วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569
พนักงานสอบสวนประสานกองพิสูจน์หลักฐานลงพื้นที่ตรวจห้องชุด หลังผู้ซื้อทรัพย์จากกรมบังคับคดีร้องถูกถอดอุปกรณ์ประจำห้องหลายรายการ
เบดร็อค อนาไลติกส์ ปักหมุดหาดใหญ่ จัดเวทีสัมมนาชู 'เทคโนโลยีจัดการภัยพิบัติ' ติดอาวุธท้องถิ่นรับมือวิกฤติภัยธรรมชาติครบวงจร
ศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโลหะ (MIRDC) เดินหน้ายกระดับความร่วมมือกับสมาคมศัลยกรรมและเวชศาสตร์เพื่อการเสริมสวยประเทศไทย (TACS) ร่วมกันเปิดพื้นที่และสร้างโอกาสใหม่ให้กับอุตสาหกรรมเวชศาสตร์ความงามไต้หวัน–ไทย เพื่อผลักดันผู้ประกอบการไต้หวันขยายตลาดเข้าสู่อาเซียน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโลหะ (MIRDC) เดินหน้ายกระดับความร่วมมือกับสมาคมศัลยกรรมและเวชศาสตร์เพื่อการเสริมสวยประเทศไทย (TACS) ร่วมกันเปิดพื้นที่และสร้างโอกาสใหม่ให้กับอุตสาหกรรมเวชศาสตร์ความงามไต้หวัน–ไทย เพื่อผลักดันผู้ประกอบการไต้หวันขยายตลาดเข้าสู่อาเซียน
เพื่อสนับสนุนและผลักดันการขยายตัวของอุตสาหกรรมเวชศาสตร์ความงามและการดูแลสุขภาพของไต้หวันเข้าสู่ตลาดสากล ศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโลหะ (Metal Industries Research & Development Centre, MIRDC) และ สมาคมศัลยกรรมและเวชศาสตร์เพื่อการเสริมสวยประเทศไทย (The Association of Thai Cosmetic and Aesthetic Surgery, TACS) ได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 โดยมี Vision Thai ทำหน้าทีเป็นผู้ดำเนินงานและ พันธมิตรด้านสือ ภายในพิธี คุณอู่ เวยหง (Mr. Wei-Hung Wu) รองประธานกรรมการศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโลหะ (MIRDC) เป็นผู้แทนลงนามร่วมกับ นายแพทย์ธนวรรฒน์ โชติมา นายกสมาคมศัลยกรรมและเวชศาสตร์เพื่อการเสริมสวยประเทศไทย (TACS) โอกาสนี้ได้รับเกียรติจากคุณปีเตอร์ หลัน (Ambassador Peter Sha-li Lan) ผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย ร่วมเป็นสักขีพยานในอีกหนึ่งก้าวสำคัญของความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมเวชศาสตร์ความงามระหว่างไต้หวันและไทย ถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของการสร้างเครือข่ายพันธมิตรในระยะยาวอย่างเป็นทางการ
ในอนาคต ทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าหมายในการสร้างกลไกความร่วมมือที่มั่นคงและยั่งยืน ครอบคลุมทั้งการแลกเปลี่ยนในอุตสาหกรรมเวชศาสตร์ความงาม การพัฒนาและฝึกอบรมบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ การแบ่งปันองค์ความรู้ด้านเทคนิคทางคลินิก ตลอดจนความร่วมมือด้านการตลาด เพื่อร่วมกันผลักดันการพัฒนาอุตสาหกรรมเวชศาสตร์ความงามของทั้งไต้หวันและไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง
คุณปีเตอร์ หลัน ได้กล่าวในพิธีเปิดงานว่า ไต้หวันและไทยได้รักษาสัมพันธไมตรีอันใกล้ชิดมาอย่างยาวนาน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การค้า เทคโนโลยี ตลอดจนด้านการแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งอุตสาหกรรมเวชศาสตร์ความงามและการดูแลสุขภาพ ได้แสดงถึงศักยภาพการเติบโตที่โดดเด่นเป็นอย่างมากในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
การลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโลหะ (MIRDC) และสมาคมศัลยกรรมและเวชศาสตร์เพื่อการเสริมสวยประเทศไทย (TACS) ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาชีพและการพัฒนาบุคลากรของทั้งสองฝ่ายเท่านั้น แต่ยังช่วยยกระดับความร่วมมือ และเชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรมของไต้หวันและไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น พร้อมทั้งสร้างโอกาสความร่วมมือและการพัฒนาใหม่ ๆ แก่ภาคธุรกิจของทั้งสองฝ่าย
สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย (TECO) จะยังคงเดินหน้าสนับสนุนอุตสาหกรรมของไต้หวันในการขยายตลาดในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งเสริมผู้ประกอบการไต้หวันในการต่อยอดโอกาสทางธุรกิจสู่ภูมิภาคอาเซียน และร่วมกันกระชับความร่วมมือระหว่างไต้หวันและไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นต่อไป
คุณอู่ เวยหง (Mr. Wei-Hung Wu) ประธานกรรมการศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโลหะ (MIRDC) กล่าวว่า ไต้หวันมีความโดดเด่นด้านอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ เทคโนโลยีชีวภาพทางการแพทย์ และการผลิตที่มีความแม่นยำสูง โดยมีห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่ครบวงจร พร้อมด้วยศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนาที่แข็งแกร่ง ขณะที่ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญด้านการแพทย์และเวชศาสตร์ความงามของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งยังมีความพร้อมด้านทรัพยากรทางคลินิกที่ทรงอิทธิพลต่อตลาดในระดับภูมิภาคเป็นอย่างมาก
ความร่วมมือในครั้งนี้จึงคาดว่าจะช่วยเชื่อมโยงทรัพยากรทางอุตสาหกรรมของไต้หวันและไทย พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการไต้หวันในการขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดอาเซียน และขยายโอกาสทางความร่วมมือระหว่างประเทศให้มากยิ่งขึ้น
ความสำเร็จครั้งสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการภายใต้การสนับสนุนจากกรมพัฒนาอุตสาหกรรม (IDA) กระทรวงเศรษฐการไต้หวัน (MOEA) คือการที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมโลหะ (MIRDC) ได้ดำเนินการ “โครงการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์และการบูรณาการข้ามสาขา ปี 2026” พร้อมทั้งจัดงาน "2026 Taiwan-Thailand Workshop on Innovative Applications in Medical Aesthetics and Wound Care" เพื่อเชิญชวนผู้ประกอบการไต้หวันและบุคลากรทางการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของไทยมาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ร่วมกัน โดยได้รับเกียรติจากบริษัทชั้นนำจากไต้หวันเข้าร่วมงาน ได้แก่ Smedtrum Medical Technology Co., Ltd. บริษัท RELEE SCISSORS COMPANY., LTD., TAICEND TECHNOLOGY CO., LTD., ACRO BIOMEDICAL CO., LTD., WE-WIN BIO-MEDICAL CO., LTD, EPED INC. และบริษัท DENTAMERICA ASIA INC.
นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดแสดงนวัตกรรมทางเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ครอบคลุมตั้งแต่ อุปกรณ์ทางเวชศาสตร์ความงามระบบโฟโตอิเล็กทริก การดูแลบาดแผล วัสดุชีวภาพ การฟื้นฟูเส้นผม สุขภาพช่องปากอัจฉริยะ และทันตกรรมเพื่อความงาม สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพด้านนวัตกรรมอันแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์และเวชศาสตร์ความงามของไต้หวัน
นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโลหะ (MIRDC) ยังคงเดินหน้าบทบาทสำคัญในการเป็นกลไกขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อส่งเสริมการเชื่อมโยงทางทรัพยากรระหว่างภาคอุตสาหกรรม ภาควิชาการ และภาคการวิจัย โดยโอกาสเดียวกันนี้ คุณอู่ เวยหง (Mr. Wei-Hung Wu) รองประธานกรรมการศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโลหะ (MIRDC) ได้ให้เกียรติร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง บริษัท WE-WIN BIO-MEDICAL CO., LTD. จากไต้หวัน และ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (Faculty of Pharmacy, Mahidol University) ของไทย
โดยในอนาคตอันใกล้ ทั้งสองฝ่ายจะสร้างความร่วมมือกันในหลากหลายมิติ ได้แก่ ด้านเวชศาสตร์ความงาม การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ การตรวจสอบและรับรองผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการพัฒนาบุคลากร ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับและกระชับความสัมพันธ์ด้านความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมและภาควิชาการของไต้หวันและไทย
ศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโลหะ (MIRDC) เผยว่า การจัดงานในครั้งนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่งในการเชื่อมโยงทรัพยากรจากทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาควิชาการ และกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้ในอุตสาหกรรมเวชศาสตร์ความงามและการดูแลสุขภาพระหว่างไต้หวันและไทย แต่ยังสะท้อนถึงผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมของ “โครงการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์และการบูรณาการข้ามสาขา ปี 2026” ในการสนับสนุนและขับเคลื่อนผู้ประกอบการให้สามารถขยายตลาดสู่สากลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในอนาคต ศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโลหะ (MIRDC) จะยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายของกรมพัฒนาอุตสาหกรรม (IDA) กระทรวงเศรษฐการไต้หวัน (MOEA) อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับเครือข่ายความร่วมมือกับกลุ่มประเทศอาเซียนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น พร้อมมุ่งมั่นสนับสนุนอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์และเวชศาสตร์ความงามของไต้หวันในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในระดับสากล เพื่อร่วมกันสร้างโอกาสทางธุรกิจในตลาดโลกต่อไปArticle: "Living Will สำคัญอย่างไร และทำไมคนไทยควรเริ่มวางแผนการรักษาล่วงหน้า"
Article: "Living Will สำคัญอย่างไร และทำไมคนไทยควรเริ่มวางแผนการรักษาล่วงหน้า"
กรมอนามัย จับมือ โรงพยาบาลวันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล ลงนามความร่วมมือ “บันทึกวันเวลา (Living Will)” ส่งเสริมการวางแผนการดูแลรักษาล่วงหน้า เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกช่วงเวลา
กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และ โรงพยาบาลวันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านการแพทย์ ภายใต้โครงการ “บันทึกวันเวลา (Living Will)” เพื่อส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ และการเข้าถึงการวางแผนการดูแลรักษาล่วงหน้า (Advance Care Planning) ให้แก่ประชาชนไทย โดยมีเป้าหมายสำคัญในการสนับสนุนให้ประชาชนสามารถสื่อสารความต้องการด้านการรักษาพยาบาลของตนเองได้อย่างชัดเจน และได้รับการดูแลที่สอดคล้องกับคุณค่าและความต้องการของชีวิต
พิธีลงนามจัดขึ้นเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 ณ โรงพยาบาลวันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล กรุงเทพมหานคร โดยมี แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และ นายอัครพล เอื้ออารักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโรงพยาบาลวันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล พร้อมด้วยผู้บริหารจากทั้งสองหน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยาน และแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต ความเป็นมนุษย์ และสิทธิการตัดสินใจของผู้ป่วย
ความร่วมมือครั้งนี้จะครอบคลุมการเผยแพร่ความรู้ การจัดกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้ การพัฒนาสื่อและองค์ความรู้ด้านการวางแผนการดูแลล่วงหน้า รวมถึงการสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนให้สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและเหมาะสม เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสกำหนดแนวทางการดูแลรักษาที่สอดคล้องกับความต้องการของตนเอง
