วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ ประธานมูลนิธิธรรมาภิบาลและต่อต้านทุจริต ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) พัฒนางานด้านวิชาการ พัฒนาบุคลากร โครงการผู้เรียนกับนางสาวติรวดี รัตนตถิกุล รองผู้อำนวยการโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางเขน



     วันที่ 24 ก.ค.69 เวลา 13.00 น. ที่ หอประชุมเทวาสถิต โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางเขน มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ความร่วมมือทางวิชาการระหว่าง มูลนิธิธรรมาภิบาลและต่อต้านทุจริต กับ โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางเขน โดยมี ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ ประธานมูลนิธิธรรมาภิบาลและต่อต้านทุจริต ผู้มีอำนาจลงนามซึ่งต่อไปนี้เรียกว่า “มูลนิธิ” กับ “โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางเขน” โดย นางสาวติรวดี รัตนตถิกุล ตำแหน่งรองผู้อำนวยการโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางเขน ผู้มีอำนาจลงนาม ซึ่งต่อไปนี้เรียกว่า “โรงเรียน” อีกฝ่ายหนึ่ง



     ทั้งสองฝ่ายมีเจตจำนงในการทำความร่วมมือกันในการพัฒนางานด้านวิชาการ และโครงการบริการ

การในประเด็นต่าง ๆ เช่น โครงการพัฒนาบุคลากร โครงการพัฒนาผู้เรียน และอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อบุคลากร ครู และนักเรียนในระดับมัธยมปลายของโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางเขน โดยมีสาระสำคัญ และขอบข่ายการปฏิบัติทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกัน และเพื่อให้มีแนวทางการประสานความร่วมมือและการร่วมดำเนินการที่ขัดเจนบนฐานความประสงค์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย สู่ความร่วมมืออย่างเป็นทางการ จึงได้จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการฉบับนี้ขึ้น โดยโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางเขน ตกลงให้ความร่วมมือกับมูลนิธิธรรมาภิบาลและต่อต้านทุจริต ในการจัดทำโครงการความร่วมมือทางวิชาการ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้



๑. วัตถุประสงค์

มูลนิธิธรรมาภิบาลและต่อต้านทุจริต และโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางเขน ตระหนักถึงความสำคัญใน

การพัฒนาด้านวิชาการให้กับบุคลากรครู และนักเรียน เพื่อมุ่งเพิ่มศักยภาพ ประสิทธิภาพของ ส่งเสริมคุณภาพนักเรียนในศตวรรษที่ ๒๑ อันก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในเชิงวิชาการปฏิบัติการ และเชิงบูรณาการ

๑.๑ ความร่วมมือในการสรรหาและสนับสนุนผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญ และบุคลากรที่มีความรู้ความ

เชี่ยวชาญพิเศษด้านกฎหมาย จากมูลนิธิ และเครือข่าย มาเป็นวิทยากรและผู้ให้คำปรึกษาแก่โรงเรียน

๑.๒ ความร่วมมือในการส่งเสริมและพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้ กิจกรรมเสริมหลักสูตร หรือวิชาเลือกเสรี

ด้านกฎหมาย สิทธิหน้าที่พลเมือง ธรรมาภิบาล และการป้องกันการทุจริต สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา ตอนปลาย

๑.๓ ความร่วมมือในการสร้างภูมิคุ้มกันทางความคิด ปลูกฝังจิตสำนึกด้านคุณธรรม จริยธรรม และความตระหนักรู้ทางกฎหมาย (Legal Literacy) ให้แก่เยาวชนตั้งแต่วัยเรียน เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นพลเมืองคุณภาพในอนาคต และเพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่นักเรียนแผนการเรียนนิติศาสตร์-รัฐศาสตร์ ในการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา



๒. กรอบ และแนวคิดทางความร่วมมือ

๒.๑ ด้านการพัฒนาหลักสูตรและสื่อการเรียนรู้ (Curriculum & Learning Material Development)

๒.๑.๑ ร่วมมือกันออกแบบและพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษารายวิชาเพิ่มเติม หรือกิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ ที่เน้นเนื้อหาด้านกฎหมายในชีวิตประจำวัน กฎหมายป้องกันการทุจริต และกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้นให้มีความทันสมัยและเข้าใจง่ายสำหรับเด็กมัธยมปลาย

๒.๑.๒ ร่วมกันจัดทำสื่อการสอน คู่มือ หรือกรณีศึกษา (Case Studies) ที่เหมาะสมกับช่วงวัย เพื่อ

ใช้ในการจัดการเรียนการสอน

๒.๒ ด้านการสรรหาและสนับสนุนวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ (Expert Recruitment & Guest Lecturing)

๒.๒.๑ มูลนิธิธรรมภิบาลและต่อต้านทุจริตสนับสนุนการสรรหาและจัดส่งผู้เชี่ยวชาญ นักกฎหมาย ผู้ทรงคุณวุฒิ หรือวิทยากรที่มีประสบการณ์ มาถ่ายทอดความรู้ บรรยายพิเศษ หรือจัดกิจกรรม Workshop ให้แก่ครู และนักเรียน

๒.๒.๒ จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เช่น เสวนาเปิดมุมมองทางกฎหมาย (Legal Talk) หรือการจำลองกระบวนการพิจารณาคดี (Moot Court) เพื่อเสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์เชิงเหตุผล

๒.๓ ด้านการพัฒนาศักยภาพครูผู้สอนและการแนะแนว (Teacher Capacity Building & Guidance)

๒.๓.๑ จัดอบรมหรือสัมมนาเชิงปฏิบัติการให้แก่ครูผู้สอนหมวดวิชาสังคมศึกษา เพื่อเพิ่มพูนความรู้

ความเข้าใจด้านกฎหมายและสามารถนำไปถ่ายทอดต่อนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

๒.๓.๒ ให้คำปรึกษาและแนะแนวการศึกษาต่อใน ศึกษาต่อด้านนิติศาสตร์หรือสาขาที่เกี่ยวข้อง สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีความสนใจเป็นพิเศษ




๒.๔ การแก้ไขเปลี่ยนแปลงบันทึกข้อตกลงฯนี้ จะกระทำได้เมื่อคณะผู้บริหารทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน

๒.๕ การเปลี่ยนแปลง และยกเลิกบันทึกข้อตกลงฯนี้ หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีความประสงค์เปลี่ยนแปลง

แก้ไขรายละเอียด จะต้องแจ้งให้อีกฝ่ายรับทราบในเวลาอันสมควร และเมื่อทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันให้ทำ

