วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569

กรมการค้าภายใน ชวนช้อปของดีจากเกษตรกรทั่วประเทศ ในงาน “Farm Outlet Market 2026”คัดสินค้าเกษตร–ผลไม้สด–ผลิตภัณฑ์ชุมชนส่งตรงถึงผู้บริโภคคาดกระจายรายได้สู่ฐานรากไม่น้อยกว่า 20 ล้านบาท


กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เชิญชวนประชาชนร่วมอุดหนุนสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์
จากวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศ ในงาน “Farm Outlet Market 2026” เปิดพื้นที่ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการศูนย์จำหน่ายสินค้าเกษตรชุมชน หรือ Farm Outlet นำผลผลิตคุณภาพและสินค้าจากชุมชนมาจำหน่ายถึงผู้บริโภคโดยตรง ในราคาที่เป็นธรรม พร้อมเพิ่มช่องทางการตลาดและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและชุมชน 


โดยภายในงานรวบรวมสินค้าเกษตรสด ผลไม้ตามฤดูกาล สินค้าแปรรูป และผลิตภัณฑ์ชุมชนกว่า 30 ร้านค้า รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมการบริโภคสินค้าเกษตรและเวิร์กช็อปสำหรับประชาชน คาดการณ์ตลอดการจัดงานจะช่วยกระจายรายได้สู่ฐานรากไม่น้อยกว่า 20 ล้านบาท


นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า การจัดงาน Farm Outlet Market 2026 เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่กรมการค้าภายในมุ่งเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการชุมชน พร้อมเชื่อมโยงผลผลิตจากแหล่งผลิตสู่ตลาดและผู้บริโภคโดยตรง โดยนำสินค้าเกษตรคุณภาพจากศูนย์ Farm Outlet ที่กรมการค้าภายในส่งเสริมและพัฒนา มาจำหน่ายในพื้นที่ศูนย์การค้า เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชนได้สะดวกมากขึ้น
ปัจจุบันกรมการค้าภายในส่งเสริมศูนย์จำหน่ายสินค้าเกษตรชุมชน หรือ Farm Outlet จำนวน 49 แห่ง 
ใน 34 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการรวบรวมและเชื่อมโยงสินค้าเกษตร สินค้าเกษตรแปรรูป และผลิตภัณฑ์ชุมชนออกสู่ตลาด โดยการจัดงานครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากภาคีเครือข่าย โดยเฉพาะบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ในการสนับสนุนพื้นที่ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ Farm Outlet นำสินค้ามาจำหน่ายถึงผู้บริโภคในเมือง


ไฮไลต์ภายในงาน คัดสรรของดีจากเกษตรกรและชุมชนมาให้เลือกซื้ออย่างจุใจ ทั้งสินค้าเกษตรสด 
ผักปลอดภัย ผลไม้ตามฤดูกาล อาหารแปรรูป และผลิตภัณฑ์ชุมชน อาทิ หมูยอและกุนเชียงจากฟาร์มฮัก ป. จังหวัดอุบลราชธานี ผักสลัดและแหนมเห็ดจากสวนลุงไกร จังหวัดนครราชสีมา และผักสดจากตลาดหัวปลี จังหวัดสระบุรี พร้อมสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์จากแหล่งผลิตทั่วประเทศ


สำหรับผู้ที่ชื่นชอบผลไม้ งานนี้ไม่ควรพลาด เพราะกรมการค้าภายในได้รวบรวมผลไม้สดจากแหล่งผลิตในหลายพื้นที่มาจำหน่าย อาทิ มังคุดจากจังหวัดนครศรีธรรมราช ทุเรียนจากจังหวัดชุมพร และลำไยจากจังหวัดเชียงใหม่ ให้ประชาชนได้เลือกซื้อผลไม้คุณภาพจากแหล่งผลิต พร้อมกิจกรรม แจกชิมผลไม้ฟรี เพื่อให้ผู้บริโภคได้สัมผัสรสชาติและคุณภาพของผลไม้ไทย

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เรียนรู้และสนุกไปกับสินค้าเกษตรไทย ทั้ง เวิร์กช็อป
ทำแยมผลไม้ และการทำลูกชุบ รวมถึงกิจกรรมพิเศษสำหรับผู้ที่ซื้อผลไม้ภายในงาน สามารถร่วมทำ “ไอศกรีมผัดผลไม้” ด้วยตัวเองได้ฟรี เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ในการบริโภคผลไม้และเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรไทย

นายจิรวุฒิ กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับจับจ่ายสินค้า แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ช่วยเชื่อมโยงเกษตรกร ผู้ประกอบการชุมชน และผู้บริโภคเข้าด้วยกัน โดยประชาชนสามารถเลือกซื้อสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชนจากผู้ผลิตและแหล่งผลิตที่กรมการค้าภายในส่งเสริม ขณะที่เกษตรกรและผู้ประกอบการมีโอกาสเข้าถึงตลาดและผู้บริโภคโดยตรงมากขึ้น สอดคล้องกับนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งสนับสนุนการบริโภคสินค้าไทย ส่งเสริมสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการชุมชน ตลอดจนสร้างรายได้และความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจฐานราก
“Farm Outlet Market 2026 จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะช่วยสร้างการรับรู้ถึงคุณภาพของสินค้าเกษตรไทย เพิ่มโอกาสทางการตลาดให้แก่เกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน และทำให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงของดีจากแหล่งผลิตทั่วประเทศได้ง่ายขึ้น โดยคาดว่าตลอดการจัดงานจะสามารถสร้างมูลค่าการจำหน่ายและ กระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานรากไม่น้อยกว่า 20 ล้านบาท ทุกการเลือกซื้อจึงไม่เพียงได้สินค้าคุณภาพกลับไป แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อรายได้กลับสู่เกษตรกรและชุมชนไทย” นายจิรวุฒิ กล่าว

ทั้งนี้ งาน Farm Outlet Market 2026 จัดขึ้น 2 ครั้ง ได้แก่ ครั้งที่ 1 ณ เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ระหว่างวันที่ 13–19 สิงหาคม 2569 และ ครั้งที่ 2 ณ เซ็นทรัล พระราม 9 ระหว่างวันที่ 27 สิงหาคม–3 กันยายน 2569 เปิดให้ประชาชนเข้าชมและเลือกซื้อสินค้าตั้งแต่เวลา 10.00–21.00 น. ของทุกวัน พร้อมกิจกรรมและสิทธิพิเศษภายในงาน รวมถึงการลุ้นรับบัตรเงินสดสำหรับใช้ซื้อสินค้าในงาน

