วันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568

ขอเชิญทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งภายในงานสุดยิ่งใหญ่แห่งปีกับงาน Thai-BISPA Day 2025 ปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “THAILAND’S NEXT INNOVATION FORCE: People Who Drive Innovation” งานรวมพลังเครือข่ายผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรมจากทั่วประเทศที่มุ่งเน้นยกระดับศักยภาพ “คน” ในฐานะพลังสำคัญของระบบนิเวศนวัตกรรมไทย

ขอเชิญทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งภายในงานสุดยิ่งใหญ่แห่งปีกับงาน Thai-BISPA Day 2025 ปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “THAILAND’S NEXT INNOVATION FORCE: People Who Drive Innovation” งานรวมพลังเครือข่ายผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรมจากทั่วประเทศที่มุ่งเน้นยกระดับศักยภาพ “คน” ในฐานะพลังสำคัญของระบบนิเวศนวัตกรรมไทย


สมาคมหน่วยบ่มเพาะธุรกิจและอุทยานวิทยาศาสตร์ไทย (Thai Business Incubators and Science Parks Association: Thai-BISPA) ที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางเครือข่ายของกิจกรรมบ่มเพาะธุรกิจและอุทยานวิทยาศาสตร์ของประเทศ ในการพัฒนาและส่งเสริมธุรกิจนวัตกรรมไทยและผลักดันให้เติบโตสู่ระดับนานาชาติ ผ่านกลไกการบ่มเพาะธุรกิจและอุทยานวิทยาศาสตร์ พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ โดยมีทั้งหน่วยงานสนับสนุนภาครัฐ หน่วยบริหารและจัดการทุน หน่วยงานงานตัวกลางนวัตกรรมทั้งภาครัฐและเอกชน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศด้วยธุรกิจฐานนวัตกรรมที่ส่งผลต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจในประเทศ พร้อมทั้งผลักดันการเชื่อมโยงเครือข่ายอย่างมีประสิทธิภาพ


ภายในงาน ท่านจะได้พบกับการร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การนำเสนอแนวคิดใหม่ ๆ เพื่อนำไปสู่การรวมพลังเครือข่ายผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรมจากทั่วประเทศ ที่มุ่งเน้นการยกระดับศักยภาพ “นักส่งเสริมนวัตกรรม” ในการผลักดันประเทศสู่อนาคตแห่งความยั่งยืน ผ่านเวทีเสวนา การบรรยาย และกิจกรรมเชื่อมโยงความร่วมมือระดับชาติและนานาชาติ อัดแน่นด้วยกิจกรรมสุดพิเศษ การมอบรางวัล Thai-BISPA Awards ร่วมแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับรางวัล AABI Awards Ceremony การมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ แก่หน่วยงานภาครัฐที่พัฒนากลไกการดำเนินงานเพื่อส่งเสริมธุรกิจนวัตกรรมไทยให้มีขีดความสามารถในระดับสากล


พิธีลงนามความร่วมมือ ระหว่างสมาคมฯ กับ Origgin Ventures Thailand การเปิดตัวผู้เข้าร่วมโครงการ University Venture Creation Program (UVC Program) ซึ่งเป็นโครงการที่มีเป้าหมายเพื่อยกระดับความสามารถสถาบันอุดมศึกษาในการถ่ายทอดงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ เสริมสร้างศักยภาพด้านการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและเกิดการพัฒนาธุรกิจเทคโนโลยีที่ประสบความสำเร็จ และเป็นปีแรกที่ Thai-BISPA ร่วมมือกับ Sustainism Initiatives มอบประกาศนียบัตร INNO For Sustain ซึ่งเป็นการเชิดชูนวัตกรรมที่โดดเด่นด้านความยั่งยืน 
งานประจำปีนี้ นอกจากจะมีการออบบูธของหน่วยงานเครือข่ายสมาชิกแล้ว ทางสมาคม ยังได้ร่วมกับหน่วยงานสมาชิกกิตติมศักดิ์ บริษัท CP All จำกัด (มหาชน) ในการจัดกิจกรรม Business Matching เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการในเครือข่ายอีกด้วย


ร่วมเปิดมุมมองใหม่ของการพัฒนาคนไทยให้เป็น “พลังขับเคลื่อนนวัตกรรมแห่งอนาคต”กับ Thai-BISPA Day 2025 เวทีที่รวม “ผู้นำ ผู้สร้าง และผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรมไทย” ในวันที่ 31 ตุลาคม 2568 เวลา 8.00-16.00 น. ณ ห้องลุมพินี 2-3 ชั้น 10 โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี ถนนพระราม 4 กรุงเทพฯ

สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ https://forms.gle/u5DTFUgBper4Qdzo8
สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารการจัดงานได้ที่ www.thaibispa.or.th หรือ http://www.facebook.com/THbispa
หากประสงค์ขอรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดติดต่อ นางสาวนวรัตน์ รุ่งเรืองปัญญา โทรศัพท์ 086-189-6196 
อีเมล์ info@thaibispa.or.th

วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2568

ขอแสดงความยินดี:”นายศักดิ์ปรินทร์ เกษมธนพัฒน์”(คุณโก้) ผู้บริหารนิตยสารชั้นนำระดับ world class ” Ambassadorworld Magazine “ร่วมแสดงความยินดีกับ “ดร.นิยม ไผ่โสภา” ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ

ขอแสดงความยินดี:”นายศักดิ์ปรินทร์ เกษมธนพัฒน์”(คุณโก้) ผู้บริหารนิตยสารชั้นนำระดับ world class ”  Ambassadorworld Magazine “ร่วมแสดงความยินดีกับ “ดร.นิยม ไผ่โสภา” ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2568
นายศักดิ์ปรินทร์ เกษมธนพัฒน์(คุณโก้) ผู้บริหารนิตยสารชั้นนำระดับ world class ” Ambassadorworld Magazine  "และปัจจุบันยังเป็นนักวิชาการประคณะกรรมการ สภานักวิชาการสมัชชามวลชนเพื่อความมั่นคง (สช.มน.กอ.รมน.) ,ประธานผู้อำนวยการ สำนักงานที่ปรึกษากฏหมายและธุรกิจ อินเตอร์ลอว์ ได้เดินทางไปที่กระทรวงศึกษาธิการ ถนนราชดำเนินนอก และได้เข้าพบขอแสดงความยินดีกับ “ดร.นิยม ไผ่โสภา”
ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ
-เขตตรวจราชการที่ ๑๕ จังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน
ลำปาง และลำพูน
-เขตตรวจราชการที่ ๑๖ จังหวัดเชียงราย น่าน
พะเยา และแพร่