“เมื่อถึงวันที่การสื่อสารอาจเป็นเรื่องยาก บันทึกวันเวลา (Living Will) คือหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสะท้อนความต้องการของผู้ป่วย เพื่อให้ทุกการดูแลเป็นไปตามเจตนารมณ์ของเจ้าของชีวิตอย่างแท้จริง”
นักวิชาการหนุนรัฐปรับภาษีบุหรี่อัตราเดียว เร่งปรับให้ทันปีงบประมาณใหม่ ดึงรายได้เข้ารัฐ ปรับวิถีชีวิตประชาชน
นักวิชาการหนุนรัฐปรับภาษีบุหรี่อัตราเดียว เร่งปรับให้ทันปีงบประมาณใหม่ ดึงรายได้เข้ารัฐ ปรับวิถีชีวิตประชาชน
นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์เสนอแนะรัฐบาล เริ่มใช้ภาษีบุหรี่อัตราเดียวในปีงบประมาณใหม่ โดยชี้ว่าการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่กลับมาเป็น “อัตราเดียว” (Single Rate) เป็นมาตรการที่เหมาะสมและควรดำเนินการมานานแล้ว เนื่องจากมีบทเรียนและผลลัพธ์เชิงประจักษ์ในต่างประเทศรองรับอย่างชัดเจน พร้อมเสนอให้เริ่มบังคับใช้ทันทีในช่วงต้นปีงบประมาณถัดไปเพื่อประสิทธิภาพในการบริหารจัดการข้อมูล
หนุนเริ่มต้นปีงบประมาณใหม่สกัดกลยุทธ์เลี่ยงภาษี
ผศ.ดร.ถิรภาพ ฟักทอง คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้คำแนะนำว่า การกลับมาใช้ภาษีบุหรี่อัตราเดียวนั้นเป็นการปรับนโยบายที่ดีที่สุดและควรทำมานานแล้ว และช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในเปลี่ยนโครงสร้างคือช่วงก่อนเริ่มปีงบประมาณใหม่ ซึ่งใกล้เข้ามาแล้ว เพื่อเริ่มบังคับใช้ได้ทันตุลาคมนี้ เนื่องจากจะช่วยให้กลไกการจัดเก็บข้อมูลของหน่วยงานรัฐมีความเป็นระบบ สามารถตรวจสอบปัญหาตามข้อมูลที่ได้รับได้ชัดเจน
นอกจากนี้ การใช้ภาษีบุหรี่อัตราเดียวยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหา Down Trading หรือพฤติกรรมการเล่นแร่แปรธาตุในตลาดปัจจุบัน ที่ผู้บริโภคหันไปหาบุหรี่ราคาถูกกว่า หรือผู้ประกอบการปรับราคาสินค้าเพื่อหลบเลี่ยงขั้นภาษี (Tax Tier) ซึ่งส่งผลให้รัฐจัดเก็บภาษีได้ยาก การปรับมาใช้อัตราเดียวจึงช่วยให้ระบบภาษีมีความโปร่งใสและตรวจสอบง่ายขึ้น
25 เปอร์เซ็นต์ เหมาะสมที่สุดในมิติเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน
ในส่วนของตัวเลขโครงสร้างภาษีที่เหมาะสม ผศ.ดร.ถิรภาพ เปิดเผยว่า จากการคำนวณผ่านเครื่องมือแบบจำลอง และข้อมูลที่ได้รับเพิ่มเติมหลังการเปิดตัวเครื่องมือนี้เมื่อต้นปีที่ผ่านมา และอัปเดตผ่านระบบเว็บไซต์ล่าสุด พบว่าการจัดเก็บภาษีบุหรี่อัตราเดียวที่ 25 เปอร์เซ็นต์ คือตัวเลขที่ดีที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบัน
ตัวเลขนี้ได้มาจากการพิจารณาและคำนวณร่วมกับมิติต่างๆ รอบด้าน เช่น ปัญหาบุหรี่เถื่อน โดยจำเป็นต้องดำเนินมาตรการปราบปรามบุหรี่เถื่อนควบคู่ไปกับมาตรการทางภาษี ซึ่งปัจจุบันทางภาครัฐได้ดำเนินการปราบปรามอย่างต่อเนื่อง และปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสงครามและปัญหาระหว่างประเทศ ที่กำลังส่งผลกระทบและสร้างความรุนแรง ต่อระบบเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศไทย และสำคัญที่สุดก็คือสภาพเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ โดยไม่ควรให้เกิดภาระต่อกำลังซื้อของประชาชนมากจนเกินไปในช่วงเวลานี้
ภาษีบุหรี่ ควรครอบคลุม "ยาสูบ-ยาเส้น" ทุกประเภท
นอกจากนี้ ผศ.ดร.ถิรภาพ ยังได้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สำคัญคือ รัฐบาลควรจัดเก็บภาษีในอัตราดังกล่าวกับสินค้าผลิตภัณฑ์ยาสูบทุกรูปแบบ โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ No Discrimination ตามหลักเศรษฐศาสตร์ ซึ่งหมายความรวมถึงสินค้าประเภทยาเส้นด้วย เนื่องจากในความเป็นจริง สินค้าเหล่านี้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ให้คุณและโทษต่อสุขภาพไม่แตกต่างกัน มีเพียงรูปแบบภายนอกเท่านั้นที่ต่างกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เป้าหมายที่รัฐบาลต้องการให้ลดการสูบบุหรี่หันไปสูบยาเส้นที่มีราคาถูกกว่า แต่เป็นอันตรายต่อสุขภาพไม่ต่างกัน
ควรประกาศล่วงหน้าและให้เวลาประชาชนปรับตัว
สำหรับข้อกังวลเรื่องการปักป้ายกักตุนสินค้าของกลไกตลาดก่อนภาษีใหม่มีผลบังคับใช้เป็นเหตุให้การปรับโครงสร้างภาษีต้องเลื่อนออกไปเพราะยังไม่พร้อมนั้น นักวิชาการระบุว่าในงานวิจัยได้มีการเสนอทางออกด้วยระบบ “ปฏิทินภาษี” (Tax Calendar) ไว้แล้ว “ระบบปฏิทินภาษีจะทำหน้าที่เป็นแผนที่นำทาง (Roadmap) ให้ภาคธุรกิจและผู้ประกอบการสามารถคาดการณ์ทิศทาง และปรับกลยุทธ์ในการบริหารจัดการสต็อกสินค้า และการขายได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยไม่เกิดการชะงักงันหรือการกักตุนสินค้าในลักษณะที่ส่งผลเสียต่อระบบตลาด” ผศ.ดร.ถิรภาพ กล่าว
วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569
อลังการสมศักดิ์ศรี! สมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงฯ แถลงข่าวใหญ่ “มณีเมขลา ครั้งที่ 4 ประจำปี 2569” ทัพสื่อมวลชน-คนบันเทิงกว่า 400 ชีวิต ร่วมงานคับคั่ง ปักหมุดวันประกาศรางวัลสุดยิ่งใหญ่ ปลายเดือน ตุลาคมนี้!
