วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569

รฟท. เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชน ครั้งที่ 2 โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม “วงเวียนใหญ่–มหาชัย” เดินหน้าพัฒนาโครงการบนพื้นฐานข้อเท็จจริงและการมีส่วนร่วม


กรุงเทพมหานคร – 7 สิงหาคม 2569 การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 2 (ปัจฉิมนิเทศโครงการ) ภายใต้งานจ้างที่ปรึกษาเพื่อทบทวนผลการศึกษาความเหมาะสม ออกแบบรายละเอียด จัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และจัดทำร่างเอกสารประกวดราคา โครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงเข้ม ช่วงวงเวียนใหญ่–มหาชัย ณ ห้องประชุม Auditorium KX ชั้น 7 อาคารเคเอกซ์ (KX) เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร


การประชุมได้รับเกียรติจาก นายวิชาญ นาควงษ์ วิศวกรอำนวยการศูนย์บริหารโครงการพิเศษ 1 การรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นประธานเปิดการประชุม พร้อมด้วย ดร.พิชิต จำนงพิพัฒน์กุล ผู้จัดการโครงการ กล่าวรายงาน โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัชกรุงเทพมหานคร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ผู้นำชุมชน สื่อมวลชน และประชาชนผู้สนใจ เข้าร่วมกว่า 200 คน


นอกจากนี้ ยังมี นายพงษ์สรณัฐ ทองลี (ทนายคิว) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต 26 และ นายณพัฎน์ จิตตภินันท์กัณตา (นัท) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต 24 เข้าร่วมรับฟังการนำเสนอผลการศึกษา พร้อมร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อโครงการ เพื่อสะท้อนมุมมองของประชาชนในพื้นที่และสนับสนุนการพัฒนาโครงการให้เกิดประโยชน์สูงสุด

การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอผลการศึกษาของโครงการในภาพรวม พร้อมเปิดเวทีให้ผู้เข้าร่วมประชุมซักถาม แสดงความคิดเห็น และเสนอข้อห่วงกังวล เพื่อนำข้อมูลไปประกอบการปรับปรุงผลการศึกษาให้มีความสมบูรณ์ สอดคล้องกับสภาพพื้นที่จริง และคำนึงถึงประโยชน์ของทุกภาคส่วน

โครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดงเข้ม ช่วงวงเวียนใหญ่–มหาชัย มีระยะทางประมาณ 36.8 กิโลเมตร จำนวน 17 สถานี ออกแบบเป็นระบบรถไฟฟ้ายกระดับ โดยแนวเส้นทางส่วนใหญ่วางอยู่ในเขตทางรถไฟเดิม เริ่มต้นจากบริเวณวงเวียนใหญ่ ผ่านพื้นที่สำคัญของฝั่งธนบุรี ได้แก่ ตลาดพลู สำเหร่ ถนนรัชดาภิเษก จุดเชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้ม ถนนกาญจนาภิเษก ก่อนเข้าสู่จังหวัดสมุทรสาคร และสิ้นสุดที่สถานีมหาชัย บริเวณถนนเอกชัย

แนวเส้นทางประมาณร้อยละ 95 อยู่ในเขตทางเดิมของการรถไฟแห่งประเทศไทย ช่วยลดผลกระทบด้านการเวนคืนและการจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน ขณะเดียวกันการยกระดับทางรถไฟจะช่วยลดจุดตัดเสมอระดับ เพิ่มความปลอดภัย ลดผลกระทบด้านการจราจร และเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางของประชาชน

โครงการกำหนดให้ใช้ขบวนรถไฟฟ้าแบบ Electric Multiple Unit (EMU) พร้อมพัฒนาสถานีให้รองรับผู้โดยสารทุกกลุ่ม เชื่อมโยงกับระบบขนส่งสาธารณะ ถนนสายหลัก และชุมชนโดยรอบ รวมถึงจัดตั้งศูนย์ซ่อมบำรุงเพื่อรองรับการให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อโครงการแล้วเสร็จ คาดว่าจะช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทางระหว่างกรุงเทพมหานครและจังหวัดสมุทรสาคร ลดระยะเวลาเดินทาง เพิ่มความปลอดภัย สนับสนุนการเดินทางเพื่อการศึกษา การทำงาน การค้า การขนส่ง และการท่องเที่ยว รวมถึงช่วยเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