เนื่องในโอกาสที่ได้รับการแต่งตั้งตำแหน่งใหม่ในกระทรวงศึกษาธิการ

วันพุธที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2568

เศรษฐกิจติดหล่ม: เร่งเครื่องกระตุ้นแค่ระยะสั้น แต่ลืมเติมน้ำมันระยะยาว

เศรษฐกิจติดหล่ม: เร่งเครื่องกระตุ้นแค่ระยะสั้น แต่ลืมเติมน้ำมันระยะยาว สถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างหนัก ถูกเปรียบเทียบจาก ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่าเป็นเหมือน “รถที่ติดหล่ม” ซึ่งสภาพคล่องกำลังเหือดหายคล้าย “น้ำมันจะหมด” คำเปรียบเทียบนี้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่สั่งสมมานาน ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตที่ชะลอตัว การลงทุนที่ลดลง และปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ


สัญญาณเตือนสำคัญล่าสุดได้มาจาก “กรมสรรพสามิต” ซึ่งมีรายงานการจัดเก็บรายได้ภาษีในภาพรวมเบื้องต้นว่า สามารถทำได้กว่า 537,500 ล้านบาท ตัวเลขนี้แม้จะสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 13,900 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2.7% และยังสูงกว่าเป้าหมายที่ปรับปรุงใหม่ที่ตกลงกับกระทรวงการคลังแล้วกว่า 2,500 ล้านบาท (สูงกว่าเป้า 0.47%) แต่เมื่อเทียบกับประมาณการตามเอกสารงบประมาณเดิมแล้ว กลับต่ำกว่าไปถึง 72,100 ล้านบาท หรือต่ำกว่าเป้าถึง 11.8%
การจัดเก็บที่ต่ำกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณอย่างมีนัยสำคัญมาจากสองหมวดภาษีหลัก โดยอันดับแรกคือ ภาษีรถยนต์ ที่รับผลกระทบจากนโยบายกระตุ้นให้ผู้บริโภคหันไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า และยอดขายรถยนต์โดยรวมที่ชะลอตัว รองลงมาคือ ภาษียาสูบ ซึ่งจัดเก็บได้ 47,400 ล้านบาท ต่ำเป้าไป 19.5% ตัวเลขเหล่านี้กำลังชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความอ่อนแอของฐานรายได้รัฐบาลที่กำลังเป็นเหมือน “ถังน้ำมัน” ที่ใกล้จะว่างเปล่า
รัฐบาลตระหนักถึงปัญหานี้และได้วาง “5 เสาหลัก” เพื่อดึงรถออกจากหล่ม โดยเน้นกลยุทธ์ “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว และกระจายตัว” ซึ่งหลักการฟังดูดี แต่เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนจะพบข้อสังเกตสำคัญว่า มีความมุ่งมั่นในการ “เหยียบคันเร่ง” กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการใช้จ่าย (Demand Side) สูงมาก ผ่านโครงการเรือธงอย่าง “คนละครึ่งพลัส” ที่เป็นการอัดฉีดกำลังซื้อเข้าสู่ระบบอย่างรวดเร็ว โดยรัฐมนตรีคลังยืนยันชัดเจนว่าจะไม่ตรวจสอบภาษีย้อนหลังสำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้คนเข้าระบบและกระตุ้นความคึกคักในกลุ่มผู้ค้ารายย่อย ซึ่งเหมาะกับภาวะฉุกเฉินที่มุ่งสร้างเงินหมุนเวียน แต่คำถามคือ หากหมดช่วงโปรโมชันนี้แล้ว เศรษฐกิจจะไปต่อได้อย่างไรด้วยตัวเองไม่ใช่จากแรงกระตุ้นชั่วคราว
เมื่อมองไปยัง 5 เสาหลัก จะเห็นว่า “เสาหลัก” ที่ควรเป็นรากฐานระยะยาว กลับกลายเป็นเพียง “เสาขนาดเล็ก” ที่ยังพึ่งพาการใช้เงินกระตุ้นเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการพยุงและเพิ่มสภาพคล่องให้กับลูกหนี้และ SME ซึ่งเป็นการช่วยเหลือที่จำเป็น แต่ไม่ได้เพิ่มความสามารถในการแข่งขันระยะยาว ไปจนถึงการสนับสนุนหวยเกษียณที่เป็นเพียงการส่งเสริมการออม ไม่ใช่การเพิ่มรายได้ให้กับรัฐบาล มีเพียงการยกระดับแรงงาน Reskill/Upskill เท่านั้นที่ดูจะเป็นการสร้างรากฐานระยะยาว แต่กลับถูกจัดสรรงบประมาณเพียง 10,000 ล้านบาทจากกองทุน BOI เท่านั้น เห็นได้ว่าเสาหลักทั้งหมดนี้แม้จะตอบโจทย์โครงสร้างที่สำคัญ เช่น การย้ายฐานการลงทุน การขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ และการปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลและโลกสีเขียว (CBAM) แต่กลับไม่สามารถเป็นแหล่งรายได้ภาษีใหม่ ๆ ที่โดดเด่น
หากเศรษฐกิจไทยคือรถที่ติดหล่มจริง การแก้ปัญหาต้องใช้ทั้ง “แรงส่ง” หรือ การกระตุ้นระยะสั้น เช่น “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งเป็นแรงส่งที่จำเป็นในการดึงรถออกจากโคลน แต่รัฐบาลต้องไม่ลืม “เชื้อเพลิงใหม่” ที่จะวางรากฐานเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประเทศอย่างยั่งยืน แทนที่จะพึ่งพาการกู้หรือเงินคงคลังไปเรื่อย ๆ รัฐบาลกำลังเหยียบคันเร่ง (กระตุ้นการใช้จ่าย) จนมิดเพื่อดึงรถออกจากหล่ม แต่ในขณะเดียวกันก็กำลังปล่อยให้ “ถังน้ำมัน” (ฐานภาษีและศักยภาพการผลิต) แห้งเหือด เพราะความกังวลในการแตะต้องประเด็นที่อ่อนไหวอย่างการจัดเก็บภาษีอย่างเป็นระบบ