อลังการสมศักดิ์ศรี! สมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงฯ แถลงข่าวใหญ่ “มณีเมขลา ครั้งที่ 4 ประจำปี 2569” ทัพสื่อมวลชน-คนบันเทิงกว่า 400 ชีวิต ร่วมงานคับคั่ง ปักหมุดวันประกาศรางวัลสุดยิ่งใหญ่ ปลายเดือน ตุลาคมนี้!
เติมความอร่อยแบบฟูลฟีลฟิน กับ"ครัวคุณต๋อยยกทัพ บุก เซ็นทรัล มหาชัย"
วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569
Cosmoprof CBE ASEAN 2026 เปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ที่กรุงเทพฯ พร้อมเชื่อมโยงผู้ประกอบการความงามระดับโลกสู่โอกาสทางธุรกิจในตลาดอาเซียนที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
Cosmoprof CBE ASEAN 2026 เปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ที่กรุงเทพฯ พร้อมเชื่อมโยงผู้ประกอบการความงามระดับโลกสู่โอกาสทางธุรกิจในตลาดอาเซียนที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
กรุงเทพฯ, 24 มิถุนายน 2569 – งาน Cosmoprof CBE ASEAN 2026 เปิดฉากอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพมหานคร พร้อมต้อนรับผู้ประกอบการและผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมความงามจากทั่วโลก ระหว่างวันที่ 24–26 มิถุนายน 2569 โดยในฐานะงานแสดงสินค้าด้านความงามชั้นนำแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ครอบคลุมทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรม งานดังกล่าวได้ตอกย้ำบทบาทการเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงธุรกิจและสร้างโอกาสทางการค้าในหนึ่งในตลาดความงามที่มีศักยภาพและเติบโตอย่างรวดเร็วที่สุดของโลก
โดยในปี 2569 มีผู้แสดงสินค้ามากกว่า 730 ราย เพิ่มขึ้น 12% จากปี 2568 งานจัดขึ้นบนพื้นที่จัดแสดงรวม 33,000 ตารางเมตร ครอบคลุม 6 ฮอลล์ บนพื้นที่ 2 ชั้น ซึ่งขยายใหญ่ขึ้นกว่า 30% เมื่อเทียบกับการจัดงานครั้งก่อน สะท้อนการเติบโตอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมความงามในภูมิภาค โดยสัดส่วนผู้แสดงสินค้าประกอบด้วยผู้ประกอบการจากประเทศไทย 47% และจากต่างประเทศ 53%
สำหรับพื้นที่จัดแสดงสินค้า Cosmoprof CBE ASEAN ซึ่งรวบรวมผลิตภัณฑ์ความงามสำเร็จรูปจากแบรนด์ต่าง ๆ ตั้งอยู่บริเวณชั้น G ฮอลล์ 1–3 คิดเป็น 48% ของพื้นที่จัดแสดงทั้งหมด ขณะที่ Cosmopack CBE ASEAN ซึ่งมุ่งเน้น Supply Chain และอุตสาหกรรมต้นน้ำของธุรกิจความงาม จัดแสดง ณ ชั้น LG ฮอลล์ 5–7 คิดเป็น 52% ของพื้นที่จัดแสดงทั้งหมด
เปิดตัวครั้งแรกในปี 2569 กับ Cosmopack CBE ASEAN เวทีสำหรับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมความงาม Supply Chain ที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุดิบ การพัฒนาสูตร การรับจ้างผลิต (Contract Manufacturing) การผลิตสินค้าแบรนด์ของตนเอง (Private Label) บรรจุภัณฑ์ เครื่องจักร ระบบการพิมพ์และฉลาก รวมถึงโซลูชันแบบครบวงจรไว้ในที่เดียว
งาน Cosmoprof CBE ASEAN 2026 คาดว่าจะดึงดูดผู้เข้าชมงานกว่า 25,000 ราย โดยมีผู้ซื้อศักยภาพสูง (Hosted Buyers) มากกว่า 550 ราย จากประเทศไทย ประเทศสมาชิกอาเซียน อินเดีย ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และยุโรป ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 30% เมื่อเทียบกับปี 2568 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความสนใจที่เพิ่มขึ้นจากผู้ประกอบการทั่วโลกที่มองเห็นโอกาสทางธุรกิจในตลาดความงามของภูมิภาคอาเซียน การเติบโตอย่างต่อเนื่องของ Cosmoprof CBE ASEAN ยังสะท้อนถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของประเทศไทยบนเวทีอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าและการจัดประชุมระดับนานาชาติ โดยได้รับการสนับสนุนจาก Thailand Convention and Exhibition Bureau (TCEB) หรือสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หน่วยงานภาครัฐที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางชั้นนำของโลกด้านอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE)
“วิสัยทัศน์ของ TCEB คือการเชื่อมโยงงานแสดงสินค้าระดับโลกอย่าง Cosmoprof CBE ASEAN เข้ากับผู้เข้าร่วมงานจากนานาชาติ เพื่อยกระดับระบบนิเวศของอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าในประเทศไทยให้ก้าวไปอีกขั้น ธุรกิจไมซ์มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจในหลากหลายอุตสาหกรรม พร้อมสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเติบโตและแข่งขันได้ในระดับสากล ด้วยชื่อเสียงและมาตรฐานคุณภาพอันโดดเด่นของ Cosmoprof CBE ASEAN งานนี้จึงเป็นเวทีที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการแสดงศักยภาพของประเทศไทยสู่สายตานานาชาติ เรารู้สึกยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของงานอันทรงเกียรตินี้ และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือการได้มีส่วนสนับสนุนการเติบโตของผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมความงามระดับโลก เพราะความสำเร็จของพวกเขาคือความสำเร็จของประเทศไทย” ดร. ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ประธานสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) (TCEB) กล่าว
