วันศุกร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2567

เทอร์มินอล21 อโศก เสิร์ฟโมเมนต์สุดฟิน! ต้าห์อู๋ – ออฟโรด ตอกย้ำเดสติเนชั่นแห่งความสุขที่เข้าถึงทุกไลฟ์สไตล์

 เทอร์มินอล21 อโศก เสิร์ฟโมเมนต์สุดฟิน! ต้าห์อู๋ – ออฟโรด

ตอกย้ำเดสติเนชั่นแห่งความสุขที่เข้าถึงทุกไลฟ์สไตล์

ศูนย์การค้าเทอร์มินอล21 อโศก ขอส่งมอบความสุขช่วงปลายปี พร้อมเฉลิมฉลองเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ด้วยการมอบรอยยิ้มและสร้างสีสันให้ทุกคนได้อิ่มเอมไปกับกิจกรรมสุดฟิน ตอกย้ำความเป็นศูนย์การค้าฯ ที่เฟรนลี่และตอบโจทย์ทั้งการใช้ชีวิต การเดินทาง แหล่งช้อปปิ้ง และร้านอาหารที่เข้าถึงง่ายสำหรับทุกไลฟ์สไตล์ ด้วยการจัดงาน Finding Unicorn x Terminal21 Asok: Finding Christmas Land 2025 โดยร่วมกับ Finding Unicorn เจ้าของคาแรคเตอร์อาร์ตทอยระดับโลก สร้างปรากฏการณ์แห่งความสุขส่งรอยยิ้มทั่วทั้งศูนย์การค้าเทอร์มินอล21 อโศก



ประเดิมเปิดงานด้วยคู่ศิลปินสุดฮอตของวงการ ‘ต้าห์อู๋’ พิทยา และ ‘ออฟโรด’ กันตภณ ที่จะมาเสิร์ฟโมเมนต์ใจฟู! ให้เหล่า FC ได้ฟลูฟิลใจ ท่ามกลางสีสันบรรยากาศดินแดนแห่งความฝัน ภายใต้ธีมคริสต์มาส สุดคิ้วท์ ร่วมสัมผัสความน่ารัก น่ากอด ของ Mascot ‘Bunny zZoton’ : น้องต่าย zZotonBunny zZoton เนื่องในโอกาสครบรอบ FARMER BOB’s 10th Anniversary Fan Meeting พร้อมเตรียมเช็คอินและกดถ่ายรูปรัวๆ ไปกับเหล่าซานต้า FARMER BOB และ RiCO หลากหลายคาแรคเตอร์ เดินกระทบไหล่กันแบบใกล้ชิด เอาใจนักช้อปและครอบครัวสายอาร์ต

นอกจากนี้ยังมีเหล่าเซเลบริตี้-คนดังตบเท้าร่วมงาน อาทิ ‘บูบี’-วารีนิธิ กันท์ไพบูลย์, ‘มิ้งค์’-ณัฏฐิ์ประภา ชุณหะวัณ, ‘ป้อ’-ปุญญพัฒน์ ถนอมกุล, ‘เบส’-นรเทพ นนทรัตน์, ‘กันเนอร์’-ณัฐสกรรจ์ ไชยโรจน์ เป็นต้น ทั้งนี้ภายในงานยังมีกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟอีกมากมาย ตลอดจนสินค้าคาแรคเตอร์ลิขสิทธิ์แท้ให้เลือกช้อปเก็บสะสม หรือจะมอบเป็นของขวัญปีใหม่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น กล่องสุ่ม ตุ๊กตา ของใช้ ของเล่น เสื้อผ้า พร้อมสินค้าลิมิเต็ดเอดิชั่นจากค่าย Finding Unicorn ตลอดจน ‘แรร์ไอเท็ม’ ที่ไม่ควรพลาด ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ยังมีโปรโมชั่นจากแบรนด์ดัง ร้านค้าภายในศูนย์ฯ ด้วยส่วนลดสูงสุด 70% พร้อมรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 15% และสิทธิพิเศษมากมายจากบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ

ปิดท้ายด้วยมินิคอนเสิร์ตจาก 2 ศิลปินสาวดูโอ้อนาคตไกลอย่าง LANDOKMAI ที่จะมามอบหัวใจผ่านเสียงเพลงสุดไพเราะ ต่อด้วยวันที่ 26 ธันวาคม 2567 พบกับวงอินดี้ป๊อปสุดคลู PURPEECH กับเพลงดังให้ร่วมร้องตาม และ 27 ธันวาคม 2567 กับคู่ดูโอ้เสียงละมุน Serious Bacon มาส่งเพลงป๊อปฟังกันแบบชิลๆ ณ ชั้น G – Rome
ติดตามรายละเอียดและข่าวสารความเคลื่อนไหวได้ทางเว็บไซต์ www.termina21.co.th และ www.facebook.com/Terminal21Asok

findingunicorn #findingunicornxT21 #FindingChristmasLand #Terminal21Asok #Terminal21

วันพฤหัสบดีที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2567

รัฐมนตรีศุภมาส ห่วงใยผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ ส่งทีมผู้พันวิทย์ อว. กรมวิทย์ฯ บริการติดตั้งเครื่องกรองน้ำ พร้อมปล่อยขบวนรถคาราวานลำเลียงสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้

 รัฐมนตรีศุภมาส ห่วงใยผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ ส่งทีมผู้พันวิทย์ อว. กรมวิทย์ฯ บริการติดตั้งเครื่องกรองน้ำ พร้อมปล่อยขบวนรถคาราวานลำเลียงสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้

 วันที่ 19 ธันวาคม 2567 ณ ศูนย์ปฏิบัติการสถานการณ์น้ำท่วม “อว. เพื่อประชาชน” กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. พร้อมคณะผู้บริหารหน่วยงาน ร่วมปล่อยขบวนรถคาราวานลำเลียงสิ่งของเพื่อช่วยเหลือบรรเทาทุกข์แก่พี่น้องประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ พร้อมมอบหมายหน่วยปฏิบัติการ “ผู้พันวิทย์ อว.” กรมวิทยาศาสตร์บริการ นำทีมโดย นางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และนพ.รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ ลงพื้นที่ เพื่อบริหารจัดการแก้ไขปัญหา เช่น แก้ไขปัญหาเพื่อให้มีน้ำดื่มสะอาดปลอดภัย โดยบริหารจัดการในพื้นที่ ให้มีการติดตั้งเครื่องกรองน้ำดูแลน้ำดื่มที่สะอาดปลอดภัยในสภาวะวิกฤตจำเป็นเร่งด่วน ในพื้นที่ภาคใต้ จังหวัดชุมพร ก่อนจะกระจายความช่วยเหลือไปยังพื้นที่อื่นๆ ครอบคลุมทุกที่พื้นที่ประสบอุทกภัย ให้ทันต่อสถานการณ์และมีประสิทธิภาพ ช่วยเหลือ  ที่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานในสังกัด อว. ลงพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ในจังหวัดชุมพร และ ลงพื้นที่ โดยคาราวานรถลำเลียงสิ่งของจำเป็นนี้จะเดินทางตรงไปยัง จ.ชุมพร 

        



นางสาวศุภมาส กล่าวว่า จากสถานการณ์วิกฤตน้ำท่วมในพื้นที่ทางภาคใต้ของประเทศไทย ส่งผลให้พี่น้องประชาชนจำนวนมากได้รับผลกระทบจำนวนมาก และต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเรื่องน้ำที่ใช้อุปโภคบริโภค โดยที่ผ่านมา กระทรวง อว. ได้ส่งรถคาราวานลำเลียงสิ่งของลงไปพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง จังหวัดสงขลา เพื่อกระจายความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยเร่งด่วนในพื้นที่ 3 จังหวัด  และครั้งนี้เกิดวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ต่อเนื่องส่งผลกระทบพี่น้องปะชาชนในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน ตนจึงเร่งสั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัด อว. ระดมให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งมอบหมายให้หน่วยปฏิบัติการ “ผู้พันวิทย์ อว.” กรมวิทย์ฯ บริการ ดูแลเรื่องระบบน้ำดื่มในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยเพื่อให้มีระบบน้ำดื่มที่สะอาดปลอดภัย โดยนำเครื่องกรองน้ำที่กรมวิทย์ฯ บริการ ได้พัฒนาให้สามารถกรองสนิมเหล็ก ตะกอน กลิ่น คลอรีน หินปูนหรือความกระด้างในน้ำที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภคได้ ซึ่งเครื่องกรองน้ำนี้ สามารถกรองน้ำได้ถึง 500 ลิตรต่อชั่วโมง เป็นเครื่องกรองน้ำคุณภาพดี ประสิทธิภาพสูง ราคาประมาณ 50,000 บาทเท่านั้น การดูแลรักษาทำได้ง่าย โดยพี่น้องประชาชนหรือเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ค่าใช้จ่ายบำรุงรักษาปีละประมาณ 1,000 บาท  ทำให้ชุมชนมีระบบน้ำดื่มคุณภาพสะอาดปลอดภัยอย่างยั่งยืน 


