วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

พลิกโฉมการศึกษาใต้! เครือข่ายโรงเรียนคาทอลิกดัง เขตมิสซังสุราษฎร์ธานี จับมือสถาบัน พว.ยกระดับครูสู่การจัดการเรียนรู้ Active Learning ด้วยกระบวนการ GPAS 5 Steps มุ่งสร้าง “นวัตกรตัวน้อย” รับหลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐานฉบับปรับปรุง'60

พลิกโฉมการศึกษาใต้! เครือข่ายโรงเรียนคาทอลิกดัง เขตมิสซังสุราษฎร์ธานี จับมือสถาบัน พว.ยกระดับครูสู่การจัดการเรียนรู้ Active Learning ด้วยกระบวนการ GPAS 5 Steps 
มุ่งสร้าง “นวัตกรตัวน้อย” รับหลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐานฉบับปรับปรุง'60
 

เครือข่ายโรงเรียนเทพมิตรศึกษา จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนคาทอลิกชื่อดัง เขตมิสซังสุราษฎร์ธานี ร่วมกับสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “การพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน ผ่านนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ร่วมกับกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps และการประเมินตามสภาพจริง” ณ โรงแรมวังใต้ อำเภอเมือง จ.สุราษฎร์ธานี ในวันที่ 25-26 กรกฎาคม 2569 เพื่อเตรียมความพร้อมผู้บริหารโรงเรียนและคณะครูก้าวสู่การจัดการศึกษาฐานสมรรถนะอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีผู้บริหารโรงเรียนและคณะครูโรงเรียนเทพมิตรศึกษา อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี เปิดสอนตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษา และโรงเรียนมารีย์พิทักษ์ศึกษา อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช เปิดสอนตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงประถมศึกษา รวมประมาณ 220 คน เข้าร่วมการอบรม

ไฮไลต์ของการอบรมครั้งนี้ สถาบัน พว.ได้เพิ่มความเข้มข้นในภาคปฏิบัติ โดยมีการแยกห้องอบรมปฏิบัติการเจาะลึกตามระดับชั้นเรียนออกเป็น 3 ห้อง เพื่อตอบโจทย์จิตวิทยาและพัฒนาการของนักเรียนอย่างตรงจุด โดยมีคณะวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ ประกอบด้วย ห้องที่ 1 ระดับปฐมวัย : วิทยากรโดย ดร.อภิรัตน์ดา ทองแกมแก้ว , ห้องที่ 2 ระดับประถมศึกษา : วิทยากรโดย ดร.ปพนวัจน์ ลภัสภิญโญโชค และห้องที่ 3-4 ระดับมัธยมศึกษา : วิทยากรโดย รศ.ดร.ชนสิทธิ์ สิทธิ์สูงเนิน และ ดร.สรัล สุวรรณ เพื่อบรรลุตามเป้าหมายสูงสุดของโครงการตลอดการอบรมทั้ง 2 วัน โดยคณะครูจะได้ร่วมกันลงมือปฏิบัติ ถอดบทเรียน และออกแบบ “หน่วยการเรียนรู้บูรณาการกลุ่มละ 1 หน่วย” ที่สมบูรณ์พร้อมและสามารถนำกลับไปทดลองใช้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนจริงในชั้นเรียนได้ทันที ซึ่งถือเป็นมิติใหม่ของการพัฒนาครูที่เน้นผลลัพธ์เชิงพฤติกรรม เพื่อขับเคลื่อนคุณภาพผู้เรียนในพื้นที่ภาคใต้ให้เติบโตอย่างมีสมรรถนะในระดับสากลต่อไป


บาทหลวงยุทธการ ยนปลัดยศ ผู้รับใบอนุญาตสถานศึกษา โรงเรียนเทพมิตรศึกษา จ.สุราษฎร์ธานี กล่าวในระหว่างเป็นประธานพิธีเปิดการอบรมเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ว่า ถือเป็นโอกาสดีที่คณะครูและผู้บริหารโรงเรียนในเครือเทพมิตรศึกษา จะได้มาร่วมกันเรียนรู้จากสถาบัน พว.ในการเพิ่มสมรรถนะให้กับนักเรียน ผ่านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ร่วมกับกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps และการประเมินตามสภาพจริง ซึ่งจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยทำให้ครูได้ปรับเปลี่ยนมุมมองการจัดการเรียนการสอนแบบเก่า จากผู้ถ่ายถอดเนื้อหามาเป็นผู้ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ ให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติ คิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา ซึ่งจะเป็นการดึงศักยภาพของนักเรียนออกมาได้อย่างสูงสุด เพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นนวัตกรรมที่มีคุณค่าต่อสังคม อันเป็นทักษะที่จำเป็นในโลกศตวรรษที่ 21  “การร่วมมือกับสถาบัน พว.ครั้งนี้ เชื่อว่าจะทำให้ครูของโรงเรียนในเครือเทพมิตรศึกษาสามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างโดดเด่นกว่าโรงเรียนแห่งอื่นๆ และสอดรับกับที่โรงเรียนของเราได้ตั้งเป้าการเป็นโรงเรียนนำร่องสร้างนวัตกรรมทั้งของครูและนักเรียน” บาทหลวงยุทธการ กล่าว


ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหาร สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการสามัญของคณะกรรมาธิการการศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา และอดีตกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา บรรยายพิเศษในหัวข้อ “กรอบแนวคิดหลักของการพลิกโฉมกระบวนการเรียนรู้” โดยได้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการยกระดับคุณภาพห้องเรียนไทย จากระบบท่องจำ (Passive Learning) ไปสู่ปฏิบัตินิยม (Active Learning) บ่มเพาะทักษะผ่านกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เพื่อสร้างสมรรถนะนักเรียนให้ก้าวไปสู่การเป็น “นวัตกร” ที่สร้างสรรค์นวัตกรรมมีคุณค่าประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นชัดเจนจากผลงานนวัตกรรมของนักเรียนโรงเรียนดรุณาราชบุรี ที่สถาบัน พว.ได้ไปช่วยสร้างให้เป็นโรงเรียนต้นแบบมาตรฐานระดับโลก เช่น นวัตกรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่คิดค้นสร้างเสียงสะท้อนไล่นกพิราบไม่ให้มารบกวนตามอาคารบ้านเรือน หรือผลงานนวัตกรรมของนักเรียนชั้น ม.4 เกี่ยวกับแสงที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลหาเส้นเลือดของผู้ป่วยเพื่อเจาะไปตรวจได้อย่างง่ายดาย

