วันเสาร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569

“อ.เชน” โชว์วิสัยทัศน์เปิดเวที STS Forum ไทย – ญี่ปุ่น 2026 ผนึกกำลังภาควิชาการ - ภาคธุรกิจ - นักลงทุนร่วมผลักดันงานวิจัยให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง เริ่มจากงานวิจัยด้านสาธารณสุขสู่ ”เศรษฐกิจสุขภาพ” เชื่อมถึงภาคเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว

“อ.เชน” โชว์วิสัยทัศน์เปิดเวที STS Forum ไทย – ญี่ปุ่น 2026 ผนึกกำลังภาควิชาการ - ภาคธุรกิจ - นักลงทุนร่วมผลักดันงานวิจัยให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง เริ่มจากงานวิจัยด้านสาธารณสุขสู่ "เศรษฐกิจสุขภาพ" เชื่อมถึงภาคเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว เตรียมจับมือญี่ปุ่นพัฒนา "อุปกรณ์การแพทย์" และ "อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์" 



เมื่อวันที่ 24 เม.ย.69 ศ.ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดงานและกล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “ความท้าทายระดับโลกและแนวโน้มใหม่ด้านการวิจัยและการศึกษาในศตวรรษที่ 21” ในการประชุม STS forum Japan-Thailand Symposium 2026 ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “The Great Convergence” ที่มุ่งเน้นการบูรณาการองค์ความรู้เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลกในทุกมิติ โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) โดยมี ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.กระทรวง อว. นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการ รมว.กระทรวง อว. ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ผู้บริหารกระทรวง อว. และพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เข้าร่วมอย่างคับคั่ง ณ ห้องเวิลด์บอลรูม ชั้น 23โรงแรม Centara Grand & Bangkok Convention Centre at CentralWorld กรุงเทพมหานคร 


ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ กล่าวว่า STS Forum Japan-Thailand Symposium 2026 เป็นเวทีที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญจากทุกศาสตร์ ทุกสาขา มาร่วมแลกเปลี่ยนและพัฒนาแนวทางเพื่อแก้ปัญหาระดับโลก เปรียบเสมือน “เวทีระดับโนเบลของเอเชีย” การที่ญี่ปุ่นเป็นผู้นำในการเชื่อมโยงความรู้ระดับโลก สะท้อนมาถึงนโยบายของตนที่ต้องการนำกระทรวง อว. เดินไปสู่ World Class University ที่อาจารย์และนักวิจัยจะมุ่งสู่ระดับโลก ซึ่งต้องแสวงหาความร่วมมือข้ามศาสตร์ ข้ามสาขาและเชื่อมโยงกับทั้งผู้ปฏิบัติ ภาคอุตสาหกรรม และหน่วยงานภาครัฐ 


รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าวต่อว่า การประชุมครั้งนี้ ได้ชูโมเดลการพัฒนามหาวิทยาลัยระดับโลกที่เน้นความสมดุลระหว่างการศึกษา การวิจัย และนวัตกรรม โดยงานวิจัยต้องไม่หยุดอยู่แค่ในสถาบันการศึกษา แต่ต้องก้าวไปสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง หัวใจสำคัญคือการดึงกลุ่มนักลงทุนและผู้ประกอบการ เข้ามาเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญเพื่อสนับสนุนเงินทุน ผลักดันงานวิจัยให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและตอบโจทย์ตลาดโลกได้

“กระทรวง อว.ตั้งเป้าหมายขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะ "เศรษฐกิจสุขภาพ" (Wellness Economy) ที่บูรณาการภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และบริการเพื่อต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมูลค่าสูง รวมถึงการพัฒนา "อุปกรณ์การแพทย์" ที่เตรียมร่วมมือกับบริษัทจากประเทศญี่ปุ่นในการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาประยุกต์ใช้ ตลอดจนการผลักดันงานวิจัยด้านสาธารณสุขให้ก้าวข้ามจากเครื่องต้นแบบไปสู่กระบวนการทดสอบทางคลินิก (Clinical Trials) อย่างจริงจัง นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับ "อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์" โดยเร่งดึงนักวิจัยไทยเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่การผลิตร่วมกับฐานโรงงานผลิตชิปของญี่ปุ่นในประเทศไทย เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งมุ่งสร้างแรงบันดาลใจและสนับสนุน "นักวิจัยรุ่นใหม่" โดยได้รับการสนับสนุนจาก วช. เพื่อเปิดโอกาสให้นักวิจัยไทยได้เข้าร่วมเวทีระดับโลกและแลกเปลี่ยนมุมมองกับเจ้าของรางวัลโนเบล ซึ่งจะเป็นแรงกระตุ้นสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงานที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวและว่า

“การผนึกกำลังระหว่างภาควิชาการ ภาคธุรกิจ และนักลงทุน ไม่เพียงแต่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและสังคมผู้สูงอายุ แต่ยังครอบคลุมถึงการนำเทคโนโลยีระดับสูงอย่างเทคโนโลยีฝาแฝดดิจิทัล (Digital Twin) มาใช้จำลองและรับมือกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืนในทุกมิติ” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว


ด้าน ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล กล่าวว่า งาน STS forum Japan-Thailand Symposium 2026 เน้นบทบาทของ AI ในฐานะกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศและแก้ไขวิกฤตโลก ด้วยแนวคิด “The Great Convergence” ที่มุ่งบูรณาการ AI กับด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจชีวภาพ กระทรวง อว. เดินหน้าสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม ส่งเสริมวิจัยข้ามศาสตร์ และผลักดันการใช้ประโยชน์จริง ซึ่งความร่วมมือระดับนานาชาติเป็นสิ่งจำเป็น ขณะที่ก็ประเทศไทยมีความพร้อมทั้งด้านสาธารณสุขและเศรษฐกิจชีวภาพในการร่วมขับเคลื่อน เวทีนี้จึงเป็นพื้นที่สำคัญในการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ นักวิจัย และภาคเอกชน เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาในอนาคต


ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง วช. และ STS forum เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายของโลกที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันมากขึ้น ทั้งด้านสาธารณสุข การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สิ่งแวดล้อม พลังงาน และการแข่งขันระดับโลก ทั้งนี้ ประเทศไทยโดย วช. ได้มีส่วนร่วมกับ STS forum อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2560 ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของนักวิจัยไทยในเวทีนานาชาติ และนำไปสู่การจัดการประชุมครั้งนี้ ซึ่งผสานการหารือเชิงนโยบายและการแลกเปลี่ยนทางวิชาการผ่านการบรรยาย เสวนา และการประชุมย่อย อันเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่าง วช. และ STS forum ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นในอนาคต

ถัดมาเป็น Congratulatory Messages การร่วมแสดงความยินดีต่อการจัดงาน STS forum Japan–Thailand Symposium 2026 ได้รับเกียรติจากบุคคลสำคัญ ได้แก่ Masato Otaka (H.E. Mr. Masato Otaka, Ambassador Extraordinary and Plenipotentiary of Japan to the Kingdom of Thailand), Hiroshi Komiyama (Prof. Hiroshi Komiyama, Chairman, Science and Technology in Society forum) และ Sadayuki Tsuchiya (Prof. Sadayuki Tsuchiya, Executive Director, Science and Technology in Society forum) ซึ่งได้ร่วมส่งสารแสดงความยินดีต่อการจัดงานในครั้งนี้ และสะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างไทยและนานาชาติในการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมร่วมกัน

การประชุมครั้งนี้ประกอบด้วยกิจกรรมสำคัญดังนี้ การบรรยายพิเศษ (Plenary Sessions) การเสวนา (Panel Discussions) และการประชุมย่อย ครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ อนาคตของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี พลังงานยั่งยืน สุขภาพอัจฉริยะ และบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพและสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิด “The Great Convergence” ที่มุ่งเน้นการบูรณาการองค์ความรู้เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลกในทุกมิติ 


ทั้งนี้ การประชุม STS Forum Japan–Thailand Symposium 2026 จึงถือเป็นเวทีสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในระดับนานาชาติ พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือเชิงลึก และต่อยอดสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อทั้งสองประเทศและประชาคมโลก และตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะหนึ่งในศูนย์กลางนวัตกรรมของภูมิภาค ที่พร้อมก้าวสู่อนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน


วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569

ไม่ต้องขึ้น VAT ก็เพิ่มรายได้รัฐได้: ถึงเวลาปฏิรูป ‘ภาษี’ ให้มีประสิทธิภาพ”

ไม่ต้องขึ้น VAT ก็เพิ่มรายได้รัฐได้: ถึงเวลาปฏิรูป ‘ภาษี’ ให้มีประสิทธิภาพ”


สว.ถอย ปรับ VAT ร้อยละ 10 นักวิชาการชี้ยังไม่มีความชัดเจนในเชิงนโยบาย ซ้ำเติมความเดือดร้อนประชาชนในช่วงนี้ แนะทางเลือกที่แม่นยำและมีประสิทธิภาพกว่าด้วยการปรับปรุงโครงสร้างภาษีให้ตรงเป้ามากกว่าการเก็บภาษีแบบวงกว้างที่กระทบคนทุกคน 

ต่อแนวคิดนี้ แม้จะเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับประเทศแต่ในภาวะฝืดเคืองและความไม่แน่นอนของพลังงานที่กระทบในทุกๆ มิติของประเทศ การเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม จะเป็นการถาโถมภาระให้กับผู้บริโภคจนมากเกินไป โดยเฉพาะคนที่มีรายได้น้อย เพราะถึงแม้ว่า VAT จะเป็นการเก็บภาษีตามการบริโภค ใช้มาก กินมาก ก็เสียภาษีมาก แต่เมื่อเทียบกับสัดส่วนรายได้ เท่ากับว่าผู้มีรายได้น้อยเสีย VAT ในสัดส่วนที่มากกว่า


แต่หากไม่ขึ้น VAT แล้ว รัฐจะเพิ่มประสิทธิภาพรายได้ได้อย่างไร คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ “การเก็บเพิ่ม” หรือ “เพิ่มอัตรา” แต่คือ “การเก็บให้มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมมากขึ้น” หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ “ภาษีบุหรี่” ปัญหาไม่ใช่แค่ “อัตรา” แต่คือ “โครงสร้าง”
โครงสร้างภาษีบุหรี่แบบ 2 อัตรา (2 Tier) ของไทย ถูกออกแบบมาด้วยเจตนาที่ดี แต่ในทางปฏิบัติกลับสร้างผลลัพธ์ที่ไม่สอดคล้องกับเป้าหมาย เพราะการมีภาษี 2 อัตราทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคา ผู้ผลิตหรือเจ้าของผลิตภัณฑ์บุหรี่ต่างพากันใช้กลยุทธ์ราคาต่ำเพื่อเลี่ยงการเสียภาษีในอัตราสูง ผลลัพธ์คือ การบริโภคไม่ได้ลดลงจริง รายได้รัฐไม่เพิ่มตามศักยภาพ ตลาดบิดเบือน


การปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่เป็น “อัตราเดียว” (Single Tier) ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนตัวเลข
แต่คือการเปลี่ยนความเป็นเหตุเป็นผลของระบบ ที่จะส่งผลให้ลดแรงจูงใจในการ down-trade เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ ทำให้รายได้รัฐมีเสถียรภาพมากขึ้น สนับสนุนเป้าหมายด้านสุขภาพ
อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องบุหรี่เถื่อน จะต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ปิดช่องโหว่ระบบติดตามสินค้าและหยุดเครือข่ายการค้าผิดกฎหมาย
นักวิชาการสนับสนุนแนวคิดของ รมว.คลังและรองนายกฯ เรื่องการปรับภาษีบุหรี่ซึ่งเป็นนโยบายที่ถูกต้องทั้งเหตุผลและจังหวะ เป็นทางเลือกที่แม่นยำและมีประสิทธิภาพกว่าด้วยการปรับปรุงโครงสร้างภาษีให้ตรงเป้ามากกว่าการเก็บภาษีแบบวงกว้างที่กระทบคนทุกคน
นักวิชาการระบุ “ภาษีที่ดีไม่ใช่แค่เก็บได้มากขึ้น แต่ต้องออกแบบให้ ‘เปลี่ยนพฤติกรรม’ ได้ด้วย การทำโครงสร้างให้เรียบง่ายขึ้น จะทำให้ทั้งการจัดเก็บมีประสิทธิภาพ และผลลัพธ์ด้านสุขภาพดีขึ้นพร้อมกัน”

การปฏิรูปภาษีบุหรี่ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ “ขึ้นภาษี” แต่คือ “การออกแบบระบบภาษีใหม่ให้ทำงานได้จริง”