นอกจากนี้ หน่วยงาน อว. ได้นำสิ่งของเครื่องใช้จำเป็นไปส่งมอบให้ผู้ประสบภัย ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ เช่น เจลล้างมือแอลกอฮอล์ ครีมทากันยุง ยาหมองน้ำ และสิ่งของจำเป็นตามความต้องการ เช่น น้ำดื่ม นมกล่อง ขนม อาหารกระป๋อง และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เป็นต้น

สำหรับภารกิจการฟื้นฟูพื้นที่หลังน้ำลดนั้น  กระทรวง อว. จะดำเนินการร่วมกับทุกภาคส่วนและหน่วยงานในพื้นที่ ในการนำองค์ความรู้เทคโนโลยี นวัตกรรม  แก้ไขปัญหา บรรเทาผลกระทบและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือนร้อนโดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้ หากผู้ใดประสงค์จะร่วมสนับสนุนปฏิบัติการให้ความช่วยเหลือในครั้งนี้ สามารถติดต่อนำสิ่งของมาร่วมบริจาคได้ที่ ศูนย์ปฏิบัติการสถานการณ์น้ำท่วม “อว.เพื่อประชาชน ” อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวง อว. โทรศัพท์ Call center 1313





โครงการ 1อำเภอ 1โรงเรียนคุณภาพ ระดับมัธยมศึกษา "การปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ระดับห้องเรียน การประเมินผล และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทักษะการคิดสู่การพัฒนานวัตกรรม" สร้างต้นแบบในพื้นที่จังหวัดลพบุรี อุทัยธานี อ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา

 โครงการ 1อำเภอ 1โรงเรียนคุณภาพ ระดับมัธยมศึกษา "การปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ระดับห้องเรียน การประเมินผล และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทักษะการคิดสู่การพัฒนานวัตกรรม"  สร้างต้นแบบในพื้นที่จังหวัดลพบุรี อุทัยธานี อ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา


เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2567 ที่ ห้องประชุมพระนารายณ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี จังหวัดลพบุรี สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ร่วมกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏสสวนสุนันทา จัดการสัมมนาทางวิชาการ "การปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ระดับห้องเรียน การประเมินผล และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทักษะการคิดสู่การพัฒนานวัตกรรม" เผยแพร่สู่สาธารณชน ระดับมัธยมศึกษา สร้างต้นแบบในพื้นที่จังหวัดลพบุรี อุทัยธานี อ่างทอง และพระนครศรีศรีธยา โดย ดร.ณัฐชยา เม็นไธสง ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอน สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา (สนก.) สพฐ. กล่าวว่า สพฐ. ร่วมกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา นำรูปแบบการจัดการเรียนรู้Active Learning ผ่านกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps มาเป็นตัวหลักในการส่งเสริมพัฒนาครู พัฒนานวัตกรรมที่สอดคล้องกับ Soft Power ซึ่งมีความสำคัญกับท้องถิ่น โดยตอนนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการนำ Active Learning ผ่าน GPAS 5 Steps มาสู่ห้องเรียนอย่างจริงจังตามบริบทของห้องเรียน ซึ่งจะส่งเสริมให้เด็กมีกระบวนการคิด ออกแบบให้เกิดเป็นนวัตกรรมที่สามารถกำหนดอนาคตหรืออาชีพของตนเอง ดังนั้นสิ่งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการทำให้ประเทศของเรามีนวัตกรรมที่เกิดจากตัวเด็กหรือเกิดจากรากฐานของท้องถิ่น และนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืนในอนาคต “จากที่ได้เห็นบูธของเด็ก ๆ สิ่งที่มองเห็น คือ เด็ก ๆ ได้ใช้กระบวนการคิด ขั้นตอนในการค้นหานวัตกรรมของตัวเองหรือสิ่งที่ตัวเองถนัด แล้วครูจะทำหน้าที่เป็นโค้ชและสนับสนุน เช่น กรณีของจังหวัดลพบุรีเด็กได้นำสัญลักษณ์ของจังหวัดมาออกแบบเป็นเสื้อยืด ซึ่งสิ่งที่ชอบมากที่สุดคือการที่เด็กได้สร้างผลิตภัณฑ์จากความคิดของตัวเองและเพื่อน ๆ มาทำให้เกิดมูลค่าได้จริง ส่วนกรณีความเท่าทันเทคโนโลยีเด็ก ๆ ได้นำมาใช้โดยครูแนะนำให้เด็กสำรวจ บูรณาการใน 8 กลุ่มสาระโดยใช้คอมพิวเตอร์เป็นวิชาหลักในการสื่อสาร ทำให้เด็กได้ใช้ตลาดออนไลน์มาเป็นจุดเริ่มต้นของวิชาเศรษฐศาสตร์ และเด็กยังได้เรียนรู้ว่าการจะสร้างมูลค่าอะไรสักอย่างต้องมีตลาดรองรับ ต้องมีผลกำไร ไม่ได้มีไว้เพื่อโชว์เท่านั้น ซึ่งเป็นการสร้างนวัตกรที่จะไปสร้างนวัตกรรมเพื่อไปแข่งขันในเวทีโลกต่อไป”ดร.ณัฐชยากล่าว