ดร.ศักดิ์สิน ให้สัมภาษณ์ภายหลังการบรรยายว่า การที่ประเทศไทยจะสามารถก้าวไปสู่ยุค 4.0 ได้ จำเป็นจะต้องปรับเปลี่ยนระบบการศึกษาจากการถ่ายทอดเนื้อหา (Content) ไปสู่การพัฒนาสมรรถนะนักเรียนให้สามารถคิดวิเคราะห์ สร้างองค์ความรู้ และสร้างนวัตกรรมได้ด้วยตนเอง แต่โรงเรียนส่วนใหญ่ในปัจจุบันยังยึดติดกับการสอนเพื่อสอบ และตัดสินนักเรียนจากคะแนน ซึ่งเป็นเพียงการจำแนกเด็กเก่งหรืออ่อน มากกว่าการประเมินเพื่อดึงศักยภาพของนักเรียนแต่ละคนออกมา แตกต่างจากหลักสากลที่ใช้กระบวนการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม Active Learning ให้นักเรียนเป็นผู้ลงมือทำ และสร้างความรู้ด้วยตนเอง ครูจะทำหน้าที่เป็นเพียงออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ แทนการถ่ายทอดเนื้อหาเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งจะทำให้นักเรียนได้เรียนรู้แต่ละรายวิชาอย่างรู้ความหมาย ค้นพบความรู้และสร้างขึ้นเองกลายเป็นความจำระยะยาว และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง แตกต่างจากการเรียนแบบท่องจำที่ผ่านไปไม่กี่วันก็ลืมแล้ว ทั้งนี้ สถาบัน พว.จะเดินหน้าพัฒนาสมรรถนะครูและนักเรียนในโรงเรียนภูมิภาคอื่นๆ ด้วย เพื่อให้เยาวชนไทยทุกคนได้รับโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม


นายชาญชัย ชื่นพระแสง ผู้อำนวยการโรงเรียนเทพมิตรศึกษา จ.สุราษฎร์ธานี ให้สัมภาษณ์ว่า ตนเชื่อว่าการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ร่วมกับกับกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps จะเป็นเครื่องมือช่วยให้ครูของโรงเรียนสามารถออกแบบการเรียนรู้ที่ตอบสนองศักยภาพของนักเรียนแต่ละคนที่แตกต่างกัน จะช่วยให้นักเรียนทุกคนสามารถพัฒนาไปพร้อมๆ กันได้ เพื่อให้นักเรียนมีสมรรถนะ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ที่ในแต่ละห้องเรียนย่อมมีทั้งนักเรียนที่เรียนรู้ได้เร็วและนักเรียนที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ

นางศุภลักษณ์ สวนจันทร์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายประถมศึกษาตอนต้น โรงเรียนเทพมิตรศึกษา จ.สุราษฎร์ธานี ให้สัมภาษณ์ว่า การอบรมครั้งนี้ทำให้เห็นแนวทางการพัฒนาสมรรถนะนักเรียนที่เป็นรูปธรรม สามารถนำไปปรับใช้ในห้องเรียนได้ทันที เพียงแค่ปรับเปลี่ยนบทบาทของครูจากผู้ถ่ายทอดเนื้อหามาเป็นผู้ออกแบบกระบวนการเรียนรู้ และอำนวยความสะดวกให้นักเรียนได้เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติ เพื่อคิดค้นสร้างความรู้ด้วยตนเอง โดยเฉพาะในปัจจุบันมีแหล่งเรียนรู้มากมาย ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะแต่ในหนังสือเท่านั้น

นายชนก ณ วาโย ผู้ช่วยผู้อำนวยการ กลุ่มบริหารงานมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนเทพมิตรศึกษา จ.สุราษฎร์ธานี ให้สัมภาษณ์ว่า การจัดอบรมของสถาบัน พว.ครั้งนี้ จะช่วยให้ครูมีความเข้าใจชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับขั้นตอนและกระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning ร่วมกับกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 

ครูสาคร มาตพงษ์ โรงเรียนมารีย์พิทักษ์ศึกษา จ.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า การมาเข้าร่วมอบรมกับวิทยากรจากสถาบัน พว.ในครั้งนี้ ทำให้มีความรู้ความเข้าใจในการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ร่วมกับกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ตนเชื่อว่าจะเป็นเครื่องมือในการจัดการเรียนการสอนที่ช่วยพลิกโฉมคุณภาพของนักเรียนได้อย่างแน่นอน ซึ่งคิดว่าไม่ใช่เรื่องยากที่ครูจะนำไปถ่ายทอดต่อให้กับลูกศิษย์ของเรา ทั้งนี้ ที่ผ่านมาครูในโรงเรียนมารีย์พิทักษ์ศึกษาก็มีการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning อยู่บ้าง แต่หลังจากนี้ก็คงดำเนินการกันอย่างเข้มข้นขึ้น และคงจะเป็นโมเดลตัวอย่างให้กับโรงเรียนอื่นๆ ใน จ.นครศรีธรรมราชได้ด้วยสามารถต่อยอดในอนาคตได้

ครูนิภาวรรณ เทพีรัตน์ หัวหน้ากลุ่มงานวิชาการ โรงเรียนเทพมิตรศึกษา จ.สุราษฎร์ธานี ใหสัมภาษณ์ว่า กระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning ร่วมกับกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ตามแนวทางของสถาบัน พว. ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับการเรียนการสอน เพราะเปลี่ยนบทบาทนักเรียนเรียนจากผู้รับความรู้ไปสู่ผู้สร้างความรู้ด้วยตนเอง ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่เป็นลำดับขั้น โดยกรอบการจัดการเรียนรู้ GPAS 5 Steps จะช่วยให้ครูออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ ส่งเสริมให้นักเรียนได้ค้นคว้า รวบรวมข้อมูล คิดวิเคราะห์ ลงมือปฏิบัติ และนำเสนอผลงานด้วยตนเอง นักเรียนไม่ได้เป็นเพียงผู้ฟัง แต่ได้มีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของการเรียนรู้ เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กที่มีความสามารถแตกต่างกันได้แสดงศักยภาพในด้านที่ตนถนัด ซึ่งจะทำให้ทั้งครูและนักเรียนสนุกกับการเรียนการสอนมากขึ้น
ครูสาคร มาตพงษ์ โรงเรียนมารีย์พิทักษ์ศึกษา จ.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า การมาเข้าร่วมอบรมกับวิทยากรจากสถาบัน พว.ในครั้งนี้ ทำให้มีความรู้ความเข้าใจในการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ร่วมกับกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ตนเชื่อว่าจะเป็นเครื่องมือในการจัดการเรียนการสอนที่ช่วยพลิกโฉมคุณภาพของนักเรียนได้อย่างแน่นอน ซึ่งคิดว่าไม่ใช่เรื่องยากที่ครูจะนำไปถ่ายทอดต่อให้กับลูกศิษย์ของเรา ทั้งนี้ ที่ผ่านมาครูในโรงเรียนมารีย์พิทักษ์ศึกษาก็มีการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning อยู่บ้าง แต่หลังจากนี้ก็คงดำเนินการกันอย่างเข้มข้นขึ้น และคงจะเป็นโมเดลตัวอย่างให้กับโรงเรียนอื่นๆ ใน จ.นครศรีธรรมราชได้ด้วย