วันพุธที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569

TDAC กับการสนับสนุน New S-Curve: ความหวังของชนชั้นกลางไทย

TDAC กับการสนับสนุน New S-Curve: ความหวังของชนชั้นกลางไทย


รองศาสตราจารย์ ดร.ภัทรกิตติ์ เนตินิยม ประธานมูลนิธิห้วยข้องพัฒนา และอุปนายกสมาคมนวัตกรรมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์อย่างยั่งยืน เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยที่ซบเซาต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้คำว่า New S-Curve หรือเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม กลายเป็นวาระสำคัญในนโยบายของรัฐบาลแทบทุกยุค อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของแนวคิดนี้ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการผลักดันตัวเลข GDP ให้สูงขึ้น แต่ต้องหมายถึงการพาประเทศไทยหลุดพ้นจากการเติบโตแบบมูลค่าต่ำ ไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่สร้างรายได้สูงขึ้นจากความรู้ เทคโนโลยี และบริการมูลค่าสูง
ความจำเป็นของการสร้าง New S-Curve ยิ่งชัดเจนมากขึ้น เมื่อโลกกำลังเผชิญทั้งความก้าวหน้าของ AI และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ขณะที่ไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ ประเทศจึงจำเป็นต้องมองหาอุตสาหกรรมที่ใช้ “ทักษะมนุษย์” และ “ทุนทางวัฒนธรรม” เป็นฐานในการสร้างมูลค่าเพิ่ม อุตสาหกรรม wellness จึงเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่โดดเด่นที่สุด เพราะไทยมีทั้งทรัพยากร องค์ความรู้ และโครงสร้างบริการที่พร้อมต่อยอด ไม่ว่าจะเป็นอาหารไทย สมุนไพรไทย การนวดไทย การแพทย์แผนไทย การแพทย์ทางเลือก โรงพยาบาลเอกชนคุณภาพสูง โรงแรม รีสอร์ต และระบบการท่องเที่ยวที่รองรับชาวต่างชาติได้ดี
จุดแข็งสำคัญของอุตสาหกรรมนี้อยู่ที่การเชื่อมโยงห่วงโซ่มูลค่าอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่บริการสุขภาพเชิงป้องกัน ธุรกิจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ธุรกิจที่พัก สปา คลินิก ไปจนถึงผู้ผลิตสมุนไพร เครื่องหอม และอาหารเพื่อสุขภาพ การเติบโตของภาคธุรกิจเหล่านี้ไม่ได้สร้างประโยชน์เฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่เท่านั้น แต่ยังสามารถยกระดับรายได้ของชนชั้นกลางไทยผ่านการจ้างงานที่ต้องใช้ทักษะและมาตรฐานการบริการที่สูงขึ้น เมื่อรายได้ชนชั้นกลางเพิ่มขึ้น การบริโภคภายในประเทศก็มีแนวโน้มขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพมากกว่าการพึ่งพามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นแบบประชานิยม
ข้อมูลล่าสุดจาก Global Wellness Institute ระบุว่า มูลค่า wellness economy ของไทยอยู่ที่ 42.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ(1.45 ล้านล้านบาท) ในปี 2024 ซึ่งสะท้อนว่า wellness ไม่ใช่เพียงแนวคิดเชิงภาพลักษณ์ แต่เป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่และมีนัยสำคัญต่อประเทศอย่างแท้จริง โดยการเติบโตดังกล่าวเกิดจากความเชื่อมโยงของหลายภาคส่วน ทั้ง wellness tourism, medical wellness, wellness real estate, mental wellness และบริการสุขภาพเชิงป้องกันในรูปแบบต่าง ๆ
แม้การท่องเที่ยวจะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยมาโดยตลอด แต่ที่ผ่านมา จุดขายสำคัญของไทยในสายตานักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงอยู่ที่ “ความคุ้มค่าด้านราคา” หรือภาพของการเป็นประเทศที่ “เที่ยวถูกและดี” หากไทยยังแข่งขันด้วยราคาเป็นหลัก ก็ย่อมยากที่จะยกระดับรายได้เฉลี่ยต่อหัวของนักท่องเที่ยวและยกระดับคุณภาพของการจ้างงานได้อย่างแท้จริง แต่หากไทยสามารถปรับยุทธศาสตร์จากการขายประสบการณ์ท่องเที่ยวราคาคุ้มค่า ไปสู่การขายประสบการณ์ “พักผ่อนพร้อมดูแลสุขภาพและป้องกันโรค” ได้อย่างเป็นระบบ ไทยก็จะสามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อคนได้มากขึ้น และสร้างงานที่มีค่าตอบแทนสูงขึ้นตามระดับทักษะของแรงงานไทย
ในบริบทนี้ Thailand Digital Arrival Card (TDAC) อาจเป็นเครื่องมือสำคัญที่ควรถูกมองให้ไกลกว่าการเป็นเพียงระบบลงทะเบียนข้อมูลขาเข้า ปัจจุบัน TDAC เริ่มใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2025 สำหรับชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทย และถูกออกแบบให้ใช้แทนแบบฟอร์มขาเข้าเดิมในรูปแบบดิจิทัล โดยข้อมูลที่เกี่ยวข้องครอบคลุมข้อมูลหนังสือเดินทาง ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลการเดินทาง ข้อมูลที่พัก และข้อมูลด้านสุขภาพตามที่หน่วยงานกำหนด
อย่างไรก็ดี หากมองในเชิงนโยบายสาธารณะ TDAC ยังมีศักยภาพที่จะพัฒนาไปได้มากกว่าการเป็นเพียงเครื่องมือด้านตรวจคนเข้าเมือง กล่าวคือ หากรัฐบาลเปิดโอกาสให้เอกชนไทยสามารถประชาสัมพันธ์ digital public infrastructure ภายใต้กรอบความยินยอมของผู้เดินทางและกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่เอื้อต่อการเชื่อมต่อบริการสุขภาพเชิงป้องกันอย่างสมัครใจ ก็อาจทำให้ TDAC กลายเป็น “จุดเชื่อมต่อ” สำคัญระหว่างนักท่องเที่ยวกับระบบเศรษฐกิจ wellness ของไทยได้ ไม่ว่าจะเป็นบริการ health monitoring, preventive screening, wellness concierge, telehealth follow-up หรือแพลตฟอร์มดูแลสุขภาพระหว่างพำนักในประเทศ แนวทางเช่นนี้ไม่เพียงเพิ่มทางเลือกให้ผู้เดินทาง แต่ยังเปิดพื้นที่ทางเศรษฐกิจใหม่ให้ผู้ประกอบการไทยด้วย
ประเด็นนี้ยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้น เมื่อพิจารณาควบคู่กับภาระด้านสุขภาพของประเทศในอนาคต ไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งย่อมนำไปสู่ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่สูงขึ้นในระยะยาว มีการอ้างอิงจาก TDRI ว่าค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของไทยอาจแตะระดับ 2.2 ล้านล้านบาทในปี 2032 หากประเทศยังไม่เร่งส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกันอย่างจริงจัง ขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยก็เคยจัดสรรงบประมาณ 50 ล้านบาทในปี 2024 เพื่อดูแลกรณีนักท่องเที่ยวต่างชาติได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตระหว่างท่องเที่ยวในไทย ซึ่งสะท้อนว่าเรื่องสุขภาพของนักท่องเที่ยวไม่ใช่ประเด็นปลายทาง แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและภาระของรัฐเช่นกัน
หากรัฐออกแบบระบบให้เหมาะสม ผลลัพธ์ที่ตามมาอาจเกิดขึ้นพร้อมกันหลายด้าน ประการแรก ผู้ประกอบการไทย ไม่ว่าจะเป็นstartup healthtech ผู้ให้บริการ preventive care ธุรกิจโรงแรม สปา คลินิก ผู้ผลิตสมุนไพรและเครื่องหอม หรือผู้ให้บริการดูแลผู้สูงอายุ จะมีโอกาสเข้าถึงตลาดนานาชาติได้มากขึ้น ประการที่สอง ประเทศไทยอาจเกิด economy of scale ในการพัฒนาระบบสุขภาพดิจิทัล เพราะมีฐานผู้ใช้ต่างชาติจำนวนมากเดินทางเข้ามาในประเทศอยู่แล้ว ประการที่สาม ไทยจะสามารถเปลี่ยนการท่องเที่ยวจากธุรกิจที่แข่งขันด้วยราคา ไปสู่เศรษฐกิจสุขภาพที่แข่งขันด้วยมูลค่าและคุณภาพ และประการสุดท้าย แนวทางดังกล่าวอาจช่วยลดแรงกดดันต่อระบบสาธารณสุขในระยะยาว ด้วยการเปลี่ยนจากการ “รักษาเมื่อป่วย” ไปสู่การ “ป้องกันก่อนป่วย” มากขึ้น
“กล่าวโดยสรุป ภายใต้แรงกดดันจากการแข่งขันระดับโลก เทคโนโลยี AI และภาระจากสังคมสูงวัย รัฐบาลไทยไม่ควรปล่อยให้คำว่า New S-Curve เป็นเพียงถ้อยคำในเอกสารนโยบายอีกต่อไป หากต้องการให้ชนชั้นกลางไทยมีงานที่ค่าตอบแทนสูงขึ้น มีทักษะที่ยากต่อการถูกแทนที่ และมีโอกาสเติบโตในเศรษฐกิจยุคใหม่ ประเทศไทยจำเป็นต้องเลือกอุตสาหกรรมที่มีรากฐานในประเทศและต่อยอดได้จริง และในบรรดาทางเลือกเหล่านั้น wellness คือหนึ่งในคำตอบที่ชัดเจนที่สุด เพราะไทยมีทั้งอุปสงค์จากนักท่องเที่ยว มีทุนทางวัฒนธรรม มีเครือข่ายผู้ประกอบการ และมีโจทย์ด้านสาธารณสุขที่ทำให้การลงทุนเชิงป้องกันคุ้มค่ากว่าการรอจ่ายเมื่อปัญหาปะทุแล้ว การผลักดัน wellness จึงไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย แต่คือยุทธศาสตร์เศรษฐกิจและสังคมที่ไทยควรเริ่มทำอย่างจริงจัง” รองศาสตราจารย์ ดร.ภัทรกิตติ์ กล่าวทิ้งท้าย

วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569

กลุ่มหนัดกินผัก แถลงจัดงาน “Nudkinpuk Flower Competition 2nd 2026” 📌ปักหมุด 13–14 มิ.ย.นี้ ที่ ช่างชุ่ย Creative Park เปิดเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ยกระดับมาตรฐานพืชสมุนไพรไทยสู่สากล

กลุ่มหนัดกินผัก แถลงจัดงาน “Nudkinpuk Flower Competition 2nd 2026” ปักหมุด 13–14 มิ.ย.นี้ ที่ ช่างชุ่ย Creative Park เปิดเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ยกระดับมาตรฐานพืชสมุนไพรไทยสู่สากล



เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ณ ช่างชุ่ย Creative Park กลุ่ม “หนัดกินผัก” แถลงข่าวการจัดงาน “Nudkinpuk Flower Competition 2nd 2026 Presented by Athena Thailand” ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13–14 มิถุนายน 2569 โดยมีเป้าหมายในการสร้าง “พื้นที่กลาง” สำหรับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านพืชสมุนไพร การเกษตรสมัยใหม่ และการพัฒนามาตรฐานคุณภาพสู่ระดับสากล


นายณัฐวัฒน์ อรรถสวัสดิ์ (จานนัท) ผู้ก่อตั้งเทศกาลหนัดกินผัก เปิดเผยว่า การจัดงานในปีนี้มุ่งเน้นการยกระดับความเข้าใจเรื่อง “คุณภาพของดอกพืชสมุนไพร” ในมิติต่าง ๆ อาทิ องค์ประกอบทางกลิ่น (terpene) ลักษณะทางกายภาพ มาตรฐานการเพาะปลูก และการพัฒนาเชิงอุตสาหกรรม พร้อมส่งเสริมองค์ความรู้เกี่ยวกับอาชีพผู้เพาะปลูก (cultivator) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง


ไฮไลต์กิจกรรม: เรียนรู้มาตรฐานคุณภาพเชิงวิชาการ

ภายในงานมีเวิร์กช็อปสำคัญ “TASTE. TERP. TRUTH.” ที่ออกแบบเพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้แนวทางการประเมินคุณภาพดอกในเชิงวิชาการ ผ่านกระบวนการวิเคราะห์กลิ่น (terpene analysis) และการประเมินเชิงประสาทสัมผัส (sensory evaluation) โดยจำลองเกณฑ์มาตรฐานระดับสากล และได้รับการสนับสนุนจาก GUNKUL Smart Farming
วิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่
เค — DrHighThai ผู้มีประสบการณ์ด้านการปลูกมากกว่า 20 ปี
ชิน — Eclipse Genetics ผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุกรรมพืช
หนุ่ย — Hightable Bangkok ผู้พัฒนาองค์ความรู้เชื่อมโยงพืชสมุนไพรกับศาสตร์อาหาร
คริส — Terploc / Grove Bags ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการบ่มและการรักษาคุณภาพ


เวทีเสวนา Open Forum สะท้อนทิศทางอุตสาหกรรม
ภายในงานยังมีเวทีเสวนา Open Forum เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากตัวแทนภาควิชาการ การแพทย์ การเกษตร และผู้ประกอบการ โดยครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น
แนวโน้มการพัฒนาพืชสมุนไพรภายใต้กรอบกฎหมาย
แนวทางการใช้ประโยชน์ในมิติต่าง ๆ อย่างเหมาะสม
โครงสร้างการเข้าถึงและการพัฒนาอุตสาหกรรมในอนาคต
การเสวนาสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับตัวของทุกภาคส่วน เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายและทิศทางของประเทศในช่วงการเปลี่ยนผ่าน
กิจกรรมสร้างสรรค์และวัฒนธรรมร่วมสมัย