ตลอดกระบวนการศึกษา โครงการได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสัมภาษณ์เชิงลึก การประชุมปฐมนิเทศ การประชุมกลุ่มย่อย และการประชุมรับฟังความคิดเห็นหลายรูปแบบ เพื่อให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนถูกนำไปประกอบการจัดทำผลการศึกษาฉบับสมบูรณ์ ภายใต้หลักความโปร่งใส รอบคอบ และการมีส่วนร่วมของประชาชน


ภายในงานมีการลงทะเบียนผู้เข้าร่วมประชุม และรับเอกสารประกอบการประชุม โดย นางสาวอรนุช ศิลปินมีพันธ์ ก่อนรับชมวีดิ ทัศน์สรุปผลการศึกษาโครงการ

จากนั้นเป็นพิธีเปิดการประชุม โดย ดร.พิชิต จำนงพิพัฒน์กุล ผู้จัดการโครงการ กล่าว รายงาน และ นายวิชาญ นาควงษ์ วิศวกร อำนวยการศูนย์บริหารโครงการพิเศษ 1 การ รถไฟแห่งประเทศไทย กล่าวเปิดการประชุม


ภายหลังพิธีเปิด ได้มีการนำเสนอผลการ ศึกษาโครงการในประเด็นสำคัญ ประกอบ ด้วย

สรุปความเหมาะสม แนวเส้นทาง และรูป แบบการพัฒนาโครงการ โดย ดร.วัชระ สัตยาประเสริฐ

การศึกษาด้านก การเดินรถ โดย นายเมษะพล พรรณเชษฐ์

รูปแบบโครงสร้างทางวิศวกรรม โดย ผศ.ดร.ทศพล ปิ่นแก้ว

รูปแบบสถานีและสถาปัตยกรรม โดย นายนเรศ เทพพุฒิ

ความเหมาะสมด้านเศรษฐกิจ การเงิน และการลงทุน โดย นายศักดิ์สิทธิ์ วัฒนเวช

ผลกระทบสิ่งแวดล้อม มาตรการป้องกัน แก้ไข และลดผลกระทบ โดย ดร.พิเศษ เสนาวงษ์


หลังจากการนำเสนอ ผู้เข้าร่วมประชุมได้ร่วม อภิปราย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และเสนอข้อเสนอแนะต่อโครงการ ก่อนสรุปสาระ สำคัญของการประชุม ปิดการประชุม


การประชุมครั้งนี้สะท้อนถึงแนวทางการดำเนินงานของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ให้ความสำคัญกับ การรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การพัฒนาโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม ช่วงวงเวียนใหญ่–มหาชัย เป็นไปบนพื้นฐานของข้อมูล ข้อเท็จจริง และการมีส่วนร่วมของประชาชน อันจะนำไปสู่การพัฒนาระบบคมนาคมที่มีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการสร้างสมดุลด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569

"ล่าม" ภาพยนตร์สร้างจากเรื่องจริงของ "เบญจวรรณ ภูมิแสน" เปิดกาล่าพรีเมียร์สุดอบอุ่น ถ่ายทอดพลังของภาษา...ที่เปลี่ยนชีวิตผู้คน


อบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความประทับใจ สำหรับงานกาล่าพรีเมียร์ภาพยนตร์ "ล่าม (LAAM : The Thai Interpreter)" ภาพยนตร์ไทยที่สร้างจากเรื่องจริงของ "เบญจวรรณ ภูมิแสน" ล่ามไทยผู้ใช้ "พลังของภาษา" เป็นสะพานเชื่อมความหวัง ความเข้าใจ และโอกาสให้กับคนไทยในต่างแดน ผ่านประสบการณ์การทำงานในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีเหล่านักแสดง ทีมผู้สร้าง ศิลปิน คนบันเทิง และสื่อมวลชน เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ โรงภาพยนตร์ เอ็มควอเทียร์ ซีนีอาร์ต ชั้น 4 ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ กรุงเทพมหานคร


ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวของ "ล่าม" แต่เป็นการถ่ายทอดชีวิตของผู้หญิงธรรมดาที่ใช้ภาษาเป็นเครื่องมือสร้างความเข้าใจ ช่วยเหลือผู้คนในช่วงเวลาสำคัญของชีวิต พร้อมสะท้อนประเด็นด้านแรงงานไทย สิทธิมนุษยชน และคุณค่าของการสื่อสารข้ามวัฒนธรรมได้อย่างลึกซึ้งและกินใจ