ทั้งนี้ เป้าหมายสูงสุดของโครงการตลอดการอบรมทั้ง 2 วัน คณะครูอาจารย์ที่เข้าร่วมจะร่วมกันลงมือ ปฏิบัติ ถอดบทเรียน และออกแบบ “หน่วยการเรียนรู้บูรณาการกลุ่มละ 1 หน่วย” ที่สมบูรณ์พร้อมและ สามารถนำกลับไปทดลองใช้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนจริงในชั้นเรียนได้ทันที ซึ่งถือเป็นมิติใหม่ของการ พัฒนาครูที่เน้นผลลัพธ์เชิงพฤติกรรม เพื่อขับเคลื่อนคุณภาพผู้เรียนในพื้นที่ภาคใต้ให้เติบโตอย่างมีสมรรถนะ   ในระดับสากลต่อไป 

วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

วช. โชว์ผลการดำเนินงานและการเตรียมรับมืออุทกภัยและการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ด้วย ววน.


 วช. โชว์ผลการดำเนินงานและการเตรียมรับมืออุทกภัยและการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ด้วย ววน.


วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดการเสวนา “การรับมืออุทกภัยและบริหารน้ำด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม” โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิดและแถลงผลการดำเนินงานด้านการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการรับมืออุทกภัยและการบริหารจัดการน้ำ พร้อมด้วย รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผู้อำนวยการแผนงาน (Program Director) แผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. วช. คณะผู้บริหาร วช. นักวิจัย และสื่อมวลชน เข้าร่วม ณ ศูนย์สารสนเทศกลางด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง กล่าวว่า ช่วงนี้ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูกาลมรสุม เป็นสัญญาณในการเฝ้าระวังอุทกภัย วช.จึงได้นำผลการดำเนินงานจากผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่ใช้รับมืออุทกภัย และการบริหารจัดการน้ำ ภายใต้แผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง ใน 10 จังหวัด ที่รวบรวมทีมนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญ ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ในหลายพื้นที่ ได้แก่ 
1.    ระบบการเตือนภัยและแนวทางการป้องกันน้ำท่วมในเขตเมือง จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย จังหวัดขอนแก่น ระบบรับและระบายน้ำเพื่อช่วยหน่วงน้ำ จังหวัดลำพูน
2.    ระบบข้อมูล Hat Yai ROD เพื่อการจัดการอุทกภัยด้านสุขภาพ ที่เป็น One Data Platform เชื่อมโยงข้อมูลจากทุกแหล่งและทุกระยะของการจัดการภัยพิบัติ
3.    การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำด้วยระบบข้อมูลกลางที่เชื่อมโยงระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล เป็นฐาน พื้นที่ต้นแบบจังหวัดกำแพงเพชร รวมถึง การจัดการน้ำแบบมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อลดความเสี่ยงน้ำท่วมน้ำแล้งพื้นที่คาบสมุทรสทิงพระ จังหวัดสงขลา
4.    การจัดการเติมน้ำใต้ดิน (Managed Aquifer Recharge, MAR): เพื่อเพิ่มน้ำต้นทุนนอกเขตชลประทานในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น และจังหวัดชัยภูมิ ระบบสูบน้ำพลังงานทดแทนในพื้นที่อำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน นวัตกรรมฝายแกนดินซีเมนต์: เพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการระดับพื้นที่ 
5.    นวัตกรรมทางการเกษตรที่ซึ่งช่วยรักษาผลผลิตจากการขาดแคลนน้ำ เทคโนโลยีโรงเรือนและการจัดการดิน-น้ำ เพื่อการปลูกผักในพื้นที่อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา การบริหารจัดการข้าวนาริมเล จังหวัดพัทลุง ระบบการผลิตถั่วเหลืองหลังการเก็บเกี่ยวข้าวนาปีในฤดูแล้ง และระบบการให้น้ำอย่างแม่นยำในสวนมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเพื่อการส่งออก 
โดย วช. ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนแผนงานวิจัยด้านการบริหารจัดการน้ำ โดยบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เพื่อเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยและความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ เพื่อลดความเสียหายจากอุทกภัย เพิ่มความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจแก่ชุมชน ผ่านความร่วมมือของหน่วยงานวิจัย ภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคประชาชน

รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ กล่าวว่า แผนงานวิจัยด้านการบริหารจัดการน้ำมุ่งแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งควบคู่กับการสร้างมูลค่าและรายได้ให้แก่ชุมชน ซึ่งในช่วงนี้ในหลายพื้นที่จะเน้นที่การซ้อมรับมืออุทกภัยภายใต้สถานการณ์จำลองเพื่อทบทวนความพร้อม และช่องทางในการประสานการทำงานระหว่างภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความคล่องตัวเมื่อเผชิญเหตุการณ์จริง 

ภายในงานมีการเสวนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำและการรับมืออุทกภัยในหลากหลายมิติ โดย 
ดร.ฐกลพัชร์ ขำพึ่งสน จากสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) นำเสนอการวิเคราะห์สถานการณ์ฝนในช่วง 1–3 เดือนข้างหน้าและแนวโน้มการเกิดอุทกภัย เพื่อใช้ข้อมูลพยากรณ์อากาศและระบบติดตามสถานการณ์น้ำเพื่อสนับสนุนการวางแผนเตรียมความพร้อมของหน่วยงานและประชาชน 

รศ.ชูโชค อายุพงศ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถ่ายทอดประสบการณ์การเตรียมความพร้อมและการซ้อมรับมืออุทกภัยในพื้นที่เมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยนำเสนอการประยุกต์ใช้แบบจำลองสถานการณ์ ระบบเตือนภัย และการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและลดผลกระทบจากน้ำท่วมในเขตเมือง 

ผศ.น.สพ.ดร.วินัย แก้วละมุล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำเสนอแนวทางการเตรียมรับมือภัยน้ำหลากในจังหวัดน่าน 