รศ.ดร.นันทิยา น้อยจันทร์ ประธานหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต และ หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการบริหารการพัฒนา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้ผ่านกระบวนการ GPAS 5 Steps  สิ่งที่เห็นเป็นรูปธรรม คือ ทำให้คุณครูมีทิศทางที่ชัดเจนในการจัดกิจกรรมแบบ Active Learning ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่เด็กจะต้องได้รับการเรียนรู้จากการเรียนการสอนในปัจจุบัน เพราะจะเน้นเรื่องของกระบวนการมากกว่าเรื่องของเนื้อหาด้วยสิ่งต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลง อีกทั้งความรู้ต่าง ๆ ก็มีมากมาย เพราะฉะนั้นกระบวนการในการแสวงหาความรู้จึงเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งในการจัดการเรียนการสอนโดย Active Learning นักเรียนจะได้ฝึกการค้นคว้าด้วยตนเอง รู้จักคิด รู้จักวางแผนทำงานร่วมกับผู้อื่น ตลอดจนเรื่องของการทำสื่อ การนำเสนอต่อสาธารณชนและประเมินด้วยตัวเอง “ที่ดำเนินการมากระบวนการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัยมีองค์ความรู้ มีครูอาจารย์ที่มีศักยภาพ มีทีมวิทยากรที่เป็นมืออาชีพ แต่ความร่วมมือระดับประเทศจะเกิดผลไม่ได้เลยถ้าไม่ได้รับความร่วมมือจากสพฐ.ในการเผยแพร่องค์ความรู้ในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนด้วย Active Learning ผ่านกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps  จนทำให้เด็กมีการพัฒนา ครูเป็นนวัตกร และนักเรียนก็เป็นนวัตกร ซึ่งเห็นได้จากผลงานของเด็กมากมายที่นำมาจัดแสดง  และที่น่าภูมิใจอย่างมากโดยเฉพาะในระดับมัธยมศึกษา คือ เราได้เห็นกระบวนการส่งต่อจนถึงขั้นสามารถหารายได้ได้แล้ว ถ้ายิ่งมีการต่อยอดนักเรียนก็จะสามารถนำไปประกอบเป็นอาชีพเสริมหรืออาจจะใช้ทำมาหากินเป็นอาชีพหลักได้เลย”รศ.ดร.นันทิยากล่าว