Cosmoprof CBE ASEAN 2026 ยังได้รวบรวม 5 พาวิลเลียนนานาชาติ ได้แก่ อิตาลี ไต้หวัน เกาหลีใต้ จีน และประเทศไทย เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ นวัตกรรม และศักยภาพของผู้ประกอบการจากแต่ละประเทศให้แก่ผู้ซื้อและผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมความงามจากทั่วโลก ภายในงานปีนี้ ได้มอบเกียรติให้ ประเทศอิตาลี เป็น Country of Honour หรือประเทศเกียรติยศประจำการจัดงานปี 2569 โดยมีบริษัทจากอิตาลีเข้าร่วมจัดแสดงจำนวน 20 บริษัท ภายใต้ Italian Country Pavilion ซึ่งจัดขึ้นโดย ITA – Italian Trade Agency ร่วมกับ Cosmetica Italia สมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลแห่งอิตาลี นำเสนอศักยภาพ ความเชี่ยวชาญ และนวัตกรรมของผู้ประกอบการความงามจากอิตาลี ครอบคลุมหลากหลายสาขาของอุตสาหกรรมความงาม เพื่อเปิดโอกาสทางธุรกิจและสร้างความร่วมมือกับผู้ประกอบการในภูมิภาคอาเซียนและตลาดโลก
นางเปาลา กุยดา (Paola Guida) ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าอิตาลี (ITA) ประจำประเทศไทย กล่าวว่า “ดิฉันรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเฉลิมฉลองการกลับมาของพาวิลเลียนอิตาลีในงาน Cosmoprof CBE ASEAN 2026 ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 5 และนับเป็นปีที่มีความหมายอย่างยิ่งสำหรับอิตาลี เนื่องจากได้รับเกียรติให้เป็น Country of Honour ประจำการจัดงานในปีนี้
ดิฉันขอขอบคุณสำหรับความร่วมมืออันยาวนานระหว่างสำนักงานส่งเสริมการค้าอิตาลี (ITA) และ Cosmoprof CBE ASEAN ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าเพื่อธุรกิจความงามชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ร่วมกันสร้างโอกาสทางธุรกิจอันมีคุณค่าให้กับบริษัทอิตาลีในการเชื่อมต่อกับผู้เชี่ยวชาญและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมจากทั่วภูมิภาค
สำหรับปีนี้ พาวิลเลียนอิตาลีได้รวบรวมบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมความงามและเครื่องสำอางจากอิตาลีจำนวน 20 บริษัท เพื่อร่วมจัดแสดงผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมภายใต้แนวคิด ‘Made in Italy’ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งคุณภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และความเป็นเลิศที่ทำให้อุตสาหกรรมความงามของอิตาลีได้รับการยอมรับในระดับโลก”
โปรแกรมสัมมนาและกิจกรรมพิเศษ เจาะลึกข้อมูลตลาด สร้างโอกาสเติบโตทางธุรกิจ
Cosmoprof CBE ASEAN 2026 ยังจัดเต็มด้วยโปรแกรมสัมมนา กิจกรรมพิเศษ ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการและผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมความงามเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกของตลาด มุมมองด้านเทรนด์ และโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ เนื้อหาครอบคลุมประเด็นสำคัญของอุตสาหกรรม อาทิ แนวโน้มตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคในอาเซียน กฎระเบียบและข้อกำหนดด้านอุตสาหกรรม การสร้างแบรนด์
นอกจากนี้ Cosmopack CBE ASEAN ยังนำเสนอ The Sunscreen Factory นิทรรศการเชิงประสบการณ์รูปแบบ Live Installation ที่จำลองกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดแบบครบวงจร โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ชั้นนำของไทย ได้แก่ DERMA INNOVATION COMPANY LIMITED, PROPACK ASIA COMPANY LIMITED, THER LINE, NAPAT PACKAGING COMPANY LIMITED และ SELCON CO., LTD. ผู้เข้าชมจะสัมผัสเส้นทางการผลิตผลิตภัณฑ์จริง ตั้งแต่การคิดค้นและพัฒนาสูตร การคัดเลือกวัตถุดิบ การผลิต ไปจนถึงการออกแบบบรรจุภัณฑ์
งาน Cosmoprof CBE ASEAN 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24–26 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพมหานคร พร้อมต้อนรับผู้ประกอบการ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้มีบทบาทในอุตสาหกรรมความงามจากทั่วโลก ให้มาร่วมค้นหาโอกาสทางธุรกิจ สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และร่วมกำหนดอนาคตของอุตสาหกรรมความงามในภูมิภาคอาเซียนและตลาดโลกไปด้วยกัน