นอกจากเนื้อหาด้านวิชาการ ภายในงานยังมีกิจกรรมด้านศิลปะและดนตรี เพื่อสร้างบรรยากาศการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมในรูปแบบร่วมสมัย โดยมีการแสดงจาก
MUANGAEK SOUNDSYSTEM กลุ่มดนตรีแนว reggae sound system
6V6T6rrr (Avatar) ศิลปินสาย Modular Synthesizer
ความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ
การจัดงานครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนและเครือข่ายในอุตสาหกรรมจำนวนมาก อาทิ Athena Thailand, MT Grow Fertilizer และพันธมิตรอื่น ๆ ซึ่งสะท้อนถึงความร่วมมือในการพัฒนาองค์ความรู้และมาตรฐานของพืชสมุนไพรไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน


หมายเหตุ
การจัดงานดังกล่าวดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายของประเทศไทยอย่างเคร่งครัด โดยมุ่งเน้นการให้ความรู้เชิงวิชาการ การเกษตร และการพัฒนาอุตสาหกรรม เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสังคม

วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569

วช. หนุนสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองฯ เพิ่มทักษะสมรรถนะเยาวชน อบรมการเขียนโปรแกรมออกแบบโดรนแปรอักษร

วช. หนุนสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองฯ เพิ่มทักษะสมรรถนะเยาวชน อบรมการเขียนโปรแกรมออกแบบโดรนแปรอักษร 


วันที่ 17 เมษายน 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ จัดการอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเขียนโปรแกรมออกแบบแผนการบินโดรนแปรอักษร ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17 - 18 เมษายน 2569 โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ คณะผู้บริหาร วช. นักเรียน นิสิต และนักศึกษา ให้การต้อนรับ ณ ลานนิทรรศการหมุนเวียน อาคาร วช. 8 


ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า การอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเขียนโปรแกรมออกแบบแผนการบินโดรนแปรอักษร ได้รับความสนใจและตอบรับอย่างดียิ่ง จากทีมเยาวชนหลากหลายสถาบันจากภูมิภาคต่างๆ การอบรมครั้งนี้เป็นการบูรณาการความรู้ด้านวิศวกรรม เทคโนโลยีดิจิทัล และความคิดสร้างสรรค์ พร้อมเสริมสร้างทักษะสำคัญ เช่น การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการทำงานเป็นทีม โดยเชื่อมั่นว่ากิจกรรมนี้จะช่วยจุดประกายความคิด พัฒนาศักยภาพผู้เข้าร่วมอบรมและสามารถนำความรู้ไปต่อยอดสู่การสร้างนวัตกรรมในอนาคต


นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ กล่าวว่า การจัดการอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเขียนโปรแกรมและการออกแบบแผนการบินโดรนแปรอักษรในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพเยาวชนด้านเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ การเขียนโปรแกรม และการใช้ซอฟต์แวร์ Blender และภาษา Python มีผู้เข้าร่วมจำนวน 30 กว่าทีม จากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ รวมกว่า 100 คน นับเป็นการสร้างเครือข่ายเยาวชนด้านเทคโนโลยีที่สำคัญ ภายหลังการอบรม ผู้เข้าร่วมจะเข้าสู่การแข่งขันออกแบบแผนการบินโดรนแปรอักษร เพื่อคัดเลือกทีมที่มีศักยภาพเข้าสู่รอบสุดท้ายชิงถ้วยพระราชทานฯ กิจกรรมดังกล่าวสะท้อนความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐและภาคีเครือข่ายในการส่งเสริมการพัฒนาทักษะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของเยาวชนไทยอย่างเป็นรูปธรรม


ภายในงาน มีกิจกรรมการอบรมประกอบด้วยการบรรยายแนวคิดและหลักการออกแบบแผนการบินโดรนแปรอักษร ควบคู่กับการสาธิตและฝึกปฏิบัติการใช้ซอฟต์แวร์ Blender ในการออกแบบตำแหน่งและลำดับการเคลื่อนที่ของโดรน รวมถึงการจัด Workshop การเตรียมข้อมูล Flight Path และการเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อใช้ในการเขียนโปรแกรมควบคุมการบินด้วยภาษา Python
ตลอดจนการปฏิบัติการกลุ่มเพื่อออกแบบแผนการบินโดรนแปรอักษรเป็นทีมอย่างเป็นระบบ


ทั้งนี้ ภายหลังเสร็จสิ้นการอบรม ผู้เข้าร่วมอบรมจะได้เข้าสู่การแข่งขันออกแบบแผนการบินโดรนแปรอักษร เพื่อคัดเลือกทีมที่มีศักยภาพเข้าสู่รอบสุดท้าย ในการแข่งขันชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประจำปี 2569 (สนามคัดเลือก สนามที่ 2) ต่อไป

วันพุธที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569

วช. นำ ววน. พร้อมภาคีภาครัฐ ภาคประชาสังคม ร่วม ถกวิกฤตหมอกควันภาคเหนือและการรับมือผลกระทบด้านสุขภาพ