ภายในงานได้รับเกียรติจาก ดร. วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, เลขาธิการสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ, ประธานคณะที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์, กรรมการและกรรมการบริหารมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เป็นประธานกล่าวเปิดงาน พร้อมด้วย เบญจวรรณ ภูมิแสน (ครูเอ๋) เจ้าของเรื่องจริงที่เป็นแรงบันดาลใจของภาพยนตร์ ร่วมถ่ายทอดมุมมองและความหวังว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะช่วยสร้างความตระหนักรู้และเป็นประโยชน์ต่อสังคมไทย



นอกจากนี้ยังมี คริสโตเฟอร์ กอร์ช ผู้กำกับและผู้สร้าง พร้อมทีมนักแสดงนำ อาทิ สกุลกานต์ แพรรี่ พิภพมงคล (แพรรี่) ผู้รับบท "ลัดดาวัลย์", ฮีน-ศศิธร พานิชนก, สิทธิกร กันยาใจ (จ่าโอ), เกศิณี มณีอินทร์,  เอิน-กัลยกร กาญจนเศรษฐ์ และ คุณอรุณศักดิ์ อ่องลออThailand consultant ร่วมพูดคุยถึงเบื้องหลังการทำงานและแรงบันดาลใจในการถ่ายทอดเรื่องราวอันทรงคุณค่านี้สู่จอภาพยนตร์


บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน บุคคลสำคัญในแวดวงภาพยนตร์ ศิลปิน นักแสดง อินฟลูเอนเซอร์ และสื่อมวลชน ที่มาร่วมเป็นสักขีพยานในการเปิดตัวภาพยนตร์ไทยอีกหนึ่งเรื่องที่ถูกจับตามอง และคาดว่าจะสร้างกระแสพูดถึงอย่างกว้างขวางในช่วงเทศกาลวันแม่แห่งชาติ


"ล่าม (LAAM : The Thai Interpreter)" มีกำหนดเข้าฉายพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 12 สิงหาคม 2569 วันแม่แห่งชาติ ภายใต้ข้อความที่กินใจว่า "เมื่อคำพูดกลายเป็นกำแพง...ล่ามจึงกลายเป็นสะพาน" พร้อมชวนทุกครอบครัวควงคุณแม่มาสัมผัสภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ ความอบอุ่น และคุณค่าของการเข้าใจซึ่งกันและกัน เพราะบางครั้ง...คำพูดอาจเปลี่ยนชีวิตคนได้ทั้งชีวิต

รถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม วงเวียนใหญ่–มหาชัย ก้าวสำคัญสู่อนาคตสมุทรสาคร ภาครัฐ-ท้องถิ่น-ประชาชน ร่วมหนุนโครงการ

การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เดินหน้าผลักดันโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดงเข้ม ช่วงวงเวียนใหญ่–มหาชัย ระยะทางประมาณ 36.8 กิโลเมตร จำนวน 17 สถานี หลังผลการศึกษาความเหมาะสมชี้ชัดว่าโครงการมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและมีศักยภาพในการยกระดับการเดินทาง การค้า การลงทุน และคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครฝั่งธนบุรีและจังหวัดสมุทรสาคร

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 การรถไฟแห่งประเทศไทยได้จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 2 (การประชุมปัจฉิมนิเทศโครงการ) ณ โรงแรมเซ็นทรัลเพลส จังหวัดสมุทรสาคร โดยมี นายบรรพต จันทรวงษ์ ปลัดจังหวัดสมุทรสาคร เป็นประธานเปิดการประชุม พร้อมด้วย ดร.พิชิต จำนงพิพัฒน์กุล ผู้จัดการโครงการ กล่าวรายงาน และ ดร.พิเศษ เสนาวงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วม โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม ช่วงวงเวียนใหญ่–มหาชัย ร่วมชี้แจงผลการศึกษาและตอบข้อซักถามจากผู้เข้าร่วมประชุม

ภายในงานมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าร่วมกว่า 200 คน นำโดย นายอุดม ไกรวัตนุสสรณ์ (ปลัดแต) นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรสาคร และ นายณัฐพงษ์ สุมโนธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน จังหวัดสมุทรสาคร เขต 1 ซึ่งร่วมรับฟังผลการศึกษา พร้อมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อให้โครงการตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนมากที่สุด

โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม ช่วงวงเวียนใหญ่–มหาชัย ใช้โครงสร้างทางยกระดับตลอดสาย โดยประมาณร้อยละ 75 ของแนวเส้นทางอยู่ในเขตทางรถไฟเดิมของการรถไฟแห่งประเทศไทย ช่วยลดผลกระทบด้านการเวนคืนที่ดิน เพิ่มความปลอดภัยจากจุดตัดทางรถไฟ และรองรับการเดินทางของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผลการศึกษายังระบุว่า โครงการมีมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 71,224.06 ล้านบาท และมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ด้วยมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) กว่า 31,602 ล้านบาท อัตราส่วนผลประโยชน์ต่อค่าใช้จ่าย (B/C Ratio) 1.69 และอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (EIRR) ร้อยละ 12.12 สะท้อนถึงศักยภาพในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