ด้าน คุณนารีรัช อุทัยแสงสกุล หนึ่งในสมาชิกของ Farm Outlet ตลาดหัวปลี จ. สระบุรี เกษตรกรผู้เข้าร่วมงาน กล่าวว่า ขอขอบคุณกรมการค้าภายในที่สนับสนุนโครงการ Farm Outlet และเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรมีโอกาสนำสินค้ามาจำหน่าย โดย Farm Outlet เป็นช่องทางที่ช่วยรวบรวมและเชื่อมโยงสินค้าเกษตรจากชุมชนเข้าสู่ตลาด เมื่อมีโอกาสเข้าร่วมจำหน่ายสินค้าในห้างสรรพสินค้าหรืองานลักษณะนี้ ช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้กว้างขึ้น สามารถจำหน่ายสินค้าได้ในราคาที่เหมาะสมและสร้างรายได้เพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้บริโภคก็ได้เลือกซื้อสินค้าคุณภาพจากเกษตรกรโดยตรง ถือเป็นประโยชน์ทั้งต่อเกษตรกรและผู้บริโภค

“กรมการค้าภายในขอเชิญชวนประชาชน ครอบครัว คนรักสุขภาพ ผู้ที่ชื่นชอบสินค้าเกษตร ตลอดจนผู้ที่กำลังมองหาของฝากและของดีจากชุมชน มาร่วมเลือกซื้อสินค้าในงาน Farm Outlet Market 2026 เพื่ออุดหนุนเกษตรกรและผู้ประกอบการชุมชน พร้อมสัมผัสสินค้าเกษตรไทยคุณภาพดีจากแหล่งผลิตทั่วประเทศ” นายจิรวุฒิ กล่าวทิ้งท้าย

ครั้งแรกในประเทศไทย! ศิลปกรรมศาสตร์ สวนสุนันทา จับมือ IIFM Milanoเปิด “EXPERIENCE THE ITALIAN ESSENCE”พาผู้เรียนเจาะลึกของแท้ Italian Luxury ถึงมิลาน


คณะศิลปกรรมศาสตร์ สวนสุนันทา ผนึก IIFM Milano เปิด “EXPERIENCE THE ITALIAN ESSENCE” ครั้งแรกในไทย พาผู้บริหาร–นักออกแบบเจาะลึกโลก Italian Luxury ถึงมิลาน



คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา (SSRU) เดินหน้าสร้างความร่วมมือทางวิชาการระดับนานาชาติ จับมือ Italian Institute of Fashion Management (IIFM) จากเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี เปิดตัวโครงการอบรมผู้บริหารระดับสูงนานาชาติ “Experience the Italian Essence: Milan Edition 2026” หลักสูตรที่ออกแบบให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้โลกแฟชั่น ลักชัวรี และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของอิตาลีผ่านประสบการณ์จริงถึงแหล่งกำเนิด


โครงการดังกล่าวเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน “Exclusive Press Conference & Private Studio Visit with the Italian Institute of Fashion Management (IIFM), Italy” เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ณ พิพิธภัณฑ์อาคารสายสุทธานภดล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา โดยคณะศิลปกรรมศาสตร์ได้พัฒนาหลักสูตรและความร่วมมือครั้งนี้กับ IIFM อิตาลี เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านศิลปะ การออกแบบ แฟชั่น และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยเข้ากับมาตรฐานและประสบการณ์จากอุตสาหกรรมลักชัวรีระดับนานาชาติ


ผศ.ดร.เอกพงศ์ อินเกื้อ คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เปิดเผยว่า “Experience the Italian Essence” ถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าการเดินทางไปศึกษาดูงาน แต่เป็นรูปแบบการเรียนรู้เชิงลึกแบบ Immersive Learning ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสยุทธศาสตร์การบริหารแบรนด์หรู กระบวนการคิดเชิงสร้างสรรค์ งานฝีมือ และวัฒนธรรมการสร้างคุณค่าของอิตาลีจากสถานที่จริง
หัวใจสำคัญของหลักสูตรอยู่ที่การเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง ทั้งการบรรยายโดยคณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญของ IIFM การเยี่ยมชมสตูดิโอออกแบบและอาเทลิเยร์งานฝีมือในรูปแบบ Private Access ตลอดจนการพบปะและแลกเปลี่ยนกับผู้บริหารในอุตสาหกรรมลักชัวรีโดยตรง ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ทำให้หลักสูตรแตกต่างจากการศึกษาดูงานทั่วไป


สำหรับ “Experience the Italian Essence: Milan Edition 2026” มีกำหนดเดินทางระหว่างวันที่ 19–28 ตุลาคม 2569 รวม 10 วัน 8 คืน ในเมืองมิลานและพื้นที่ตอนเหนือของอิตาลี โดยมี 4 เสาหลักของการเรียนรู้ ได้แก่ Design, Gastronomy, Culture และ Art of Living
กิจกรรมสำคัญของหลักสูตรประกอบด้วย Academic Sessions & Workshop การเรียนรู้เชิงลึกด้านกลยุทธ์การบริหารแบรนด์ลักชัวรีและกระบวนการคิดเชิงสร้างสรรค์โดยคณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญของ IIFM, Private Studio & Atelier Visits การเยี่ยมชมสตูดิโอออกแบบและอาเทลิเยร์งานฝีมือชั้นสูงแบบ Private Access ในย่าน Quadrilatero della Moda ของมิลาน รวมถึงการเรียนรู้เชิงกลยุทธ์ด้านการค้าปลีกที่ Fidenza Village
นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมยังจะได้สัมผัส Michelin Dining & Wine Immersion ที่เมืองฟรันชาคอร์ตา (Franciacorta) และเรียนรู้ศิลปะ งานดีไซน์ และวิถีชีวิตอิตาเลียนที่ทะเลสาบโคโม (Lake Como) พร้อมรับ International Joint Certificate จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาและ IIFM เมื่อผ่านโครงการ
ความร่วมมือครั้งนี้ยังมีความสำคัญในเชิงการพัฒนาบทบาทของคณะศิลปกรรมศาสตร์ในฐานะสถาบันการศึกษาด้านศิลปะและการออกแบบที่มุ่งพัฒนาความร่วมมือทางวิชาการระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการยกระดับองค์ความรู้ด้านแฟชั่น การออกแบบ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้เชื่อมโยงกับบริบทของอุตสาหกรรมระดับโลก
ด้าน IIFM ระบุว่า ความร่วมมือกับคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาครั้งนี้ถือเป็นความร่วมมือครั้งแรกของสถาบันกับสถาบันอุดมศึกษาของไทย ส่งผลให้ “Experience the Italian Essence” เป็นหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านลักชัวรีหลักสูตรแรกและหลักสูตรเดียวในประเทศไทยที่เกิดจากความร่วมมือโดยตรงกับ IIFM ในปัจจุบัน
ในส่วนของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยในการสนับสนุนการสร้างเครือข่ายทางวิชาการระดับนานาชาติ และเปิดพื้นที่ให้คณะศิลปกรรมศาสตร์เชื่อมโยงองค์ความรู้และประสบการณ์จากต่างประเทศเข้ากับการเรียนรู้ของผู้ประกอบการ นักออกแบบ บุคลากรในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ตลอดจนคณาจารย์และนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาด้านแฟชั่นและการออกแบบ