ผศ.ดร.วรพงษ์ โล่ห์ไพศาลกฤช มหาวิทยาลัยขอนแก่น นำเสนอแนวคิดการใช้บึงพักน้ำเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการรองรับและหน่วงน้ำในช่วงฝนตกหนัก เพื่อลดปัญหาน้ำท่วมขังในเขตเมือง และเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในระยะยาว 

ศ.นพ.ประสิทธิ์ วุฒิสุทธิเมธาวี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ถ่ายทอดกรณีศึกษาการบริหารจัดการอุทกภัยในอำเภอหาดใหญ่ โดยประยุกต์ใช้ระบบข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัลเชื่อมโยงการบริหารจัดการน้ำกับระบบบริการสาธารณสุขและการช่วยเหลือประชาชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรับมือและลดผลกระทบจากภัยพิบัติ 

และสรุปสุดท้าย โดย รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ เกี่ยวกับการใช้วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเพื่อบริหารความเสี่ยงจากอุทกภัย โดยเน้นการบูรณาการองค์ความรู้ เทคโนโลยี และฐานข้อมูลร่วมกันของทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับการคาดการณ์ การเตรียมความพร้อม และการตัดสินใจเชิงนโยบาย อันจะนำไปสู่การบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน

การจัดการเสวนาครั้ง วช.มุ่งขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการน้ำของประเทศ ผ่านการบูรณาการองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการคาดการณ์ ป้องกัน และรับมืออุทกภัย ลดผลกระทบต่อประชาชน เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม พร้อมผลักดันการใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัยสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ ประธานมูลนิธิธรรมาภิบาลและต่อต้านทุจริต ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) พัฒนางานด้านวิชาการ พัฒนาบุคลากร โครงการผู้เรียนกับนางสาวติรวดี รัตนตถิกุล รองผู้อำนวยการโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางเขน



     วันที่ 24 ก.ค.69 เวลา 13.00 น. ที่ หอประชุมเทวาสถิต โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางเขน มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ความร่วมมือทางวิชาการระหว่าง มูลนิธิธรรมาภิบาลและต่อต้านทุจริต กับ โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางเขน โดยมี ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ ประธานมูลนิธิธรรมาภิบาลและต่อต้านทุจริต ผู้มีอำนาจลงนามซึ่งต่อไปนี้เรียกว่า “มูลนิธิ” กับ “โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางเขน” โดย นางสาวติรวดี รัตนตถิกุล ตำแหน่งรองผู้อำนวยการโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางเขน ผู้มีอำนาจลงนาม ซึ่งต่อไปนี้เรียกว่า “โรงเรียน” อีกฝ่ายหนึ่ง



     ทั้งสองฝ่ายมีเจตจำนงในการทำความร่วมมือกันในการพัฒนางานด้านวิชาการ และโครงการบริการ

การในประเด็นต่าง ๆ เช่น โครงการพัฒนาบุคลากร โครงการพัฒนาผู้เรียน และอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อบุคลากร ครู และนักเรียนในระดับมัธยมปลายของโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางเขน โดยมีสาระสำคัญ และขอบข่ายการปฏิบัติทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกัน และเพื่อให้มีแนวทางการประสานความร่วมมือและการร่วมดำเนินการที่ขัดเจนบนฐานความประสงค์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย สู่ความร่วมมืออย่างเป็นทางการ จึงได้จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการฉบับนี้ขึ้น โดยโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางเขน ตกลงให้ความร่วมมือกับมูลนิธิธรรมาภิบาลและต่อต้านทุจริต ในการจัดทำโครงการความร่วมมือทางวิชาการ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้



๑. วัตถุประสงค์

มูลนิธิธรรมาภิบาลและต่อต้านทุจริต และโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางเขน ตระหนักถึงความสำคัญใน

การพัฒนาด้านวิชาการให้กับบุคลากรครู และนักเรียน เพื่อมุ่งเพิ่มศักยภาพ ประสิทธิภาพของ ส่งเสริมคุณภาพนักเรียนในศตวรรษที่ ๒๑ อันก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในเชิงวิชาการปฏิบัติการ และเชิงบูรณาการ

๑.๑ ความร่วมมือในการสรรหาและสนับสนุนผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญ และบุคลากรที่มีความรู้ความ

เชี่ยวชาญพิเศษด้านกฎหมาย จากมูลนิธิ และเครือข่าย มาเป็นวิทยากรและผู้ให้คำปรึกษาแก่โรงเรียน

๑.๒ ความร่วมมือในการส่งเสริมและพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้ กิจกรรมเสริมหลักสูตร หรือวิชาเลือกเสรี

ด้านกฎหมาย สิทธิหน้าที่พลเมือง ธรรมาภิบาล และการป้องกันการทุจริต สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา ตอนปลาย

๑.๓ ความร่วมมือในการสร้างภูมิคุ้มกันทางความคิด ปลูกฝังจิตสำนึกด้านคุณธรรม จริยธรรม และความตระหนักรู้ทางกฎหมาย (Legal Literacy) ให้แก่เยาวชนตั้งแต่วัยเรียน เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นพลเมืองคุณภาพในอนาคต และเพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่นักเรียนแผนการเรียนนิติศาสตร์-รัฐศาสตร์ ในการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา



๒. กรอบ และแนวคิดทางความร่วมมือ

๒.๑ ด้านการพัฒนาหลักสูตรและสื่อการเรียนรู้ (Curriculum & Learning Material Development)

๒.๑.๑ ร่วมมือกันออกแบบและพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษารายวิชาเพิ่มเติม หรือกิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ ที่เน้นเนื้อหาด้านกฎหมายในชีวิตประจำวัน กฎหมายป้องกันการทุจริต และกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้นให้มีความทันสมัยและเข้าใจง่ายสำหรับเด็กมัธยมปลาย

๒.๑.๒ ร่วมกันจัดทำสื่อการสอน คู่มือ หรือกรณีศึกษา (Case Studies) ที่เหมาะสมกับช่วงวัย เพื่อ

ใช้ในการจัดการเรียนการสอน

๒.๒ ด้านการสรรหาและสนับสนุนวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ (Expert Recruitment & Guest Lecturing)

๒.๒.๑ มูลนิธิธรรมภิบาลและต่อต้านทุจริตสนับสนุนการสรรหาและจัดส่งผู้เชี่ยวชาญ นักกฎหมาย ผู้ทรงคุณวุฒิ หรือวิทยากรที่มีประสบการณ์ มาถ่ายทอดความรู้ บรรยายพิเศษ หรือจัดกิจกรรม Workshop ให้แก่ครู และนักเรียน