DITP เดินหน้าติดอาวุธผู้ประกอบการไทย จัดอบรมครั้งที่ 4 เสริมความพร้อมขายสินค้าไทยผ่าน e-Commerce สู่ตลาดโลก
DITP เดินหน้าติดอาวุธผู้ประกอบการไทย จัดอบรมครั้งที่ 4 เสริมความพร้อมขายสินค้าไทย
ผ่าน e-Commerce สู่ตลาดโลก
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้พร้อมก้าวสู่ตลาดการค้าออนไลน์ระหว่างประเทศ จัดกิจกรรมการฝึกอบรมและสัมมนาสำหรับตัวแทนร้านค้าไทย ในตลาดพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ครั้งที่ 4 ภายใต้โครงการการจัดซื้อจัดจ้างระบบบริหารโครงการส่งสินค้าไทยสู่ตลาดโลก เพื่อเสริมองค์ความรู้ด้านการขายสินค้าไทยผ่านช่องทาง
e-Commerce ต่างประเทศอย่างเป็นระบบ
กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้น เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ณ ห้อง Grand Chambray Ballroom โรงแรม
อวานี สุขุมวิท กรุงเทพฯ โดยมีผู้ประกอบการ ตัวแทนร้านค้าไทยในตลาดพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หน่วยงานพันธมิตรและผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าระหว่างประเทศเข้าร่วม เพื่อเตรียมความพร้อมให้ธุรกิจไทยสามารถขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าไปยัง ตลาดต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในการนี้ ดร.สุภาพร สุขมาก รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์
ได้ให้เกียรติในการกล่าวเปิดกิจกรรม โดยเน้นย้ำว่า “ในปัจจุบันการดำเนินธุรกิจในตลาดพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ระหว่างประเทศ ไม่ได้อาศัยเพียงคุณภาพของสินค้าเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยความพร้อม
ในหลายมิติ ทั้งการบริหารจัดการร้านค้า การทำการตลาดดิจิทัล การวิเคราะห์ข้อมูลผู้บริโภค
การบริหารคำสั่งซื้อ ตลอดจนการจัดการด้าน โลจิสติกส์ และบริการหลังการขายอย่างเป็นระบบ”
การอบรมครั้งนี้มุ่งเน้นการให้ความรู้เชิงปฏิบัติแก่ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการเข้าสู่ตลาด
e-Commerce ต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันถือเป็นหนึ่งในช่องทางสำคัญของการขยายธุรกิจสู่ผู้บริโภคต่างประเทศ โดยเฉพาะ ในยุคที่แพลตฟอร์มออนไลน์ ระบบโลจิสติกส์ และพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ภายในงานมีการบรรยายภาพรวมโอกาสทางการค้าไทยในตลาดโลกยุคดิจิทัล รวมถึงการให้ความรู้จาก วิทยากรผู้เชี่ยวชาญในประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการไทยจำเป็นที่จะต้องเตรียมพร้อม ก่อนนำสินค้าออกสู่ตลาดต่าง ประเทศ โดยคุณภเชศ จารุมนต์ นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการพิเศษ รักษาการในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญ เฉพาะด้านทรัพย์สินอุตสาหกรรม กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ให้ความรู้เรื่องการบริหารจัดการเครื่องหมาย การค้าและ การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา
เพื่อวางรากฐานการพัฒนาแบรนด์ไทยในตลาดโลก
และยังได้รับเกียรติจาก ดร. นรีรัตน์ รัตนพรวิเศษกุล ประธานบริษัท ไทยพาวิเลี่ยน กรุ๊ป จำกัด
ร่วมบรรยายในหัวข้อ “การถอดรหัสผู้บริโภคจีนยุคใหม่ และโอกาสของสินค้าไทยในตลาดจีน”
เพื่อนำเสนอแนวโน้มผู้บริโภคจีน พฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้า และโอกาสของผู้ประกอบการไทย
ในการใช้ช่องทาง e-Commerce ข้ามพรมแดนเพื่อเข้าถึงตลาดจีนอย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจาก คุณพร้อมสิน บุญจันทร์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ บริษัท พร้อม
ลีเกิล โซลูชั่น จำกัด ร่วมบรรยายในหัวข้อกฎหมายและข้อควรระวังสำหรับผู้ประกอบการไทย
ในการขายสินค้าใน e-Commerce ต่างประเทศ โดยเน้นประเด็นด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย
การบริหารความเสี่ยง และข้อควร ระวังที่ผู้ประกอบการควรเตรียมพร้อมก่อนดำเนินธุรกิจ
ในตลาดต่างประเทศ
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของกิจกรรม คือการนำเสนอภาพรวมระบบของโครงการฯ พร้อมการสาธิต
การใช้งาน ระบบแบบเป็นลำดับขั้นตอน เพื่อให้ตัวแทนร้านค้าไทยเข้าใจแนวทางการใช้งานระบบบริหารโครงการ ส่งสินค้าไทยสู่ตลาดโลก ตั้งแต่การเตรียมข้อมูลสินค้า ไปจนถึงการสนับสนุนกระบวนการขยายตลาด ผ่านช่องทางดิจิทัล
การจัดอบรมครั้งนี้ยังเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซักถามประเด็นที่เกี่ยวข้อง