วช. นำ ววน. พร้อมภาคีภาครัฐ ภาคประชาสังคม ร่วม ถกวิกฤตหมอกควันภาคเหนือและการรับมือผลกระทบด้านสุขภาพ

วันที่ 7 เมษายน 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดการเสวนา “วิกฤตหมอกควันภาคเหนือ... วิจัยนวัตกรรมมีคำตอบ” โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธาน พร้อมด้วย ดร.เจน ชาญณรงค์ กรรมการส่งเสริมแผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. “ประเทศไทยปลอดภัยจาก PM2.5”(Promoting Committee : PC) นายประลอง ดำรงค์ไทย ผู้อำนวยการแผนงาน “ประเทศไทยปลอดภัยจาก PM2.5 (Program Director :PD) นักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ และหน่วยงานภาคีเครือข่ายเข้าร่วมกิจกรรมเสวนาฯ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 อย่างเป็นระบบ รวมถึงผลกระทบด้านสุขภาพสำหรับการรับมือจากฝุ่น PM2.5 ด้วยวิจัยและนวัตกรรม ณ ศูนย์สารสนเทศกลางด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วช. 

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ภายใต้กระทรวง อว. มุ่งขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมให้ตอบโจทย์ปัญหาสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือ ที่ยังคงอยู่ในระดับวิกฤต หลายพื้นที่มีค่าฝุ่นอยู่ในระดับสีแดงที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยมีสาเหตุสำคัญจากการเผาในพื้นที่ป่า ทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงลักษณะภูมิประเทศที่ทำให้ฝุ่นสะสมและไม่สามารถระบายออกได้ ส่งผลให้ประชาชนมีความเสี่ยงต่อโรคระบบทางเดินหายใจและปัญหาสุขภาพในระยะยาว วช. ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาดังกล่าว และมุ่งเน้นการนำวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม มาเป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ นักวิจัย และภาคประชาชน เพื่อให้เกิดแนวทางการจัดการที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนการเสวนาครั้งนี้มีการนำเสนอข้อมูลสถานการณ์มลพิษทางอากาศ แนวทางการรับมือผลกระทบด้านสุขภาพ มาตรการป้องกันฝุ่น PM2.5 ตลอดจนการนำเสนอนวัตกรรมที่ช่วยบรรเทาปัญหา เช่น ห้องปลอดฝุ่น รวมถึงการสะท้อนปัญหาและอุปสรรคในพื้นที่ พร้อมเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ ควบคู่กับการสื่อสารเชิงรุกและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน

ภายในงานได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานภาครัฐและภาควิชาการ ร่วมเสวนา “วิกฤตหมอกควันภาคเหนือ... วิจัยนวัตกรรมมีคำตอบ” โดยมี ผศ.ดร.อรอร ภู่เจริญ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้เกียรติในการดำเนินการเสวนาและร่วมพูดคุยในประเด็นมุมมองวิจัยและนวัตกรรม สู่การยกระดับการจัดการฝุ่น PM2.5 เชิงรุก ดร.เกศศินี อุนะพำนัก ผู้อำนวยการส่วนมลพิษทางอากาศข้ามแดน กรมควบคุมมลพิษ ให้ข้อมูลในประเด็นสถานการณ์และการคาดการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 น.ส.กรวิภา ปุนณศิริ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ กรมอนามัย เพิ่มข้อมูลมาตรการรับมือกับผลกระทบต่อสุขภาพจากฝุ่น PM2.5 และแนวทางการป้องกัน ต่อด้วย ศ.ปฏิบัติ ดร.เศรษฐ์ สัมภัตตะกุล ผู้อำนวยการสำนักบริการวิชการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในประเด็นการใช้นวัตกรรมสู่การป้องกันและแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ส่วน อ.ไพสิฐ พาณิชย์กุล นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ลงลึกถึงปัญหาและอุปสรรคในพื้นที่ และแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ และ น.ส.อักษรสิริ ด้วงแจ่ม นักวิจัยจากไทยพีบีเอส (Thai PBS) ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์จากการทำงานในพื้นที่จริง โดยใช้แพลตฟอร์ม WARROOM ชุมชน ให้รู้ทันฝุ่น ทันไฟ เป็นกระบวนการสื่อสารบูรณาการเชิงรุก และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และสรุปการจัดการฝุ่น PM2.5 อย่างยั่งยืน และทำงานคู่ขนานทั้ง 3C คือ 1) Crisis Mode เน้นการตอบโต้สถานการณ์ฉุกเฉิน โดยหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง 2) Complicated Mode การใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม กฎระเบียบ กฎหมาย โดยหน่วยงานภาควิชาการ ภาควิจัย และ 3) Complex Mode การจัดการที่รากเหง้าผ่านการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคม เพื่อสร้างความยั่งยืน โดยทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน

ทั้งนี้ วช. หวังว่าผลงานวิจัยและนวัตกรรมจาก วช. และระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ที่ถูกนำไปใช้และขับเคลื่อนในพื้นที่ ทั้งระดับชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และจังหวัด จะช่วยบรรเทาปัญหาฝุ่น PM2.5 ลดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน และลดความเสียหายของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม

วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569

วช. เปิดเวที “ผนึกวิจัย-เทคโนโลยี รับมือภัยแล้งยุคโลกเดือด“


วันที่ 4 เมษายน 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดการแถลงข่าวและเสวนาในหัวข้อ “ประเทศไทยน้ำมั่นคง: การใช้เทคโนโลยีและกระบวนการเชิงพื้นที่ป้องกันภัยแล้งในภาวะโลกเดือด” โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผู้อำนวยการแผนงาน (Program Director) แผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. ของ วช. และนายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ รวมทั้งผู้บริหารจากกรมชลประทาน กรมอุตุนิยมวิทยา และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ตลอดจนหน่วยงานระดับจังหวัด หน่วยงานท้องถิ่น คณะผู้บริหารจาก วช. นักวิจัย และสื่อมวลชน เข้าร่วมงาน ณ ศูนย์สารสนเทศกลางด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วช.


ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ดำเนินการสนับสนุนแผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง ใน 10 จังหวัด ที่มี รองศาสตราจารย์ ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ เป็นผู้อำนวยการแผนงาน ที่รวบรวมทีมนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสถาบัน ดำเนินการสนับสนุนข้อมูลทางวิชาการ องค์ความรู้ และในช่วงฤดูร้อนนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาได้พยากรณ์ว่าฤดูร้อนปีนี้จะร้อนกว่าปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะช่วงระหว่างเดือนเมษายน - พฤษภาคม อุณหภูมิสูงสุดคาดจะแตะถึง 42-43 องศาเซลเซียส ซึ่งต้องมีการเตรียมการปริมาณน้ำสำรองทั้ง ทางด้านน้ำอุปโภค บริโภค และน้ำสำหรับภาคการเกษตร เพราะเอลนีโญที่กำลังจะมาอาจทำให้ฝนในปีนี้ตกน้อย ประกอบกับ โลกกำลังเผชิญกับ การหยุดชะงักของอุปทานน้ำมัน ทำให้ต้นทุนด้านพลังงานสูงขึ้น ส่งผลต่อต้นทุนในการจัดหาน้ำ การเสวนา “ประเทศไทยน้ำมั่นคง: การใช้เทคโนโลยีและกระบวนการเชิงพื้นที่ป้องกันภัยแล้งในภาวะโลกเดือด” วช. มุ่งหวังเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากงานวิจัยสู่การกำหนดนโยบายและการปฏิบัติจริงในพื้นที่ เพื่อเสริมสร้างความพร้อมของทุกภาคส่วนในการรับมือสถานการณ์ภัยแล้ง ลดผลกระทบ




ในงานเสวนา “ประเทศไทยน้ำมั่นคง: การใช้เทคโนโลยีและกระบวนการเชิงพื้นที่ ขับเคลื่อนป้องกันภัยแล้งในภาวะโลกเดือด” ดำเนินรายการเสวนา โดย รศ. ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผู้อำนวยการแผนงาน (Program Director) แผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. วช. โดยแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ดังนี้

ช่วงที่ 1 สถานการณ์สภาพภูมิอากาศ น้ำท่า และมาตรการบริหารจัดการ ดังนี้

- สถานการณ์ฝนแล้งในช่วงฤดูร้อน และความแปรปรวนของฝนในภูมิภาค โดย ดร.ชลัมภ์ อุ่นอารีย์ ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลข้อมูลภูมิอากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา

- การบริหารจัดการน้ำในเขื่อน และสถานการณ์น้ำท่าในลำน้ำสายหลัก โดย ดร.ธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน

- แนวทางและมาตรการต่อการรับมือภัยแล้ง ในระดับพื้นที่ โดย นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ

- แผนบริหารจัดการภาวะน้ำแล้งระดับพื้นที่โดย ว่าที่ร้อยโท รวี ศุภนิมิตวิเศษกุล ผู้อำนวยการส่วนปฏิบัติการ ศูนย์อำนวยการบรรเทาสาธารณภัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย




ช่วงที่ 2 การรับมือภัยแล้งด้วยผลงานวิจัยและนวัตกรรม มุมมองจากพื้นที่ในระดับต่าง ๆ ดังนี้

- แผนบูรณาการน้ำระดับจังหวัด โดย นางสาวสุวรรณี เพียเอีย ผู้อำนวยการกลุ่มงานยุทธศาสตร์และข้อมูลเพื่อการพัฒนาจังหวัด สำนักงานจังหวัดขอนแก่น

- แผนน้ำตำบลคอนฉิม โดย นายชัยวัฒน์ ดอกไม้งาม นายก อบต.คอนฉิม อ.แวงใหญ่ จ.ขอนแก่น

- แผนน้ำตำบลพลับพลาไชย โดย นายพีรศักดิ์ มาตรศรี นายก อบต.พลับพลาไชย อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี

- การใช้เทคโนโลยี สำหรับการเตรียมพร้อมของตำบล และอำเภอ โดย นายชิษนุวัฒน์ มณีศรีขำ บริษัท สร้างสรรค์ปัญญา

- การสร้างความเข้มแข็งขององค์กรกับการบริหารจัดการน้ำระดับจังหวัด โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.โพยม สราภิรมย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น


รศ. ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผู้อำนวยการแผนงาน (Program Director) แผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. กล่าวสรุป งานด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม คือ การเสริมศักยภาพการเตือนภัยในระดับพื้นที่ และสร้างตัวอย่างที่ดีนำเสนอต่อรัฐบาลเพื่อพัฒนาเป็นชุดโครงการ โดยต่อยอดจากการสร้างคน เป็นการสร้างคำตอบเพื่อแก้ปัญหา