ทางออกที่ยั่งยืนคือ รัฐบาลต้องแสดงความกล้าหาญในการปฏิรูปฐานภาษีที่สามารถให้ผลได้ในระยะยาว การปฏิรูประบบภาษีถือเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างรากฐานเศรษฐกิจไทยให้มั่นคงและยั่งยืน รัฐบาลควรนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสในกระบวนการจัดเก็บภาษี โดยเริ่มจากการปฏิรูปฐานภาษีเงินได้ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลรายได้จากหลากหลายแหล่งเพื่อลดการเลี่ยงภาษี และขยายฐานผู้เสียภาษีให้ครอบคลุมแรงงานนอกระบบและธุรกิจออนไลน์ ในขณะเดียวกันควรขยายฐานการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ไปยังสินค้าและบริการที่ยังไม่ได้อยู่ในระบบ เช่น ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ พร้อมทั้งพิจารณาปรับอัตรา VAT ให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและความต้องการรายได้ของรัฐ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการคลัง
สำหรับด้านภาษีสรรพสามิตที่ลดลง โดยเฉพาะจากภาษียาสูบ รัฐบาลควรปรับโครงสร้างภาษีให้เป็นธรรมและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยใช้ระบบอัตราเดียว (Single Rate) ร่วมกับเทคโนโลยีดิจิทัลและการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อลดปัญหาสินค้าหนีภาษีและตลาดมืด นอกจากนี้ การเร่งจัดเก็บภาษีคาร์บอนหรือภาษีสิ่งแวดล้อมจะช่วยสร้างรายได้ใหม่และตอบรับแนวโน้มเศรษฐกิจสีเขียว เป็นแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจปรับตัวสู่ความยั่งยืน สุดท้าย การปฏิรูปภาษีทรัพย์สินและที่ดินโดยปรับปรุงกระบวนการประเมินมูลค่าให้ทันสมัยและเป็นธรรม จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มรายได้ประจำให้กับท้องถิ่น



แนวทางเหล่านี้จะช่วยให้ระบบภาษีไทยมีความทันสมัย โปร่งใส และรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งเป็น “เชื้อเพลิงใหม่” ที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนไปได้อย่างมั่นคง ไม่ต้องเสี่ยง “ติดหล่ม” ซ้ำแล้วซ้ำอีก หากรัฐบาลยังคงเน้นแค่การ “กระตุ้นสั้น” โดยขาด “การปฏิรูปยาว” และไม่กล้าที่จะสร้างแหล่งรายได้ภาษีใหม่ ๆ รถที่เรียกว่าเศรษฐกิจไทยอาจจะหลุดออกจากหล่มได้ชั่วคราว แต่ก็จะวิ่งไปได้ไม่ไกลนัก ก่อนที่น้ำมันจะหมดถังและติดหล่มรอบใหม่ที่ลึกกว่าเดิม วินัยการคลังที่รัฐบาลพูดถึงจะมีความหมายก็ต่อเมื่อมันมาพร้อมกับแผนการสร้างรายได้ที่ชัดเจน ไม่ใช่แค่การจัดการหนี้เท่านั้น อย่าให้เกิดภาวะ “ได้สั้น ๆ ” แต่ “พลาดยาว ๆ ” เลย

วช. แถลงข่าวฝีมือนักประดิษฐ์ไทย คว้ารางวัลจากเวทีประกวดนานาชาติ “Taiwan Innotech Expo 2025”


วันที่ 21 ตุลาคม 2568 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดงานแถลงข่าว “ผลงานสิ่งประดิษฐ์ไทยที่ได้รับรางวัลจากเวทีการประกวดระดับนานาชาติ Taiwan Innotech Expo 2025” (TIE 2025) โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย คณะผู้บริหาร วช. นักวิจัย และสื่อมวลชน เข้าร่วม ณ ศูนย์ข้อมูลสารสนเทศกลางด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ วช. 


ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ภายใต้กระทรวง อว. ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมผลงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์ของไทยสู่เวทีนานาชาติอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับมอบหมายจากองค์กรประดิษฐ์ระดับนานาชาติให้เป็นหน่วยงานหลักของประเทศไทย ในการเปิดรับสมัคร พิจารณา และกลั่นกรองผลงานเข้าร่วมประกวดในนามประเทศ นอกจากนี้ วช. ยังมุ่งแสวงหาความร่วมมือใหม่ในระดับนานาชาติ เพื่อเปิดโอกาสให้นักประดิษฐ์และนักวิจัยไทยได้แสดงศักยภาพ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และพัฒนาผลงานให้ทันสมัย อันจะนำไปสู่การยกระดับมาตรฐานผลงาน พร้อมสร้างโอกาสในการขยายตลาดสู่ระดับสากล และส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ผ่านเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ 


การจัดงานแถลงข่าวในวันนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อเผยแพร่ความสำเร็จของนักประดิษฐ์ไทยที่เข้าร่วมประกวดในเวที “Taiwan Innotech Expo 2025” (TIE 2025) ให้สาธารณชนได้รับทราบและภาคภูมิใจ พร้อมจุดประกายแรงบันดาลใจให้เยาวชน นักวิจัย และนักประดิษฐ์รุ่นใหม่ สร้างสรรค์ผลงานที่จะยกระดับประเทศไทยด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสู่เวทีโลก เวที TIE 2025 จัดโดย Taiwan External Trade Development Council (TAITRA) หรือสภาการค้าไต้หวัน จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 – 18 ตุลาคม 2568 ณ Taipei World Trade Center Exhibition Hall เมืองไทเป ไต้หวัน โดยมีผลงานจากกว่า 20 ประเทศ รวมกว่า 400 ผลงาน อาทิ สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐอินเดีย สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี และไทย 