กับธุรกิจ e-Commerce ต่างประเทศ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการ หน่วยงาน สนับสนุน และพันธมิตรโครงการ ซึ่งนับเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันสินค้าไทยให้มีโอกาสเข้าถึงผู้บริโภค ในตลาดโลกมากยิ่งขึ้น
ให้สินค้าของผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก พร้อมวางรากฐานสู่การเติบโต
ของเศรษฐกิจไทยในยุคการค้าไร้พรมแดนอย่างมั่นคงและยั่งยืน
ถึงเวลาที่เหมาะสม: ปฏิรูปโครงสร้างภาษีบุหรี่สู่อัตราเดียว เพื่อเศรษฐกิจไทยและการควบคุมยาสูบที่ยั่งยืน
ถึงเวลาที่เหมาะสม: ปฏิรูปโครงสร้างภาษีบุหรี่สู่อัตราเดียว เพื่อเศรษฐกิจไทยและการควบคุมยาสูบที่ยั่งยืน
ปัญหาความยืดเยื้อของโครงสร้างภาษีบุหรี่ในประเทศไทยยังคงเป็นประเด็นที่ท้าทายความกล้าหาญในการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างยิ่ง แม้ว่าในหลายปีที่ผ่านมาจะมีการผลักดันจากฝั่งนักวิชาการ หน่วยงานรัฐ และมีมติคณะรัฐมนตรีออกมาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เร่งปรับปรุงโครงสร้างภาษีบุหรี่ไปสู่ระบบอัตราเดียว แต่จนถึงปัจจุบันข้อเสนอดังกล่าวยังคงเป็นเพียงแผนการที่ยังไม่ถูกนำมาปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมเสียที
การคงไว้ซึ่งโครงสร้างภาษีแบบสองอัตราโดยแบ่งตามระดับราคาขายปลีกแนะนำที่กำหนดให้บุหรี่ในกลุ่มราคาประหยัดเสียภาษีน้อยกว่ากลุ่มราคาสูงนั้น เดิมทีมีจุดประสงค์สำคัญเพื่อปกป้องรัฐวิสาหกิจผู้ประกอบการในประเทศเพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะในตลาดราคาประหยัดจากข้อได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิต อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่ปรากฏตลอดเกือบ 10 ปีที่ใช้โครงสร้างแบบ 2 อัตรามากลับไม่เป็นไปตามคาด ในทางกลับกัน ระบบดังกล่าวได้กลายเป็นช่องว่างที่ก่อให้เกิดการบิดเบือนกลไกตลาด เมื่อผู้ผลิตต่างพยายามแข่งขันกันลดราคาหรือออกสินค้าที่มีราคาต่ำเพื่อมาสู้กันในพื้นที่ที่เสียภาษีในอัตราที่น้อยกว่า จนทำให้ตลาดราคาสูงของไทยเหลือเพียง 5% เท่านั้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ภาษีสรรพสามิตที่สูญเสียไปมหาศาลในทุกปี จากที่เคยเก็บได้กว่า 6.8 หมื่นล้านบาทในช่วงก่อนใช้โครงสร้าง 2 อัตรา กลับเหลือเพียง 4.7 ล้านบาทในปัจจุบัน อีกทั้งยังไม่ช่วยตอบโจทย์นโยบายควบคุมยาสูบอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากผู้บริโภคสามารถหันไปเลือกซื้อบุหรี่ราคาถูกแทนที่จะเลิกสูบ
จากการศึกษาโดยหน่วยงานหลักอย่างกรมสรรพสามิต และผลงานวิจัยอิสระที่เกี่ยวข้องต่างชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ระบบภาษีอัตราเดียวคือทางออกที่ดีที่สุดและเป็นมาตรฐานสากลที่องค์การอนามัยโลก รวมถึงสถาบันการเงินระหว่างประเทศต่างให้การยอมรับ เพราะบุหรี่ทุกชนิดมีโทษต่อสุขภาพไม่ต่างกัน การที่รัฐยังคงลังเลและให้ความกลัวต่อผลกระทบของผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งมาเป็นอุปสรรคในการตัดสินใจ ย่อมไม่เป็นผลดีต่อภาพรวมของเศรษฐกิจประเทศ
มติคณะรัฐมนตรีหลายครั้งที่ผ่านมา ทั้งในเดือนกันยายนปี 2564 และสิงหาคมปี 2565 ต่างมีข้อสั่งการชัดเจนให้กระทรวงการคลังเร่งทบทวนและแก้ไขโครงสร้างภาษีเพื่อนำไปสู่ความเป็นธรรมและการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้ นี่จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องอาศัยวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ กระทรวงการคลังควรให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจของไทยในภาพรวมมากกว่าการพะวงกับการปกป้องผู้ประกอบการรายหนึ่งรายใดเพียงเพื่อบรรเทาความกังวลชั่วคราว แลกกับการแบกรับภาระการจัดเก็บรายได้ภาษีตกต่ำต่อไปในทุกปี
งานวิจัยสหรัฐฯ ศึกษาทางเลือกการลดการรับสารจากการสูบบุหรี่ พบข้อมูลด้านพฤติกรรมและตัวชี้วัดสุขภาพ
งานวิจัยสหรัฐฯ ศึกษาทางเลือกการลดการรับสารจากการสูบบุหรี่ พบข้อมูลด้านพฤติกรรมและตัวชี้วัดสุขภาพ
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า งานวิจัยจากสหรัฐอเมริกาได้ศึกษาพฤติกรรมของผู้สูบบุหรี่และการเปลี่ยนแปลงของการรับสารบางชนิดในร่างกาย ภายใต้รูปแบบการบริโภคนิโคตินที่แตกต่างกัน โดยผลการศึกษาในระยะสั้นพบความแตกต่างทั้งด้านพฤติกรรมการสูบและตัวชี้วัดการรับสารจากการเผาไหม้ ขณะที่ผู้วิจัยระบุว่ายังจำเป็นต้องติดตามและประเมินผลในระยะยาวเพิ่มเติม เนื่องจากการสูบบุหรี่ยังคงเป็นประเด็นสำคัญด้านสาธารณสุข
จากการเปิดเผยของ PennState Health ถึงรายงานวิจัยซึ่งเผยแพร่ในวารสารการแพทย์ระดับโลก JAMA Network Open นำโดยคณะนักวิจัยจากวิทยาลัยแพทยศาสตร์เพนสเตต (Penn State College of Medicine) สหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมด้วยยาหลอก (Randomized Placebo-Controlled Trial) ครั้งแรกในสหรัฐฯ ที่มุ่งวัดผลกระทบจากการเปลี่ยนจากบุหรี่มวนมาเป็นบุหรี่ไฟฟ้า โดยเปิดเผยตัวเลขความสำเร็จว่าสามารถช่วยให้ผู้สูบเลิกบุหรี่มวนได้มากกว่า 3 เท่า