การรถไฟแห่งประเทศไทยยืนยันว่าจะรวบรวมข้อคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อนำไปปรับปรุงรายงานผลการศึกษาฉบับสมบูรณ์ ก่อนเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป เพื่อผลักดันให้โครงการสำคัญนี้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นอีกหนึ่งโครงสร้างพื้นฐานหลักในการขับเคลื่อนจังหวัดสมุทรสาครสู่อนาคต

บทเรียนหมื่นล้านจากภาษีบุหรี่ 2 อัตรา: มหากาพย์ความล้มเหลวทางการคลัง

บทเรียนหมื่นล้านจากภาษีบุหรี่ 2 อัตรา: มหากาพย์ความล้มเหลวทางการคลัง


บทเรียนเกือบทศวรรษ มูลค่ากว่าหมื่นล้านบาท จาก 5 อธิบดีกรมสรรพสามิต 7 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พิสูจน์ความล้มเหลวของโครงสร้างภาษีบุหรี่แบบ 2 อัตรา ทางรอดเดียวของประเทศไทยในเวลานี้ไม่ใช่การยื้อเวลาหรือซ่อมแซมโครงสร้างเดิม แต่คือการยึดมั่นในหลักสากลด้วยการเดินหน้าสู่โครงสร้างภาษีแบบอัตราเดียวอย่างกล้าหาญและเด็ดขาด เพื่อคืนความมั่นคงทางการคลังและปกป้องผลประโยชน์ของประเทศอย่างแท้จริง
วิกฤตการจัดเก็บภาษียาสูบของประเทศไทยภายใต้โครงสร้างภาษีแบบ 2 อัตราตลอดระยะเวลาเกือบหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ที่ถูกนำมาใช้โดยหวังจะสร้างความเป็นธรรม ปกป้องรัฐวิสาหกิจ และอุ้มเกษตรกรยาสูบในประเทศ กลับกลายเป็นชนวนเหตุที่ทลายกลไกราคาของตลาดบุหรี่จนพังพินาศ ทุกแบรนด์แห่ลดราคามาแข่งกันในตลาดราคาต่ำเพื่อเลี่ยงภาษี กระทบการจัดเก็บรายได้สรรพสามิตกว่าปีละ 2 หมื่นล้านบาท จนกลายเป็นหนึ่งในบทเรียนราคาแพงที่สุดของนโยบายทางการคลังที่รอวันแก้ไข 
หากย้อนดูเส้นทางความเปลี่ยนแปลงตลอด 9 ปีที่ผ่านมา มหากาพย์ภาษีบุหรี่ได้ผ่านมืออธิบดีกรมสรรพสามิตถึง 5 ท่าน เริ่มต้นในสมัยของ นายสมชาย พูลสวัสดิ์ ซึ่งเป็นผู้กำเนิดโครงสร้างภาษีบุหรี่ 2 อัตราตาม พ.ร.บ.สรรพสามิต พ.ศ. 2560 ในเวลานั้นมีการกำหนดให้บุหรี่ที่มีราคาขายปลีกไม่เกิน 60 บาท เสียภาษีตามมูลค่าในอัตรา 20% ส่วนบุหรี่ที่ราคาเกิน 60 บาท จะต้องเสียภาษีในอัตรา 40% โดยมีความตั้งใจเดิมที่จะใช้โครงสร้างนี้เป็นเพียงมาตรการชั่วคราวเพื่อรอการปรับขึ้นเป็นอัตราเดียวในอนาคต

