานหลักของประเทศในการคัดเลือกผลงานเข้าร่วมประกวดในนามประเทศไทย ได้นำผลงานสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมไทยจำนวน 35 ผลงาน จาก 11 หน่วยงาน ทั้งภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เข้าร่วมประกวดและจัดแสดงในเวที TIE 2026 ซึ่งผลงานไทยสามารถคว้ารางวัลรวม 35 รางวัล ประกอบด้วย เหรียญทอง 9 ผลงาน เหรียญเงิน 10 ผลงาน และเหรียญทองแดง 16 ผลงาน พร้อมได้รับรางวัล Special Prize on stage จากองค์กรนานาชาติ สะท้อนศักยภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และความมุ่งมั่นของนักประดิษฐ์และนักวิจัยไทยในการพัฒนาผลงานสู่เวทีสากล ซึ่งเวที “Taiwan Innotech Expo 2026” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 17–19 กันยายน 2569 ณ Taipei World Trade Center Exhibition Hall เมืองไทเป ไต้หวัน โดยมีผลงานจากกว่า 10 ประเทศ รวมกว่า 1,000 ผลงานเข้าร่วมประกวดและจัดแสดง อาทิ เยอรมนี โปแลนด์ สหราชอาณาจักร นอร์เวย์ เนเธอร์แลนด์ อินเดีย ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อิสราเอล เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และประเทศไทย 


ผลงานจากประเทศไทยที่ได้รับรางวัล Special Prize on stage ได้แก่ ผลงาน “BioCircular Grow™ นวัตกรรมสารกระตุ้นชีวภาพหมุนเวียนเสริมประสิทธิภาพจุลินทรีย์จากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อการฟื้นฟูดินและเกษตรกรรมยั่งยืน” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐพงค์ จันจุฬา และคณะ จากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ได้รับรางวัลจาก Indonesian Invention and Innovation Promotion Association ประเทศอินโดนีเซีย และผลงาน “นวัตกรรม GreenPhyto-Extraction Technology เพื่อเพิ่มมูลค่าทรัพยากรพืชสู่สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพประสิทธิภาพสูงสำหรับเครื่องสำอาง โดยมีกระดิ่งนางฟ้าเป็นพืชต้นแบบ” โดย ดร.ชลธิชา สีกา และนางสาวณัฐกานต์ วงศ์สร้างทรัพย์ จากบริษัท สถาบันวิจัยศาสตร์ด้านความงามและสุขภาพ จำกัด ได้รับรางวัลจาก Korea Invention Promotion Association สาธารณรัฐเกาหลี สะท้อนถึงศักยภาพของผลงานวิจัยและนวัตกรรมไทยที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้และได้รับการยอมรับในเวทีนานาชาติ


ภายในงานยังมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในหัวข้อ “From Resources to Innovation, From Ideas to Impact จากทรัพยากรสู่นวัตกรรม จากแนวคิดสู่การสร้างคุณค่า” โดยผู้ได้รับรางวัลจากการประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมจากเวที TIE 2026 ได้แก่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐพงค์ จันจุฬา จากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย เจ้าของผลงาน “BioCircular Grow™ นวัตกรรมสารกระตุ้นชีวภาพหมุนเวียนเสริมประสิทธิภาพจุลินทรีย์จากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อการฟื้นฟูดินและเกษตรกรรมยั่งยืน” ซึ่งได้รับรางวัลเหรียญทอง และ Special Prize (on stage) จากสาธารณรัฐอินโดนีเซีย, ดร.ชลธิชา สีกา จากบริษัท สถาบันวิจัยศาสตร์ด้านความงามและสุขภาพ จำกัด เจ้าของผลงาน “นวัตกรรม GreenPhyto-Extraction Technology เพื่อเพิ่มมูลค่าทรัพยากรพืชสู่สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพประสิทธิภาพสูงสำหรับเครื่องสำอาง โดยมี Elaeocarpus grandiflorus (กระดิ่งนางฟ้า) เป็นพืชต้นแบบ” ซึ่งได้รับรางวัลเหรียญเงิน และ Special Prize (on stage) จากสาธารณรัฐเกาหลี, นายสราวุธ สุชาติล้ำพงศ์ จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เจ้าของผลงาน “ระบบวิเคราะห์รายงานเหตุการณ์ข้อขัดข้องอัตโนมัติ” ซึ่งได้รับรางวัลเหรียญเงิน และ Special Prize จากไต้หวัน และ นายวิสุทธิ์ พวงนาค จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เจ้าของผลงาน “ชุดกรองความชื้นและฝุ่นละอองของ Gas SF6” ซึ่งได้รับรางวัลเหรียญเงิน ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และแนวทางการพัฒนาผลงานสู่เวทีนานาชาติ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้เข้าร่วมงาน
 


ทั้งนี้ วช. จะยังคงเดินหน้าสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพของนักประดิษฐ์และนักวิจัยไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งเสริมให้ผลงานวิจัยและนวัตกรรมไทยมีโอกาสก้าวสู่เวทีนานาชาติ เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการต่อยอดผลงานไปสู่การใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างชื่อเสียงและความภาคภูมิใจให้แก่ประเทศไทย


วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2569

SASOM ชวนสายแฟชั่นเปิดประสบการณ์ช้อปแบรนด์เนมใน “Brandname Fest” 7 วันเต็ม มอบส่วนลดรวมสูงสุด 750,000 บาท พร้อมดีล One Price เริ่มต้นเพียง 3,900 บาท