ในปีนี้ ประเทศไทยได้นำผลงานสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมจำนวน 37 ผลงาน จาก 10 หน่วยงาน ทั้งภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชน และสถาบันการศึกษา เข้าร่วมประกวดและจัดแสดงในเวทีดังกล่าว เป็นที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งผลงานของนักประดิษฐ์และนักวิจัยไทยสามารถคว้ารางวัล Special Prize on Stage จาก Korea Invention Promotion Association (KIPA) หน่วยงานด้านสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมแห่งสาธารณรัฐเกาหลี จำนวน 2 ผลงาน ได้แก่

1. ผลงาน “ตู้ขายพลังงานไฟฟ้าแบบจ่ายเงินล่วงหน้า” โดย นายปฏล บุศย์น้ำเพชร และ นายณัฐชัย ถนอมธรรม จากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

2. ผลงาน “อุปกรณ์ช่วยยึดติดลิ้นหัวใจผลิตจากวัสดุฉลาด เพื่อผู้ป่วยลิ้นหัวใจรั่ว” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อนรรฆ ขันธะชวนะ และคณะ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

ทั้งนี้ วช. ได้เชิญผู้ได้รับรางวัลสำคัญและรางวัลระดับเหรียญทองมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ผ่านเวทีเสวนาเรื่อง “Innovation Spotlight: ความสำเร็จของนักประดิษฐ์ไทยในเวทีนานาชาติ” ความสำเร็จครั้งนี้ถือเป็นบทพิสูจน์ถึงศักยภาพ ความมุ่งมั่น และความทุ่มเทของนักวิจัยและนักประดิษฐ์ไทยที่ได้รับการยอมรับบนเวทีโลก


ถัดมาเป็นการเสวนาในหัวข้อ “Innovation Spotlight: ความสำเร็จของนักประดิษฐ์ไทยในเวทีนานาชาติ” โดยผู้ได้รับรางวัลจากการประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมจากเวที TIE 2025 โดยมี

- นางสาวปารณีย์ ทวีสุข จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กับผลงาน “อุปกรณ์ช่วยยึดติดลิ้นหัวใจผลิตจากวัสดุฉลาดเพื่อผู้ป่วยลิ้นหัวใจรั่ว”

- นางสาวภาณุมาส บุบผามาลา จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กับผลงาน “เครื่องสกัดสารสำคัญจากสมุนไพรด้วยเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์สำหรับสัตว์เลี้ยง”

- นายศิวัตม์ ลิ้มสุคนธ์ จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เพชรบุรี กับผลงาน “PET2MOF: วัสดุโครงข่ายโลหะ–อินทรีย์เชิงยั่งยืนจากขยะพลาสติก PET สำหรับการประยุกต์ใช้ด้านการดูดซับและการกักเก็บ”


ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวคิดด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรมดังกล่าว

ทั้งนี้ การเข้าร่วมประกวดและได้รับรางวัลในเวที TIE 2025 ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่สะท้อนศักยภาพของนักวิจัยและนักประดิษฐ์ไทยในการพัฒนานวัตกรรมสู่ระดับสากล และเป็นแรงผลักดันให้เกิดการใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต

#TaiwanInnotechExpo #TIE2025

วันอังคารที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2568

ผู้ช่วย ผบ.ตร.แถลง ทลายแก๊งกดเงินบัญชีม้าสมุทรปราการ ยึดเงินสดได้คามือเกือบ 2 ล้านบาท และจับหนุ่มลอบขายบุหรี่ไฟฟ้า-ผสมกัญชา ยึดของกลางกว่า 12,500 ชิ้น มูลค่ากว่า 3 ล้านบาท

ผู้ช่วย ผบ.ตร.แถลง ทลายแก๊งกดเงินบัญชีม้าสมุทรปราการ ยึดเงินสดได้คามือเกือบ 2 ล้านบาท และจับหนุ่มลอบขายบุหรี่ไฟฟ้า-ผสมกัญชา ยึดของกลางกว่า 12,500 ชิ้น มูลค่ากว่า 3 ล้านบาท

IMG20251021153700

วันอังคารที่ 21 ก.ย.2568 เวลา 15.00 น. ณ กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 : พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รอง จตช./รอง ผอ.ศปอส.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1,พล.ต.ต.อรรถพล อนุสิทธิ์ รอง ผบช.ภ.1,พล.ต.ต.วิชิต บุญชินวุฒิกุล รอง ผบช.ภ.1,พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผบก.สส.ภ.1 ,พ.ต.อ.ประธาน นันทกอบกุล รอง ผบก.สส.ภ.1,พ.ต.อ.พีรศักดิ์ รอดบน รอง ผบก.สส.ภ.1,พ.ต.อ.มณเทียร เบ้าทอง รอง ผบก.ปฏิบัติราชการ บก.สส.ภ.1,พ.ต.อ.วิศิษฏ์ มะอักษร 
รอง ผบก.สส.ภ.1,พ.ต.อ.วิทิต จันทร์เอี่ยม รอง ผบก.สส.ภ.1,พ.ต.อ.ชินโชติ วัฒนธนานพ ผกก.สส.3 บก.สส.ภ.1 พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน กก.สส.3 บก.สส.ภ.1 ร่วมแถลงข่าว สำนักงานตำรวจแห่งชาติทลายแก๊งกดเงินบัญชีม้าสมุทรปราการยึดเงินสดได้คามือเกือบ 2 ล้านบาท และ จับหนุ่มลอบขายบุหรี่ไฟฟ้า-ผสมกัญชา ยึดของกลางกว่า 12,500 ชิ้น มูลค่ากว่า 3 ล้านบาท
IMG20251021153339
คดีที่ 1 : โดยกรณีนี้ ได้มีผู้เสียหายเป็นหญิงรายหนึ่งได้รับสายโทรศัพท์จากมิจฉาชีพ อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์แจ้งว่าผู้เสียหายมีพัสดุตกหล่น ต่อมามีผู้แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่กรมคุ้มครองผู้บริโภคแจ้งว่าต้องตรวจสอบเงินของผู้เสียหายเพื่อคุ้มครองเงิน ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงทำตามขั้นตอนที่มิจฉาชีพแจ้ง สุดท้ายถูกหลอกให้โอนเงินออกไป จำนวน 400,000 บาท และได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจกก.สส.ภ.จ.สุพรรณบุรี เพื่อพาเข้าแจ้งความ ณ สภ.พระประแดง
IMG_20251021_191456
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สืบสวนกรณีดังกล่าว โดย บก.สส.ภ.1 ได้รับแจ้งข้อมูลจาก War Room IAC สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าได้มีกลุ่มแก๊งคอกม้าทำหน้าที่เป็นจัดหาบัญชีม้ามาถอนเงินสดที่ได้จากการหลอกลวงผู้เสียหาย ซึ่งคาดว่าสร้างความเสียหายแล้วกว่า 4,000,700 บาท
IMG_20251021_191425
โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.3 บก.สส.ภ.1 ได้สืบสวนติดตามจนรู้ตัวกลุ่มคนร้ายและยานพาหนะที่ใช้ก่อเหตุทั้งหมดว่าเป็นกลุ่มเดียวกัน ที่ทำหน้าที่เป็นกลุ่มคนคุมคอกบัญชีม้าในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ จนกระทั่งในวันที่ 20 ต.ค.2568 เวลาประมาณ 15.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนทราบว่า กลุ่มคนร้ายที่คุมคอกบัญชีม้าได้ออกมาเตรียมตัวเพื่อจะให้บัญชีม้าออกมาถอนเงินสด จึงได้สะกดรอยติดตามไปจนถึงห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง สาขาพระประแดง และเฝ้าติดตามไว้ จนกระทั่งมี น.ส.แสงดาฯ พร้อมกับนายธนากรณ์ฯ ลงมาจากรถยนต์ ยี่ห้อ mitsubishi รุ่น xpender ที่ใช้รับส่งบัญชีม้าไปถอนเงินตามสถานที่ต่างๆ ได้เดินไปถอนเงินสดที่ธนาคารแรก จำนวน 525,820 บาท และธนาคารที่สอง จำนวน 1,398,580 บาท (ถูกหักค่าธรรมเนียมบัญชีต่างจังหวัด 1,420 บาท) รวมทั้ง 2 ธนาคารเป็นเงิน จำนวน 1,924,400 บาท ต่อมา น.ส.แสงดาฯ ได้นำเอาเงินไปให้นายธนากรณ์ฯ ที่ยืนรออยู่บริเวณใกล้กับธนาคารฯ เพื่อจะนำเงินสดไปให้ นายกิตติพงศ์ฯ ที่จอดรถยนต์รออยู่ในบริเวณลานจอดรถของห้างฯ เพื่อรอนำไปส่งให้แก่คนรวมเงินไปส่งให้ผู้สั่งการ
IMG_20251021_191226