เป็นลายลักษณ์อักษร กรณีขอยกเลิกบันทึกข้อตกลงฯนี้ จะต้องแจ้งให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้าเป็นลาย

ลักษณ์อักษรอย่างน้อย ๙๐ วัน โดยทั้งสองฝ่ายจะดำเนินการในเรื่องที่ผูกพันหรือค้างไว้ให้เสร็จเรียบร้อยก่อน



๒.๖ การกำหนดผู้รับผิดชอบได้กำหนด มูลนิธิธรรมาภิบาลและต่อต้านทุจจริต และโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางเขน ผู้รับผิดชอบตามข้อตกลงความร่วมมือ ซึ่งสามารถติดต่อได้ ดังนี้





- มูลนิธิธรรมาภิบาลและต่อต้านทุจริต : ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์

ตำแหน่ง ประธานมูลนิธิ

- โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางเขน : นายสุรศักดิ์ พะประโคน

ตำแหน่ง ผู้อำนวยการรัตนโกสินทร์สมโภชบางเขน

๓.ระยะเวลาดำเนินการ

การดำเนินการตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการฉบับนี้ มีกำหนดระยะเวลา ๕ ปี นับตั้งแต่

วันลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการบันทึกข้อตกลงนี้ได้ทำขึ้นเป็นสองฉบับ มีข้อความตรงกัน ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้อ่าน และทำความเข้าใจข้อความของบันทึกข้อตกลงนี้ดีโดยตลอดแล้ว เพื่อเป็นหลักฐานทั้งสองฝ่ายได้ลงลายมือชื่อ และประทับตราสำคัญไว้ต่อหน้าพยานของทั้งสองฝ่าย ดังนี้



1.นางสาวติรวดี รัตนตถิกุล รองผู้อำนวยการโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางเขน

2.ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ ประธาน

มูลนิธิธรรมาภิบาลและต่อต้านทุจริต

3.นางสาวรสญาธร นันทมงคล รองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารวิชาการ

(พยาน)

4.ดร.แทนคุณ จิตต์อิสระ ประธาน

ชมรมสันติประชาธรรม (พยาน)

5.น.ส.อรวี ลาภธนวิรุฬห์ หัวหน้าหลักสูตรสถานศึกษา (พยาน)

6.นางสาวดวงกมล ตระกูลพัว หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาฯ (พยาน)




     ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ ประธานมูลนิธิธรรมาภิบาลและต่อต้านทุจริต กล่าวย้ำกับน้องๆนักเรียนและบุคคลากรครูของโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางเขนว่า "กฏหมายเป็นความรู้ที่เราทุกคนต้องให้ความสำคัญตั้งแต่เกิดและดำรงชีวิตทำหน้าที่การงานไปจนเสียชีวิต ดังนั้นการมีความรู้ทางด้านกฏหมายจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยให้การดำเนินกิจการต่างๆมีความรอบคอบและรอบรู้จนเกิดความผิดพลาดทางด้านกฏหมายน้อยที่สุด และดำเนินชีวิตได้อย่างราบรื่น



     ทางด้านนางสาวรสญาธร นันทมงคล รองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารวิชาการ กล่าวในนามโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางเขน "ขอบคุณ ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ และบุคคลากรทุกท่านของมูลนิธิธรรมาภิบาลและต่อต้านทุจริต ที่มาให้ความรู้ทางด้านกฏหมายกับบุคคลากรครูและนักเรียน ขอให้ทุกคนที่เข้าร่วมกิจกรรมในวันนี้นำความรู้ทางด้านกฏหมายไปต่อยอดทั้งด้านการเรียนในระดับอุดมศึกษา และในชีวิตประจำวันให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป


วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

“มาดามขวัญ” CEO Vega Natural เจิดจรัสในค่ำคืน Thai Gala Night 2026 นั่งแท่นกรรมการตัดสิน-หนุนพลังสตรีไทยสู่สากล

 “มาดามขวัญ” CEO Vega Natural เจิดจรัสในค่ำคืน Thai Gala Night 2026 นั่งแท่นกรรมการตัดสิน-หนุนพลังสตรีไทยสู่สากล


“คุณขวัญ - ทัศนีย์ วรรณทอง” นำทัพ Vega Natural ร่วมสนับสนุน Mrs. Thailand World 2026 ตอกย้ำภาพลักษณ์ผู้นำธุรกิจความงาม ปรับลุคสง่าร่วมตัดสินค่ำคืน Thai Gala Night
เมื่อคืนวันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม 2569: ผ่านพ้นไปอย่างยิ่งใหญ่ตระการตาและอบอวลด้วยมนต์เสน่ห์แห่งวัฒนธรรม สำหรับค่ำคืนสุดพิเศษ “Thai Gala Night 2026” ของเวทีการประกวด Mrs. Thailand World 2026 ณ ห้อง Ballroom A โรงแรม Best Western Plus Wanda Grand Hotel งานที่รวบรวมเหล่าเซเลบริตี้ บุคคลชั้นนำ และผู้ทรงอิทธิพลในหลากหลายวงการมาร่วมเฉลิมฉลองคุณค่าของผู้หญิงไทยผ่านมิติของผ้าไทยและศิลปวัฒนธรรม ภายใต้โจทย์สุดสง่างาม “THE ELEGANT THAI TEXTILE”
หนึ่งในบุคคลสำคัญที่เป็นสปอตไลต์ของค่ำคืนนี้ ต้องยกให้กับ **“คุณขวัญ” คุณทัศนีย์ วรรณทอง (CEO) บริษัท เวก้า เนเชอรัล จำกัด ผู้บริหารหญิงเก่งและทรงอิทธิพลในแวดวงธุรกิจความงาม ที่ได้นำทัพ **Vega Natural** เข้าร่วมเป็น ผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการ ของเวทีประกวดระดับโลก พร้อมด้วย **คุณปฐมศักดิ์ เตชะเวชเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เวก้า เนเชอรัล จำกัด ที่มาร่วมเป็นเกียรติในงานค่ำคืนนี้อย่างสง่างาม
ความโดดเด่นของ **“คุณขวัญ”** ในงาน Thai Gala Night 2026 ไม่เพียงแต่มาในชุดสุดหรูหราสง่างามสะกดทุกสายตา แต่ยังได้รับเกียรติสูงสุดจากกองประกวดให้ **นั่งแท่นคณะกรรมการตัดสินร่วมคัดเลือกผู้เข้าประกวดที่มีทั้งความงดงาม สติปัญญา และความพร้อมที่จะเป็นตัวแทนสตรีไทยไปสร้างชื่อเสียงบนเวทีสากล