๒.๒.๒ จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เช่น เสวนาเปิดมุมมองทางกฎหมาย (Legal Talk) หรือการจำลองกระบวนการพิจารณาคดี (Moot Court) เพื่อเสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์เชิงเหตุผล

๒.๓ ด้านการพัฒนาศักยภาพครูผู้สอนและการแนะแนว (Teacher Capacity Building & Guidance)

๒.๓.๑ จัดอบรมหรือสัมมนาเชิงปฏิบัติการให้แก่ครูผู้สอนหมวดวิชาสังคมศึกษา เพื่อเพิ่มพูนความรู้

ความเข้าใจด้านกฎหมายและสามารถนำไปถ่ายทอดต่อนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

๒.๓.๒ ให้คำปรึกษาและแนะแนวการศึกษาต่อใน ศึกษาต่อด้านนิติศาสตร์หรือสาขาที่เกี่ยวข้อง สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีความสนใจเป็นพิเศษ




๒.๔ การแก้ไขเปลี่ยนแปลงบันทึกข้อตกลงฯนี้ จะกระทำได้เมื่อคณะผู้บริหารทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน

๒.๕ การเปลี่ยนแปลง และยกเลิกบันทึกข้อตกลงฯนี้ หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีความประสงค์เปลี่ยนแปลง

แก้ไขรายละเอียด จะต้องแจ้งให้อีกฝ่ายรับทราบในเวลาอันสมควร และเมื่อทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันให้ทำ

เป็นลายลักษณ์อักษร กรณีขอยกเลิกบันทึกข้อตกลงฯนี้ จะต้องแจ้งให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้าเป็นลาย

ลักษณ์อักษรอย่างน้อย ๙๐ วัน โดยทั้งสองฝ่ายจะดำเนินการในเรื่องที่ผูกพันหรือค้างไว้ให้เสร็จเรียบร้อยก่อน



๒.๖ การกำหนดผู้รับผิดชอบได้กำหนด มูลนิธิธรรมาภิบาลและต่อต้านทุจจริต และโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางเขน ผู้รับผิดชอบตามข้อตกลงความร่วมมือ ซึ่งสามารถติดต่อได้ ดังนี้





- มูลนิธิธรรมาภิบาลและต่อต้านทุจริต : ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์

ตำแหน่ง ประธานมูลนิธิ

- โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางเขน : นายสุรศักดิ์ พะประโคน

ตำแหน่ง ผู้อำนวยการรัตนโกสินทร์สมโภชบางเขน

๓.ระยะเวลาดำเนินการ

การดำเนินการตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการฉบับนี้ มีกำหนดระยะเวลา ๕ ปี นับตั้งแต่

วันลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการบันทึกข้อตกลงนี้ได้ทำขึ้นเป็นสองฉบับ มีข้อความตรงกัน ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้อ่าน และทำความเข้าใจข้อความของบันทึกข้อตกลงนี้ดีโดยตลอดแล้ว เพื่อเป็นหลักฐานทั้งสองฝ่ายได้ลงลายมือชื่อ และประทับตราสำคัญไว้ต่อหน้าพยานของทั้งสองฝ่าย ดังนี้



1.นางสาวติรวดี รัตนตถิกุล รองผู้อำนวยการโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางเขน

2.ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ ประธาน

มูลนิธิธรรมาภิบาลและต่อต้านทุจริต

3.นางสาวรสญาธร นันทมงคล รองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารวิชาการ

(พยาน)

4.ดร.แทนคุณ จิตต์อิสระ ประธาน

ชมรมสันติประชาธรรม (พยาน)

5.น.ส.อรวี ลาภธนวิรุฬห์ หัวหน้าหลักสูตรสถานศึกษา (พยาน)

6.นางสาวดวงกมล ตระกูลพัว หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาฯ (พยาน)




     ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ ประธานมูลนิธิธรรมาภิบาลและต่อต้านทุจริต กล่าวย้ำกับน้องๆนักเรียนและบุคคลากรครูของโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางเขนว่า "กฏหมายเป็นความรู้ที่เราทุกคนต้องให้ความสำคัญตั้งแต่เกิดและดำรงชีวิตทำหน้าที่การงานไปจนเสียชีวิต ดังนั้นการมีความรู้ทางด้านกฏหมายจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยให้การดำเนินกิจการต่างๆมีความรอบคอบและรอบรู้จนเกิดความผิดพลาดทางด้านกฏหมายน้อยที่สุด และดำเนินชีวิตได้อย่างราบรื่น



     ทางด้านนางสาวรสญาธร นันทมงคล รองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารวิชาการ กล่าวในนามโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางเขน "ขอบคุณ ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ และบุคคลากรทุกท่านของมูลนิธิธรรมาภิบาลและต่อต้านทุจริต ที่มาให้ความรู้ทางด้านกฏหมายกับบุคคลากรครูและนักเรียน ขอให้ทุกคนที่เข้าร่วมกิจกรรมในวันนี้นำความรู้ทางด้านกฏหมายไปต่อยอดทั้งด้านการเรียนในระดับอุดมศึกษา และในชีวิตประจำวันให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป


วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

“มาดามขวัญ” CEO Vega Natural เจิดจรัสในค่ำคืน Thai Gala Night 2026 นั่งแท่นกรรมการตัดสิน-หนุนพลังสตรีไทยสู่สากล

 “มาดามขวัญ” CEO Vega Natural เจิดจรัสในค่ำคืน Thai Gala Night 2026 นั่งแท่นกรรมการตัดสิน-หนุนพลังสตรีไทยสู่สากล