ด้าน ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ กรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา กล่าวว่า วันนี้ต้องชื่นชมกระทรวงศึกษาธิการโดยเฉพาะ สพฐ. และ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา ที่สามารถพลิกโฉมการศึกษาได้ โดยสามารถตอบโจทย์หลักสูตรมและตอบโจทย์เป้าหมายการเรียนรู้ที่เป็นรูปธรรม เพราะหลักสูตร คือ แผนการจัดประสบการณ์ให้กับผู้เรียน มาตรฐานการเรียนรู้ คือ ความสามารถในการแสดงออกของผู้เรียนในทุกมิติ ทั้งทางการคิด การตัดสินใจ และการกระทำ ซึ่งวันนี้เราได้เห็นครอบคลุมทุกมิติ เป็นการตอบโจทย์หลักสูตรที่ใช้มาหลาย 10 ปีแต่เพิ่งประสบความสำเร็จในยุคนี้ โดยเห็นได้จาก ผลผลิตของนักเรียนในแต่ละบูธที่มีความแตกต่างกัน ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นความเป็นพหุปัญญาว่า บริบทที่แตกต่างกันแต่สามารถใช้กระบวนการเดียวกันในการสร้างความรู้ สร้างผลผลิตได้อย่างสอดคล้องกับหลักสูตรและการเป็นมาตรฐานสากล ทำให้เด็กทุกคนเข้าถึงนวัตกรรม ไม่ใช่ทำนวัตกรรมมาโชว์ แต่นักเรียนทุกคนเข้าถึงนวัตกรรมแบบมีส่วนร่วมได้อย่างแท้จริง



วันพุธที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2567

พณ. หนุน SME ใช้ FTA ลดเสี่ยง "ทรัมป์ 2.0"

พณ. หนุน SME ใช้ FTA ลดเสี่ยง "ทรัมป์ 2.0"
กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเวทีถกภาคเอกชน ประเด็นโอกาสและความท้าทายจากสถานการณ์ทางการค้าในยุค "ทรัมป์ 2.0" ชี้ FTA ทางรอดธุรกิจไทยในการส่งออก โดยกระจายควาเสี่ยงการส่งออกไปยังตลาดใหม่และตลาดที่ไทยมี FTA พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของการผลิตสินค้าโดยใช้วัตถุดิบภายในประเทศ ลุยเดินสาย 10 จังหวัดให้ความรู้ SME ไทยใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA
 นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดงานสัมมนาภายใต้โครงการส่งเสริม SME ให้แข่งขันได้ในตลาดสากล เรื่อง "FTA ขยายธุรกิจ พิชิตส่งออก" เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 19 ธันวาคม 2567 ณ โรงแรมอวานี สุขุมวิท กรุงเทพฯ เชิญภาคเอกชนถกประเด็นร้อน โอกาสและความท้าทายจากสถานการณ์ทางการค้าโลกในยุค "ทรัมป์ 2.0" โดยกรมฯ เห็นว่า FTA จะเป็นทางรอดธุรกิจไทยในการส่งออก โดยจะช่วยกระจายความเสี่ยงการ ส่งออกไปยังตลาดใหม่และตลาดที่ไทยมี FTA ซึ่งผู้ส่งออกไทยจะมีแต้มต่อด้านภาษี พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของการผลิตสินค้าโดยใช้วัตถุดิบภายในประเทศ (Local content) ให้ได้ถิ่นกำเนิดไทยตามกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าที่กำหนดไว้ เพื่อป้องกันการถูกเพ่งเล็งว่าเป็นสินค้าที่ปลอมแปลงหรือแอบอ้างถิ่นกำเนิดจากประเทศที่สหรัฐฯ มีแนวโน้มดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าแบบแข็งกร้าว

 นางอารดาฯ เพิ่มเติมว่า ในปี 2568 คาดการณ์แนวโน้มการใช้สิทธิ FTA ว่ามีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น ผลมาจากนโยบายภาครัฐที่ส่งเสริมการส่งออกผ่านการใช้สิทธิ FTA และสิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก FTA ที่จะเป็นแต้มต่อให้สินค้าไทยในการรักษาตลาดและขยายตลาดได้เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในภาวะการแข่งขันของการค้าระหว่างประเทศที่มีความเข้มข้น โดยอันดับหนึ่งคาดว่าจะยังคงเป็นตลาดอาเซียน สิ่งที่น่าจับตามองในปี 2568 ของตลาดอาเซียน คือ การส่งออกไปยังเวียดนามที่มีสถิติการใช้สิทธิฯ เติบโตอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงต้นปี 2567ในขณะที่ตลาดสำคัญอื่น เช่น จีน จากข้อมูลสถิติช่วงเดือนมกราคม - กันยายน 2567 พบว่า ทุเรียนสดยังเป็นสินค้าที่มีมูลค่าการส่งออกสูงที่สุด และมีแนวโน้มที่จะยังคงครองตลาดในจีนอย่างต่อเนื่องในปี 2568