“คุณขวัญ – ทัศนีย์ วรรณทอง” ได้เปิดเผยอีกว่า บทบาทสำคัญและการเข้ามาเป็นผู้สนับสนุนหลักในครั้งนี้ว่า “Vega Natural มีความยินดีและภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเวที Mrs. Thailand World 2026 ซึ่งตรงกับวิสัยทัศน์ของแบรนด์เราที่มุ่งเน้นการส่งเสริมศักยภาพและความงามอันทรงคุณค่าของผู้หญิงยุคใหม่ แนวคิด ‘Rise Up Hope’ ของงานค่ำคืนนี้ สะท้อนให้เห็นว่าผู้หญิงทุกคนสามารถลุกขึ้นมาสร้างแรงบันดาลใจ คุณค่า และพลังบวกให้แก่ครอบครัวและสังคมได้อย่างยิ่งใหญ่ ไม่ว่าเธอจะอยู่ในบทบาทใดก็ตาม Vega Natural พร้อมที่จะยืนหยัดเคียงข้างและสนับสนุนผู้หญิงไทยให้ส่องประกายอย่างมั่นใจทั้งในระดับประเทศและบนเวทีสากลค่ะ”


HomePro Circular Economy Movement ‘เปลี่ยน’ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า | CHANGE FOR BETTER LIVING

เมื่อ ‘ของเก่า’ ได้ไปต่อ ที่บ้านของเรา… มีของเก่ากี่ชิ้นที่ “ยังไม่ได้ไปต่อ” ตู้เย็นที่เริ่มไม่เย็น แอร์ที่เริ่มมีเสียงดัง หรือทีวีเครื่องเดิมที่ยังเก็บไว้ ทั้งที่อยากเปลี่ยนเป็นรุ่นใหม่ ที่ประหยัดพลังงานกว่า
หลายครั้ง เราไม่ได้เก็บของเหล่านั้นไว้เพราะยังใช้งานได้ แต่เพราะ “ไม่รู้ว่าจะเริ่มจัดการของเก่าอย่างไร”
เรื่องเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละบ้านหลายล้านหลัง กลับกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศ


ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ ปี 2568 ระบุว่า ประเทศไทยมีซากเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (WEEE) มากถึง 708,454 ตัน คิดเป็นกว่า 65% ของของเสียอันตรายจากชุมชน ขณะที่มีของเสียจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง และกลายเป็นภาระต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ผู้บริโภคไม่อยากเปลี่ยน แต่อยู่ที่หลายคน “ยังไม่มีทางเลือกที่ง่ายและน่าเชื่อถือพอ…ที่จะเริ่มต้น”

และนี่คือเหตุผลที่ “โฮมโปร” ไม่ได้หยุดบทบาทเพียงวันที่ขายสินค้า แต่เลือกเป็นส่วนหนึ่งของทางออก ดูแลตลอดทั้งวงจรชีวิตสินค้า ตั้งแต่ ‘ซ่อมก่อนทิ้ง’ – เพื่อยืดอายุสินค้าให้ยาวนานขึ้น ‘รับคืนของเก่าจากบ้านลูกค้า’ - เพื่อนำไปจัดการให้อย่างถูกวิธี และ ‘นำวัสดุหมุนเวียนกลับมาสร้างคุณค่าใหม่อีกครั้ง’ ทุกกระบวนการ ถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันเป็น HomePro Circular Economy Ecosystem ภายใต้แนวคิด ‘เปลี่ยน’ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า (CHANGE FOR BETTER LIVING) — เพราะเชื่อว่า การเปลี่ยนที่ยั่งยืน ไม่จำเป็นต้องเริ่มทำจากเรื่องใหญ่ แต่เริ่มต้นจากเรื่องเล็กในบ้าน และทุกๆ การเลือกในชีวิตประจำวัน


จาก “ขายสินค้า” สู่ “ดูแลตลอดวงจรชีวิตสินค้า”

เมื่อผู้บริโภคเลือกแบรนด์จาก “สิ่งที่แบรนด์ทำ” มากกว่า “สิ่งที่แบรนด์พูด” ธุรกิจค้าปลีกจึงไม่ได้แข่งขันกันเพียงเรื่องคุณภาพสินค้า ราคา หรือโปรโมชั่นอีกต่อไป แต่แข่งขันกันที่ความสามารถในการสร้างคุณค่าให้กับผู้บริโภคตลอดวงจรชีวิตของสินค้า

วันที่ขายสินค้าออกไป จึงไม่ใช่จุดสิ้นสุดของความรับผิดชอบ

นี่คือเหตุผลที่ “โฮมโปร” ยกระดับบทบาทตัวเอง จากผู้จำหน่ายสินค้าและบริการเรื่องบ้าน สู่แบรนด์ที่พร้อมดูแลบ้านและคุณภาพชีวิตผู้คนในระยะยาว ตั้งแต่การเลือกซื้อ การดูแลรักษา การยืดอายุการใช้งาน ไปจนถึงการจัดการสินค้าเมื่อหมดอายุการใช้งาน
แนวคิดนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของโมเดลธุรกิจค้าปลีกทั่วโลก จาก “ขายสินค้าแล้วจบ” ไปสู่การ “ดูแลตลอดวงจรชีวิตสินค้า” เพราะในอนาคต ความสามารถในการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ จะไม่ใช่เพียงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม แต่จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของธุรกิจ และกลายเป็นความได้เปรียบในการแข่งขัน


สำหรับโฮมโปร วิสัยทัศน์นี้ถูกแปลงเป็นการลงมือจริง ผ่าน HomePro Circular Economy Ecosystem หรือ ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนครบวงจร ที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วนตั้งแต่ผู้ผลิต พันธมิตรด้านการจัดการอย่างถูกวิธี พันธมิตรด้านการรีไซเคิล และแบรนด์ ไปจนถึงผู้บริโภค เพื่อร่วมกันทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนเกิดขึ้นได้จริงในชีวิตประจำวัน

ทั้งหมดนี้ สะท้อนบทบาทใหม่ของโฮมโปรในฐานะ “Home Lifetime Companion” หรือ เพื่อนคู่บ้านตลอดชีวิต ที่ไม่ได้อยู่กับลูกค้าเพียงวันที่เลือกซื้อสินค้า แต่พร้อมอยู่เคียงข้างทุกช่วงเวลาของการใช้ชีวิต เพื่อทำให้คุณภาพชีวิตของผู้คนดีขึ้นอย่างยั่งยืน และเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกบ้าน