ภายในงานเปิดตัว ดร.ต้นฝน ทรัพย์นิรันดร์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารและสื่อมวลชน ขณะที่ IIFM นำโดย Dr.Luca Fortuna President of the Italian Institute of Fashion Management และ Dr. Nicola Guerini Dean of the Italian Institute of Fashion Management ร่วมเปิดงานและเสวนาในหัวข้อ “Italian Excellence in Fashion, Luxury and Creative Industries” พร้อมด้วย Dr. Lorenzo Vermigli Deputy Head of Mission สถานเอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทย ผู้แทนเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิตาลีประจำประเทศไทย ซึ่งให้เกียรติมาร่วมแสดงความยินดีกับความร่วมมือทางวิชาการครั้งสำคัญครั้งนี้ด้วย
โครงการเปิดรับผู้ประกอบการ (Entrepreneurs) นักออกแบบและครีเอทีฟ (Designers & Creatives) ผู้บริหารในธุรกิจบริการและวัฒนธรรม รวมถึงคณาจารย์และนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาด้านแฟชั่นและการออกแบบ โดยใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอน
การเปิดตัว “Experience the Italian Essence: Milan Edition 2026” จึงไม่เพียงเป็นการเปิดหลักสูตรนานาชาติใหม่ แต่เป็นอีกก้าวสำคัญของคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ในการนำผู้เรียนออกจากห้องเรียนไปสัมผัสองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ สตูดิโอ อาเทลิเยร์ และบริบทจริงของอุตสาหกรรมลักชัวรีอิตาเลียน พร้อมต่อยอดประสบการณ์สู่การสร้างคุณค่าใหม่ให้กับธุรกิจ แบรนด์ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในระดับสากล
ข้อมูลสำหรับผู้สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ
- กำหนดการเดินทาง: 19-28 ตุลาคม 2569 (10 วัน 8 คืน) ณ เมืองมิลาน ฟรันชาคอร์ตา และทะเลสาบโคโม ประเทศอิตาลี
- กลุ่มเป้าหมาย: ผู้ประกอบการ (Entrepreneurs), ดีไซเนอร์และครีเอทีฟ (Designers & Creatives), ผู้บริหารในธุรกิจบริการและวัฒนธรรม, คณาจารย์และนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาด้านแฟชั่นและการออกแบบ
- ภาษาที่ใช้ในการเรียนการสอน: ภาษาอังกฤษ
- ประกาศนียบัตร: Joint Certificate ร่วมระหว่าง SSRU และ IIFM



ช่องทางติดต่อสอบถามและสมัครเข้าร่วมโครงการ
- เว็บไซต์คณะศิลปกรรมศาสตร์: https://far.ssru.ac.th
- โทรศัพท์: 061-916-9651
- อีเมล: pr.far@ssru.ac.th
- LINE Application: สแกน QR Code ในโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ของโครงการ
เกี่ยวกับคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา (SSRU) เป็นสถาบันการศึกษาด้านศิลปะและการออกแบบชั้นนำของประเทศ ที่มุ่งพัฒนาความร่วมมือทางวิชาการระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับมาตรฐานการเรียนการสอนด้านแฟชั่นและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยให้ทัดเทียมระดับสากล


เกี่ยวกับ Italian Institute of Fashion Management (IIFM)
IIFM เป็นสถาบันด้านการจัดการแฟชั่นและธุรกิจลักชัวรี ตั้งอยู่ที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี นำโดย Dean Prof. Nicola Guerini ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการทั่วไป มีเครือข่ายคณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญจากอุตสาหกรรมลักชัวรีระดับโลก อาทิ ผู้บริหารและที่ปรึกษาที่เคยร่วมงานกับ Cartier, Bulgari, Giorgio Armani, TOD'S Group, Valentino, ETRO และ Trussardi

วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569

ชาวไร่ยาสูบอีสานต้านเดือด “แบนซื้อบุหรี่ตามปีเกิด”ซัดรัฐบาลผลักภาระเกษตรกร วอนนายกฯ อนุทินสั่งชะลอนโยบาย


ชาวไร่ยาสูบในภาคอีสานออกโรงค้านแนวคิดกำหนดอายุผู้ซื้อบุหรี่ตามปีเกิด โวยรัฐบาลต้องช่วยหยุด อย่าปล่อยรัฐมนตรีสาธารณสุขโนเนมดันนโยบายตามใจชอบ กระทบรายได้และอาชีพ-ผลักภาระให้เกษตรกร ตั้งคำถามรัฐจะหางบประมาณจากที่ใดมาชดเชยชาวไร่ที่ได้รับผลกระทบ วอน “นายกอนุทิน” สั่งการระงับด่วน

นายสันต์ หาญสุโพธิ์ นายกสมาคมการค้าชาวไร่ยาสูบเตอร์กีซ ตัวแทนชาวไร่ยาสูบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผยว่าได้รับทราบข้อมูลเรื่องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ ยังคงยืนยันเดินหน้านโยบาย “Nicotine-Free Generation” หรือกำหนดห้ามซื้อบุหรี่และผลิตภัณฑ์นิโคตินทุกชนิด ตาม “ปีเกิด” ของคน โดยระบุว่า “พวกเราไม่เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าว เพราะจะส่งผลกระทบต่อรายได้และความมั่นคงในอาชีพของชาวไร่อย่างแน่นอน รวมถึงแรงงานและธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั้งห่วงโซ่ในภาคอีสาน เพราะการทำยายังต้องใช้แรงงานคนเป็นจำนวนมาก เราไม่ได้มีเทคโนโลยีทุ่นแรงได้แบบพืชชนิดอื่น หากไม่มีอาชีพทำยา ชาวบ้านจะเอาเงินที่ไหนเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวหลังฤดูทำนา เพราะยาสูบก็คือทอง ไม่มีพืชไหนที่สร้างรายได้มั่นคงได้เท่านี้”