“คุณขวัญ - ทัศนีย์ วรรณทอง” นำทัพ Vega Natural ร่วมสนับสนุน Mrs. Thailand World 2026 ตอกย้ำภาพลักษณ์ผู้นำธุรกิจความงาม ปรับลุคสง่าร่วมตัดสินค่ำคืน Thai Gala Night
เมื่อคืนวันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม 2569: ผ่านพ้นไปอย่างยิ่งใหญ่ตระการตาและอบอวลด้วยมนต์เสน่ห์แห่งวัฒนธรรม สำหรับค่ำคืนสุดพิเศษ “Thai Gala Night 2026” ของเวทีการประกวด Mrs. Thailand World 2026 ณ ห้อง Ballroom A โรงแรม Best Western Plus Wanda Grand Hotel งานที่รวบรวมเหล่าเซเลบริตี้ บุคคลชั้นนำ และผู้ทรงอิทธิพลในหลากหลายวงการมาร่วมเฉลิมฉลองคุณค่าของผู้หญิงไทยผ่านมิติของผ้าไทยและศิลปวัฒนธรรม ภายใต้โจทย์สุดสง่างาม “THE ELEGANT THAI TEXTILE”
หนึ่งในบุคคลสำคัญที่เป็นสปอตไลต์ของค่ำคืนนี้ ต้องยกให้กับ **“คุณขวัญ” คุณทัศนีย์ วรรณทอง (CEO) บริษัท เวก้า เนเชอรัล จำกัด ผู้บริหารหญิงเก่งและทรงอิทธิพลในแวดวงธุรกิจความงาม ที่ได้นำทัพ **Vega Natural** เข้าร่วมเป็น ผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการ ของเวทีประกวดระดับโลก พร้อมด้วย **คุณปฐมศักดิ์ เตชะเวชเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เวก้า เนเชอรัล จำกัด ที่มาร่วมเป็นเกียรติในงานค่ำคืนนี้อย่างสง่างาม
ความโดดเด่นของ **“คุณขวัญ”** ในงาน Thai Gala Night 2026 ไม่เพียงแต่มาในชุดสุดหรูหราสง่างามสะกดทุกสายตา แต่ยังได้รับเกียรติสูงสุดจากกองประกวดให้ **นั่งแท่นคณะกรรมการตัดสินร่วมคัดเลือกผู้เข้าประกวดที่มีทั้งความงดงาม สติปัญญา และความพร้อมที่จะเป็นตัวแทนสตรีไทยไปสร้างชื่อเสียงบนเวทีสากล


“คุณขวัญ – ทัศนีย์ วรรณทอง” ได้เปิดเผยอีกว่า บทบาทสำคัญและการเข้ามาเป็นผู้สนับสนุนหลักในครั้งนี้ว่า “Vega Natural มีความยินดีและภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเวที Mrs. Thailand World 2026 ซึ่งตรงกับวิสัยทัศน์ของแบรนด์เราที่มุ่งเน้นการส่งเสริมศักยภาพและความงามอันทรงคุณค่าของผู้หญิงยุคใหม่ แนวคิด ‘Rise Up Hope’ ของงานค่ำคืนนี้ สะท้อนให้เห็นว่าผู้หญิงทุกคนสามารถลุกขึ้นมาสร้างแรงบันดาลใจ คุณค่า และพลังบวกให้แก่ครอบครัวและสังคมได้อย่างยิ่งใหญ่ ไม่ว่าเธอจะอยู่ในบทบาทใดก็ตาม Vega Natural พร้อมที่จะยืนหยัดเคียงข้างและสนับสนุนผู้หญิงไทยให้ส่องประกายอย่างมั่นใจทั้งในระดับประเทศและบนเวทีสากลค่ะ”


HomePro Circular Economy Movement ‘เปลี่ยน’ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า | CHANGE FOR BETTER LIVING

เมื่อ ‘ของเก่า’ ได้ไปต่อ ที่บ้านของเรา… มีของเก่ากี่ชิ้นที่ “ยังไม่ได้ไปต่อ” ตู้เย็นที่เริ่มไม่เย็น แอร์ที่เริ่มมีเสียงดัง หรือทีวีเครื่องเดิมที่ยังเก็บไว้ ทั้งที่อยากเปลี่ยนเป็นรุ่นใหม่ ที่ประหยัดพลังงานกว่า
หลายครั้ง เราไม่ได้เก็บของเหล่านั้นไว้เพราะยังใช้งานได้ แต่เพราะ “ไม่รู้ว่าจะเริ่มจัดการของเก่าอย่างไร”
เรื่องเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละบ้านหลายล้านหลัง กลับกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศ


ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ ปี 2568 ระบุว่า ประเทศไทยมีซากเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (WEEE) มากถึง 708,454 ตัน คิดเป็นกว่า 65% ของของเสียอันตรายจากชุมชน ขณะที่มีของเสียจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง และกลายเป็นภาระต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ผู้บริโภคไม่อยากเปลี่ยน แต่อยู่ที่หลายคน “ยังไม่มีทางเลือกที่ง่ายและน่าเชื่อถือพอ…ที่จะเริ่มต้น”

และนี่คือเหตุผลที่ “โฮมโปร” ไม่ได้หยุดบทบาทเพียงวันที่ขายสินค้า แต่เลือกเป็นส่วนหนึ่งของทางออก ดูแลตลอดทั้งวงจรชีวิตสินค้า ตั้งแต่ ‘ซ่อมก่อนทิ้ง’ – เพื่อยืดอายุสินค้าให้ยาวนานขึ้น ‘รับคืนของเก่าจากบ้านลูกค้า’ - เพื่อนำไปจัดการให้อย่างถูกวิธี และ ‘นำวัสดุหมุนเวียนกลับมาสร้างคุณค่าใหม่อีกครั้ง’ ทุกกระบวนการ ถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันเป็น HomePro Circular Economy Ecosystem ภายใต้แนวคิด ‘เปลี่ยน’ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า (CHANGE FOR BETTER LIVING) — เพราะเชื่อว่า การเปลี่ยนที่ยั่งยืน ไม่จำเป็นต้องเริ่มทำจากเรื่องใหญ่ แต่เริ่มต้นจากเรื่องเล็กในบ้าน และทุกๆ การเลือกในชีวิตประจำวัน


จาก “ขายสินค้า” สู่ “ดูแลตลอดวงจรชีวิตสินค้า”

เมื่อผู้บริโภคเลือกแบรนด์จาก “สิ่งที่แบรนด์ทำ” มากกว่า “สิ่งที่แบรนด์พูด” ธุรกิจค้าปลีกจึงไม่ได้แข่งขันกันเพียงเรื่องคุณภาพสินค้า ราคา หรือโปรโมชั่นอีกต่อไป แต่แข่งขันกันที่ความสามารถในการสร้างคุณค่าให้กับผู้บริโภคตลอดวงจรชีวิตของสินค้า

วันที่ขายสินค้าออกไป จึงไม่ใช่จุดสิ้นสุดของความรับผิดชอบ

นี่คือเหตุผลที่ “โฮมโปร” ยกระดับบทบาทตัวเอง จากผู้จำหน่ายสินค้าและบริการเรื่องบ้าน สู่แบรนด์ที่พร้อมดูแลบ้านและคุณภาพชีวิตผู้คนในระยะยาว ตั้งแต่การเลือกซื้อ การดูแลรักษา การยืดอายุการใช้งาน ไปจนถึงการจัดการสินค้าเมื่อหมดอายุการใช้งาน
แนวคิดนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของโมเดลธุรกิจค้าปลีกทั่วโลก จาก “ขายสินค้าแล้วจบ” ไปสู่การ “ดูแลตลอดวงจรชีวิตสินค้า” เพราะในอนาคต ความสามารถในการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ จะไม่ใช่เพียงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม แต่จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของธุรกิจ และกลายเป็นความได้เปรียบในการแข่งขัน