นางอุไรวรรณ ตันติพิริยะกิจ รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจปฏิบัติการและการตลาด บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” กล่าวว่า “โฮมโปรไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่าจะลดขยะอย่างไร แต่เริ่มจากคำถามว่า เราจะดูแลบ้าน ดูแลลูกค้า และดูแลสินค้าตลอดวงจรชีวิตสินค้าได้อย่างไร และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ HomePro Circular Economy Ecosystem ที่ไม่ได้มองเป็นแคมเปญระยะสั้น แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางธุรกิจ ที่จะช่วยสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว”

HomePro Circular Economy Movement : เมื่อระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนถูกถ่ายทอดออกมาเป็นประสบการณ์จริง

จากวิสัยทัศน์ที่โฮมโปรวางไว้ วันนี้ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นประสบการณ์ที่จับต้องได้ ผ่านงาน HomePro Circular Economy Movement พร้อมเชิญพันธมิตรจากทุกภาคส่วน มาร่วมถ่ายทอดภาพการทำงานของระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ตั้งแต่การรับคืนของเก่าจากบ้านลูกค้า การคัดแยก การรีไซเคิล จนกลับมาเป็นสินค้ารักษ์โลกอีกครั้ง พร้อมร่วมประกาศเจตนารมณ์ในการผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย

3 ปีที่พิสูจน์ได้: Circular Economy เกิดขึ้นได้จริง

ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่โฮมโปรและพันธมิตรร่วมกันสร้าง ไม่ใช่เพียงแนวคิดเพื่อความยั่งยืน แต่สามารถเกิดขึ้นได้จริง ผ่านความร่วมมือของทุกภาคส่วน และการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคในทุกวัน
จากเดิมที่ของเก่าหลายชิ้นถูกเก็บไว้เพราะไม่รู้จะจัดการอย่างไร หรือจบลงที่การทิ้ง วันนี้ผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มเลือก "ซ่อมก่อนทิ้ง" ส่งต่อของเก่าเข้าสู่ระบบ และเลือกใช้สินค้าที่ผลิตจากวัสดุหมุนเวียนมากขึ้น


การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ สะท้อนผ่านผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ได้แก่
-รับคืนของเก่าจากบ้านลูกค้ากว่า 590,869 ชิ้น
-ซ่อมและยืดอายุการใช้งานสินค้าไปแล้วกว่า 97,006 ชิ้น
-พัฒนาต่อยอดเป็นสินค้ารักษ์โลกจากวัสดุหมุนเวียนกว่า 532 SKUs
-ส่งมอบสินค้ารักษ์โลกสู่ผู้บริโภคกว่า 8.5 ล้านชิ้น (ขณะที่ยอดขายเติบโตขึ้นจาก 190 ล้านบาท ในปี 2566 เป็น 945 ล้านบาท ในปี 2568 และตั้งเป้าการเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในระยะสั้นและระยะยาว)
-ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเทียบเท่า 35 ล้านกิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ หรือเทียบเท่าปลูกต้นไม้กว่า 2.3 ล้านต้น

สำหรับโฮมโปร ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนเพียงผลลัพธ์ของการดำเนินงาน แต่เป็นสัญญานว่า ผู้คนเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรม และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่ากำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตประจำวัน

ขณะเดียวกัน ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนยังพิสูจน์ให้เห็นว่า สามารถสร้างคุณค่าให้กับสิ่งแวดล้อมและการเติบโตของธุรกิจไปพร้อมกัน โดยในปี 2568 ยอดขายสินค้ารักษ์โลกเติบโตขึ้นเกือบ 5 เท่าจากปีก่อนหน้า

“สิ่งที่ภูมิใจที่สุด ไม่ใช่จำนวนของเก่าที่ถูกส่งคืน แต่คือการเห็นผู้คนเริ่มเปลี่ยนวิธีคิดและพฤติกรรมในการใช้ทรัพยากร เพราะทุกครั้งที่ลูกค้าเลือกซ่อมก่อนทิ้ง ส่งต่อของเก่า หรือเลือกใช้สินค้ารักษ์โลก นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริง

เราไม่ได้ต้องการให้ผู้บริโภครู้สึกว่ากำลังช่วยโลก เพราะสำหรับหลายคน เรื่องนี้อาจดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่เราต้องการทำให้การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า กลายเป็นทางเลือกที่ง่ายและสะดวกที่สุด เพราะเชื่อว่าถ้าเป็นสิ่งที่ทำได้ง่าย...ทุกคนก็พร้อมจะเปลี่ยน และเมื่อคนจำนวนมากเริ่มเปลี่ยนพร้อมกัน การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนก็จะเกิดขึ้นได้จริง” นางอุไรวรรณ กล่าวเสริม

พลังจากพันธมิตร : สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ไม่ได้เกิดขึ้นโดยลำพัง
HomePro Circular Economy Ecosystem ถูกออกแบบให้เชื่อมโยงทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้ผลิต พันธมิตรด้านการจัดการของเก่า พันธมิตรด้านการรีไซเคิล ไปจนถึงผู้บริโภค เพื่อทำให้ "ของเก่า" กลับมาสร้างคุณค่าได้อีกครั้ง โดยโฮมโปรทำหน้าที่เป็นแกนกลาง เชื่อมโยงพันธมิตรกว่า 324 แบรนด์ ครอบคลุมสินค้ากว่า 11,110 รายการ
โดยแบ่งบทบาทพันธมิตรออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่
-พันธมิตรด้านการคัดแยกเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่า ที่มีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย
-พันธมิตรด้านการรีไซเคิลและผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง (PCR Material) | วัสดุเหล็ก และอลูมิเนียม
-พันธมิตรด้านพัฒนาและผลิตสินค้ารักษ์โลก ทั้งแบรนด์ชั้นนำในประเทศไทยและสินค้าแบรนด์ของโฮมโปร ที่ผ่านการรับรองตามมาตรฐานและการทดสอบจากแบรนด์
-หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านความยั่งยืน ผ่านความร่วมมือกับโฮมโปร

เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคว่า ทุกขั้นตอนเกิดขึ้นจริงและตรวจสอบได้ โฮมโปรยังพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ที่ระบุได้ว่าสินค้ารักษ์โลกที่วางขายในโฮมโปร แต่ละชิ้นผลิตจากของเก่าประเภทใด ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากเพียงใด
เบื้องหลังทั้งหมดดำเนินการผ่านโครงสร้างพื้นฐานจริง ตั้งแต่ศูนย์กระจายสินค้าของโฮมโปร
 ก่อนส่งต่อไปโรงงานคัดแยกและรีไซเคิล ซึ่งของเก่าจะถูกชั่งน้ำหนัก คัดแยก บดย่อย ล้าง และหลอม เป็นวัตถุดิบตั้งต้น ก่อนถูกนำไปผลิตเป็นสินค้าใหม่ที่กลับมาวางจำหน่ายอีกครั้ง