ทว่าในสมัยของ นายพชร อนันตศิลป์ ผลกระทบจากการแบ่งขั้นภาษีก็เริ่มแผลงฤทธิ์อย่างรุนแรง บริษัทบุหรี่ข้ามชาติปรับกลยุทธ์ด้วยการลดราคาขายปลีกของบุหรี่พรีเมียมลงมาเหลือไม่เกิน 60 บาท เพื่อลงมาเสียภาษีในอัตราต่ำเพียง 20% เกิดเป็นสงครามราคาที่แย่งชิงเค้กตลาดล่าง ยอดขายบุหรี่ต่างชาติพุ่งสูงขึ้นทันที ขณะที่การยาสูบแห่งประเทศไทยซึ่งเน้นขายบุหรี่ราคาประหยัดอยู่แล้วกลับถูกแย่งส่วนแบ่งตลาดจนขาดทุนอย่างรุนแรง กระทบกับโควตาการปลูกยาสูบของเกษตรกรไทยภายใต้ร่มเงาของการยาสูบฯ จนหายไปมากกว่าครึ่ง หลายครอบครัวตัดสินใจทิ้งอาชีพทำยา ผู้ที่ยังอยู่ก็ต้องเผชิญความเดือดร้อนแสนสาหัสรอคอยการเยียวยา

ต่อมาในยุคของ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังคนปัจจุบัน ได้มีการพยายามรีเซ็ตโครงสร้างภาษีอีกครั้งเมื่อปี 2564 เพื่อแก้ปัญหาความลักลั่นและช่วยเหลือเกษตรกรยาสูบในช่วงวิกฤตโควิด-19 โดยมีการขยับเพดานราคาเป็น 72 บาท พร้อมปรับอัตราภาษีเป็น 25% สำหรับราคาไม่เกิน 72 บาท และ 42% สำหรับส่วนที่เกิน 72 บาท แม้กรมสรรพสามิตจะสื่อสารว่าเป็นเพียงมาตรการเปลี่ยนผ่านให้จัดเก็บภาษีได้มากขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมไปสู่ระบบอัตราเดียว แต่ในความเป็นจริง มาตรการนี้เป็นเพียงการยื้อเวลาที่ทำให้ปัญหาเดิม ๆ ยังคงแฝงตัวอยู่ในระบบต่อไป และไม่ช่วยเรื่องการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพสามิตแต่อย่างใด


เมื่อเข้าสู่ยุคของ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ที่ก้าวจากข้าราชการสู่ตำแหน่งสูงสุดของกระทรวง ขึ้นแท่นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขณะที่ ดร.เอกนิติ ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพสามิต ถือเป็นช่วงเวลาที่จุดอ่อนของระบบ 2 อัตราถูกตีแผ่อย่างชัดเจนที่สุดจากตัวเลขรายได้จัดเก็บที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ดร.เอกนิติ ได้ชูนโยบายกรม ESG ภายใต้แนวคิด “EASE Excise” ที่มีการปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีเพื่อช่วยเพิ่มรายได้ให้กับกระทรวงการคลังเป็นหนึ่งเสาหลัก ในมิติของการปฏิรูปโครงสร้างภาษี (Standardization) ได้ครอบคลุมถึงการปฏิรูปโครงสร้างภาษีบุหรี่ด้วย ดร.เอกนิติ ในขณะนั้นแสดงทัศนะในหลายเวทีว่า 
“การปฏิรูปโครงสร้างภาษีบุหรี่จะเสริมสร้างความเป็นธรรม ขจัดความลักลั่นของระบบ 2 อัตรา และป้องกันการใช้กลยุทธ์ด้านราคาเพื่อเลี่ยงภาษี เพื่อสุขภาพ อัตราเดียวช่วยให้การควบคุมราคาบุหรี่มีประสิทธิภาพ ลดจำนวนสิงห์อมควันหน้าใหม่ได้จริง และเพื่อเงินในคลัง การปรับเป็นอัตราเดียวที่เหมาะสมจะช่วยดึงรายได้ที่หายไปกลับคืนมา”

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นตลอดช่วงเวลาการดำรงตำแหน่งของ ดร.เอกนิติ กลับเป็นการบริหารงานแบบประวิงเวลา มีการตั้งคณะทำงานศึกษาวิจัยเพิ่มเติม และการส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมาย การลังเลที่ไม่ยอมตัดสินใจหักดิบเปลี่ยนเป็นภาษีอัตราเดียวอย่างเด็ดขาด ส่งผลให้รัฐต้องสูญเสียรายได้ทางการคลังสะสมเกือบ 20,000 ล้านบาท

การดึงเวลาและการลังเลที่ไม่ยอมปฏิรูปนโยบายทั้งที่เห็นปัญหารู้อยู่เต็มอก ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายทางการคลัง แต่ยังนำมาซึ่งคำถามใหญ่เรื่องความรับผิดชอบเชิงบริหาร ว่าเหตุใดข้าราชการระดับสูงจึงปล่อยให้เงินภาษีของแผ่นดินรั่วไหลไปปีละนับหมื่นล้านบาทโดยไม่มีการแก้ไขที่ทันท่วงที