การศึกษาครั้งนี้ทำทดลองในกลุ่มผู้ใหญ่ที่สูบบุหรี่เป็นประจำทุกวัน (มากกว่า 4 มวนต่อวัน) จำนวน 104 คน โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 52 คนเท่ากัน กลุ่มแรกได้รับบุหรี่ไฟฟ้าที่มีระดับนิโคติน 5% ส่วนกลุ่มที่สองได้รับตัวเครื่องแบบเดียวกันแต่ไม่มีสารนิโคติน (กลุ่มยาหลอก) โดยใช้เวลาติดตามผลระยะสั้น 6 สัปดาห์ และตรวจเช็กซ้ำในสัปดาห์ที่ 10
ผลลัพธ์หลังสิ้นสุดสัปดาห์ที่ 6 เผยให้เห็นความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญกล่าวคือ กลุ่มผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าที่มีนิโคติน 5% สามารถเลิกสูบบุหรี่มวนได้อย่างสิ้นเชิงถึง 36.5% ในขณะที่กลุ่มใช้ยาหลอกที่ไม่มีนิโคติน เลิกได้เพียง 11.5% เท่านั้น คิดเป็นอัตราความสำเร็จที่สูงกว่าถึง 3 เท่า และตัวเลขนี้ยังคงคงที่เมื่อติดตามผลต่อเนื่องในสัปดาห์ที่ 10
ที่น่าสนใจคือผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าชนิดมีนิโคติน มีอาการอยากบุหรี่และอาการลงแดงบุหรี่หรืออาการถอนนิโคตินน้อยกว่า ทำให้สามารถอยู่ห่างจากบุหรี่มวนง่ายขึ้น
ระดับสารพิษและสารก่อมะเร็งปอดลดลงฮวบ
นอกจากนี้ คณะวิจัยได้ทำการวัดสารบ่งชี้ทางชีวภาพ (Biomarkers) ในปัสสาวะและลมหายใจเพื่อตรวจหาการสะสมของสารพิษ โดยเฉพาะการวัดค่าสาร NNAL ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งปอดที่รุนแรงและเกิดจากการเผาไหม้ใบยาสูบ ผลการตรวจพบว่า ผู้เข้าร่วมทดลองทั้งสองกลุ่มมีปริมาณสารพิษในร่างกายลดลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับช่วงเริ่มต้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้านิโคติน 5% มีระดับการรับสารพิษที่ลดลงมากกว่า เนื่องจากมีจำนวนคนที่หันกลับไปสูบบุหรี่มวนน้อยกว่านั่นเอง
เจสสิก้า อิงส์ต (Jessica Yingst) รองศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์สาธารณสุขและผู้เขียนหลักของรายงานวิจัย กล่าวว่า "แม้ว่านิโคตินจะเป็นสารที่ทำให้เสพติด แต่ไม่ใช่สาเหตุหลักของการเกิดโรคมะเร็งและโรคหัวใจ อันตรายที่แท้จริงมาจากผลพลอยได้ของการเผาไหม้ในยาสูบ บุหรี่ไฟฟ้าชนิดมีนิโคตินสามารถส่งผ่านนิโคตินได้ใกล้เคียงกับบุหรี่มวน จึงช่วยตอบสนองความต้องการของร่างกายและทำให้การเลิกบุหรี่มวนเพื่อเปลี่ยนไปใช้บุหรี่ไฟฟ้าแทนง่ายขึ้น ในขณะที่ปริมาณการรับสารเคมีเป็นพิษโดยรวมลดลงอย่างมาก”
ความหวังใหม่ด้านสาธารณสุข
แม้ว่าอัตราการสูบบุหรี่ในสหรัฐฯ จะลดลงต่ำเป็นประวัติการณ์เหลือเพียงประมาณ 10% แต่การสูบบุหรี่ยังคงเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตที่สามารถป้องกันได้ งานวิจัยชิ้นนี้จึงถือเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยสนับสนุนผู้ที่ไม่สามารถเลิกบุหรี่ด้วยวิธีอื่นได้ให้สามารถลดการรับสารพิษจากควันบุหรี่ได้
มหาวิทยาลัยเพนสเตต เป็นหนึ่งในศูนย์วิทยาศาสตร์การกำกับดูแลยาสูบ (TCORS) ที่ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยร่วมจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐฯ (FDA) และสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (NIH)
วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569
“ยศชนัน” มอบประกาศนียบัตรเชิดชูเกียรตินักประดิษฐ์-นักวิจัยไทย คว้ารางวัลนานาชาติกว่า 400 ผลงาน จาก 7 เวทีทั่วโลก ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ปี 69 ย้ำชัด “คนสำเร็จคือคนไม่หยุดพัฒนา”
“ยศชนัน” เยี่ยมชมนิทรรศการมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 ย้ำพลัง Synergy ขับเคลื่อนงานวิจัยสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
บทเรียนอาเซียนชี้ว่า “ภาษีบุหรี่อัตราเดียว” คือทางออกของรายได้รัฐและการสกัดบุหรี่เถื่อน โดยรองศาสตราจารย์ ดร. ภัทรกิตติ์ เนตินิยม นักวิชาการอิสระ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน
บทเรียนอาเซียนชี้ว่า “ภาษีบุหรี่อัตราเดียว” คือทางออกของรายได้รัฐและการสกัดบุหรี่เถื่อน โดย รองศาสตราจารย์ ดร. ภัทรกิตติ์ เนตินิยม นักวิชา...
-
ทำบุญง่ายๆ…อยู่ที่ปลายนิ้ว เป็นสะพานบุญ ส่งต่อ…กดแชร์ สาธุ 🙏 สาธุ 🙏 สาธุ 🙏
-
ยินดีกับกิจกรรมดีๆ โครงการประกวดเรียงความ "เยาวชนรุ่นใหม่ รู้คิด รู้ทัน ร่วมใจ ต้านภัยยาเสพติด" ที่จัดขึ้นเมื่อ วันเสาร์ที่ 17 มกร...
-
ฉลองครบ 30 ปีแห่งความสำเร็จ ‘เจตนิน’ ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการรักษาผู้มีบุตรยาก เติมเต็มความฝันให้กับทุกครอบครัว โรงพยาบาลเจตนิน โดย พล.ต...