สำหรับโฮมโปร วิสัยทัศน์นี้ถูกแปลงเป็นการลงมือจริง ผ่าน HomePro Circular Economy Ecosystem หรือ ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนครบวงจร ที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วนตั้งแต่ผู้ผลิต พันธมิตรด้านการจัดการอย่างถูกวิธี พันธมิตรด้านการรีไซเคิล และแบรนด์ ไปจนถึงผู้บริโภค เพื่อร่วมกันทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนเกิดขึ้นได้จริงในชีวิตประจำวัน

ทั้งหมดนี้ สะท้อนบทบาทใหม่ของโฮมโปรในฐานะ “Home Lifetime Companion” หรือ เพื่อนคู่บ้านตลอดชีวิต ที่ไม่ได้อยู่กับลูกค้าเพียงวันที่เลือกซื้อสินค้า แต่พร้อมอยู่เคียงข้างทุกช่วงเวลาของการใช้ชีวิต เพื่อทำให้คุณภาพชีวิตของผู้คนดีขึ้นอย่างยั่งยืน และเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกบ้าน


นางอุไรวรรณ ตันติพิริยะกิจ รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจปฏิบัติการและการตลาด บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” กล่าวว่า “โฮมโปรไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่าจะลดขยะอย่างไร แต่เริ่มจากคำถามว่า เราจะดูแลบ้าน ดูแลลูกค้า และดูแลสินค้าตลอดวงจรชีวิตสินค้าได้อย่างไร และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ HomePro Circular Economy Ecosystem ที่ไม่ได้มองเป็นแคมเปญระยะสั้น แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางธุรกิจ ที่จะช่วยสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว”

HomePro Circular Economy Movement : เมื่อระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนถูกถ่ายทอดออกมาเป็นประสบการณ์จริง

จากวิสัยทัศน์ที่โฮมโปรวางไว้ วันนี้ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นประสบการณ์ที่จับต้องได้ ผ่านงาน HomePro Circular Economy Movement พร้อมเชิญพันธมิตรจากทุกภาคส่วน มาร่วมถ่ายทอดภาพการทำงานของระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ตั้งแต่การรับคืนของเก่าจากบ้านลูกค้า การคัดแยก การรีไซเคิล จนกลับมาเป็นสินค้ารักษ์โลกอีกครั้ง พร้อมร่วมประกาศเจตนารมณ์ในการผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย

3 ปีที่พิสูจน์ได้: Circular Economy เกิดขึ้นได้จริง

ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่โฮมโปรและพันธมิตรร่วมกันสร้าง ไม่ใช่เพียงแนวคิดเพื่อความยั่งยืน แต่สามารถเกิดขึ้นได้จริง ผ่านความร่วมมือของทุกภาคส่วน และการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคในทุกวัน
จากเดิมที่ของเก่าหลายชิ้นถูกเก็บไว้เพราะไม่รู้จะจัดการอย่างไร หรือจบลงที่การทิ้ง วันนี้ผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มเลือก "ซ่อมก่อนทิ้ง" ส่งต่อของเก่าเข้าสู่ระบบ และเลือกใช้สินค้าที่ผลิตจากวัสดุหมุนเวียนมากขึ้น


การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ สะท้อนผ่านผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ได้แก่
-รับคืนของเก่าจากบ้านลูกค้ากว่า 590,869 ชิ้น
-ซ่อมและยืดอายุการใช้งานสินค้าไปแล้วกว่า 97,006 ชิ้น
-พัฒนาต่อยอดเป็นสินค้ารักษ์โลกจากวัสดุหมุนเวียนกว่า 532 SKUs
-ส่งมอบสินค้ารักษ์โลกสู่ผู้บริโภคกว่า 8.5 ล้านชิ้น (ขณะที่ยอดขายเติบโตขึ้นจาก 190 ล้านบาท ในปี 2566 เป็น 945 ล้านบาท ในปี 2568 และตั้งเป้าการเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในระยะสั้นและระยะยาว)
-ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเทียบเท่า 35 ล้านกิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ หรือเทียบเท่าปลูกต้นไม้กว่า 2.3 ล้านต้น

สำหรับโฮมโปร ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนเพียงผลลัพธ์ของการดำเนินงาน แต่เป็นสัญญานว่า ผู้คนเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรม และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่ากำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตประจำวัน

ขณะเดียวกัน ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนยังพิสูจน์ให้เห็นว่า สามารถสร้างคุณค่าให้กับสิ่งแวดล้อมและการเติบโตของธุรกิจไปพร้อมกัน โดยในปี 2568 ยอดขายสินค้ารักษ์โลกเติบโตขึ้นเกือบ 5 เท่าจากปีก่อนหน้า

“สิ่งที่ภูมิใจที่สุด ไม่ใช่จำนวนของเก่าที่ถูกส่งคืน แต่คือการเห็นผู้คนเริ่มเปลี่ยนวิธีคิดและพฤติกรรมในการใช้ทรัพยากร เพราะทุกครั้งที่ลูกค้าเลือกซ่อมก่อนทิ้ง ส่งต่อของเก่า หรือเลือกใช้สินค้ารักษ์โลก นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริง

เราไม่ได้ต้องการให้ผู้บริโภครู้สึกว่ากำลังช่วยโลก เพราะสำหรับหลายคน เรื่องนี้อาจดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่เราต้องการทำให้การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า กลายเป็นทางเลือกที่ง่ายและสะดวกที่สุด เพราะเชื่อว่าถ้าเป็นสิ่งที่ทำได้ง่าย...ทุกคนก็พร้อมจะเปลี่ยน และเมื่อคนจำนวนมากเริ่มเปลี่ยนพร้อมกัน การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนก็จะเกิดขึ้นได้จริง” นางอุไรวรรณ กล่าวเสริม