นายกสมาคมฯ ชาวไร่ยาสูบอีสาน ย้ำว่า “ขณะนี้ภาคอีสานมีชาวไร่ยาสูบกว่า 9,942 ครอบครัว เราผลิตใบยาสูบปี 68 ได้ถึง 5.2 ล้านกิโลกรัม และยังต้องการมากขึ้นเพราะใบยาที่เราปลูกได้มีคุณภาพดี แต่ปลูกมากกว่านี้ไม่ได้เพราะขาดแรงงานคน สิ่งที่รัฐบาลภูมิใจไทย พรรคการเมืองของชาวอีสานควรทำคือการส่งเสริมให้ชาวไร่ยาสูบยังมีอาชีพต่อไป และหยุดรัฐมนตรีสาธารณสุขที่กำลังผลักดันนโยบายเพื่อสร้างความนิยมให้กับตนเอง บนความทุกข์ของเกษตรกรยาสูบอีสาน และทั่วประเทศกว่า 22,500 ครอบครัว”


ก่อนหน้านี้เครือข่ายชาวไร่ยาสูบจากหลายพื้นที่ทั่วประเทศก็เคยออกมาแสดงจุดยืนคัดค้านแนวคิดดังกล่าวมาแล้ว เนื่องจากยังไม่มีมาตรการรองรับผู้ได้รับผลกระทบตลอดห่วงโซ่อุปทานยาสูบ และไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าจะลดการสูบบุหรี่ได้จริง แต่กลับเสี่ยงทำให้บุหรี่ผิดกฎหมายขยายตัว อีกทั้งยังเป็นมาตรการที่จะสร้างภาระผูกพันให้รัฐบาลและงบประมาณในอนาคต โดยไม่ได้แก้ปัญหาผู้สูบบุหรี่ในปัจจุบัน จึงขอเรียกร้องให้ภาครัฐรับฟังความคิดเห็นของเกษตรกรและผู้ได้รับผลกระทบอย่างรอบด้านก่อนผลักดันมาตรการ เนื่องจากกังวลว่าการกำหนดข้อห้ามในลักษณะนี้อาจส่งผลต่อความต้องการยาสูบในระยะยาว และกระทบต่อเศรษฐกิจของชุมชนเกษตรกรรมจำนวนมาก

นายสันต์ ระบุต่อว่า “กระทรวงสาธารณสุขอ้างว่าจะมีการช่วยเหลือชดเชยชาวไร่ แต่ก็ยังมองไม่เห็นว่ารัฐจะเอาเงินงบประมาณมาจากที่ไหน เพราะทุกวันนี้รัฐก็ถังแตก โดนตัดบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกันยกหมู่บ้าน แล้วยังจะมาทำลายอาชีพเราอีก ที่ผ่านมาเวลามีปัญหาในอุตสาหกรรม รัฐบอกจะช่วยเหลือจ่ายเงินชดเชย แต่ก็ล่าช้ามาโดยตลอด ชาวไร่ต้องรวมตัวกันเรียกร้องและรอเงินชดเชยเป็นเวลานาน ส่วนเรื่องพืชทดแทนก็ศึกษากันมาหลายสิบปี แต่ยังไม่เคยเห็นผลเป็นรูปธรรม” 

“พวกเรารู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้ง พรรคภูมิใจไทยได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอีสาน ได้เก้าอี้ไปถึง 64 ที่นั่ง อีกทั้ง รมต. สาธารณสุข นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ ซึ่งเป็นคนจังหวัดเพชรบูรณ์ พื้นที่ปลูกยาสูบและยาเส้นที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ แต่วันนี้กลับเลือกผลักดันนโยบายที่ขัดกับรากเหง้าของครอบครัวตนเอง หวังเพียงคำชื่นชมจากหน่วยงานด้านสาธารณสุข จนมองข้ามประชาชนได้ ทั้ง ๆ ที่หากไม่ทำอะไรแบบทุกวันนี้ก็ยังคงรักษาเก้าอี้รัฐมนตรีต่อไปได้ไม่ยากนัก” นายสันต์ กล่าว

“พวกเราอยากให้สส.ภูมิใจไทยในภาคอีสานทั้ง 64 คน ช่วยเป็นสื่อกลางถ่ายทอดความทุกข์ของพวกเราถึงนายกฯ อนุทิน ให้ท่านลงมาดูแลเรื่องนี้ด้วยตัวเอง เพราะที่ผ่านมา เมื่อมีนโยบายใดที่ถูกประชาชนคัดค้าน ท่านก็มักรับฟังและสั่งชะลอเพื่อทบทวน เราจึงหวังว่าครั้งนี้จะรับฟังเสียงของชาวไร่เช่นกัน ก่อนที่เกษตรกรยาสูบทั้งประเทศจะต้องเป็นผู้แบกรับผลกระทบจากนโยบายเพียงฝ่ายเดียว”

วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569

เปิดหน้าประวัติศาสตร์ใหม่! กาญจนบุรีผนึกกำลังผู้จัด ยึด "สวนไทรโยคแลนด์" จัดใหญ่เทศกาลดนตรี "มโหฬาร THE LEGEND" ขน 11 ตำนานเพื่อชีวิตกระหึ่มขุนเขา 14 พ.ย. นี้


กาญจนบุรี (11 สิงหาคม 2569) – จังหวัดกาญจนบุรี โดย นางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เป็นประธานในพิธีแถลงข่าวความร่วมมือครั้งสำคัญ ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานกาญจนบุรี, สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดกาญจนบุรี, ภาคธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดกาญจนบุรี และ บริษัท ไอเวิร์ค ครีเอเตอร์ จำกัดประกาศเปิดตัวเทศกาลดนตรีเพื่อชีวิตครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี "มโหฬาร THE LEGEND" ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2569 ณ สวนไทรโยคแลนด์ จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อผลักดันให้จังหวัดกาญจนบุรีเป็นจุดหมายปลายทาง (Destination) ระดับประเทศทางด้าน Event Marketing และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมดนตรีต้อนรับลมหนาว


นางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เปิดเผยถึงวิสัยทัศน์ความร่วมมือในครั้งนี้ว่า จังหวัดกาญจนบุรีเปี่ยมไปด้วยอัญมณีทางธรรมชาติ ทั้งขุนเขา สายน้ำ และมรดกทางประวัติศาสตร์ การผนึกกำลังร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้จัดงานในครั้งนี้ ถือเป็นวาระสำคัญในการยกระดับศักยภาพของจังหวัดเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศ โดยจังหวัดกาญจนบุรีมีความพร้อมสูงสุดทั้งในด้านระบบสาธารณูปโภค การรักษาความปลอดภัย และการอำนวยความสะดวก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและหมุนเวียนเศรษฐกิจฐานรากสู่ชุมชน ผู้ประกอบการ และประชาชนอย่างทั่วถึง