IMG20251021150444
ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แสดงตัวเข้าจับกุมตัว น.ส.แสงดาฯ และ นายธนากรณ์ฯ พร้อมตรวจยึดเงินสดของกลางรวม 1,924,400 บาท โดยในระหว่างจับกุมทั้ง 2 ราย นายกิตติพงศ์ฯ ได้เห็นเหตุการณ์ จึงขับรถยนต์หลบหนีส่วนชายอีกคนที่ทำหน้าที่รอรวบรวมเงินไปส่งให้ผู้สั่งการ ได้ขี่รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ Honda รุ่น Forza สีแดงไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนหลบหนีไป เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เร่งติดตามไปจนสามารถจับกุมตัวนายกิตติพงศ์ฯ ไว้ได้ในซอยเทศบาลบางปู 45 อ.บางปู จ.สมุทรปราการ ส่วนผู้รวบรวมเงินไปส่งให้ผู้สั่งการ เจ้าหน้าที่สามารถติดตามตัวได้ที่ซอยเคหะ 29 ต.ท้ายบ้านใหม่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ทราบชื่อ นายมนัสชัยฯ จึงได้เชิญตัวมาให้ถ้อยคำในเรื่องดังกล่าว
IMG20251021154309
เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้จับกุมผู้ต้องหา จำนวน 3 คน ได้แก่ 1.น.ส.แสงดาฯ อายุ 30 ปี (บัญชีม้า) พร้อมตรวจยึดของกลาง เป็นเงินสด จำนวน 1,924,400 บาท,สมุดบัญชีเงินฝาก และโทรศัพท์มือถือ,2.นายธนากรณ์ฯ อายุ 26 ปี (คนคุมบัญชีม้า) พร้อมตรวจยึดของกลางเป็นโทรศัพท์มือถือและกระเป๋าสะพายที่ใช้ใส่เงินสดที่ถอน และ3.นายกิตติพงศ์ฯ อายุ 31 ปี (คนคุมบัญชีม้า) พร้อมตรวจยึดของกลางเป็นรถยนต์ mitsubishi รุ่น xpender และโทรศัพท์มือถือ
IMG_20251021_190810