พลังจากพันธมิตร : สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ไม่ได้เกิดขึ้นโดยลำพัง
HomePro Circular Economy Ecosystem ถูกออกแบบให้เชื่อมโยงทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้ผลิต พันธมิตรด้านการจัดการของเก่า พันธมิตรด้านการรีไซเคิล ไปจนถึงผู้บริโภค เพื่อทำให้ "ของเก่า" กลับมาสร้างคุณค่าได้อีกครั้ง โดยโฮมโปรทำหน้าที่เป็นแกนกลาง เชื่อมโยงพันธมิตรกว่า 324 แบรนด์ ครอบคลุมสินค้ากว่า 11,110 รายการ
โดยแบ่งบทบาทพันธมิตรออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่
-พันธมิตรด้านการคัดแยกเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่า ที่มีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย
-พันธมิตรด้านการรีไซเคิลและผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง (PCR Material) | วัสดุเหล็ก และอลูมิเนียม
-พันธมิตรด้านพัฒนาและผลิตสินค้ารักษ์โลก ทั้งแบรนด์ชั้นนำในประเทศไทยและสินค้าแบรนด์ของโฮมโปร ที่ผ่านการรับรองตามมาตรฐานและการทดสอบจากแบรนด์
-หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านความยั่งยืน ผ่านความร่วมมือกับโฮมโปร

เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคว่า ทุกขั้นตอนเกิดขึ้นจริงและตรวจสอบได้ โฮมโปรยังพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ที่ระบุได้ว่าสินค้ารักษ์โลกที่วางขายในโฮมโปร แต่ละชิ้นผลิตจากของเก่าประเภทใด ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากเพียงใด
เบื้องหลังทั้งหมดดำเนินการผ่านโครงสร้างพื้นฐานจริง ตั้งแต่ศูนย์กระจายสินค้าของโฮมโปร
 ก่อนส่งต่อไปโรงงานคัดแยกและรีไซเคิล ซึ่งของเก่าจะถูกชั่งน้ำหนัก คัดแยก บดย่อย ล้าง และหลอม เป็นวัตถุดิบตั้งต้น ก่อนถูกนำไปผลิตเป็นสินค้าใหม่ที่กลับมาวางจำหน่ายอีกครั้ง


ปัจจุบันกว่า 80% ของวัสดุที่เข้าสู่ระบบ มาจากเครื่องใช้ไฟฟ้า อาทิ เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า และโทรทัศน์ เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก

ลองนึกภาพตู้เย็นเครื่องหนึ่ง ที่เคยตั้งในบ้านมานานหลายสิบปี วันที่ถูกยกออกไป แล้วไม่ได้ไปจบลงที่กองขยะ
แต่สามารถเข้าสู่ระบบที่ได้รับการจัดการอย่างถูกวิธี ก่อนกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของสินค้าอีกชิ้น ที่พร้อมเริ่มต้นการใช้งานในบ้านหลังใหม่ได้อีกครั้ง

สำหรับโฮมโปร “ของเก่า” ไม่ได้หายไปไหน... แค่ “เปลี่ยน” เพื่อได้ไปต่อ
อนาคตข้างหน้า : เมื่อ “ของเก่า” จะไม่ใช่ “ขยะ” อีกต่อไป

เป้าหมายของ HomePro Circular Economy Ecosystem ไม่ใช่เพียงการลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ แต่คือการทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนกลายเป็นเรื่องที่ทุกคน “มองเห็น เข้าใจ เข้าถึง และมีส่วนร่วมได้จริง” ในชีวิตประจำวัน


ระยะถัดไป โฮมโปรเดินหน้าขยายความร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อพัฒนาวัสดุหมุนเวียนประเภทใหม่ๆ นอกเหนือจากพลาสติกและเซรามิก เพิ่มทางเลือกของสินค้ารักษ์โลก ขยายจุดเติมผลิตภัณฑ์ (Refill Station) เพื่อลดการใช้บรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน รวมถึงพัฒนาบริการที่ช่วยยืดอายุการใช้งานสินค้า พร้อมสร้างประสบการณ์ให้ผู้บริโภคได้เห็นและเข้าใจระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรม และกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ร่วมออกแบบอนาคตผ่านการออกแบบสินค้ารักษ์โลก อย่าง โครงการ Hackathon ที่โฮมโปรร่วมมือกับมหาวิทยาลัยทั่วประเทศไทย
“ในโลกที่ทรัพยากรมีอยู่อย่างจำกัด ธุรกิจที่จะเติบโตได้ในระยะยาว อาจไม่ใช่ธุรกิจที่ขายสินค้าได้มากที่สุด แต่เป็นธุรกิจที่สร้างคุณค่าจากทรัพยากรได้มากที่สุด และหากเราทำให้โฮมโปรเป็นที่แรกที่ทุกคนนึกถึง ไม่ว่าจะซื้อ ซ่อม เปลี่ยน หรือจัดการของเก่า นั่นจะไม่ใช่เพียงความสำเร็จของธุรกิจ แต่หมายความว่า เราได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตของผู้คนอย่างแท้จริง” นางอุไรวรรณ กล่าวทิ้งท้าย

ท้ายที่สุดแล้ว การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ อาจเริ่มต้นจากการเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน — วันหนึ่งคำว่า “ทิ้งของเก่า” อาจไม่ใช่คำที่เราใช้กันอีกต่อไป เพราะของเก่าจะถูกมองในฐานะ “ทรัพยากรที่มีคุณค่า”
เพียงเริ่มจากการ “เปลี่ยน” ส่งต่อของเก่าที่ไม่ใช้แล้วให้โฮมโปรช่วยนำไปจัดการให้อย่างถูกวิธี และเลือกใช้สินค้ารักษ์โลก ทุกคนก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจหมุนเวียนแล้ว
เพราะของเก่าชิ้นหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องจบลงที่ถังขยะ... แค่ “เปลี่ยน” เพื่อได้ไปต่อ

#HomeProCircularEconomy #ตัวจริงเรื่องจัดการของเก่าอย่างถูกวิธี #CircularEconomy #เศรษฐกิจหมุนเวียน #ร่วมรักษ์โลกไปกับโฮมโปร #โฮมโปร #HomePro #BetterLiving #Homepropr

พลิกโฉมการศึกษาใต้! เครือข่ายโรงเรียนคาทอลิกดัง เขตมิสซังสุราษฎร์ธานี จับมือสถาบัน พว.ยกระดับครูสู่การจัดการเรียนรู้ Active Learning ด้วยกระบวนการ GPAS 5 Steps มุ่งสร้าง “นวัตกรตัวน้อย” รับหลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐานฉบับปรับปรุง'60

พลิกโฉมการศึกษาใต้! เครือข่ายโรงเรียนคาทอลิกดัง เขตมิสซังสุราษฎร์ธานี จับมือสถาบัน พว.ยกระดับครูสู่การจัดการเรียนรู้ Active Learning ด้วยกระ...