ปัจจุบันกว่า 80% ของวัสดุที่เข้าสู่ระบบ มาจากเครื่องใช้ไฟฟ้า อาทิ เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า และโทรทัศน์ เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก

ลองนึกภาพตู้เย็นเครื่องหนึ่ง ที่เคยตั้งในบ้านมานานหลายสิบปี วันที่ถูกยกออกไป แล้วไม่ได้ไปจบลงที่กองขยะ
แต่สามารถเข้าสู่ระบบที่ได้รับการจัดการอย่างถูกวิธี ก่อนกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของสินค้าอีกชิ้น ที่พร้อมเริ่มต้นการใช้งานในบ้านหลังใหม่ได้อีกครั้ง

สำหรับโฮมโปร “ของเก่า” ไม่ได้หายไปไหน... แค่ “เปลี่ยน” เพื่อได้ไปต่อ
อนาคตข้างหน้า : เมื่อ “ของเก่า” จะไม่ใช่ “ขยะ” อีกต่อไป

เป้าหมายของ HomePro Circular Economy Ecosystem ไม่ใช่เพียงการลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ แต่คือการทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนกลายเป็นเรื่องที่ทุกคน “มองเห็น เข้าใจ เข้าถึง และมีส่วนร่วมได้จริง” ในชีวิตประจำวัน


ระยะถัดไป โฮมโปรเดินหน้าขยายความร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อพัฒนาวัสดุหมุนเวียนประเภทใหม่ๆ นอกเหนือจากพลาสติกและเซรามิก เพิ่มทางเลือกของสินค้ารักษ์โลก ขยายจุดเติมผลิตภัณฑ์ (Refill Station) เพื่อลดการใช้บรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน รวมถึงพัฒนาบริการที่ช่วยยืดอายุการใช้งานสินค้า พร้อมสร้างประสบการณ์ให้ผู้บริโภคได้เห็นและเข้าใจระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรม และกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ร่วมออกแบบอนาคตผ่านการออกแบบสินค้ารักษ์โลก อย่าง โครงการ Hackathon ที่โฮมโปรร่วมมือกับมหาวิทยาลัยทั่วประเทศไทย
“ในโลกที่ทรัพยากรมีอยู่อย่างจำกัด ธุรกิจที่จะเติบโตได้ในระยะยาว อาจไม่ใช่ธุรกิจที่ขายสินค้าได้มากที่สุด แต่เป็นธุรกิจที่สร้างคุณค่าจากทรัพยากรได้มากที่สุด และหากเราทำให้โฮมโปรเป็นที่แรกที่ทุกคนนึกถึง ไม่ว่าจะซื้อ ซ่อม เปลี่ยน หรือจัดการของเก่า นั่นจะไม่ใช่เพียงความสำเร็จของธุรกิจ แต่หมายความว่า เราได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตของผู้คนอย่างแท้จริง” นางอุไรวรรณ กล่าวทิ้งท้าย

ท้ายที่สุดแล้ว การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ อาจเริ่มต้นจากการเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน — วันหนึ่งคำว่า “ทิ้งของเก่า” อาจไม่ใช่คำที่เราใช้กันอีกต่อไป เพราะของเก่าจะถูกมองในฐานะ “ทรัพยากรที่มีคุณค่า”
เพียงเริ่มจากการ “เปลี่ยน” ส่งต่อของเก่าที่ไม่ใช้แล้วให้โฮมโปรช่วยนำไปจัดการให้อย่างถูกวิธี และเลือกใช้สินค้ารักษ์โลก ทุกคนก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจหมุนเวียนแล้ว
เพราะของเก่าชิ้นหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องจบลงที่ถังขยะ... แค่ “เปลี่ยน” เพื่อได้ไปต่อ

#HomeProCircularEconomy #ตัวจริงเรื่องจัดการของเก่าอย่างถูกวิธี #CircularEconomy #เศรษฐกิจหมุนเวียน #ร่วมรักษ์โลกไปกับโฮมโปร #โฮมโปร #HomePro #BetterLiving #Homepropr

วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

มหกรรม Thailand Greenest Cities Forum & Expo 2026@Phuket: วิสัยทัศน์กลไกการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองเขียว ศูนย์กลางการแพทย์ และเมืองสุขภาพของภาคใต้ ปี 2040 (พ.ศ.2583)

มหกรรม Thailand Greenest Cities Forum & Expo 2026@Phuket: วิสัยทัศน์กลไกการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองเขียว ศูนย์กลางการแพทย์ และเมืองสุขภาพของภาคใต้ ปี 2040 (พ.ศ.2583)
 

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ผนึกกฎบัตรไทย องค์กรปกครองท้องถิ่น และเครือข่ายธุรกิจเพื่อการจัดการสภาพภูมิอากาศแห่งประเทศไทย (ThaiCBN) ขับเคลื่อนภาคใต้เป็นเมืองเขียว สนับสนุนศูนย์กลางการแพทย์และเมืองสุขภาพ พัฒนาเทศบาลพลังงานสะอาด สร้างพื้นที่ลดขยะอาหารและ NCDs พร้อมลงนามเจตจำนงความร่วมมือครั้งใหญ่ หวังเปลี่ยนแปลงภาคใต้เป็นพื้นที่สุขภาพและเศรษฐกิจมูลค่าสูง


รองศาสตราจารย์ ดร.พันธ์ ทองชุมนุม รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต กล่าวว่า มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พร้อมการเป็นหน่วยประสานขับเคลื่อนการพัฒนาภาคใต้เป็นเมืองเขียว เมืองเศรษฐกิจการแพทย์ และเมืองสุขภาพ ให้บรรลุเป้าหมายปี 2040 (พ.ศ.2583) ด้วยสภาของมหาวิทยาลัยได้อนุมัติจัดตั้งสถาบันขั้นสูงเพื่อระบบสุขภาพที่ยั่งยืน (AISHS) รองรับการวิจัยและพัฒนาการแพทย์ขั้นสูง การผลิตบุคลากรที่เชี่ยวชาญการแพทย์เฉพาะทาง การขอความร่วมมือและสนับสนุนจากกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสุขภาพเพื่อสร้างเสริมสุขภาพแก่ประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอันดามันและพื้นที่ต่อเนื่อง 