 นางอารดาฯ กล่าวว่า กรมการค้าต่างประเทศนอกจากเป็นหน่วยงานที่ร่วมเจรจาด้านกฎถิ่นกำเนิดสินค้าให้เหมาะกับรูปแบบการผลิตสินค้าของไทยแล้วยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์ของความตกลง FTA โดยดูแลการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่จะใช้ประกอบการลดหรือยกเว้นภาษีขาเข้าจากประเทศคู่ภาคี โดยปัจจุบันเป็นการนำระบบเทคโนโลยีมาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการสูงสุด
 "ขณะนี้ กรมฯ อยู่ระหว่างเตรียมการออกกฎระเบียบและจัดทำระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อรองรับการใช้บังคับความตกลง ทั้งความตกลงที่มีอยู่เดิม เช่น อาเซียน - ออสเตรเลีย - นิวซีแลนด์ (AANZFTA) ที่เพิ่มรูปแบบการ รับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง และไทย - ญี่ปุ่น (UTEPA) ที่ให้มีการใช้หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าแบบ อิเล็กทรอนิกส์ หรือ e- CO ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 และความตกลงฉบับใหม่ล่าสุด ได้แก่ FTA ไทย - ศรีลังกา (SLTFTA) ที่คาดว่าจะใช้บังคับในวันที่ 1 มีนาคม 2568"
 นอกจากนี้ กรมการค้าต่างประเทศให้ความสำคัญกับการเร่งผลักดันการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าจาก FTA อย่างเต็มที่ ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายพิชัย นริพทะพันธุ์) เปิดแผนลุย จัดสัมมนาต่อเนื่องทั้งปี 2568 เพื่อให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการไทยทั่วประเทศรวม 10 จังหวัด ได้แก่ ระยอง ชลบุรีพระนครศรีอยุธยา ลำพูน หนองคาย นครพนม นครราชสีมา กาญจนบุรี บุรีรัมย์ และสงขลา โดยครั้งถัดไปเดือนมกราคม 2568 ปักหมุด ณ จังหวัดระยอง ซึ่งการจัดสัมมนาทั้งหมดนี้ เป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SME ให้สามารถใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA ลดภาษีนำเข้า เพิ่มผลกำไร และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้มีทักษะและศักยภาพในการต่อยอดธุรกิจเพื่อขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ
 โปรดติดตามความรู้ดี ๆ กับสิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ FTA กับงานสัมมนาในปี 2568 ได้ทางเว็บไซต์กรมการค้าต่างประเทศ www.dff.go.th รวมทั้งสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กองสิทธิประโยชน์ทางการค้า กรมการค้าต่างประเทศ โทร. 081 701 4654 หรือ สายด่วน 1385

ใกล้เทศกาลปีใหม่แล้ว..รมว.ศึกษาธิการ ส่งความสุขแจกขนมไทยน่ารับประทานให้ครูในเขตพื้นที่ สพป.อำนาจเจริญ

ใกล้เทศกาลปีใหม่แล้ว..รมว.ศึกษาธิการ ส่งความสุขแจกขนมไทยน่ารับประทานให้ครูในเขตพื้นที่ สพป.อำนาจเจริญ 
ขอแสดงความยินดีกับคุณครู จังหวัดอำนาจเจริญ ที่ได้รับของขวัญปีใหม่จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คุณครูทุกท่านที่ได้รับกล่าวชื่นชมจริงๆ 

หากแต่มีครูในหลายจังหวัดส่วนใหญ่ทั้งประเทศก็ทำงานอย่างหนักเช่นกัน จะได้รับของขวัญปีใหม่จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เหมือนครูในเขตพื้นที่ สพป.อำนาจเจริญหรือไม่..? เดี๋ยวจะไม่เสมอภาคไม่เท่าเทียม คุณครูทั้งประเทศฝากประชาสัมพันธ์ถึงท่าน รมว.ศึกษาธิการ ด้วยจักขอบพระคุณยิ่ง

วช. เชิดชู 4 หน่วยงานต้นแบบมาตรฐานความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการในรูปแบบ Peer Evaluation