ในปัจจุบัน บทบาทการนำกรมสรรพสามิตตกมาอยู่ในมือของ ดร.พรชัย ฐีระเวช ซึ่งต้องแบกรับภาระในการแก้ไขมรดกความล้มเหลวนี้ ท่าทีล่าสุดของ ดร.พรชัย ชัดเจนขึ้นด้วยการยอมรับว่า ระบบ 2 อัตราดึงดูดให้ผู้ประกอบการลงมาแข่งกันดัมพ์ราคาในตลาดล่าง และเปิดเผยแนวคิดในการผลักดันโครงสร้างภาษีอัตราเดียวอย่างเต็มที่ เพื่อคืนกลไกราคาตามธรรมชาติ ให้เป็นไปตามหลักอุปสงค์และอุปทานตามมาตรฐานสากล
การเปลี่ยนเป็นระบบโครงสร้างแบบอัตราเดียวจะบีบให้บุหรี่ทุกแบรนด์เสียภาษีในอัตราเดียวกันโดยไม่มีขั้นบันไดให้หลบซ่อน ซึ่งจะช่วยปกป้องฐานภาษีของรัฐ เพิ่มรายได้เข้าคลังในยุคที่รัฐต้องเร่งจัดเก็บรายได้เพิ่มเติมโดยสร้างผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนให้น้อยที่สุด และทำให้การควบคุมราคาเพื่อเป้าหมายด้านสาธารณสุขมีประสิทธิภาพจริง อย่างไรก็ตาม ดร.พรชัย กำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญทางการเมืองและการบริหาร


หาก ดร.พรชัย สามารถผลักดันการปรับโครงสร้างภาษีเป็นอัตราเดียวได้สำเร็จ จะถือเป็นการปิดฉากฝันร้ายทางการคลังตลอด 9 ปี และสร้างผลงานชิ้นสำคัญในการกู้วินัยทางการคลัง แต่ในทางกลับกัน หากการปรับโครงสร้างภาษียาสูบนี้ต้องถูกยื้อ ถูกพับเก็บ หรือพ่ายแพ้ต่อแรงต้านของกลุ่มที่กลัวการเปลี่ยนแปลงว่าจะไม่ได้รับการปกป้องจากรัฐอีกต่อไป คงต้องยอมรับแล้วว่าความสูญเสียทางการคลังที่เกิดขึ้นคงไม่สามารถแก้ไขได้ เพราะในสถานการณ์ที่ประเทศต้องการรายได้ไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและรองรับค่าใช่จ่ายจากสังคมผู้สูงอายุ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังยังยอมรับการบริหารงานแบบมีช่องโหว่ที่ปล่อยให้เงินภาษีหมื่นล้านละลายหายไปอย่างถาวรแม้จะทราบแชะเข้าใจปัญหาในเรื่องนี้ดีที่สุด

วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569

ช้อปให้ฟินกินไม่อั้น! ที่งาน “ครัวคุณต๋อยยกทัพ” บุก เซ็นทรัล พิษณุโลก

ช้อปให้ฟินกินไม่อั้น! ที่งาน “ครัวคุณต๋อยยกทัพ” บุก เซ็นทรัล พิษณุโลก
  

พบกับความอร่อยที่คุณต้องประทับใจ ตลอด 7 วันเต็ม! ที่งาน “ครัวคุณต๋อยยกทัพ” ชวนกันมาช้อปสุดฟิน…กินไม่อั้นกัน ระหว่างวันที่ 7 - 13 สิงหาคม 2569 ณ ลานโปรโมชันชั้น 1 เซ็นทรัล พิษณุโลก
  
โดย “คุณตูน-พัทธยศ ลิมปพัทธ์” ในฐานะผู้จัดงานฝากมาว่า งานนี้ คับคั่งไปด้วยร้านเด็ดทั่วฟ้าเมืองไทย หลากหลายเมนู ครบทุกรส ฟินจบได้ทุกวัย การันตีความอร่อยโดยทีมงานครัวคุณต๋อย อาทิเช่น Mr.Cornข้าวโพดคลุกชีส , อลิชา กุยช่ายตลาดพลู , ครัวรสหนึ่ง หมึกย่างน้ำจิ้มแซ่บ , ศรีจันทร์ซีฟู้ด บ๊ะจ่างเครื่องแน่น , แก้มใส เปาจี่ , ตะเกียบทอง ภูเก็ต , บ้านปลาทูมหาชัย , ขาหมูกรอบบายเชฟเดย์ , ชิ้นปลาสนุก ลูกชิ้นปลาภูเก็ต , ถั่วเทพอร่อยขั้นเทพ