โดยการประชุม Thailand Greenest Cities Forum & Expo 2026@Phuket ในวันที่ 24-26 กันยายน 2569 ณ ศูนย์ประชุมของวิทยาเขตภูเก็ต มหาวิทยาลัยฯ จะลงนามเจตจำนงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาลนคร เทศบาลเมือง เทศบาลตำบล องค์การบริหารส่วนตำบล ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กรมควบคุมมลพิษ และเครือข่ายฯ ThaiCBN โดยการสนับสนุนของธนาคารกสิกรไทย บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) และหน่วยงานพันธมิตร รวมถึงเครือข่ายผู้ประกอบการของกฎบัตรไทย สมาคมการผังเมืองไทย การลงนามครั้งนี้ เพื่อสร้างความร่วมมือครั้งสำคัญในการกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในภาคการพัฒนาเมือง โครงสร้างพื้นฐาน โครงสร้างเศรษฐกิจ ที่มุ่งสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตและสงวนรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มข้น ตามกรอบคิดของการจัดงาน People and Planet First ที่กำหนดไว้


ด้าน นายฐาปนา บุณยประวิตร นายกสมาคมการผังเมืองไทย เลขานุการกฎบัตรไทย ในฐานะผู้ประสานงานร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวเสริมว่า การจัดงานครั้งนี้ จะมีการลงนามเจตจำนง จำนวน 5 ฉบับ ได้แก่ 
ฉบับที่ 1 การลงนามเจตจำนงการพัฒนาเทศบาลพลังงานสะอาด 
ฉบับที่ 2 การลงนามเจตจำนง
การลดขยะอาหาร การเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจชีวภาพ 
ฉบับที่ 3 การลงนามเจตจำนงสนับสนุนการพัฒนาภาคใต้เป็นศูนย์กลางการแพทย์และสุขภาพ 
ฉบับที่ 4 การลงนามเจตจำนงการพัฒนาเมืองเขียว เมืองนิเวศ และเมืองยืดหยุ่น 
และฉบับที่ 5 การลงนามเจตจำนงการพัฒนา SmartBlock เพื่อนำร่องการปรับปรุงฟื้นฟูย่านการเดินและย่านสุขภาพของเทศบาลนำร่อง โดยมีองค์การบริหารส่วนจังหวัดในภาคใต้ จำนวน 8 แห่ง เทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบลจำนวน 45 แห่ง พร้อมด้วยผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์และเศรษฐกิจการแพทย์ เศรษฐกิจหมุนเวียน อีก 15 แห่ง ร่วมลงนาม 


ซึ่งภายหลังการประชุม จะมีการขับเคลื่อนการพัฒนาเชิงพื้นที่ใน อบจ.และเทศบาลนำร่อง สำหรับพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ซี่งมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ได้จัดตั้ง สถาบันขั้นสูงเพื่อระบบสุขภาพที่ยั่งยืนขึ้นนั้น    กฎบัตรไทย จะร่วมกับจังหวัดและองค์กรเครือข่าย ยกระดับพื้นที่อำเภอกะทู้และบางส่วนของเทศบาลตำบลรัษฎาและเทศบาลตำบลวิชิต เป็นเขตนวัตกรรมการแพทย์อันดามัน มีเป้าหมายส่งเสริมการท่องเที่ยวการแพทย์อย่างเข้มข้น โดยขอการสนับสนุนสถาบันขั้นสูงเพื่อระบบสุขภาพที่ยั่งยืน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต และองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต เป็นหน่วยหลักสนับสนุนด้านการแพทย์และสุขภาพ  คาดว่าภายในปี 2030 ( พ.ศ.2573) จะสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวการแพทย์และสุขภาพให้จังหวัดภูเก็ตไม่น้อยกว่า 5 หมื่นล้านบาท และภายในปี 2040 (พ.ศ.2583) จะสามารถเพิ่ม มูลค่าเศรษฐกิจเป็นปีละ 7.5 หมื่นล้านบาทตามเป้าหมายที่วางไว้
ในส่วนของการจัดงานมหกรรม Thailand Greenest Cities Forum & Expo 2026@Phuketกฎบัตรไทยกำหนดจัดงานตามแนวทางการจัดประชุมสีเขียวของสำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB เป็นแบบอย่างการประชุมและนิทรรศการที่ไม่เป็นปัจจัยกระตุ้นการสร้างโลกร้อน โดยขอความร่วมมือให้กิจการในเครือข่ายเศรษฐกิจเขียวที่เข้าร่วมออกบูธให้ใช้วัสดุและอุปกรณ์กลุ่มรักษ์โลก สามารถนำไปใช้ใหม่หรือเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ใหม่ นอกจากนั้น ยังขอการสนับสนุนจากผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ให้นำเสนอแนวคิดการพัฒนาโครงการเขียวและโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อสุขภาพ (Wellness Real Estate) เน้นโครงการประเภท Mixed- Use ที่ลดความจำเป็นในการเดินทางและส่งเสริมการเดินของผู้อยู่อาศัยและผู้ทำงาน ตอบสนองต่อการยกเพิ่มศักยภาพให้กับพื้นที่ในการเป็นเมืองนิเวศ เมืองเศรษฐกิจชีวภาพ หรือเมืองคาร์บอนต่ำที่รักษาสิ่งแวดล้อม ซี่งขณะนี้มีหลายกิจการให้การตอบรับแล้ว
สำหรับ เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่จะขับเคลื่อนในการจัดงาน นายฐาปนากล่าวว่า มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กฎบัตรไทย กรมควบคุมมลพิษ สวทช.พร้อมด้วยเทศบาลที่เกี่ยวข้อง จะพัฒนากลไกและสนับสนุนทรัพยากรเพื่อลดการใช้พลังงานหรือสร้างประสิทธิภาพสูงสุดของการใบ้พลังงานในภาคอาคาร ภาคการขนส่งและเดินทาง และภาคการบริโภค ดำเนินการตามเป้าหมายในปี 2040 (พ.ศ.2583) ให้มีเทศบาลพลังงานพลังงานสะอาดของภาคใต้ไม่น้อยกว่า 10 แห่งและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่สามารถลดขยะอาหารลงร้อยละ 80 ไม่น้อยกว่า 20 แห่ง และการลด NCDs ตามแผน โดยกลไกการขับเคลื่อนตามหมุดหมายดังกล่าว จะนำไปหารือและสร้างความตกลงในช่วงของการประชุม
 

