รองศาสตราจารย์ ดร.ภัทรกิตติ์ เนตินิยม นักวิชาการอิสระ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน
เมื่อ 2 ปีก่อน ผมได้เคยเขียนถึงดัชนีภาษีบุหรี่โลก (Cigarette Tax Scorecard) ที่ให้คะแนนประเทศไทยเพียง 1.88 จากคะแนนเต็ม 5 อยู่ในอันดับที่ 100 จาก 174 ประเทศ และชี้ว่าปัญหาสำคัญคือ โครงสร้างภาษีตามมูลค่าแบบ 2 อัตรา ซึ่งได้เพียง 1 คะแนนจาก 5 ล่าสุด รายงานฉบับที่ 4 ได้เผยแพร่ออกมาเมื่อเดือนธันวาคม 2568 จัดทำโดย Economics for Health ของ Johns Hopkins Bloomberg School of Public Health
รายงานฉบับใหม่ให้คะแนนรวมประเทศไทยที่ 2.25 อยู่ลำดับที่ 79–85 จาก 170 ประเทศที่มีข้อมูลเพียงพอต่อการจัดอันดับ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 2.01 เล็กน้อย เมื่อแยกดูองค์ประกอบทั้ง 4 ด้าน ประเทศไทยได้ 2 คะแนนด้านระดับราคาบุหรี่ 2 คะแนนด้านการเปลี่ยนแปลงความสามารถในการซื้อ 4 คะแนนด้านสัดส่วนภาษีในราคาขายปลีก และเพียง 1 คะแนนด้านโครงสร้างภาษี
นั่นคือด้านที่ไทยทำได้แย่ที่สุดคือด้านเดียวกับเมื่อ 6 ปีก่อนคือด้านโครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่ แม้เก็บภาษีบุหรี่ในสัดส่วนที่สูงมากจนได้ถึง 4 คะแนน แต่ออกแบบโครงสร้างภาษีได้ไม่ดีจนได้คะแนนต่ำสุดในระบบ แม้ค่าเฉลี่ยโลกด้านโครงสร้างภาษีอยู่ที่ 2.95 ค่าเฉลี่ยภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ที่ 1.30 ส่วนประเทศไทยอยู่ที่ 1.00 ต่ำกว่าแม้กระทั่งค่าเฉลี่ยของภูมิภาคที่ได้คะแนนต่ำที่สุดในโลก
รายงานระบุว่าในรอบ 10 ปี ระหว่างปี 2557 ถึง 2567 มีเพียง 13 ประเทศทั่วโลกที่คะแนนด้านโครงสร้างภาษี “ลดลง” และประเทศไทยเป็นหนึ่งในนั้น โดยถูกกล่าวถึงควบคู่ไปกับเคนยา ซึ่งกลับไปใช้ภาษีตามปริมาณแบบหลายขั้นในปี 2558 ส่วนกลุ่มที่คะแนนตกหนักที่สุดคือแซมเบีย เลบานอน และตูนิเซีย
รายงานระบุว่า ประเทศไทย “ได้แทนที่ภาษีตามมูลค่าอัตราเดียว ด้วยภาษีตามมูลค่าที่เป็นแบบหลายขั้น ซึ่งอิงกับราคาขายปลีกเป็นหลัก” กล่าวอีกอย่างคือ ในขณะที่ประเทศ ส่วนใหญ่ของโลกเดินไปข้างหน้าด้วยการเลิกระบบหลายอัตรา ประเทศไทยเดินสวนทางด้วยการสร้างขึ้นมาใหม่ และได้ใช้โครงสร้างนี้มาเป็นปีที่ 9 แล้ว แม้ปัจจุบันเหลือเพียง 30 ประเทศจากราว 170 ประเทศทั่วโลกที่ยังใช้โครงสร้างภาษีแบบหลายอัตราอยู่เท่านั้น
ขณะที่ประเทศในอาเซียนนั้น ฟิลิปปินส์ได้คะแนนรวม 3.75 สูงเป็นอันดับที่ 3 ของโลก รองจากฟินแลนด์และเบลเยียม และได้คะแนนด้านโครงสร้างภาษีเต็ม 5 ด้านสิงคโปร์ได้ 3.25 มาเลเซียได้ 3.13 โดยทั้งสองประเทศได้ 4 คะแนนในด้านโครงสร้างภาษี ขณะที่อินโดนีเซียได้ 2.13
ทั้งนี้ ในบรรดาประเทศอาเซียนที่มีข้อมูล มีเพียงไทยและอินโดนีเซียเท่านั้นที่ได้ 1 คะแนนด้านโครงสร้างภาษี เนื่องจากทั้งสองประเทศยังคงใช้ระบบหลายอัตรา ต่างกันตรงที่อินโดนีเซียกำลังทยอยลดขั้นภาษีลงจากเดิม 19 ขั้น เหลือ 8 ขั้น ส่วนฟิลิปปินส์ตัดสินใจยกเลิกระบบหลายอัตราไปตั้งแต่การปฏิรูป Sin Tax ปี 2555 ทั้งที่เมื่อ 10 กว่าปีก่อนใช้ระบบภาษีที่ซับซ้อนไม่ต่างจากไทย
ต้นทุนของการยังใช้โครงสร้างภาษี 2 อัตรานี้ไม่ได้อยู่แค่ในตารางคะแนนประเมิน แต่คะแนนที่ได้คือสิ่งที่สะท้อนถึงความไม่มีประสิทธิภาพของโครงร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่ไทย โดยสอดคล้องกับผลการศึกษาของหลายหน่วยงานที่ระบุว่า ความสามารถในการจัดเก็บภาษียาสูบของรัฐลดลงกว่า 21,000 ล้านบาทต่อปีเมื่อเทียบกับปี 2560 ขณะที่งานวิจัยของ Schneider และ Asllani ที่เผยแพร่เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 ประเมินว่าสัดส่วนบุหรี่ผิดกฎหมายในไทยอยู่ที่ร้อยละ 28 ของตลาด คิดเป็นความสูญเสียทางตรงและทางอ้อมปีละประมาณ 1.8–3.0 หมื่นล้านบาท
ตัวเลขเหล่านี้เกิดขึ้นทั้งที่ไทยได้ถึง 4 คะแนนในด้านสัดส่วนภาษีที่อยู่ระดับที่สูง เราไม่ได้เก็บภาษีน้อย เราเก็บผิดวิธี และผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดกลับเป็นผู้ผลิตในประเทศที่โครงสร้างนี้ถูกสร้างมาเพื่อปกป้อง
หากประเทศไทยยกเลิกภาษีตามมูลค่าแบบ 2 อัตรา และเปลี่ยนมาใช้อัตราเดียวในระดับที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ คะแนนด้านโครงสร้างจะขยับจาก 1 เป็น 4 ทันที เท่ากับสิงคโปร์และมาเลเซีย และจะดึงคะแนนรวมของไทยขึ้นไปอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีระบบภาษีบุหรี่ที่บริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพจริง นอกจากนี้ การเพิ่มน้ำหนักของภาษีตามปริมาณซึ่งโปร่งใสและคาดการณ์ได้มากกว่าก็เป็นทิศทางเดียวกับที่เวียดนามกำลังพิจารณาดำเนินการอยู่ และเป็นทิศทางที่รายงานฉบับนี้ให้คะแนนสูง