แพลตฟอร์มช้อปปิ้งสินค้าแฟชั่นที่ให้บริการตรวจสอบความแท้ของสินค้าก่อนจัดส่ง เดินหน้าสร้างประสบการณ์ใหม่ให้คนรักแฟชั่นและสินค้าแบรนด์เนมอีกครั้งกับแคมเปญ “Brandname Fest” จัดเต็มตลอด 7 วัน ตั้งแต่วันที่ 24–30 กันยายน 2569 บนแอป SASOM ชวนเหล่าแฟชั่นเลิฟเวอร์ออกตามหาไอเทมชิ้นโปรดจากแบรนด์ชั้นนำ พร้อมดีลพิเศษและโปรโมชั่นที่คัดสรรมาให้ช้อปได้อย่างคุ้มค่า โดยตลอดแคมเปญมอบส่วนลดรวมสูงสุดถึง 750,000 บาท 

ภายในแคมเปญรวบรวมไอเทมจากแบรนด์แฟชั่นระดับโลกหลากหลายแบรนด์ อาทิ Dior, Goyard, Celine, Bvlgari, Saint Laurent และ Prada ครอบคลุมทั้งไอเทมแฟชั่นยอดนิยม ไปจนถึงชิ้นที่สายแฟชั่นและนักสะสมกำลังมองหา พร้อมไฮไลต์อย่าง One Price ดีลพิเศษสำหรับสินค้า Brand New ราคาเริ่มต้นเพียง 3,900 บาท หรือส่วนลดสูงสุดถึง 61% เติมความคุ้มค่าด้วย Daily Coupon ที่แจกทุกวัน วันละ 2 รอบ เวลา 10.00 น. และ 20.00 น. มีทั้งส่วนลด 150 บาทแบบไม่มีขั้นต่ำ ไปจนถึงส่วนลดสูงสุด 10,000 บาท เมื่อช้อปครบ 50,000 บาท โดยสิทธิ์มีจำนวนจำกัดและใช้ได้ครั้งเดียวต่อผู้ใช้งาน 


สำหรับไอเทมไฮไลต์ที่น่าสนใจภายในแคมเปญ ได้แก่ Celine Triomphe Metal 01 Sunglasses จากราคา 24,500 บาท เหลือเพียง 3,900 บาท, Dior CD Garden Earrings Gold จาก 17,000 บาท เหลือ 5,900 บาท และ Goyard Saint-Sulpice Card Wallet จาก 15,900 บาท เหลือ 7,900 บาท พร้อมไอเทมจาก Saint Laurent, Bvlgari และ Goyard อีกหลากหลายรายการ เปิดโอกาสให้แฟชั่นเลิฟเวอร์ได้เติมเต็มคอลเลกชันและค้นหาไอเทมที่ใช่ในราคาที่น่าสนใจยิ่งขึ้น 

นอกจากดีลบนแอปแล้ว SASOM ยังเตรียมเสิร์ฟความพิเศษผ่าน SASOM Live ในวันจันทร์ที่ 28 กันยายน 2569 เวลา 20.00–22.00 น. ชวนสายแฟชั่นมาช้อปสินค้าแบรนด์เนมมือสองที่คัดสรรจากผู้ขายบน SASOM พร้อมดีลและโปรโมชั่นพิเศษเฉพาะในไลฟ์ รวมถึงกิจกรรมแจก Travel Size Perfume จากแบรนด์ดัง อาทิ Burberry และ Calvin Klein ตลอดการไลฟ์ ผู้ที่สนใจสามารถกดแจ้งเตือน Live ผ่านแอป SASOM เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมก่อนดีลพิเศษเริ่มต้น 

สำหรับ SASOM การสร้างความมั่นใจให้กับผู้ซื้อยังคงเป็นหัวใจสำคัญของประสบการณ์การช้อป โดยสินค้าจะผ่านกระบวนการตรวจสอบความแท้ก่อนจัดส่งถึงมือผู้ซื้อ และหากสินค้าไม่ตรงตามเงื่อนไข ผู้ซื้อสามารถขอคืนสินค้าได้ภายใน 3 วันหลังได้รับสินค้า โดยสินค้าต้องอยู่ในสภาพเดิม ไม่มีการตัดป้าย SASOM Tag ออกจากตัวสินค้า และ Authentication Tag ต้องสแกนตรงกับสินค้าที่จัดส่ง 

เตรียมพบกับ “Brandname Fest” ตั้งแต่วันที่ 24–30 กันยายน 2569 บนแอป SASOM พร้อมเปิดประสบการณ์ช้อปไอเทมแบรนด์เนมจากหลากหลายแบรนด์ดัง ในราคาพิเศษตลอด 7 วัน ทั้ง One Price, Daily Coupon และดีลสุดคุ้มที่มาพร้อมส่วนลดรวมสูงสุดถึง 750,000 บาท งานนี้สายแฟชั่นไม่ควรพลาด เพราะไอเทมและสิทธิ์พิเศษมีจำนวนจำกัด 

สภาสังคมสงเคราะห์ฯ ร่วมกับ มพม. เปิดโรงครัวน้ำพระทัยพระราชทาน จัดเตรียมอาหารและสิ่งของจำเป็นช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัย

วันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2569 สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ มูลนิธิแม่ดีเด่นแห่งชาติ เพื่อแม่ทั้งแผ่นดิน (มพ...