ขณะที่ ดร.วิชัย ณรงค์วณิชย์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย ในฐานะผู้แทนประธานเครือข่ายธุรกิจเพื่อการจัดการสภาพภูมิอากาศแห่งประเทศไทย (ThaiCBN) กล่าวว่า การจัดงาน Thailand Greenest Cities Forum & Expo 2026@Phuket สะท้อนถึงความสำคัญของการเชื่อมโยงเป้าหมายการพัฒนาเมืองกับการลงมือปฏิบัติ เนื่องจากความท้าทายด้านพลังงาน การจัดการขยะอาหาร การเติบโตของการท่องเที่ยว ระบบสุขภาพ และคุณภาพชีวิตของประชาชนล้วนมีความเชื่อมโยงกัน และจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคธุรกิจ ภาควิชาการ และประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะบทบาทของสถาบันการศึกษาอย่างมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) และการขับเคลื่อนตามแนวทางกฎบัตรไทย ที่ช่วยเสริมสร้างองค์ความรู้ งานวิจัย และกรอบการดำเนินงานด้านความยั่งยืนให้เกิดผลในระดับพื้นที่


ธนาคารกสิกรไทยเชื่อว่าการขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อมต้องดำเนินการควบคู่กัน ทั้งการเริ่มต้นจากการดำเนินงานภายในองค์กรและการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวได้จริง โดยตัวอย่างเช่น อาคารสำนักงานของธนาคารกสิกรไทยสามารถคัดแยกและจัดการขยะอาหารได้ถึงร้อยละ 94 พร้อมเดินหน้าด้านประสิทธิภาพพลังงาน พลังงานแสงอาทิตย์ และยานยนต์ไฟฟ้า ขณะเดียวกัน ธนาคารยังสนับสนุนภาคธุรกิจผ่านสินเชื่อและเงินลงทุนเพื่อความยั่งยืน รวมถึง K-Climate Solutions ซึ่งรวบรวมองค์ความรู้ เครื่องมือ และโซลูชันที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเริ่มต้นและดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างเหมาะสม
“อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการแก้ปัญหาพลังงานและขยะอาหาร ไม่สามารถขับเคลื่อนได้โดยองค์กรใดองค์กรหนึ่ง ธนาคารกสิกรไทยจึงร่วมกับพันธมิตรขับเคลื่อนความร่วมมือผ่าน ThaiCBN เพื่อเชื่อมโยงโจทย์ของภาคธุรกิจและพื้นที่เข้ากับองค์ความรู้ เทคโนโลยี และกลไกทางการเงิน พร้อมร่วมสนับสนุนการพัฒนาแนวทางปฏิบัติระดับเมืองที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ เพื่อนำไปสู่เมืองต้นแบบที่สามารถถอดบทเรียนและประยุกต์ใช้ในพื้นที่อื่นได้ การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการเชื่อมโยงทิศทางเชิงนโยบายกับการดำเนินงานในพื้นที่ และนำศักยภาพของเครือข่ายมาสนับสนุนการพัฒนาเมืองสีเขียว พลังงานสะอาด และการจัดการขยะอาหารของภูเก็ตและภาคใต้ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม” ดร.วิชัยกล่าว


บทเรียนอาเซียนชี้ว่า “ภาษีบุหรี่อัตราเดียว” คือทางออกของรายได้รัฐและการสกัดบุหรี่เถื่อน โดยรองศาสตราจารย์ ดร. ภัทรกิตติ์ เนตินิยม นักวิชาการอิสระ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน

บทเรียนอาเซียนชี้ว่า “ภาษีบุหรี่อัตราเดียว” คือทางออกของรายได้รัฐและการสกัดบุหรี่เถื่อน โดยรองศาสตราจารย์ ดร. ภัทรกิตติ์ เนตินิยม นักวิชาการอิสระ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน 


ประเทศไทยเป็นสมาชิกในกลุ่มอาเซียน ซึ่งสินค้าที่ผลิตในประเทศสมาชิกและมีการนำเข้ามาไทยส่วนใหญ่จะได้รับการยกเว้นภาษีศุลกากร ในกรณีของบุหรี่ ผู้นำเข้าเพื่อจำหน่ายยังมีภาระภาษีจากอัตราสรรพสามิต และภาระจากภาษี Ear Mark Tax ต่างๆ เช่น สสส. หรือ Thai PBS เป็นต้น ในขณะที่ผู้ผลิตกต้องเสียภาษีเช่นเดียวกับผู้นำเข้า โดยล่าสุดบทความวิจัย เรื่อง The Structural Design of Tobacco Control and the Shadow Economy: Revenue Integrity and Illicit Tobacco Trade in Selected ASEAN Countries เผยแพร่เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 โดย Friedrich Schneider จาก Johannes Kepler University และ Alban Asllani จาก University of East London ซึ่งศึกษาประสบการณ์ของ 6 ประเทศอาเซียน ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างภาษี การบังคับใช้กฎหมาย และปัญหาบุหรี่ผิดกฎหมาย 

งานวิจัยฯ พบว่า ปัญหาบุหรี่ผิดกฎหมายไม่ได้ขึ้นอยู่กับระดับภาษีเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับโครงสร้างภาษีด้วย ประเทศที่ใช้ระบบภาษีเรียบง่าย โปร่งใส และคาดการณ์ได้ ส่วนใหญ่มีการจัดเก็บรายได้มีประสิทธิภาพมากกว่าและมีช่องโหว่น้อยกว่า ขณะที่ระบบภาษีที่ซับซ้อนหรือแบ่งหลายอัตรามักสร้างแรงจูงใจให้เกิดการหลีกเลี่ยงภาษี การบิดเบือนราคา และการย้ายไปสู่สินค้านอกระบบที่ไม่เสียภาษี 

อินโดนีเซียเป็นตัวอย่างสำคัญของประเทศที่เคยมีโครงสร้างภาษีบุหรี่ที่ซับซ้อนมาก โดยเคยมีอัตราภาษีถึง 19 ขั้น ก่อนจะทยอยลดลงเหลือ 8 ขั้นในปัจจุบัน งานวิจัยพบว่า ความซับซ้อนเปิดช่องให้ผู้ผลิตพยายามคงการผลิตให้อยู่ในกลุ่มภาษีต่ำ หรือปรับรูปแบบสินค้าเพื่อเสียภาษีน้อยลง ส่งผลให้เกิดการหลีกเลี่ยงภาษีและการผลิตนอกระบบอย่างแพร่หลาย บทเรียนจากอินโดนีเซียชี้ให้เห็นว่า ระบบภาษียิ่งซับซ้อน การจัดเก็บภาษีก็ยิ่งยาก และตลาดผิดกฎหมายก็ยิ่งมีพื้นที่เติบโตมากขึ้น 