ไฮไลท์สุดพิเศษ! เฉพาะวันที่ 7 สิงหาคม 2569 เพียงวันเดียวเท่านั้น พบกับ เมนู “น้ำพริกเผากล้วยย่างรสถิ่น” จาก แผนกวิชาอาหารและโภชนาการ วิทยาลัยอาชีวศึกษาพิษณุโลก สุดยอดอาหารพื้นถิ่นที่ได้รับคัดเลือกเป็นเมนูเชิดชูอาหารถิ่นรสชาติที่หายไป “The Lost Taste” ประจำปี 2568 โดยกระทรวงวัฒนธรรม และ “เมนูอร่อยจากตาลโตนด” ได้แก่ แกงปลาร้าหัวตาล ลอดช่องตาลโตนด และผลิตภัณฑ์จากตาลโตนด โดย “ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีบ้านน้ำคบ” ชุมชนต้นแบบที่มีแนวคิดต่อยอด และยกระดับผลิตภัณฑ์จากตาลโตนด มาให้ทุกท่านได้สัมผัสกันภายในงาน

และในวันนั้นพบกับพิธีกรชื่อดังจากรายการครัวคุณต๋อย นำโดย “อาต๋อย-ไตรภพ ลิมปพัทธ์” “คุณเอ๊าะ-กีรติ เทพธัญญ์” “คุณโก๊ะตี๋ ชัยกฤต” ที่จะมาสร้างความสุข พาทุกท่านสัมผัสไปกับเรื่องราวความอร่อยของทุกร้านในงาน พร้อมฟินกับเชฟ! กิจกรรม Cooking Show โดย 2 เชฟฝีมือดีแห่งเมืองพิษณุโลก ที่จะมาสร้างสรรค์เมนูสุดครีเอท จากวัตถุดิบในพื้นถิ่นให้ทุกท่านได้ลิ้มลอง

สนุกกับกิจกรรม “ครัวคุณต๋อยอร่อยแชร์ไป” เพียงโพสต์รูปภาพในงานพร้อมติด #ครัวคุณต๋อยอร่อยแชร์ไป ตั้งโพสต์เป็นสาธารณะ รับคูปองส่วนลดช้อปสินค้าในงานมูลค่า 20 บาททันที ตั้งแต่วันที่ 7 - 9 สิงหาคม 2569 (คูปองมีจำนวนจำกัด) ฟินครบจบเเลก เพียงช้อปอาหารในงานครัวคุณต๋อยครบ 10 คะแนน ผ่านช่องทาง LINE รับไปเลยพวงกุญแจลิมิเต็ดครัวคุณต๋อย ทุก ๆ 100 บาท เท่ากับ 1 คะแนน ตั้งแต่วันที่ ตั้งแต่วันที่ 7 - 9 สิงหาคม 2569 (สินค้ามีจำนวนจำกัด)

ร่วมสร้างปรากฏการณ์ความสำเร็จโดย
• ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พิษณุโลก
• เมืองพิษณุโลก
• การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานพิษณุโลก
• ขอขอบคุณ Magiclean Kao Professional Solution สิทธิประโยชน์เพื่อผู้ประกอบการ ร้านสะอาดอนามัย ยืนหนึ่งในใจลูกค้า
• สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

ติดตามรายละเอียดได้ที่ FACEBOOK ครัวคุณต๋อย เว็บไซต์ www.kruakhuntoi.com แอปพลิเคชันครัวคุณต๋อย 
#ครัวคุณต๋อยยกทัพ #ครัวคุณต๋อย #ประสบการณ์ที่ต้องลิ้มลอง #เซ็นทรัลพิษณุโลก #CentralPhitsanulok

เปิดแล้ว! คลินิก TNH แพทย์แผนจีนและแพทย์แผนไทย พร้อมให้บริการสุขภาพแบบองค์รวม ผสานศาสตร์การแพทย์ไทย-จีน

เปิดแล้ว! คลินิก TNH แพทย์แผนจีนและแพทย์แผนไทย พร้อมให้บริการสุขภาพแบบองค์รวม ผสานศาสตร์การแพทย์ไทย-จีน


วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เวลา 09.59 น. คลินิก TNH แพทย์แผนจีนและแพทย์แผนไทย จัดพิธีเปิดคลินิกอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่น โดยมีผู้บริหาร บุคลากรทางการแพทย์ และผู้มีเกียรติร่วมแสดงความยินดี พร้อมประกาศเปิดให้บริการด้านสุขภาพแก่ประชาชน ด้วยการผสานศาสตร์การแพทย์แผนจีนและการแพทย์แผนไทย เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม


การดำเนินงานของคลินิกได้รับการสนับสนุนจาก นายธนัท เชี่ยวชาญอักษร ประธานบริษัท ธนัทเฮิร์บ พาณิชย์ จำกัด ซึ่งมีแนวคิดในการส่งเสริมการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพที่มีคุณภาพ โดยนำองค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์แผนจีนมาประยุกต์ใช้ในการดูแล รักษา ฟื้นฟู และส่งเสริมสุขภาพของประชาชนอย่างเหมาะสม


สำหรับทีมผู้ให้บริการทางการแพทย์ ประกอบด้วย นายอัศฆ์ชนัย เกษรังสรรค์ แพทย์แผนไทย และ ซุงอี้จิง แพทย์แผนจีน ซึ่งพร้อมให้คำปรึกษา ตรวจวินิจฉัย และวางแผนการดูแลสุขภาพตามหลักวิชาชีพ โดยยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง พร้อมมุ่งเน้นการรักษาที่ปลอดภัยและได้มาตรฐาน


การเปิดให้บริการของคลินิก TNH แพทย์แผนจีนและแพทย์แผนไทยในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเพิ่มทางเลือกด้านการดูแลสุขภาพให้กับประชาชน โดยอาศัยจุดเด่นของศาสตร์การแพทย์แผนไทยและการแพทย์แผนจีนที่ได้รับการยอมรับมาอย่างยาวนาน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและส่งเสริมสุขภาวะที่ดีของประชาชนอย่างยั่งยืน


วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569

ออร่าพระเอกจับ! "แม็ค สุวิทย์ วันตา" ร่วมเปิดงาน "ของดีศรีราชา" จ.ชลบุรี แฟนคลับแห่ให้กำลังใจแน่น

ออร่าพระเอกจับ! "แม็ค สุวิทย์ วันตา" ร่วมเปิดงาน "ของดีศรีราชา" จ.ชลบุรี แฟนคลับแห่ให้กำลังใจแน่น


ออร่าความหล่อยังเปล่งประกายอย่างต่อเนื่อง สำหรับ แม็ค สุวิทย์ วันตา พระเอกจากละคร "สายเลือดสิงหรา" ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 (ททบ.5) ที่ได้รับเกียรติร่วมพิธีเปิดงาน "ของดีศรีราชา" จังหวัดชลบุรี ซึ่งจัดขึ้น ณ ลานสนามบินเครือสหพัฒน์ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ระหว่างวันที่ 3–14 สิงหาคม 2569

ภายในพิธีเปิดได้รับเกียรติจาก รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานในพิธี ท่ามกลางบรรยากาศที่คึกคักและมีประชาชนเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก


ด้านแม็ค สุวิทย์ เปิดเผยว่า รู้สึกดีใจและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับเชิญมาร่วมงานในครั้งนี้ พร้อมกล่าวขอบคุณที่ว่าการอำเภอศรีราชา ท่านนายอำเภอ ปลัดแป้ง พี่ญิ๋ง ตลอดจนแฟนคลับทุกคนที่เดินทางมาให้กำลังใจภายในงานอย่างอบอุ่น

นอกจากนี้ พระเอกหนุ่มยังฝากติดตามผลงานที่กำลังถ่ายทำอยู่ในขณะนี้ ทั้งภาพยนตร์เรื่อง "ผีกะ" และละคร "เล่ห์รักในเรือนทาส" ทาง ททบ.5 ซึ่งมีกำหนดเปิดกล้องในเร็ว ๆ นี้


ด้วยบุคลิกที่เป็นกันเอง อารมณ์ดี และความขี้เล่นอันเป็นเอกลักษณ์ ทำให้หนุ่มแม็คสามารถครองใจแฟน ๆ และชาวศรีราชาได้อย่างรวดเร็ว กลายเป็นอีกหนึ่งสีสันของงานในครั้งนี้

ขอขอบคุณภาพจากสื่อมวลชนทุกสำนัก

รฟท. เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชน ครั้งที่ 2 โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม “วงเวียนใหญ่–มหาชัย” เดินหน้าพัฒนาโครงการบนพื้นฐานข้อเท็จจริงและการมีส่วนร่วม

กรุงเทพมหานคร – 7 สิงหาคม 2569 การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 2 (ปัจฉิมนิเทศโครงการ) ภายใต้งาน...