ด้าน นางสาวสรียา บุญมาก ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานกาญจนบุรี และ นางสาวจรรยารักษ์ สาธิตกิจ ผู้อำนวยการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดกาญจนบุรี ร่วมเน้นย้ำถึงการใช้ดนตรีและศิลปะเป็นสื่อกลางขับเคลื่อน Event Marketing ยุคใหม่ ซึ่งการจัดงาน "มโหฬาร THE LEGEND" ในบรรยากาศธรรมชาติ จะช่วยเชื่อมโยงการท่องเที่ยว (Travel Connection) สู่การเข้าพัก การอุดหนุนสินค้าชุมชน และการเดินทางท่องเที่ยวต่อเนื่องทั่วทั้งจังหวัดกาญจนบุรีในช่วง High Season
ขณะที่คณะผู้จัดงาน 'มโหฬาร THE LEGEND' นำโดยผู้บริหารลูกหลานคนเมืองกาญจน์ คุณมณีรัตน์ มะลิอ่อง และ คุณสมเกียรติ ครอบแก้ว จาก บริษัท ไอเวิร์ค ครีเอเตอร์ จำกัด ร่วมกับ คุณวิจิตร ศิริมา ผู้บริหาร บริษัท เอเยนซี่ ไอ แอม จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาโครงการฯ ได้ร่วมกันประกาศความพร้อม เนรมิตปรากฏการณ์ดนตรีระดับประเทศโดย นายสมเกียรติ ครอบแก้ว (คุณเอ) ตัวแทนผู้บริหารฯ เปิดเผยว่า "รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับการสนับสนุนอย่างเข้มแข็งจากทางจังหวัดกาญจนบุรี ททท. สำนักงานกาญจนบุรี และท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด ด้วยความตั้งใจของ ไอเวิร์ค ครีเอเตอร์ ร่วมกับวิสัยทัศน์ของ เอเยนซี่ ไอ แอม เราพร้อมสร้าง 'มโหฬาร THE LEGEND' ให้เป็นพื้นที่แห่งความสุขของแฟนเพลงทั่วประเทศ ผ่านบทเพลงของ 11 ศิลปินระดับตำนาน เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวและสร้างความตระการตาให้จังหวัดกาญจนบุรีอย่างเต็มภาคภูมิ"



ด้าน นายเอกฉัตร สุนทรหัทยา (คุณเอก) ผู้บริหารสวนไทรโยคแลนด์ และเป็น รองประธานหอการค้าจังหวัดกาญจนบุรีด้านการท่องเที่ยวและบริการและประธานชมรมผู้ประกอบการท่องเที่ยวและธุรกิจอำเภอไทรโยค ได้กล่าวถึงความพร้อมในมิติของพื้นที่และการบริการว่า "สวนไทรโยคแลนด์มีความพร้อมเต็ม 100% ในการเนรมิตเวทีการแสดงท่ามกลางธรรมชาติขุนเขาและสายน้ำ รวมถึงการบริหารจัดการพื้นที่เพื่อความปลอดภัยและความสะดวกสบายของผู้ร่วมงาน นอกจากนี้ ในนามตัวแทนภาคธุรกิจท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ โรงแรม รีสอร์ต ร้านอาหาร และร้านของฝากทั่วจังหวัดกาญจนบุรี ต่างร่วมใจกันเตรียมเปิดบ้านต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยมิตรภาพและการบริการที่เป็นธรรม เพื่อสร้างความประทับใจสูงสุดและยกระดับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของเมืองกาญจน์อย่างยั่งยืน"


งานครั้งนี้นำทัพตำนานโดย คาราบาว, พงษ์สิทธิ์ คำภีร์, พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ, หงา คาราวาน, สีเผือก คนด่านเกวียน, ทอม ดันดี ร่วมด้วย ฮิวโก้, ลาบานูน และศิลปินขวัญใจสายแคมป์รุ่นใหม่อย่าง คณะขวัญใจ, ไววิทย์ และ ดอนบม รวมความบันเทิงมาราธอน 12 ชั่วโมงเต็ม
โดยทางด้าน ศิลปิน ไววิทย์ ขวัญใจสายแคมป์ ตัวแทนทัพศิลปินที่มาร่วมโชว์เพลงอะคูสติกสร้างบรรยากาศภายในงานแถลงข่าว ได้เปิดเผยถึงความรู้สึกว่า "พวกเราตื่นเต้นและดีใจมากๆ ที่จะได้มาร่วมสร้างประวัติศาสตร์ดนตรีท่ามกลางโอบล้อมของขุนเขา สายน้ำ และลมหนาวแรกที่สวนไทรโยคแลนด์ ศิลปินทุกวงตั้งใจซ้อมกันอย่างเต็มที่เพื่อขนเพลงฮิตและโชว์สุดพิเศษมามอบให้แฟนเพลง อยากเชิญชวนทุกคนเตรียมร่างกายและเสียงร้องให้พร้อม แล้วมาสัมผัสบรรยากาศความอบอุ่นร่วมกันครับ"
สำหรับการเดินทางมายังงานมีความสะดวกยิ่งขึ้นด้วยทางหลวงพิเศษหมายเลข 81 (มอเตอร์เวย์ M81 บางใหญ่-กาญจนบุรี) รวมถึงเส้นทางรถไฟนำเที่ยวและรถไฟสายธรรมชาติที่ลง ณ สถานีถ้ำกระแซ


ทั้งนี้ บัตรรอบ Early Bird (ราคาโปรโมชันรอบสุดท้าย) เปิดจำหน่ายแล้ววันนี้:
บินเดี่ยว (1 ท่าน): 650 บาท (จากปกติ 1,200 บาท)
บินคู่ (2 ท่าน): 1,200 บาท (จากปกติ 2,400 บาท)
ฝูงบิน (เข้างานได้ 4 ท่าน): 2,200 บาท (จากปกติ 4,800 บาท)
VIP (เข้างานได้ 4 ท่าน): 10,000 บาท (จากปกติ 15,000 บาท)
VVIP (เข้างานได้ 4 ท่าน): 15,000 บาท (จากปกติ 25,000 บาท)
ผู้สนใจสามารถซื้อบัตรได้ทาง เคาน์เตอร์เซอร์วิส ในร้าน 7-Eleven ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือผ่านช่องทางออนไลน์ที่ www.MhlcTicket.com, AllTicket.com และ ตะกร้า TikTok Shop: มโหฬาร คอนเสิร์ต
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook Fanpage: มโหฬาร THE LEGEND(https://www.facebook.com/profile.php?id=61551761227894)

วช. ผนึกพลังนักวิจัย ถอดบทเรียน “ป้องกันภัยความรุนแรงในสังคมไทย ด้วยวิจัยและนวัตกรรม”


วันที่ 10 สิงหาคม 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดการเสวนาและถอดบทเรียน เรื่อง “ป้องกันภัยความรุนแรงในสังคมไทย ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานกล่าวเปิดการเสวนา พร้อมแถลงผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านการป้องกันความรุนแรงในสังคมไทย ณ ศูนย์ส่งเสริมการวิจัยเพื่อมรดก ทางวัฒนธรรม วช. 8 โดยมุ่งเผยแพร่องค์ความรู้และนวัตกรรมที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และลดความรุนแรงในเด็กและเยาวชน สถานศึกษา ครอบครัว ชุมชน และพื้นที่สาธารณะ
















ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้สูญเสียและผู้ได้รับบาดเจ็บ จากเหตุการณ์ความรุนแรงในสถานศึกษาที่ปรากฏในสื่อ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาความรุนแรงในสังคม โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน จำเป็นต้องได้รับการป้องกันและแก้ไขอย่างจริงจัง  “วช. ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนงานวิจัยที่ตอบโจทย์ปัญหาสำคัญของประเทศ และผลักดันองค์ความรู้และนวัตกรรมไปสู่การใช้ประโยชน์ในทุกมิติ โดย วช. สนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมในแผนงานเป้าหมาย ‘สังคมไทยไร้ความรุนแรง’ (Zero-Violence Society) และกลุ่มเรื่อง ‘สังคมคุณธรรม’ (Moral Society) เพื่อสนับสนุนการวิจัยในการสร้างความเข้าใจถึงรากเหง้าและปัจจัยของปัญหาความรุนแรง พร้อมพัฒนาเครื่องมือและกลไกสำหรับการป้องกันตั้งแต่ระดับบุคคล ครอบครัว โรงเรียน ชุมชน ไปจนถึงระดับสังคม”


ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง กล่าวต่อว่า ปัญหาความรุนแรงเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่มีปัจจัยซับซ้อนและเชื่อมโยงกัน ทั้งด้านจิตวิทยา ครอบครัว สื่อ เทคโนโลยี การเข้าถึงอาวุธ ตลอดจนโครงสร้างทางสังคมที่เปราะบาง ดังนั้น การแก้ไขปัญหาจึงไม่เพียงเฉพาะการเผชิญเหตุแล้วจึงเข้าไปแก้ไข แต่ต้องสร้าง “ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ” บนฐานขององค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ได้จริง เพื่อให้สามารถค้นหาสัญญาณความเสี่ยง เฝ้าระวัง และเข้าไปช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที


ถัดมาเป็นการเสวนาและถอดบทเรียน เรื่อง “ป้องกันภัยความรุนแรงในสังคมไทย ด้วยวิจัยและนวัตกรรม”

ภายในงานมีการนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่มุ่งป้องกันและลดปัญหาความรุนแรงในสังคมไทยในหลากหลายมิติ ได้แก่ "นวัตกรรมแอปพลิเคชัน สัญญาณความรุนแรง (Warning Signs)” ของเด็กและเยาวชน  โดย รองศาสตราจารย์ ดร.สุมนทิพย์ จิตสว่าง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย "นวัตกรรมการคัดกรองทักษะยับยั้งชั่งใจในเด็กวัยเรียน" โดย ดร.กนกพร ดอนเจดีย์ มหาวิทยาลัยมหิดล "นวัตกรรมครอบครัวพลังบวก พร้อมระบบพี่เลี้ยงและที่ปรึกษาในชุมชน" โดย รองศาสตราจารย์ นพ.สุริยเดว ทรีปาตี

ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) "ระบบตรวจจับและป้องกันอาชญากรรมด้วยปัญญาประดิษฐ์ในพื้นที่สาธารณะแบบปิด" โดย ดร.ภัทรัตน์ พันธุ์ประสิทธิ์

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี "นวัตกรรมสื่อสร้างสรรค์เพื่อป้องกันความรุนแรงในสังคม" โดย รองศาสตราจารย์ ดร.พนิดา จงสุขสมสกุล

มหาวิทยาลัยนเรศวร และ "นวัตกรรมมหาวิทยาลัยเพื่อป้องกันอาชญากรรมและพัฒนาทักษะการเผชิญเหตุ"

โดย รองศาสตราจารย์ พันตำรวจเอก ดร.ธิติ มหาเจริญ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ


ภายในงานมีการจัดนิทรรศการ “ชุดความรู้และนวัตกรรม” จากนักวิจัยไทย จำนวน 8 ผลงานสำคัญ ได้แก่

1. นวัตกรรมแอปพลิเคชันสัญญาณความรุนแรง (Warning Sign) ของเด็กและเยาวชน โดย รองศาสตราจารย์

ดร.สุมนทิพย์ จิตสว่าง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นเครื่องมือสำหรับประเมินความเสี่ยงเบื้องต้นและเฝ้าระวังพฤติกรรมที่อาจนำไปสู่ความรุนแรง เพื่อให้สามารถป้องกันและให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที

2. นวัตกรรมการคัดกรองทักษะยับยั้งชั่งใจในเด็กวัยเรียน โดย ดร.กนกพร ดอนเจดีย์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ซึ่งเป็นระบบประเมินและคัดกรองเด็กวัยเรียนอายุ 6–12 ปี เพื่อค้นหาแนวโน้มพฤติกรรมหุนหันพลันแล่น การขาดความอดทนรอคอย สมาธิจดจ่อ และความบกพร่องด้านทักษะการบริหารจัดการตนเอง (Executive Functions: EF) เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนพัฒนาทักษะและปรับพฤติกรรมให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน

3. นวัตกรรมครอบครัวพลังบวก พร้อมระบบพี่เลี้ยงที่ปรึกษาในชุมชน โดย รองศาสตราจารย์ นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) เป็นนวัตกรรมที่มุ่งส่งเสริมการเลี้ยงดูเชิงบวก สร้างทุนชีวิตให้แก่เด็กและเยาวชน พร้อมพัฒนาแกนนำและเครือข่ายพี่เลี้ยงในชุมชน เพื่อดูแล ให้คำปรึกษา และเชื่อมโยงการทำงานระหว่างครอบครัว ชุมชน โรงเรียน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อันนำไปสู่การสร้างครอบครัวเข้มแข็งและลดความรุนแรงในครอบครัว

4. ระบบตรวจจับและป้องกันอาชญากรรมด้วยปัญญาประดิษฐ์ในพื้นที่สาธารณะแบบปิด โดย ดร.ภัทรัตน์ พันธุ์ประสิทธิ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อการตรวจตรา เฝ้าระวัง และป้องกันเหตุอาชญากรรมและเหตุรุนแรงด้วยอาวุธ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการตอบสนองต่อสถานการณ์

5. นวัตกรรมสื่อสร้างสรรค์เพื่อป้องกันความรุนแรงในสังคม โดย รองศาสตราจารย์ ดร.พนิดา จงสุขสมสกุล มหาวิทยาลัยนเรศวร นำองค์ความรู้เกี่ยวกับปัจจัยของความรุนแรงมาพัฒนากระบวนการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ เพื่อสร้างการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมของสังคม ผ่านการประยุกต์ใช้ AI และสื่อหลากหลายรูปแบบ อาทิ ภาพยนตร์ ทัศนศิลป์ สื่อโสตทัศนูปกรณ์ และเทคโนโลยี AR/VR