ด้านมาเลเซียสะท้อนอีกมิติหนึ่งของปัญหา หลังการปรับขึ้นภาษีบุหรี่อย่างรวดเร็วในปี 2558 ช่องว่างระหว่างราคาบุหรี่ถูกกฎหมายกับบุหรี่เถื่อนขยายตัวอย่างมาก จนมาเลเซียกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีสัดส่วนบุหรี่ผิดกฎหมายสูงที่สุดในภูมิภาค งานวิจัยชี้ว่า หากราคาสินค้าถูกกฎหมายสูงขึ้นเร็วกว่าศักยภาพในการปราบปรามการลักลอบนำเข้า ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่รายได้ที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นการขยายตัวของตลาดผิดกฎหมายแทน 

ในทางกลับกัน ฟิลิปปินส์ถูกยกเป็นกรณีศึกษาความสำเร็จที่สำคัญ ก่อนปี 2555 ฟิลิปปินส์ใช้ระบบภาษีบุหรี่หลายอัตราเช่นเดียวกับไทย แต่ได้ปฏิรูปครั้งใหญ่ผ่านกฎหมาย Sin Tax Reform โดยเปลี่ยนไปใช้ระบบภาษีอัตราเดียว ทำให้รายได้ภาษีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การจัดเก็บมีความโปร่งใสมากขึ้น และรัฐสามารถนำรายได้ไปสนับสนุนระบบหลักประกันสุขภาพได้มากขึ้น แม้ยังมีปัญหาบุหรี่ลักลอบนำเข้าบางส่วน แต่โครงสร้างภาษีที่เรียบง่ายทำให้การจัดเก็บภาษีบุหรี่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

สิงคโปร์เป็นอีกตัวอย่างที่น่าสนใจ แม้จะใช้อัตราภาษีในระดับสูง แต่ใช้โครงสร้างภาษีที่เรียบง่าย โดยใชภาษีปริมาณเพียงอย่างเดียว ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด ส่งผลให้สัดส่วนตลาดบุหรี่ผิดกฎหมายอยู่ในระดับต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาค บทเรียนจากสิงคโปร์คือ ความเรียบง่ายของระบบภาษีช่วยให้รัฐสามารถตรวจสอบการจัดเก็บภาษีและบังคับใช้กฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 

ส่วนเวียดนามกำลังอยู่ระหว่างการปฏิรูปภาษีผ่านการทยอยลดการพึ่งพาภาษีตามมูลค่าและเพิ่มบทบาทของภาษีตามปริมาณ เหตุผลสำคัญคือภาษีตามมูลค่าสร้างแรงจูงใจให้ผู้ผลิตกำหนดราคาสินค้าเพื่อหลีกเลี่ยงภาระภาษี ขณะที่ภาษีตามปริมาณมีความโปร่งใสกว่าและช่วยให้รัฐคาดการณ์รายได้ได้ดีขึ้น เวียดนามจึงเป็นอีกประเทศที่กำลังเดินไปในทิศทางเดียวกับแนวปฏิบัติสากล 

เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย จะพบว่าไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในกลุ่มประเทกำลังพัฒนาที่ยังคงใช้ระบบภาษีบุหรี่ 2 อัตรา โดยกำหนดอัตราภาษีตามมูลค่าที่แตกต่างกันตามระดับราคาขายปลีก โครงสร้างดังกล่าวสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการตั้งราคาสินค้าให้อยู่ในช่วงที่ได้รับประโยชน์ทางภาษี และทำให้ตลาดเกิดการแข่งขันบริเวณจุดตัดของภาษีมากกว่าการแข่งขันตามกลไกปกติของตลาด 

งานวิจัยข้างต้น ยังระบุว่าประเทศไทยมีสัดส่วนบุหรี่ผิดกฎหมายประมาณร้อยละ 28.1 ของตลาด ส่งผลให้รัฐบาลสูญเสียรายได้ทางตรง และทางอ้อมปีละประมาณ 560–920 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.8-3.0 หมื่นล้านบาทต่อปี) ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าปัญหาของไทยไม่ได้เป็นเพียงเรื่องการลักลอบนำเข้า แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกิดจากระบบภาษีซึ่งสร้างช่องว่างทางราคาและแรงจูงใจให้บุหรี่ผิดกฎหมายเข้ามาแข่งขันในตลาดได้ง่ายขึ้น 

เมื่อเปรียบเทียบบทเรียนจากอาเซียน จะเห็นว่าฟิลิปปินส์เลือกยกเลิกระบบหลายอัตรา อินโดนีเซียพยายามลดความซับซ้อนของโครงสร้างภาษี เวียดนามกำลังเพิ่มสัดส่วนภาษีตามปริมาณ ขณะที่สิงคโปร์ยังคงใช้ระบบที่เรียบง่ายมาโดยตลอด แนวโน้มของภูมิภาคจึงชัดเจนว่า ประเทศต่าง ๆ กำลังมุ่งไปสู่ระบบภาษีที่บริหารง่ายและมีช่องโหว่น้อยลง ไม่ใช่ระบบที่ซับซ้อนมากขึ้น 

งานวิจัยดังกล่าว เสนอแนะว่าการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของภาครัฐจะเพิ่มขึ้น หากใช้ระบบภาษีบุหรี่อัตราเดียว (Uniform tax rate) และเพิ่มน้ำหนักของภาษีตามปริมาณ (Specific tax) มากขึ้น เพื่อให้ระบบภาษีมีความเรียบง่าย โปร่งใส ลดการบิดเบือนราคา และเพิ่มประสิทธิภาพด้านรายได้รัฐควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมาย นอกจากนี้ ยังเสนอให้มีการปรับภาษีอย่างค่อยเป็นค่อยไปและคาดการณ์ได้ พร้อมยกระดับการปราบปรามบุหรี่ผิดกฎหมายโดยใช้ข้อมูลและการสืบสวนเชิงลึกมากขึ้น 

กล่าวโดยสรุปการใช้ระบบภาษีบุหรี่แบบ 2 อัตราในประเทศไทย ผ่านมาเป็นระยะเวลากว่า 9 ปีแล้ว ข้อมูลจากงานวิจัยล่าสุดที่นำเสนอให้มีการจัดทำ โครงสร้างภาษีที่เรียบง่าย โปร่งใส และคาดการณ์ได้ จะเกิดประโยชน์สูงสุดกับทุกๆ ฝ่าย ดังนั้น หากประเทศไทยต้องการรักษารายได้รัฐ ลดปัญหาบุหรี่เถื่อน และยกระดับประสิทธิภาพของนโยบายภาษีในระยะยาว การเดินหน้าสู่โครงสร้างภาษีบุหรี่อัตราเดียวจึงเป็นแนวทางที่สมควรได้รับการผลักดันให้เกิดขึ้นให้ได้โดยเร็ว