IMG_20251021_190832
โดยดำเนินคดีฐาน "ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน,เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตนเอง โดยมีพฤติการณ์ที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ม.9),จัดหา โฆษณา หรือไขข่าว เพื่อให้มีการซื้อขาย บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อนำไปใช้กระทำความผิดทางอาญา(ม.10)"
IMG20251021152900
คดีที่ 2 จับกุมผู้ต้องหาขนบุหรี่ไฟฟ้าคือ นายอภิวัชญ์ฯ หรือโอ๊ต อายุ 29 ปี ซ.บางแวก 79 ถ.บางแวก แขวงคลองขวาง เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร ในข้อหา “ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้ โดยประการใดซึ่งของอันตนพึงรู้ว่าเป็นของมิได้เสียค่าภาษี หรือของต้องจำกัด หรือของต้องห้าม หรือที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้อง หรือเป็นของนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกอากร ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560” สถานที่จับกุม บ้านเลขที่ 66/240 ซ.บางแวก 79 ถ.บางแวก แขวงคลองขวาง เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร
IMG20251021154220
พฤติการณ์กล่าวคือ บก.สส.ภ.1 ได้ดำเนินการสืบสวนหาข่าวเกี่ยวกรณีผู้ลักลอบขายหรือผู้ให้บริการบุหรี่ไฟฟ้าผู้นำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า โดยผิดกฎหมาย ชุดสืบสวนได้สืบสวนและทราบว่ามีผู้ที่ลักลอบจำหน่ายประกาศทางสื่อโฆษณาออนไลน์ ผ่านแอปพลิเคชัน X มีชื่อว่า “High Moon” ได้เปิดให้มีการลักลอบจำหน่ายประกาศขายบุหรี่ไฟฟ้าผสมกัญชาซึ่งเป็นสินค้าต้องห้ามดังกล่าว โดยเปิดเป็นสาธารณะบุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ มีช่องทางการติดต่อผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์ จากการสืบสวนพบว่า นายอภิวัชญ์ฯ หรือโอ๊ต ผู้ต้องหา เป็นผู้ลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าดังกล่าว ให้กับประชาชนทั่วไป จึงได้ทำการสืบสวนขยายผลจนทราบว่า ผู้ต้องหาพักอาศัยและซุกซ่อนบุหรี่ไฟฟ้าและอุปกรณ์ของกลางทั้งมด ไว้ที่บ้านเลขที่ 66/240 ซ.บางแวก 79 ถ.บางแวก แขวงคลองขวาง เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติศาลให้ออกหมายค้น
IMG_20251021_191357
จากนั้น เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 เวลาประมาณ 06.00 น. เจ้าพนักงานตำรวจ บก.สส.ภ.1 ได้นำหมายค้นของศาลอาญาธนบุรี ที่ 496/2568 ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2568 เข้าทำการตรวจค้น บ้านเลขที่ 66/240 ซ.บางแวก 79
ถ.บางแวก แขวงคลองขวาง เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร พบ นายอภิวัชญ์ฯ หรือโอ๊ต ผู้ต้องหา แสดงตัวเป็นผู้ครอบครองบ้านหลังดังกล่าว จากการตรวจค้น พบบุหรี่ไฟฟ้าและอุปกรณ์ ทั้งสิ้น 12,500 ชิ้น รวมมูลค่ากว่า 3 ล้านบาท จากการสอบถามผู้ต้องหา ให้การยอมรับว่าบุหรี่ไฟฟ้าทั้งหมด เป็นของตนจริง มีไว้เพื่อลักลอบจำหน่ายให้กับประชาชนทั่วไป จึงได้ทำการตรวจยึดไว้เป็นของกลาง และจับกุม นายอภิวัชญ์ฯ หรือโอ๊ต ผู้ต้องหา ในข้อหา “ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้ โดยประการใดซึ่งของอันตนพึงรู้ว่าเป็นของมิได้เสียค่าภาษี หรือของต้องจำกัด หรือของต้องห้าม หรือที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้อง หรือเป็นของนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกอากร ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560” และนำตัวผู้ต้องหาพร้อมด้วยบุหรี่ไฟฟ้าของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวน สน.หลักสอง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
1761054286698
ทั้งนี้เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบถึงการกระทำผิดดังกล่าวว่าได้มีกลุ่มบุคคลได้ลักลอบนำบุหรี่ไฟฟ้ามาจัดจำหน่าย ซึ่งอาจทำให้วัยรุ่นและเยาวชนสามารถเข้าถึงได้โดยง่าย และประชาสัมพันธ์ว่าการมีบุหรี่ไฟฟ้าไว้ในความครอบครอง มีความผิดทางกฎหมาย ทั้งนี้ทางตำรวจภูธรภาค 1 จะดำเนินการสืบสวนติดตามจับกุมผู้ต้องหา
ที่กระทำความผิดในลักษณะดังกล่าว โดยใช้มาตราการลงโทษทางกฏหมายในฐานความผิดขั้นสูงสุด เพื่อเป็นแบบอย่างมิให้การกระกระทำความผิดในลักษณะดังกล่าว และจะดำเนินการจับกุมการกระทำความผิดลักษณะดังกล่าวอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนสืบไป
IMG20251021150852

IMG20251021151216

IMG20251021151224

1761054279094

1761054280020

1761054280414

1761054280570

1761054280697

1761054280831

1761054286872

27-30 ตุลาคม นี้ ขอเชิญร่วมงาน “NRCT Forum 2025” เนื่องในโอกาส วช. ครบรอบ 66 ปี เชิญเยี่ยมชมตลาดงานวิจัย พื้นที่สร้างสรรค์การเรียนรู้ กิจกรรมจากงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาประเทศ ณ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.)

27-30 ตุลาคม นี้ ขอเชิญร่วมงาน “NRCT Forum 2025” เนื่องในโอกาส วช. ครบรอบ 66 ปี เชิญเยี่ยมชมตลาดงานวิจัย พื้นที่สร้างสรรค์การเรียนรู้ กิจกรรมจากงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาประเทศ ณ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.)


20 ตุลาคม 2568 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดแถลงข่าวการจัดงาน “NRCT Forum 2025” เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนา วช. ครบรอบ 66 ปี โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธี ณ ศูนย์ข้อมูลสารสนเทศกลางด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ วช.

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนา วช. ครบรอบ 66 ปี ได้กำหนดจัดกิจกรรมภายใต้ชื่องาน “NRCT Forum 2025” ซึ่งมุ่งเน้นการเปิดพื้นที่สร้างสรรค์การเรียนรู้ให้กับผู้ใช้ประโยชน์จากงานวิจัย พร้อมด้วย นักประดิษฐ์ นักวิจัย ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องจากหน่วยงานที่ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก วช. ได้ร่วมนำเสนอผลงาน ผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา วช. ได้พัฒนาการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาในระดับประเทศ โดยเฉพาะการผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรม ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง โดยภายในงานมีกิจกรรมที่หลากหลายและน่าสนใจ อาทิ การจัดแสดงนิทรรศการผลงานวิจัยและนวัตกรรม การมอบรางวัล “NRCT Award”ให้แก่ผลงานวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก วช. ที่มีความโดดเด่น พร้อมกับกิจกรรม Highlight เช่น