 วช. เชิดชู 4 หน่วยงานต้นแบบมาตรฐานความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการในรูปแบบ Peer Evaluation

วันที่ 17 ธันวาคม 2567 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้จัดพิธีมอบโล่รางวัลและประกาศนียบัตรรับรองมาตรฐานความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการในรูปแบบ Peer Evaluation โดยมี  ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง  ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ดร.อัณณ์ณิชา โตกิจกล้าธวัฒน์ ผู้อำนวยการกองมาตรฐานการวิจัยและสถาบันพัฒนาการดำเนินการต่อสัตว์เพื่องานทางวิทยาศาสตร์ กล่าวรายงานผลการดำเนินงาน ณ ศูนย์สารสนเทศกลางด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ  

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง กล่าวว่า การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการ ถือเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่ วช. ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้าง วัฒนธรรมความปลอดภัย” ที่ยั่งยืนและเป็นระบบในทุกหน่วยงานวิจัยทั่วประเทศ โครงการตรวจประเมินและรับรองห้องปฏิบัติการในรูปแบบ Peer Evaluation : กรมวิทยาศาสตร์บริการ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง วช. และ กรมวิทยาศาสตร์บริการ ได้ดำเนินการตรวจประเมินตามมาตรฐานความปลอดภัยห้องปฏิบัติการ ผ่านกระบวนการประเมินที่ใช้เกณฑ์มาตรฐานแบบข้อตกลงร่วม นอกจากนี้ โครงการยังมุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรผู้ตรวจประเมิน เพื่อขยายผลไปยังหน่วยงานภาครัฐ และสถาบันวิจัยอื่น ๆ อย่างครอบคลุม ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือในวงการวิจัยไทย อันจะช่วยให้เกิดการดำเนินงานที่มีคุณภาพ พร้อมรองรับความท้าทายทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในอนาคต  

ดร.อัณณ์ณิชา โตกิจกล้าธวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า วช. ได้พัฒนาระบบการบริหารจัดการห้องปฏิบัติการที่มีความปลอดภัยสูง โดยเฉพาะด้านสารเคมีและวัตถุอันตราย ผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัย เพื่อให้สามารถตรวจสอบและประเมินความปลอดภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การสร้างเครือข่ายด้านมาตรฐานความปลอดภัยห้องปฏิบัติการ ซึ่งปัจจุบันขยายผลไปยัง 12 มหาวิทยาลัยแม่ข่ายทั่วประเทศ ได้ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการความปลอดภัยและสร้างความตระหนักรู้ในวงกว้าง อีกทั้งยังมีความร่วมมือระหว่างประเทศ เช่น ประเทศลาวและเวียดนาม ซึ่งเป็นการวางรากฐานความปลอดภัยระดับภูมิภาคให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น  



สำหรับพิธีมอบโล่รางวัลและประกาศนียบัตรครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อส่งเสริม ยกย่องหน่วยงานที่สามารถดำเนินการได้ตามมาตรฐานความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการ ผ่านกระบวนการประเมินที่เข้มงวดและเป็นไปตามหลักวิชาการ รวมถึงเพื่อประชาสัมพันธ์และสร้างแรงจูงใจให้แก่หน่วยงานอื่นในการดำเนินงานด้านมาตรฐานความปลอดภัยห้องปฏิบัติการต่อไป โดยภายใต้โครงการดังกล่าวมีห้องปฏิบัติการที่ผ่านเกณฑ์การประเมินจำนวน 21 ห้องปฏิบัติการ จาก 4 หน่วยงานต้นแบบ ได้แก่ การประปานครหลวง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กรมพัฒนาที่ดิน และ กรมวิทยาศาสตร์บริการ