6. นวัตกรรมมหาวิทยาลัยป้องกันอาชญากรรมและทักษะการเผชิญเหตุ โดย รองศาสตราจารย์ พันตำรวจเอก ดร.ธิติ มหาเจริญ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ มุ่งสร้างภูมิคุ้มกันด้านอาชญากรรมและความปลอดภัยให้แก่นักศึกษา บุคลากร และประชาคมมหาวิทยาลัย ให้มีความตระหนักรู้ สามารถป้องกันและรับมือกับภัยคุกคามทั้งในโลกดิจิทัลและสถานการณ์ความรุนแรง ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยเพื่อยกระดับการป้องกันอาชญากรรมอย่างเป็นระบบ

7.นวัตกรรมแอปพลิเคชัน BeBrave เครื่องมือแจ้งเหตุความรุนแรงฉุกเฉิน โดย รองศาสตราจารย์.ดร.สุณีย์ กัลยะจิตร มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันสำหรับการแจ้งเหตุฉุกเฉิน และไม่พึงประสงค์ สามารถประสานงานตำรวจในพื้นที่ได้ โดยมีจุดเด่นคือการผสานระหว่าง ความรวดเร็วในการแจ้งเหตุ ความแม่นยำของตำแหน่ง และความปลอดภัยแบบเงียบ (silent SOS)

8.นวัตกรรม School Health and Disaster–Violence Prevention (SHD-V): BREAK THE CYCLE เพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิต ป้องกันความรุนแรง และพัฒนาโรงเรียนสุขภาวะดีและปลอดภัย โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปัญจพาณ์ สุขโข สถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา สภากาชาดไทยนวัตกรรมเชิงระบบที่บูรณาการ 5 เสาหลัก ได้แก่ สุขภาพกาย สุขภาพใจ สุขภาพทางเพศ การเตรียมพร้อมรับเหตุฉุกเฉินสาธารณภัย และการป้องกันและลดความรุนแรง โดยเชื่อมโยงหลักสูตร สื่อการเรียนรู้ เทคโนโลยี การฝึกปฏิบัติ แผนโรงเรียน และความร่วมมือระหว่างโรงเรียน ครอบครัว และชุมชน


ทั้งนี้ การจัดเสวนาและถอดบทเรียนในครั้งนี้ นับเป็นเรื่องสำคัญ ที่ วช. มุ่งผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมจาก “องค์ความรู้” สู่ “การใช้ประโยชน์จริง” เพื่อสร้างระบบป้องกันความรุนแรงเชิงรุกที่สามารถเฝ้าระวังและเข้าแทรกแซงได้ก่อนเกิดเหตุ พร้อมเชื่อมโยงพลังความร่วมมือจากนักวิจัย ภาครัฐ สถานศึกษา ครอบครัว ชุมชน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ร่วมสร้างสังคมไทยที่ปลอดภัย ครอบครัวเข้มแข็ง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีและความปลอดภัยของสังคม

วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569

ปลดล็อกมิติใหม่ Sport Tourism ‘ชีจรรย์ กอล์ฟ รีสอร์ท’ เปิดตัว Flinggolf แห่งแรกในเอเชีย เนรมิตพื้นที่สู่ ‘Executive Playground’ เต็มรูปแบบ


#พัทยา, ประเทศไทย - เมื่อ ‘กีฬากอล์ฟ’ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การออกรอบในกรอบเดิมๆ และความสนุกถูกนิยามใหม่ให้เปิดกว้างสำหรับทุกคน ชีจรรย์ กอล์ฟ รีสอร์ท (Chee Chan Golf Resort) สนามกอล์ฟระดับพรีเมียมแห่งเมืองพัทยา ได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sport Tourism) ของไทยและภูมิภาคเอเชีย ด้วยการประกาศวิสัยทัศน์ก้าวสู่การเป็น ‘Executive Playground’ อย่างเต็มรูปแบบ ผสานโลกของกีฬา ความบันเทิงระดับโลก และการท่องเที่ยวเชิงอาหารไว้ในที่เดียว


งานแถลงข่าวประวัติศาสตร์ในครั้งนี้ นำโดย คุณชัยวัฒน์ ตามไท ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานพัทยา และคุณชินทัต เจียอาภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Chartered Square Holdings จำกัด พร้อมด้วยพันธมิตรทางธุรกิจ ร่วมกันเปิดตัวไฮไลต์ระดับโลกที่จะเปลี่ยนพัทยาให้กลายเป็นหมุดหมายใหม่ของนักเดินทางและสปอร์ตไลฟ์สไตล์จากทั่วทุกมุมโลก

1. ผู้นำแห่งแรกในไทยและเอเชีย: ปลดล็อก 'Flinggolf' สนุกได้ใน 15 นาที ไร้ข้อจำกัดเรื่องวัย 
เพื่อตอบรับเทรนด์การท่องเที่ยวเชิงคุณค่า (Value-based Tourism) ชีจรรย์ กอล์ฟ รีสอร์ท ได้นำ ‘Flinggolf’ กีฬาแนวใหม่สุดฮิตสัญชาติอเมริกัน เข้ามาเปิดให้บริการเป็นแห่งแรกในประเทศไทยและทวีปเอเชีย



ความโดดเด่นของ Flinggolf คือการผสมผสานเสน่ห์ของกอล์ฟเข้ากับความคล่องตัว ใช้ไม้ FlingStick เพียงด้ามเดียวในการขว้างและพัตต์ลูกบนแฟร์เวย์ โดยไม่จำเป็นต้องใช้เวลาฝึกฝนนานหลายปี เพียงเรียนรู้แค่ 15 นาที ก็สามารถเริ่มเล่นในสนามจริงได้ทันที ทลายกำแพงเดิมๆ ของกีฬากอล์ฟ ทำให้คนรุ่นใหม่ ครอบครัว ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่ไม่เคยเล่นกอล์ฟมาก่อน สามารถร่วมสนุกบนสนามหญ้าเขียวขจีได้อย่างเท่าเทียมและเป็นกันเอง

2. ปรากฏการณ์ความบันเทิงระดับโลก: ครั้งแรกกับการผนึกกำลัง ‘One Piece’ เขย่าวงการกอล์ฟ
เตรียมพบกับความตื่นเต้นครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อ ชีจรรย์ กอล์ฟ รีสอร์ท ผนึกกำลังครั้งแรกของโลกกับ ‘One Piece’ อนิเมะระดับตำนานที่มีแฟนคลับเหนียวแน่นทั่วโลก สร้างสรรค์โปรเจกต์ Global Collaboration ที่จะเขย่าวงการกอล์ฟให้สั่นสะเทือน!