  • การแข่งขันโดรนสำหรับเยาวชน”หนูน้อยจ้าวเวหา Young Pilot Coding Challenge: Special Edition”
  • กิจกรรมส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากงานวิจัย”Invention to Business (I-2B) – Success & Beyond”
  • นิทรรศการ “งานวิจัยขายได้” พื้นที่สำหรับการช็อป ชิม และเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากผลงานวิจัย
  • นิทรรศการของเล่นไม้เพื่อการเรียนรู้
  • นิทรรศการ “ถ่ายทอดเฉดสีอัตลักษณ์ของวัดอารามหลวง” เชื่อมโยงมรดกทางศิลปวัฒนธรรมเข้ากับงานวิจัย
    และพื้นที่สร้างสรรค์ส่งเสริมการเรียนรู้ เช่น
  • หอจดหมายเหตุ วช.
  • หอศิลป์ร่วมสมัยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ
  • NRCT Art & Science Gallery
  • ศูนย์ส่งเสริมการวิจัยเพื่อมรดกทางวัฒนธรรม
  • NRCT Learning Space
  • ศูนย์พัฒนาสิ่งประดิษฐ์เพื่ออนาคตและความยั่งยืน
  • ศูนย์เกษตรวิถีเมือง นำเสนอองค์ความรู้และต้นแบบการเกษตรเมืองอย่างยั่งยืน
  • ศูนย์จัดการความรู้และถ่ายทอดผลงานวิจัย เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์งานวิจัยอย่างแพร่หลาย

ต่อมาเป็นการเสวนาพิเศษ หัวข้อ “66 ปี วช. ผสานพลังองค์ความรู้ เชิดชูคุณค่านักวิจัย ยกระดับอนาคตไทย ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” โดยมีนักวิจัยร่วมเสวนา อาทิ รศ.ดร.น้ำฝน ไล่ศัตรูไกล สมาคมเพื่อการพัฒนาศิลปะและหัตถศิลป์ไทย นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ นายระพี บุญบุตร ผู้จัดการ บ.อาทิตย์จักรกล และ ดร.กฤติเดช อนันต์ บริษัท ดี แอนด์ ที โกลบอล จำกัด กล่าวถึงผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่ได้รับการสนับสนุนจาก วช. พร้อมมานำเสนอและจัดแสดงในงานวันสถาปนาครบรอบ วช. 66 ปี ในครั้งนี้ โดยเน้นให้เห็นถึงการนำองค์ความรู้และนวัตกรรมไปต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์

ทั้งนี้ งาน NRCT Forum 2025 ในวันคล้ายวันสถาปนา วช. ครบรอบ 66 ปี ภายใต้แนวคิด “66 ปี วช. สานพลังองค์ความรู้ เชิดชูคุณค่านักวิจัย ยกระดับอนาคตไทยด้วยวิจัยและนวัตกรรม” จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 – 30 ตุลาคม 2568 ณ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมได้ทาง https://66years.nrct.go.th

วันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2568

บวชอิสลามกับ “ท่านอิสลามมีร์ซา ยูเรเชีย” ได้มากกว่าความรู้ทางศาสนา

บวชอิสลามกับ “ท่านอิสลามมีร์ซา ยูเรเชีย” ได้มากกว่าความรู้ทางศาสนา

​“รู้ตน รู้ว่าตัวตนที่แท้จริงคือใคร เกิดมาเพื่ออะไร” เป็นการตั้งคำถามคติการสอนใจจากสำนักอิสลามมีร์ซา ที่ก่อตั้งโดยนักบวชอิสลามลูกครึ่งไทย คือท่านอิสลามมีร์ซา (Sayyid Islammirza) หรือนามเก่าที่ดังๆก็คือ Prince Oak Oakleyski ผู้เป็นปรมาจารย์ศาสนา เทศนาสัจธรรมผ่านภาพยนตร์สารคดี และเปิดรับสอนภาษาอังกฤษกับการเข้าฌานอิสลาม (Sufism) นอกจากนี้ก็ยังสอนมานุษยวิทยาอีกด้วย
​ชีวประวัติท่านอิสลามมีร์ซาค่อนข้างลึกลับ แต่องค์กรเครือสำนักอิสลามมีร์ซาก็ยินยอมให้สื่อต่างๆ เผยแพร่เพื่อเป็นการศึกษาประวัติศาสตร์ที่ซับซ้อน ที่มีพงศาวลีท่านอิสลามมีร์ซา พร้อมกับความรู้อื่นๆ สรุปใจความได้ดังนี้: องค์กร Papa Oak Eurasia (ป๊าป๋าโอ๊คยูเรเซีย) ได้เผยวิจัยอย่างเป็นทางการ ท่านอิสลามมีร์ซา ยูเรเชีย มีเชื้อสาย Mirza Mughal (มีร์ซา โมกอล) มีต้นตระกูลจากอุซเบกิสถานโบราณ (เปอร์เซีย) ซึ่งท่านมีร์ซา โมกอล มีเชื้อซัยยิด (เชื้อสายท่านศาสดามูฮัมหมัด) ท่านอิสลามมีร์ซาฯสืบเชื้อสายปรมาจารย์ปราชญ์อิสลามซูฟี คือท่านอามีร์ คูลาล (Amir Kulal) ผู้มีลูกหลานเกี่ยวข้องกับจักรวรรดิโมกุลต่อเนื่องเป็นต้นมาตั้งแต่ยุคสมัยจักรวรรดิติมูร์ จนไปถึงช่วงที่ ท่านเอมีร์ สุลต่าน (Emir Sultan) ผู้เป็นหลานชายของท่านอามีร์ คูลาล เป็นเชื้อสายโดยตรงที่สามารถสืบโยงถึงท่านศาสดามูฮัมหมัด และท่านนักบุญผู้วิเศษคิเฎร “อัลคิฎิร” (al-Khidr) บวกกับเชื้อซัยยิดอีกแขนงจากท่านมีร์ซา โมกอล กลายเป็นเหตุให้ท่านอิสลามมีร์ซาฯมีเชื้อซัยยิดอยู่มาก ทั้งลักษณะรูปร่างหน้าตาที่ละม้ายคล้ายคลึงกับท่านศาสดามูฮัมหมัด อาทิ ความหล่อคมเข้มแบบพอดี โครงหน้าสมมาตร ฯลฯ และน่าอัศจรรย์ที่ว่า ท่านอิสลามมีร์ซาฯหน้าตาเหมือนบรรพบุรุษมากกว่ารุ่นพ่อและรุ่นปู่ด้วยซ้ำ ก็เพราะลักษณะทางเชื้อชาติพันธุ์สามารถข้ามรุ่นได้หลายรุ่น (แฝงเป็นยีนด้อยซึ่งถูกยีนเด่นกลบเกลื่อนซ้อนเร้นในบางรุ่น)
​การวิเคราะห์เชื้อสายหรือชาติวงศ์นั้น ประกอบไปด้วย 3 วิธีรวมกัน ได้แก่ การสืบสายรายงานผ่านรุ่นสู่รุ่นจากผู้รู้จริง และการใช้ทักษะจำแนกลักษณะหน้าตา โดยต้องสอดคล้องกับหลักมานุษยวิทยาซึ่งเป็นวิทยาศาสตร์ธรรมชาติที่พิสูจน์ได้ เป็นหลักฐานทางกายภาพเชิงประจักษ์ แล้วค่อยใช้เทคโนโลยีตรวจดีเอ็นเอเชิงลึกเพื่อหาความสัมพันธ์เสริม แต่การตรวจ haplogroup กับ autosomal ผลลัพธ์อาจจะไม่แม่นยำ พันธุศาสตร์การตรวจดีเอ็นเอเทือกเถาเหล่ากอเพื่อหาเชื้อชาตินั้นเป็นวิทย์สาขาย่อยที่อาจไม่การันตีคำตอบได้ตรงเสมอไป ดังนั้นการพิจารณาเชื้อสายจากโหงวเฮ้งโดยผู้เชี่ยวชาญด้านมานุษยวิทยากายภาพนั้นมีความถูกต้องอย่างเป็นรูปธรรมกว่า เพราะโหงวเฮ้งธรรมชาติ [ที่ไม่ศัลยกรรม] คือโครงสร้างหน้าตาที่บ่งบอกถึงลำดับวงศ์ตระกูลทางเชื้อชาติกรรมพันธุ์ และเชื่อมโยงกับจิตวิญญาณความรู้สัจธรรม
​ที่สำคัญ ท่านอิสลามมีร์ซา ยูเรเชีย มีเชื้อไทยอยู่ด้วย แต่แก่นแท้ดั้งเดิมตามกำพืดเป็นมุสลิมเชื้อสายผสมที่เรียกได้ว่า ‘ยูเรเซีย’ ทั้งนี้ นามสกุล ‘ยูเรเชีย’ คือนามสกุลที่ท่านอิสลามมีร์ซาฯได้เป็นผู้บุกเบิกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็ถือว่าเป็นปาฏิหาริย์อย่างหนึ่งของนักบวชอิสลาม เป็นมุลลอฮ์ (หรือสะกดอีกแบบว่ามุลลาห์ หมายถึง “นักบวชอิสลาม” - “Islamic cleric”) ฉายาที่คนไทยหลายท่านรู้จักกันก็เช่น “ซัยยิดพี่โอ๊ค” หรือ “ท่านพี่โอ๊ค ยูเรเซีย”
​สาระการเรียนรู้อีกอย่าง ที่องค์กร Papa Oak Eurasia ได้เทศน์ไว้นั้น ก็ชี้แจงให้ทุกท่านที่สนใจสมัครเป็นศิษย์ได้เข้าใจอย่างกระจ่างว่า การบวชอิสลามที่แท้จริงไม่ใช่แค่การถือศีลอดอาหาร แต่ต้องรู้จักขัดเกลาจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ บำเพ็ญตบะ ละทิ้งสิ่งของนอกกาย ทางโลกสู่ทางธรรม หมั่นรำลึกถึงพระเจ้า เข้าใกล้ชิดพระเจ้าด้วยจิตวิญญาณ หากสามารถบรรลุฌาน-ญาณขั้นสูงสุดที่เรียกว่า “Haqiqa” กับ “Marifa” ได้ถึงจะได้เป็นนักบวชอิสลาม บางคนอาจไม่รู้ว่า อิสลามมี ‘นักบวช’ ที่แตกต่างจากศาสนาอื่น เนื่องจากนักบวชอิสลามไม่ใช่ผู้ที่เป็นตัวกลางในการอันเชิญไหว้สิ่งใดๆ มุสลิมล้วนสักการบูชาพระเจ้าเท่านั้น


คนเราควรไตร่ตรองดีๆว่าตรรกะสติปัญญาที่สมองมนุษย์ถูกสร้างมาเพื่ออะไร ก็เพื่อให้นึกถึงสัจธรรม แสวงหาความจริงว่าจริงๆแล้วคนเราเกิดมาเพื่ออะไร หลายคนลืมไปว่าเราทุกคนเป็นกรรมสิทธิ์ของพระเจ้า มนุษย์คนแรกของโลก (ศาสดาอาดัม) ก็เกิดขึ้นได้เพราะมีผู้สร้าง สัญชาตญาณมนุษย์เราทุกคนเกิดมาเพื่อมีชีวิตผ่านพ้นโลกนี้โดยมีความสุขยั่งยืน แต่ถ้าใครคิดสั้นก็จะไม่คิดถึงโลกหน้า ส่วนผู้รู้สัจธรรมก็จะคำนึงถึงศาสนาที่เป็นหนทางนำแห่งชีวิต ยำเกรงต่อพระเจ้า ไม่ตั้งภาคีต่อพระเจ้า พระเจ้าที่มนุษย์ทุกคนไม่สามารถมองเห็นได้ มนุษย์มีข้อจำกัดมากมายเช่นเดียวกับวิทยาศาสตร์ที่ไม่สามารถพิสูจน์หาจุดสิ้นสุดของจักรวาล พระเจ้าอยู่เหนือจินตนาการของมนุษย์ ทุกเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างมีจุดประสงค์ พระเจ้าทรงลิขิตชะตาชีวิตต่างๆไว้ล่วงหน้า กายภาพมีที่มาจากจิตวิญญาณ กล่าวคือ กายภาพของมนุษย์นั้นเกิดขึ้นจากอณูเล็กๆที่เชื่อมโยงกลศาสตร์ควอนตัมที่มองไม่เห็นจิต 'วิญญาณ' ซึ่งเป็นสิ่งที่มาจากความว่างเปล่าในจักรวาลที่กำเนิดมาจากพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพ

ช้อปให้ฟินกินไม่อั้น! ที่งาน “ครัวคุณต๋อยยกทัพ” บุก เซ็นทรัล พิษณุโลก

ช้อปให้ฟินกินไม่อั้น! ที่งาน “ครัวคุณต๋อยยกทัพ” บุก เซ็นทรัล พิษณุโลก    พบกับความอร่อยที่คุณต้องประทับใจ ตลอด 7 วันเต็ม! ที่งาน “ครัวคุณต๋อ...