ผลลัพธ์จากการดำเนินงานในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สร้างความปลอดภัยในสถานที่ปฏิบัติงาน แต่ยังช่วยยกระดับขีดความสามารถในการวิจัยและพัฒนาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยช่วยลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุและการปนเปื้อนในห้องปฏิบัติการ พร้อมทั้งสร้างมาตรฐานความปลอดภัยที่เป็นที่ยอมรับทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ นอกจากนี้ โครงการนี้ยังเป็นต้นแบบสำคัญในการพัฒนาแนวปฏิบัติที่สามารถขยายผลไปยังหน่วยงานอื่น ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง อันจะช่วยสนับสนุนการสร้างระบบนิเวศการวิจัยที่ปลอดภัยและยั่งยืนให้กับประเทศไทย ซึ่งการจัดงานในวันนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ วช. ในการส่งเสริมคุณภาพมาตรฐานความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการ และเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับนักวิจัยและบุคลากรวิทยาศาสตร์ทุกคน ทั้งนี้ วช. ขอแสดงความยินดีและชื่นชมกับหน่วยงานที่ได้รับการรับรองมาตรฐานในครั้งนี้ พร้อมขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่ร่วมขับเคลื่อนมาตรฐานความปลอดภัยเพื่ออนาคตที่มั่นคงและยั่งยืนของประเทศ




จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ร่วมส่งเสริมการเพิ่มทักษะสมรรถนะเยาวชนกับ วช .ในการใช้ประโยชน์จากปัญญาประดิษฐ์ โชว์ฝีมือภาพถ่ายจากโดรนส่งเสริมการท่องเที่ยวให้กับพื้นที่ประวัติศาสตร์ของอยุธยา

 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ร่วมส่งเสริมการเพิ่มทักษะสมรรถนะเยาวชนกับ วช .ในการใช้ประโยชน์จากปัญญาประดิษฐ์ โชว์ฝีมือภาพถ่ายจากโดรนส่งเสริมการท่องเที่ยวให้กับพื้นที่ประวัติศาสตร์ของอยุธยา

               เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2567 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ร่วมกับ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมโดรนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ภาคกลาง ครั้งที่ 5” โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายเชาวลิต อุ้มบุญ รองผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา ให้การต้อนรับ ณ ห้องประชุมวิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

               ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวถึงบทบาทของ วช. ในการส่งเสริมการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ AI โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะและสมรรถนะ ผ่านการใช้องค์ความรู้เกี่ยวกับโดรนแปรอักษร เพื่อเพิ่มพูนทักษะการอบรมและส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในแต่ละพื้นที่ สำหรับโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมโดรนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ภาคกลาง ครั้งที่ 5” ซึ่งจัดขึ้นในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ณ วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา ครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้ผู้เข้าอบรมสามารถนำความรู้ด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และโดรนแปรอักษรไปประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้อย่างมีประสิทธิภาพสร้างโอกาสในการแข่งขัน เกิดการสร้างงานสร้างอาชีพในด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวให้กับจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

               นายเชาวลิต อุ้มบุญ รองผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ในนามของวิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมสนับสนุนและเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นผู้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ ตามโครงการ “การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมโดรนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ภาคกลาง ครั้งที่ 5” และขอขอบคุณ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับที่ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเกี่ยวกับโดรนมาถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับเยาวชน บุคลากรด้านการท่องเที่ยว และประชาชนที่สนใจ ส่งผลให้เกิดการกระตุ้น ส่งเสริม และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาอีกด้วย

               นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ กล่าวว่า โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยมาประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทั้งยังส่งเสริมให้เยาวชนในสถาบันการศึกษาและบุคลากรให้มีศักยภาพด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในการใช้โดรนเพื่อการประชาสัมพันธ์และสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำ ซึ่งเป็นการผลักดันให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยเติบโตสร้างเศรษฐกิจให้กับพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

                ทั้งนี้ ผู้เข้ารับการอบรมจะได้รับประกาศนียบัตร ซึ่งเป็นหลักฐานในการรับรองทักษะและความรู้ที่ได้รับจากการอบรม โดยสามารถนำไปประกอบการขออนุญาตในการบินโดรนได้ เนื่องจากเป็นหลักสูตรการฝึกอบรมที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจาก สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ


SASOM ชวนสายแฟชั่นเปิดประสบการณ์ช้อปแบรนด์เนมใน “Brandname Fest” 7 วันเต็ม มอบส่วนลดรวมสูงสุด 750,000 บาท พร้อมดีล One Price เริ่มต้นเพียง 3,900 บาท

แพลตฟอร์มช้อปปิ้งสินค้าแฟชั่นที่ให้บริการตรวจสอบความแท้ของสินค้าก่อนจัดส่ง เดินหน้าสร้างประสบการณ์ใหม่ให้คนรักแฟชั่นและสินค้าแบรนด์เนมอีกครั...