โปรเจกต์พิเศษนี้จัดทำขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้เหล่า นักกอล์ฟ และสาวกหมวกฟาง ได้จับจองเป็นเจ้าของ Collection Golf Souvenir และ Exclusive Merchandise ลิขสิทธิ์แท้สุดพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อสนามกอล์ฟเป็นครั้งแรก เติมเต็มพลังแห่งการผจญภัย ความสนุกสนาน และการสะสมของทุกๆ คน


งานนี้ ชีจรรย์ กอล์ฟ รีสอร์ท พร้อมส่งมอบประสบการณ์ใหม่ที่เหนือกว่า เพื่อผลักดันชื่อเสียงของสนามกอล์ฟไทยให้ก้าวไกล และก้าวขึ้นแท่นผู้นำตัวจริงในเวทีเอเชีย เชื่อมโยงเสน่ห์ของ Pop Culture เข้ากับไลฟ์สไตล์กีฬากอล์ฟได้อย่างลงตัวที่สุด

3. World-First Experience: Electric Go-Kart on the Fairway 
ในฐานะ Executive Playground ชีจรรย์ กอล์ฟ รีสอร์ท ยังเติมเต็มความตื่นเต้นเร้าใจด้วยบริการรถ Go Kart ไฟฟ้าในสนามกอล์ฟแห่งแรกของโลก ให้ผู้เข้าร่วมได้ขับรถชมบรรยากาศยามพระอาทิตย์ตกดิน ท่ามกลางทัศนียภาพอันตระการตาของพระพุทธรูปแกะสลักหน้าผาหินเขาชีจรรย์ ผสมผสานความสปอร์ตและความสุนทรีย์ไว้ได้อย่างลงตัว สร้างสีสันและความแปลกใหม่ตามแนวคิด Amazing Thailand

4. Gastronomy Tourism: ดื่มด่ำสุนทรียภาพแห่งรสชาติ ณ ห้องอาหาร The View
ปิดท้ายความประทับใจด้วยมิติอาหารและการพักผ่อน ณ ห้องอาหาร The View @ชีจรรย์ กอล์ฟ รีสอร์ท ที่นำเสนอเมนูอาหารระดับพรีเมียมสูตรพิเศษที่ทุกคนเข้าถึงได้ คัดสรรวัตถุดิบอย่างพิถีพิถัน เสิร์ฟพร้อมทัศนียภาพแบบพาโนรามา 270 องศา มองเห็นผาเขาชีจรรย์และผืนหญ้าสีเขียวของสนามกอล์ฟ ยกระดับการกินดื่มให้เป็นมากกว่ามื้ออาหาร แต่คือประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสที่เติมพลังใจให้กับผู้มาเยือนทุกคน


"Flinggolf ประสบการณ์ Go Kart ไฟฟ้าในสนามกอล์ฟแห่งแรกของโลก รวมถึงการ Collaboration ระดับโลกอย่าง One Piece คือคำตอบของการก้าวข้ามกรอบเดิมๆ ชีจรรย์ กอล์ฟ รีสอร์ท ไม่ได้เป็นเพียงแค่สนามกอล์ฟที่สวยงามติดอันดับโลก แต่เรากำลังเป็น Executive Playground ที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักกอล์ฟมืออาชีพ สาวกอนิเมะ ผู้รักความตื่นเต้น ครอบครัว หรือคนรุ่นใหม่ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ไร้ขีดจำกัด และก้าวขึ้นแท่นผู้นำตัวจริงในเวทีเอเชีย"


คุณชินทัต เจียอาภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Chartered Square Holdings จำกัด กล่าวว่า "การที่ภาคเอกชนลุกขึ้นมาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ทั้งการนำ Flinggolf เข้ามาเป็นแห่งแรกในเอเชีย และการผสานความบันเทิงระดับโลก ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สอดคล้องกับแนวคิด Amazing Thailand ของ ททท. ในการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ และกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืน"


คุณชัยวัฒน์ ตามไท ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานพัทยา กล่าวว่า การขยับตัวครั้งประวัติศาสตร์ของ ชีจรรย์ กอล์ฟ รีสอร์ท ในครั้งนี้ คือการปักหมุดวิสัยทัศน์ใหม่ที่ก้าวข้ามกรอบความคุ้นเคยเดิมๆ ของสนามกอล์ฟสู่การเป็น Executive Playground อย่างแท้จริง โดยมุ่งเน้นการส่งมอบความประทับใจและประสบการณ์เหนือระดับให้นักท่องเที่ยวทุกคน ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ที่พร้อมหมุนเวียนสร้างความสุขในทุกๆ เดือน

ไม่ว่าจะเป็นความท้าทายใหม่จากกีฬา Flinggolf, กิจกรรมการขับ Go Kart ไฟฟ้าในสนามกอล์ฟ, ความตื่นเต้นจากโปรเจกต์ความร่วมมือระดับสากลกับ One Piece ไปจนถึงสุนทรียภาพแห่งการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) ณ ห้องอาหาร The View พร้อมทัศนียภาพพาโนรามา 270 องศาของเขาชีจรรย์

ทั้งหมดนี้ไม่เพียงสร้างมิติใหม่แห่งความบันเทิงที่ทุกคนเข้าถึงได้ แต่ยังเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนและยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย พร้อมปักหมุดให้ประเทศไทยก้าวขึ้นสู่การเป็น Hub แห่ง Sport Tourism & Lifestyle Destination ระดับท็อปของภูมิภาคเอเชียอย่างยั่งยืน


ข้อมูลการติดต่อและบริการ
สถานที่: ชีจรรย์ กอล์ฟ รีสอร์ท (Chee Chan Golf Resort) อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี (ใกล้เมืองพัทยา)
บริการไฮไลต์: Flinggolf, รถ Go Kart ไฟฟ้าในสนามกอล์ฟ, คอลเลกชันพิเศษ Chee Chan x One Piece, ห้องอาหาร The View (ชมวิวเขาชีจรรย์ 270 องศา)
โทรศัพท์: 038-196-555, 083-148-5555

#CheeChanGolfResort #ExecutivePlayground #FlinggolfThailand #SportTourism #AmazingThailand

กรมการค้าภายใน ชวนช้อปของดีจากเกษตรกรทั่วประเทศ ในงาน “Farm Outlet Market 2026”คัดสินค้าเกษตร–ผลไม้สด–ผลิตภัณฑ์ชุมชนส่งตรงถึงผู้บริโภคคาดกระจายรายได้สู่ฐานรากไม่น้อยกว่า 20 ล้านบาท

กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เชิญชวนประชาชนร่วมอุดหนุนสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ จากวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศ ในงาน “Farm Outlet Market 2026” เป...